(ลงขายที่งานหนังสือ18-29ต.ค.นี้ สนพ.hermit books) 1 Month รักนี้ ใครกำหนด รอภาค๒ [Yaoi]

ตอนที่ 21 : 1 MONTH--20(คือสัญญา)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,201
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    31 ธ.ค. 57

ตอนที่ 20

-P’ Por Part-

ทุกคนคงกำลังงงกันอยู่ล่ะสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงมาอยู่ต่อหน้าไอ้ภีมตรงนี้ได้

ผมจะอธิบายให้เข้าใจคร่าวๆ

อันที่จริงมันไม่มีอะไรน่างงเลยสักนิดนะผมว่า เมื่อคืนผมไปงานเลี้ยงแล้วเห็นไอ้ตัวดีตรงหน้าเนี่ย เข้ามาในงานพร้อมกันกับไอ้ต้น บอกตรงๆ ว่าจะไม่มีน้ำโหเลยถ้ามันไม่ไปนั่งเบียดกับไอ้ถึกเจ้าของวันเกิดเมื่อวาน ผมโมโห ผมอยากจะกระโจนเข้าไปต่อยไอ้นั่นที่มันแตะต้องเมียผม ลวนลามเมียผมด้วยสายตากระลิ้มกระเลี่ยนั่น

แต่ยังดี ที่ภีมมันไม่ได้มีสายตาพิศวาสไอ้นี่เลยแม้แต่น้อย ถึงจะทำทีเป็นสวีทกัน แต่แววตามันก็ยังบอกได้เสมอว่ารังเกียจไอ้นี่ซะเต็มประดา จะเล่นละครก็เล่นไม่สมบทบาท

แต่ถึงยังไงก็หึงอยู่ดี ก็เมียผมนี่หว่า

ภีมมันคิดว่าตอนนั้นอยู่เหนือ ต้องการจะสั่งสอนผม ผมจึงตามมันไปยังห้องน้ำเพื่อจะบอกว่าผมรู้ว่ามันกำลังหลอกผม แต่แม่งยิ่งคุยยิ่งพูดกันไม่รู้เรื่องก็เลยลากมันออกมาทั้งแบบนั้น

ระหว่างที่นั่งอยู่นั่น ผมไม่ยอมให้ไอ้อิฐอะไรนั่นแตะต้องเมียผมเป็นครั้งที่สอง ภีมมันอยู่ในสายตา ในอ้อมกอดผมตลอดเวลา ส่วนพวกไอ้ต้นน่ะเหรอ พอรู้ว่าผมรู้ทันก็ขอร้องว่าอย่าบอกไอ้ธามไง เมื่อคืนไอ้พีมันเป็นคนขับรถออกมาส่งผมพร้อมๆ กับไอ้ต้นนั่นแหละ

เป็นไง ซ้อนแผนเลยสิ

แล้วตอนนี้พวกมันคงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้วเพราะผมเองก็อยากจะให้เรื่องไอ้ธามมันเคลียร์เช่นกัน ก็เลยปล่อยพวกมันสองคนหนีไป

 

ส่วนตอนนี้

ดวงตาผมมองไอ้ตัวเล็กตรงหน้าที่มองมายังร่างของผมด้วยความตกใจ บนตัวของมันสวมเสื้อเชิ้ตของผมที่ตัวออกจะโต ส่วนล่างขโมยบ๊อกเซอร์ผมไปสวมเสียอย่างนั้น ถึงจะเป็นผัวเมียกันก็เถอะ แต่นั่นมันของใช้ส่วนตัวนะครับเมีย

ผมหลุดยิ้ม และมันเองก็คงจะรู้ทัน มันดึงเสื้อเชิ้ตให้ร่นมาปิดแล้วเงยขึ้นมาว่า “หยุดใช้สายตานั่นกับกูนะ!

ผมชะงัก สายตาแบบนั้นนี่แบบไหนวะ คิดแล้วยกยิ้มกับใบหน้าของมันตอนนี้ คงกำลังอาย “เอ้านี่โทรศัพท์ เอามาคืน ยังจะมาทำเป็นเก๊กใส่อีก”

มันตีหน้าเข้มใส่ “ก็ดีแล้วที่เอามาให้ งั้นก็เอามาสิ!

ว่าพลางจะแย่งออกจากมือ นี่มันจำได้รึเปล่าว่าเมื่อคืนบอกผมว่าอะไร

“เชิญกูเข้าไปข้างในก่อน”

มันขมวดคิ้วตัวเองว่า “กูไม่ต้อนรับ”

“ไม่เอาน่า กูอยากคุยดีๆ”

“กูไม่อยากคุย เอ๊ะ บอกให้ออกไป!” มันตีมือผมดังเพียะ เอะอะใช้กำลังเมื่อเห็นว่าผมทำท่าจะเดินเข้าไป ผมยกยิ้มเมื่อเห็นใบหน้ามันเขิน แก้มยุ้ยๆ ของมันพองโดยไม่รู้ตัว

เมื่อคืนผมจูบมันทั้งคืน ถึงจะเหม็นอ้วกนิดๆ ก็เหอะ

“บอกให้ออกไปพูดไม่รู้เรื่องรึไงไอ้นี่ กูไม่อยากเห็นหน้ามึงเข้าใจไหม?”

“เมื่อคืนมึงไม่ได้พูดกับกูแบบนี้” ผมว่า

ภีมมันเบิกตามองผม “เมื่อคืน?”

“ใช่ เมื่อคืนน่ะ

มึงบอกว่ามึงรักกู

ผมนิ่งจ้องดวงตาของมันที่เงยมาจ้องไม่ละ สีหน้าของมันแลดูกังวลกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้เมื่อคืนมาก แต่ในความคิดของผมไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ไม่น่าถือสาสักนิด ผมไม่คิดจะถือสาความดื้อของมันอีกแล้ว ตั้งแต่ผมรู้ใจตัวเองว่า

ผมก็รักมัน

เมื่อคืน ผมเฝ้ามันไว้ตลอดเวลาไม่ละสายตาไปไหน ตอนที่ภีมมันนอนหลับ ร่างกายซุกอยู่ในอกผม กอดผม ร้องไห้เรียกแต่ชื่อของผม ผมรู้ว่ามันเจ็บที่เราต้องห่างกันไม่ต่างจากผมเลยและอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ทำให้เวลานั้นผมคิดได้ว่าตัวเองมันโคตรเลวเลยที่กล้าปล่อยภีมมันไว้คนเดียวแบบนี้ ห่วงแต่ความรู้สึกตัวเอง กลัวตัวเองเจ็บปวด เดินหนีมันมาแบบนี้ได้ยังไง

ผมเสียใจที่เกิดเรื่องแบบนี้ เฝ้ามองมัน บอกรักมันทั้งคืน และวิงวอนขอให้เวลามันเดินช้าๆ

คิดได้ว่าไม่ควรมาบอกรักมันในสภาพแบบนี้ ผมควรบอกให้มันรู้ชัดๆ ว่าผมรักมัน รักมันมากจนไม่อาจรักใครคนไหนได้อีก

“ปอ” มันเขย่าร่างของผม

อดที่จะตกใจตัวเองไม่ได้ ผมตกอยู่ในภวังค์เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ผมละสายตาไปจ้องตามมันนิ่ง และตอนนี้ผมมีหนึ่งอย่างที่จะต้องทำ ผมตัดสินใจแล้วว่าผมต้องบอกมันให้ได้

“ขอพี่เข้าไปนะภีม พี่มีเรื่องจะคุยกับภีมจริงๆ”

จะบอกว่ารักมากขนาดไหน

“ไม่ ไม่ให้เข้า ถ้ามาเพื่อเอาโทรศัพท์มาให้ก็ควรจะให้มา แล้วก็กลับไปได้แล้ว”

“ไม่

“เอ๊ะ มึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องงั้นเหรอ กูบอกว่าออกไป”

“มึงนั่นแหละที่พูดไม่รู้เรื่อง กูอยากจะคุยกับมึงนะภีม”

“กูกับมึงไม่มีอะไรต้องคุยนานแล้ว” มันว่าพลางผลักตัวผมออก

“มีสิ เรื่องเมื่อคืน เรื่องที่มึงแสดงละครหลอกกูไง”

มันชะงักเงยหน้ามามองผมแววตกใจอีกครั้ง ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าทำหน้ากับมันยังไงภีมมันถึงเอาแต่จ้องตา มันแสดงถึงความอายออกมาด้วยในเวลานี้ ทั้งโกรธทั้งอาย ทั้งตกใจ มันผสมกันไปหมดในแววตาของมัน

“กะ กู” มันลากเสียง

“บอกเหตุผลมา ว่าจริงๆ ทำไปทำไม อยากให้กูหึงหวงมึงเหรอ?” ผมถามไปตรงๆ ใช่ และผมก็หึงมันมาก

“มะ ไม่ใช่ ไม่ใช่เว่ย!” มันก้มหน้า ยกมือปิดหน้าตัวเองไม่เงยมามอง

“ภีมเงยมามองกู” มือของผมจับบ่าเล็กๆ ของมัน พยายามพูดคุยด้วยความใจเย็นและใช้เหตุผลที่สุดกับมัน “มามองตากูสิ

“ไม่!

“มองตาพี่นะ พี่อยากรู้จริงๆ ว่าทำไปทำไม ถ้าภีมอยากให้พี่หึง ใช่พี่หึงภีม โคตรหึงเลยรู้รึเปล่า?”

มันก้มหน้าส่ายไปมาอย่างเดียว ทำราวกับกำลังเขินแลดูโคตรน่ารัก มือผมดึงข้อมือมันออกจากใบหน้าตัวเอง อีกข้างเชยคางขึ้นมาสบตา ใบหน้าของมันแดงระเรื่อ แววตาตื่นกลัวเล็กๆ พยายามละไปมองด้านอื่น

ผมยกยิ้ม ให้ภีมเห็นว่าตอนนี้ไอ้ปอมันไม่ใช่คนเดิมแล้ว

“ให้พี่เข้าไปคุยกับภีมดีๆ นะ เมียจ๋า

มันเบิกตาตัวเองยกมือทุบอกผม

“ใครเมียมึง ออกไปเลย บอกแล้วไงว่าเราสองคนหมดเรื่องที่จะพูดกันนานแล้ว”

“ไม่ได้ ต้องคุยกัน

ผมดันประตูเข้าไปทันทีเมื่อเห็นว่าภีมมันตั้งใจจะรั้นและไล่ผมท่าเดียว มันคงเป็นเพราะความอาย วางตัวไม่ถูก มันแสดงถึงความตกอกตกใจถอยกรูดจนล้มลงก้นกระแทกพื้น ใบหน้าใสๆ นั้นหยีออกมาด้วยความเจ็บปวดและร้องโอดโอย มันคงกลัวผมมากสินะถึงลนลานได้ขนาดนี้

“ภีม ไม่เห็นต้องตกใจ

ผมชะงักเมื่อมองไปเห็นร่างของมัน ไม่ๆๆๆ อยากนอกเรื่องไอ้ปอ

ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายมองกางเกงที่มันสวม บ๊อกเซอร์ของผมมันคงตัวใหญ่ไปสำหรับมัน ขามันเลยกว้าง พอภีมมันนั่งลงแล้วชันเข่าขึ้นมาขาก็ร่นลงจนเห็นขาอ่อนขาวๆ ของมัน รวมถึงกางเกงในตัวเมื่อคืนด้วย นี่มันตั้งใจจะยั่วใช่ไหมนะ

ผมนิ่งมองอยู่แบบนั้น นึกถึงตอนที่ตัวเองได้จับ ได้แตะต้องตัวมัน

“ไอ้เหี้ยปอ! มึงอย่ามาทำหน้าหื่นมองกูแบบนั้นนะ”

“อะไร?” ผมยิ้มมองหน้ามันที่กำลังเขิน มือก็ปิดตัวเองไปด้วย

“ออกไป! เพราะมึงนิสัยแบบนี้ไงกูถึงไม่อยากให้เข้ามา”

อ๋อ เข้าใจแล้ว เพราะกลัวว่าผมจะทำเรื่องทะลึ่งๆ กับมันนี่เอง

ผมละดวงตาออกจากขากางเกงเมื่อมันเดาใบหน้าออก รีบเดินเข้าไปหา พยายามจะช่วยพยุง “ไม่ อย่ามาแตะกู มึงจะมาวุ่นวายกับกูทำไมนัก กูกับมึงน่ะต่างคนต่างอยู่ไปสิ!

“ไม่ได้หรอกภีม พี่ทำไม่ได้”

มันยกมือกุมหัวตัวเองเหมือนจะปวดประสาทก็ไม่ปาน “โอ๊ยทำไมจะทำไมได้!?”

“เพราะพี่รักภีม”

“มึงก็ไปแจ้งตำรวจสิ ออกไป” เสียงมันหายไปในลำทันทีเมื่อรั้งสติตัวเองได้ มือที่ดันตัวผมออกชะงัก ใบหน้าใสๆ ที่ก้มหน้าก้มตาขัดขืนค่อยๆ เงยมามองตาผมที่ยิ้มรออยู่แล้ว

แววตามันตกใจมาก จากนั้น

ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ความรู้สึกของผมมันไหลออกมาหมดแล้วและรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ยิ่งเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของมันแล้ว มันยิ่งทำให้ผมดูมีหวังขึ้นมาบ้าง จากความตกใจ แปรเปลี่ยนมาเป็นความดีใจระคนเศร้า จริงๆ ก็เดาไม่ออกว่ามันหมายความว่ายังไง

แต่ผมขอเข้าข้างตัวเอง ว่ามันน่าจะดีใจที่ผมเองก็รักมันเช่นกัน

“รัก” มันว่าเสียงเบา สั่นไหว

“ใช่ รัก รักภีม” ผมก้มลงใบจูบแก้มมันซ้ำเป็นเครื่องยืนยัน

“โกหก!” มันเงยขึ้นมาว่า มือก็ทุบอกผมสุดแรง

“ไม่ได้โกหก รักภีมคนเดียว ไม่เคยรักใครเลย”

มันเม้มปากตัวเองที่กำลังสั่นระริก เหมือนกำลังจะร้องไห้ ดูไม่เป็นไอ้ภีมขี้ดื้อคนเดิมเลยสักนิด มันอาจจะยังตกใจ ยังวางตัวไม่ถูก มือเล็กๆ ของมันสั่นราวกับกำลังหนาว ผมกอดมัน จูบซับลงบนเส้นผมเพื่อยืนยัน ผมยอมที่จะยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองกล่าวออกมาเป็นความจริงทุกอย่างตอนนี้

“ทำไมถึงรัก?” ภีมมันว่าเสียงเบา ผมนิ่งคิด

มันต้องการคำตอบแบบไหนกัน

“เพราะคนๆ คนที่เหมาะกับคำว่ารักนั่น เป็นภีม คนเดียวนะ แค่ภีมคนเดียว”

มันนิ่ง เงยมามองตาแล้วส่ายหน้าไม่เชื่อ ผมยินดีที่จะตอบคำถามมันทุกคำตอบ ยินดีที่จะอธิบายกับมันทั้งวันทั้งคืนว่าทำไมผมถึงได้รักมันและหวงแหนมันขนาดนี้ ถ้ามันยินยอมที่จะนั่งฟังข้างๆ ผมไปทุกวัน

“สอนพี่ ดูแลพี่อีกได้ไหม?”

มันมุ่นคิ้วตัวเองละไปด้านอื่น ทำไมต้องทำหน้าตาน่ารักขนาดนี้ด้วยวะ ผมอดที่จะโน้มหน้าเข้าไปจูบไม่ได้ เสียงมันปรามและเบี่ยงหน้าหนี

“ออกไป กูยังไม่ได้บอกว่าจะเชื่อหรือจะยกโทษอะไรให้มึงนะปอ” มันว่า

“ก็ภีมน่ารัก”

รอยยิ้มของผมยกขึ้น มันชะงักตัวเองราวกับต้องมนต์สะกดจากดวงตาของผมเมื่อเห็น ริมฝีปากเจ้าเนื้อเม้มติดกันเน้น เรียกร้องให้ผมเข้าไปแนบปากจูบได้ไม่ยาก อย่าทำให้มันบวมช้ำแบบนั้นเลย พี่อุตส่าห์เฝ้ามองมันมาตั้งนานนะภีม

“อื้อ” เสียงทุบตัวผมดังตุบตับ มือเล็กๆ นั้นถูกผมเข้าไปประสานนิ้วรวมเป็นหนึ่ง ภีมกำมันไว้แน่นรับจูบ ถึงไม่เต็มใจนัก แต่มันอาจรับรู้ว่าผมต้องการมัน โหยหาและรักมันจริงๆ

ผมไม่เสียเวลาผละปากออกไปเลยสักวินาที นานเท่าไรที่ผมไม่ได้จูบมันแบบนี้ พริ้มตาไล้ลิ้นตามลิ้นเล็กๆ ของมันที่พยายามหลบ เสียงมันหอบหายใจไม่ตรงจังหวะ ขาดอากาศหายใจ หรือกำลังรู้สึกดี ผมเท่านั้นที่รู้

รัก

ตอนนี้ผมสะกดได้แค่คำนี้

แล้วก็สะกดออกก็ต่อเมื่ออยู่กับภีมเท่านั้น

แกร๊ก

“ภีมอุ๊ย!

ผมผละใบหน้าไปมองคนที่จู่ๆ ก็เปิดประตูเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มองมือตัวเองที่กำลังล้วงเข้าไปลูบขาอ่อนเมียเพลินๆ แล้วกลัวภีมมันจะอาย รีบชักมือออก เห็นไอ้ต้นซุกหน้าไปปิดตาตัวเองเองบนอกของไอ้พีร้องว่า

“ทำบ้าอะไรกันนี่มันพื้นบ้านนะเว้ย!

“พวกมึงนี่ไม่มีที่เอากันแล้วรึไงหา เสียลูกตาว่ะแม่ง”

“หุบปากไปเลยทั้งสองคน มันไม่ใช่แบบที่เห็นนะ” ภีมมันส่ายหน้าว่า สีหน้าแสดงถึงความเขินออกมา มือเอื้อมมาหยิบโทรศัพท์ไปถือ มืออีกข้างก็เอื้อมมาฟาดหน้าผมฉาดหนึ่ง

“ออกไปเลย กูยังไม่ได้บอกว่าจะยกโทษให้มึง!

“แต่

“ออกไปปอ ออกไป!” มันว่าพลางผลักตัวผมออก ตอนแรกคิดไว้ว่ามันจะใจอ่อนแล้วแท้ๆ ผมถอนใจเมื่อเห็นดวงตามันมีแววสั่นไหวออกมาอย่างชัดเจน ทำแบบนี้ทำไม ทิฐิอีกแล้วงั้นเหรอภีม

“ขอโทษนะที่เข้ามาขัดจังหวะ ถ้าพวกกูมาช้ากว่านี้ภีมมันอาจจะยอมคืนดีด้วยก็ได้” ไอ้พีมันว่า ผมมองดวงตาของเมีย ใช่ผมรู้

มันเสียใจตอนที่ไล่ผม

ผมไม่อยากให้มันปากแข็ง ทำร้ายใจตัวเองเพราะตั้งใจจะสั่งสอนผม เราควรหันมาคุยกันดีๆ ในเมื่อต่างรู้แล้วว่าเราใจตรงกัน เรารักกัน ควรจะเข้าใจกันให้เร็วที่สุดเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่ด้วยกันไปได้นานสักแค่ไหน

“ถ้าภีมมันเสียตัวให้พี่ปออีกสักครั้งมันอาจจะยอมคืนดีง่ายๆ นะ”

“หุบปากไปต้น” ไอ้พีมันว่า

ผมก้มหน้าลงมองตา เอื้อมมือไปแตะมือของเมียตัวเองที่กำลังสั่นไหว มันไม่ได้ผลักไสผมออก

“พี่จะรอนะภีม

ใช่ ผมจะรอจนกว่ามันจะเชื่อมัน เชื่อว่าผมรักมันจริงๆ อย่างที่ผมเชื่อมัน แม้มันจะไม่มีสติตอนที่บอกรักผมก็ตามที

 

ผมพาร่างตัวเองเดินเอื่อยๆ มายังห้องพักของตัวเอง รอยยิ้มผุดขึ้นมาตกแต่งได้ใบหน้าเรื่อยๆ เมื่อนึกถึงตอนภีมมันแสดงถึงความตกใจในสิ่งที่ผมพูด คิดว่าไอ้สารเลวคนนี้ไม่มีหัวใจรักใครไม่เป็นล่ะสิ แต่ก็ควรจะขอบคุณมันจริงๆ ที่เป็นคนสอนผม จะไม่ให้ผมรักผมรอมันได้ไง

มือเปิดประตูห้องและก้าวเท้าเดินเข้าไป พบว่ามีเสียงทีวีเปิดอยู่ก็เดาได้เลยว่าเป็นใคร เดินไปเห็นร่างมันกำลังยกเหล้าทั้งขวดขึ้นมาดื่มด้วยสีหน้าเจ็บปวด ใจจริงก็สงสารแต่อีกใจหนึ่งก็สมเพช สีหน้าตอนมันกระวนกระวายตอนตามหาไอ้ต้นน่ะ ผมอยากให้ไอ้ต้นได้เห็นจริงๆ

“มาเมาอะไรตั้งแต่หัววันวะ?” ว่าพลางเก็บขวดเหล้าบนโต๊ะ เท่านี้ห้องกูไม่เป็นรังหนูพอรึไง

“กูหาต้นไม่เจอ

สมน้ำหน้าไอ้พ่อนักรัก

“ไอ้โอ๊คนั่นไงเมียมึง เมียตัวเองไม่ไปหาไปตามหาเมียชาวบ้านเขาทำไม?”

“มึงแม่งพูดเหมือนไอ้ภีมเปี๊ยบเลย” มันมุ่นคิ้วตัวเอง พิงตัวบนพนักว่าต่อ “จะมีคนทนกับกูซักกี่คนเชียววะ โอ๊คน่ะ มันวิ่งหนีตอนจะนอนกับกูเมื่อวันก่อน มันบอกว่าทนเจ็บไม่ไหวแล้ว

ผมมองมันพล่ามไปเงียบๆ เสียงมันสั่น “กูคิดถึงต้น ถ้าเป็นมันกูจะทนุถนอมจะไม่ทำมันเจ็บเลย ทำไมกูมันควายแบบนี้วะไปยกให้ไอ้พีได้ยังไง ปอ มึงบอกกูทีว่าต้นอยู่ไหน กูต้องการมันจริงๆ”

มันหันมาเขย่าแขนผม ซึ่งมันทำให้ผมพูดไม่ออก “กูไม่รู้”

“มันเกลียดกูสมที่กูต้องการแล้ว ทำไมกูไม่ดีใจเลย ทำไมวะ คิดถึงแต่มัน กูรู้ที่กูผิด กูไม่ยอมเปิดใจคุยกับมัน เพราะสิ่งที่กูกลัวคือการวิ่งหนี เหมือนไอ้โอ๊ค มันบอกว่ารักกูยอมกูทุกอย่าง แต่ท้ายที่สุดเหอะ มันก็วิ่งหนีจากกูไปด้วยความตื่นกลัว มึงเข้าใจก็ไหม ถ้าคนๆ นั้นเป็นต้น กูเจ็บปวด กูผิดใช่ไหมที่เลือกไม่แตะต้องมันเพราะกลัวว่ามันจะทนกับกูไม่ไหวเหมือนไอ้โอ๊ค”

“มึงกับไอ้โอ๊ค” อย่าบอกน่ะว่ามันเลิกกันแล้ว

“มันขอเลิกกับกูแล้วว่ะ หึกูมันโคตรน่าสมเพช เพิ่งจะมาเห็นค่าต้นมันก็ตอนที่ตัวเองไม่เหลือใคร”

มันว่าพลางขมวดคิ้วตัวเอง ยกเหล้าขึ้นมากรอกปากให้ลืมเจ็บ ใจของผมโหวงเหวงอย่างน่าประหลาดเมื่อนึกถึงตอนที่ต้นมันอยู่กับไอ้พีเมื่อเช้า การถูกปล่อยให้อ่อนแอและถูกไอ้พีปลอบใจอย่างนั้นมานาน ป่านนี้ต้นมันอาจจะเผลอใจกับไอ้พีไปแล้วก็ได้ ดูจากการแสดงท่าทีที่มันตกใจเมื่อเช้า มันพุ่งเข้าหาไอ้พีอย่างไม่รีรอ

มันสองคนรักกัน

ผมเห็นไอ้พีกอดไอ้ต้น และไอ้ต้นเองถ้าไม่มีใจให้ก็คงไม่วางตัวแบบนั้นกับมันแน่ๆ คิดแล้วก็ปวดหัวว่ะ ผมจะจัดการเรื่องนี้ได้ยังไง เมื่อยิ่งแก้ไขเรื่องราวทุกอย่างกลับพันกันมั่วจนแทบจะแก้ไม่ออก

ผมควรจะเข้าไปคุยกับไอ้ต้นอีกครั้งแล้วล่ะ

“มึงไม่ต้องห่วงไอ้ธาม ก็จะจัดการให้มันเคลียร์เอง”

ใช่

เพราะผมคือต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี่ เมื่อผูกแล้ว ผมก็ต้องพยายามแก้ ไม่เลือกที่จะใช้ทางลัดด้วยการใช้มีดตัดให้มันขาด ภีมมันสอนผมให้รู้จักคิดอะไรแบบนี้

สักวัน ผมจะแก้ปัญหาที่อยู่ในใจตัวเองบ้าง อย่างที่ภีมมันต้องการ

 

ผมพาร่างตัวเองเดินขึ้นตึกเรียนหลังจากล้างไม้ล้างมือจากงานช่างในช็อปที่ต้องเปื้อนสีเปื้อนน้ำมันเครื่องเพื่อจะเรียนวิชาต่อไป ในใจตอนนี้น่ะเหรอ ผมคิดถึงเมีย คิดว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังนึกถึงคำที่ผมบอกมันไปเมื่อวานไหม

แต่ด้วยความรีบไปหน่อยไม่ทันได้มองเห็นคนที่เดินสวนออกมา มันกับผมชนกันจนข้าวของที่ขนมันด้วยหล่นลง เป็นหนังสือกองใหญ่ที่ท่าจะหนักน่าดู

“ขอโทษทีว่ะไม่ทันได้มอง” มันน่าจะเป็นรุ่นน้อง พอเงยมาเท่านั้นก็รู้เลยว่าเป็นใคร

“ผมก็ไม่ทันได้มองเหมือนกันครับ ขอโทษนะพี่ปอ” มันยกยิ้ม

“มึงเพื่อนไอ้ภีมนี่”

ผมชี้หน้า มันยิ้มรับพลางก้มลงเก็บหนังสือ

“มาๆ เดี๋ยวกูช่วย”

“ไม่เป็นไรครับพี่ พี่ไปเรียนเหอะผมทำเองได้”

“น่า กูบอกจะช่วยคือให้กูช่วยเข้าใจไหม?”

มันละมาเงยมองหน้าผม ก่อนจะปล่อยยิ้มออกมาด้วยความใสซื่อ มันก็น่ารักดีแฮะ ไม่รู้ไอ้ภีมมันไปคบด้วยได้ยังไง แบบมันน่าจะคบพวกนักเลงๆ หน่อยนะ

“แล้วนี่จะขนไปไหน?”

“อ้อ จะเอาไปไว้ห้องสมุดครับ”

“นั่นมันชั้นสี่ไม่ใช่เหรอ มึงขนไหวแน่นะ?”

“ไหวพี่ ไหวอยู่แล้ว” มันยิ้ม เออ เอาแต่ยิ้ม

“เดี๋ยวกูช่วย”

มันทำท่าจะห้าม แต่คงเพราะประโยคเมื่อกี้ที่ผมบอกไปก่อนหน้านั้นมันจึงชะงักห้ามปากตัวเองไว้ได้ทัน คนจะช่วยมาปฏิเสธแบบนี้มันเสียความรู้สึกน่า ผมยกหนังสือด้วยมือสองข้างเดินไปพร้อมกับมันที่ยังเดินไปเงียบๆ ไม่พูดไม่จา

“มึง สนิทกับภีมได้ไง?” อดที่จะถามไม่ได้ มันละใบหน้มามองผมก่อนจะกล่าว

“คงเพราะผมชอบมันมั้ง มันดูมีอะไรสักอย่างเรียกให้อยากจะสนิทกันน่ะ”

“เหมือนกันเลย ภีมมันมีอะไรสักอย่าง” ที่ยังไม่รู้เลยว่าอะไร

“แล้วก็ช่วงที่มันเสียใจ ผมแวะไปคุยกับมันบ่อย”

ผมชะงักเมื่อมันว่า ตอนที่เลิกกันกับผมแรกๆ งั้นเหรอ

“ขอบใจนะ”

“อะไรครับ?” มันละใบหน้มามองพลางสาวเท้า ผมเห็นแววเขินแปลกๆ จากดวงตามันตอนที่ผมกล่าวออกไป รอยยิ้มผุดขึ้นมาประดับบนใบหน้าผมก่อนจะตอบ

“ขอบใจที่อยู่กับไอ้ภีมมัน มันดีนะที่มีเพื่อนดีๆ แบบนี้”

ไอ้เด็กนี่มันยิ้มกับตัวเอง ทำใบหน้าน่ารักล่อคนเดินสวนไปมาและสาวเท้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ผมยกยิ้มกับตัวเองพลางนึกถึงหัวข้อสนทนาของเราตอนนี้ นึกถึงภีม และเฝ้าหวังว่าต่อไปจะไม่มีคนที่จะต้องคอยปลอบใจมัน อยู่ข้างๆ มันนอกจากผมคนเดียว

ผมจะเป็นคนอยู่ข้างๆ ตัวมัน บอกรักมันไปทุกๆ วัน

สัญญา

 

 
ต่อนตอนต่อไปกันเลยจ้า

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

208 ความคิดเห็น

  1. #143 secret secret (@sorrower-2542) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 02:55
    อ่า มันจะ แฮปปี้เอนดิ้งแร้วสินะ อิอิ^^
    #143
    0
  2. #86 ลักส์ (@cagalli2) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มกราคม 2558 / 10:18
    พีกับต้นนน. ว่าละะะะ แต่เชียร์คู่นี้อะะ
    #86
    0
  3. #84 Lilly June (@lin-salintip) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 23:06
    ค้างนิดๆ รออ่านตอนต่อไปน้าว่าพี่ปอกับภีมจะดีกันได้ยัง เค้าเป็นกำงังใจให้น้าสู้ๆ
    #84
    0