แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 9 : Level 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 67
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    3 เม.ย. 62

                “ผมคิดว่า ผมจะลาออกครับ”

นั่นเป็นประโยคที่ผมกลัวว่ามันจะมา แล้วมันก็มาจริงๆ

จำที่ผมบอกไปได้ไหมครับ โปรแกรมเมอร์ที่ไม่ชอบเขียนโปรแกรม วันนี้เขามาพูดกับผมแล้ว และผมก็ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปยังไงดี

“ผมทำงานตรงนี้ไม่ไหวจริงๆ มันคนละเรื่องกับตอนเรียนมหาลัยเลย...”

ผมพยักหน้าเข้าใจ เข้าใจจริงๆ นะ “ขอบคุณที่มาบอกกันก่อน แต่...คุณคงไม่ได้จะบอกผมวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ชิ่งเลยใช่ไหม”

รณรัตหรือรัตหัวเราะ เขาส่ายหัว “พี่คะนิ้งเล่าให้ผมฟังแล้วเรื่องคนก่อนทำคุณประสาทกินขนาดไหน ผมจะอยู่ถึงสิ้นเดือนครับ”

ผมพยักหน้าอีกครั้ง พยักเพยิดให้เขานั่งลงตรงเก้าอี้ว่างที่คะนิ้งชอบมานั่ง ตอนนี้เลยเวลาเลิกงานไปแล้ว ออฟฟิศไม่มีคนอยู่ ผมอยากคุยกับเขาเพิ่มอีกนิด “นั่งคุยกันก่อนสิ”

รณรัตนั่งลงอย่างเกร็งๆ แต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ได้ทำท่าจะกินหัวเขา โปรแกรมเมอร์ที่ไม่ชอบเขียนโปรแกรมก็ดูจะผ่อนคลายขึ้น “ผมจะเคลียร์ไฟล์งานให้เรียบร้อยก่อนไป”

“คุณจะไปที่ไหนล่ะ”

“ผมได้งานใหม่เป็นซัพพอร์ต เงินเดือนน้อยลงมาหน่อย แต่น่าจะเหมาะกับผมมากกว่า”

“ก็ดีนะ ทำงานที่เหมาะกับคุณก็ดี จะได้ไม่ต้องเครียดมากขนาดนี้”

รณรัตยิ้มเศร้าๆ “ผมเคยคิดว่าผมจะทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าผมทุ่มเทมากพอ แต่เหมือนว่าผมจะคิดผิด” เขาเริ่มเล่นมือตัวเอง ก้มหน้ากลบเกลื่อนประกายบางอย่างในดวงตา “คุณคงบอกได้ ผมไม่ได้ชอบเขียนโปรแกรม ผมแค่ทำได้ แต่ไม่ได้รักมัน จริงๆ ผมก็มีสิ่งที่รักอยู่แล้วแต่โกหกตัวเองไปอย่างนั้นเอง ต่อให้ทุ่มเทเท่าไหร่ อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อยู่ดี”

คำพูดของเขาสะกิดอะไรบางอย่างในใจผมเข้าอย่างจัง “คุณคิดว่าแบบนั้นเหรอ”

“ครับ?”

ต่อให้ทุ่มเทเท่าไหร่ อะไรที่ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่อยู่ดี คุณคิดแบบนั้นจริงเหรอ”

รณรัตดูงุนงงในตอนแรก แต่เมื่อเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของผม เขาก็เริ่มจริงจังบ้าง “คุณธารดูเป็นคนแบบ ยึดมั่นในหลักการเหตุผลใช่มั้ยครับ คุณคิดว่าถ้าคุณพยายามมากพอ อะไรก็สำเร็จได้ทั้งนั้นใช่ไหม”

“เอ่อ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเหรอ”

“ผมว่ามันแล้วแต่คนมองนะ แต่สำหรับผม เรากำหนดชีวิตเราได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่ง...อืม คงต้องบอกว่าเป็นโชคชะตา”

สีหน้าของผมต้องไม่เห็นด้วยอย่างแรงแน่ เพราะเขาเสริมอีกว่า “มนุษย์เราปกติแล้วใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลนะครับ คุณธาร คุณจะโทษตัวเองทุกเรื่องไม่ได้หรอก สมมติว่าอยู่ดีๆ อุกกาบาตก็พุ่งชนโลก ทำให้เกิดหายนะ ทุกชีวิตตกต่ำ มีคนเจ็บตายมากมาย คุณเองก็อาจขาหัก พยายามลุกแต่ก็ล้ม แล้วคุณจะโทษตัวเองว่าอะไรได้ล่ะ ร่างกายฉันพังเพราะมันอ่อนแอ เพราะเป็นมนุษย์เหรอ มันไม่ยุติธรรมสำหรับตัวคุณเองเลยนะครับ”

“คุณธารบอกให้ผมไม่เครียด แต่คนที่เครียดที่สุดน่าจะเป็นคุณนะ ผมรู้สึกว่าคุณกดดันตัวเองเก่งเหลือเกิน และ...เอ่อ ผมพูดต่อได้มั้ยเนี่ย”

รณรัตยิ้มแห้งๆ ผมพยักหน้า “ว่าต่อสิ”

“คุณเป็นคนเก่งและรับผิดชอบมาก แต่- อย่าด่าผมนะครับ –บรรยากาศรอบตัวคุณมันหนักไปหมดเลย”

“เพราะผมใส่เสื้อสีเข้มรึเปล่า”

“ไม่เกี่ยวหรอกครับ บรรยากาศแบบนี้ก็ทำให้คุณเป็นคนน่าสนใจและน่าเชื่อถือนะ แต่ก็ไม่ค่อยเป็นมิตร เมื่อไม่กี่นาทีก่อนผมยังคิดเลยว่าคุณน่ากลัวมาก”

“แล้วตอนนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้ว?”

“คุณเปิดกว้างกับความเห็นต่าง ผมคิดว่าจริงๆ แล้วคุณก็ใจกว้างอยู่พอตัวครับ”

ผมหมุนเก้าอี้ไปมา นึกถึงตอนที่แดนสรวงใส่เสื้อผ้าของผม เขาไม่ได้ดูน่ากลัวเลย เขาดู...ภูมิฐาน เป็นผู้ใหญ่ และก็ดูดีมากๆ ด้วย

“จริงๆ แล้ว ผมชอบช่วยเหลือคนแหละ” รณรัตพูดขึ้นอีก “ผมชอบคุยกับคน... IT Support ก็เลยดูใช่กว่าการเขียนโปรแกรม..”

“คุณเข้าใจคนได้ดีนะ คุณคงเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ดี” เหมือนแดนสรวง ผมคิด “คนชอบพูดกันว่า IT พูดไม่รู้เรื่อง คุณไปกอบกู้ชื่อเสียงเราๆ ชาว IT ก็ดี”

 

งานผมเพิ่มขึ้นหลังจากสนับสนุนให้ลูกน้องเปลี่ยนงานเต็มที่ แต่ผมไม่เสียใจหรอกนะ รณรัตก็แค่ไม่ชอบเขียนโปรแกรม ไม่ชอบก็ต้องเปลี่ยน แถมเขายังจัดการอะไรให้เรียบร้อยหมดจดเสียอีก จริงๆ แค่เขาไม่ทิ้งระเบิดเหมือนคนก่อนผมก็รู้สึกขอบคุณแล้ว

ปัญหาคือ เรายังหาคนมาแทนไม่ได้ และ MD ก็เริ่มเปรยๆ ถึงโปรเจ็คใหม่ที่พวกเราต้องรับผิดชอบเพิ่มแล้ว

แถมคนอื่นในทีมก็คงจะรับงานเพิ่มไม่ไหวแล้วด้วย ผมมองหน้าพวกเขาออก แค่นี้พวกเขาก็เครียดจะแย่ และเมื่อผมบอกว่าเราต้องร่นเวลาทำโปรเจ็คปัจจุบันให้เสร็จเร็วขึ้น ผมก็เห็นพวกเขาหน้าซีดไปตามๆ กัน

“ทีนี้ในส่วนของงานรณรัต เขาทำได้ประมาณหนึ่งแล้ว อันนี้ผมตรวจดูแล้วว่าโอเค แต่อีกสี่สิบเปอร์เซ็นต์หลังเนี่ยสิ เราคงต้องแบ่งรับแบ่งสู้กันล่ะนะ” แล้วผมก็เริ่มแจกแจงหน้าที่ของแต่ละคนลงบนกระดาน รวมถึงรณรัตและของผมเองด้วย

“ภพทำไปได้ประมาณหกสิบกว่า ต้นหนได้เจ็ดสิบกว่า ภัทรได้หกสิบ กอหญ้าได้เจ็ดสิบ แล้วก็ผม ธารได้ประมาณแปดสิบเปอร์เซนต์” ผมเคาะบอร์ด “เส้นตายคืออีกสองเดือนข้างหน้า แต่ก่อนหน้านั้น เราต้องเผื่อเวลาไว้ตรวจสอบความถูกต้องแล้วก็แก้ไขอีก ดังนั้นในเดือนนี้งานเราต้องเสร็จ”

“ผมจะรับของรณรัตไว้ยี่สิบเปอร์เซนต์ อีกยี่สิบ ผมจะให้พวกคุณตกลงกันเอง ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย”

ผมให้เวลาพวกเขาพูดคุยกันจนได้ข้อสรุปในเวลาไม่นาน ต้นหนจะรับไปสิบเปอร์เซ็นต์ กอหญ้ากับภพจะรับอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ส่วนภัทร...ในฐานะน้องเล็กของกลุ่มพี่ๆ จึงค่อนข้างโอ๋หน่อย ทำงานตัวเองให้เสร็จก็พอ (คงกลัวน้องจะลาออกเหมือนรณรัตกระมัง...)

เจ้าภัทรนี่ก็อยู่เป็น เขารู้ตัวว่าไม่เก่งเท่าพี่ๆ คนอื่น แต่สาเหตุที่ทุกคนพร้อมใจกันโอ๋ขนาดนี้ (ถ้าตัดเรื่องรณรัตออกไป) ก็คงเพราะเขานิสัยดี คุยเก่ง และก็ชอบมาเกาะโต๊ะตอนพักกลางวันแล้วก็พูดว่า “วันหยุดที่ผ่านมาผมไปเที่ยวที่นั่นที่นี่มาแหละ มีของฝากให้พี่ด้วยนะครับ”

“งั้นก็ตกลงกันตามนี้นะ” ผมถ่ายบอร์ดแจกแจงหน้าที่เก็บไว้ “ดูแลสุขภาพกันด้วย”

 

 

จริงๆ แล้วผมควรจะเตือนตัวเองมากกว่า

ช่วงนี้ผมหอบงานกลับมาทำที่บ้าน(คอนโด)จนดึกทุกคืน ไม่ได้เข้าเกมเลยด้วย และผมก็เพิ่งตื่นมาในเที่ยงวันเสาร์เพื่อเจอสายที่ไม่ได้รับจากแดนสรวงยี่สิบเอ็ดสาย

ไอ้- ฉิบหาย—

ผมรีบโทรกลับทันที แต่ก็พบว่าสายไม่ว่าง เขาก็คงกำลังโทรหาผมอยู่ มันก็เลยชนกัน ผมตัดสาย รอให้เขาโทรมาก็ค่อยรับ

“ฮัสโหล- สรวง คือ ไม่ได้ตั้งใจ-”

“ธาร!” ผมคิดว่าเขาจะโกรธ แต่ตรงข้ามเลย น้ำเสียงเขาฟังดูโล่งใจมาก “ฉันนึกว่านายจะเป็นอะไรไปแล้วซะอีก”

ได้ยินเสียงก็รู้เลยว่าแดนสรวงกำลังทำหน้าดีใจขนาดไหน พ่อแดนสรวง พ่อเทวดาตกสวรรค์ ถ้าโกรธผมซักนิดผมก็คงจะรู้สึกผิดน้อยกว่านี้ เขาดีเกินไป ดีเกินไปแล้วจริงๆ

“เดี๋ยวฉันลงไป รอแป๊บนึง”

“นายกินอะไรรึยัง”

“เอ่อ ฉันเพิ่งตื่น” ผมยันตัวขึ้นจากโต๊ะทำงานที่เผลอหลับไป เสื้อผ้ายังเป็นชุดเดียวกับเมื่อวานอยู่เลย ผมคว้าคีย์การ์ด “นายมานานแค่ไหนแล้ว”

“ซักครึ่งชั่วโมงมั้ง รปภ.เริ่มมองฉันแปลกๆ แล้ว” เขายังหัวเราะได้อีกนะ ถ้าเป็นผม ป่านนี้คงโมโหจนวอดวายหมดไม่เหลือ

 

“นั่งๆ เอ้า น้ำ” ผมยื่นน้ำเปล่าให้เขา เพราะจำได้ว่าแดนสรวงไม่กินน้ำอัดลม “ฉันไปอาบน้ำก่อน”

แดนสรวงกำลังทำกับข้าวอยู่ตอนที่ผมเดินหัวเปียกออกมาจากห้องน้ำ

“วันนี้มีอะไรกินน่ะ”

“ต้มยำปลากระป๋อง”

“ไม่ใส่พวกหอมแดง ขิงข่าตะไคร้ไม่ได้เรอะ” ผมประท้วงเล็กน้อย ถึงจะเห็นว่ามันเดือดไปแล้วก็เถอะ

“มันก็ไม่หอมสิ” แดนสรวงว่าพลางใส่ปลากระป๋องลงไปต้มด้วย เขาปิดฝาไว้เยื้องๆ ล้างมือที่ซิงค์ก่อนจะหันมามองผม “เช็ดหัวให้แห้งด้วย”

“ขี้เกียจ” ผมยักไหล่ ทิ้งตัวลงในโซฟาแล้วเลื้อยเต็มที่ ไอ้ผมก็เลยวัยมหาลัยมาเยอะแล้วจะให้มาอดหลับอดนอนแล้วยังร่าเริงอยู่ได้ก็ไม่ใช่ ถึงจะเพิ่งนอนมา ผมก็รู้สึกว่าตัวเองยังนอนต่อได้อีก ได้ทั้งวันเลยแหละ

ผ้าขนหนูผืนเล็กบนคอผมถูกดึงออกไป แล้วผมก็รู้สึกว่าใครบางคนกำลังเช็ดหัวให้ผมอยู่ ผมลืมตา เงยหน้ามองเขา ก่อนจะตบเบาะด้านข้างปุๆ “มานั่งนี่”

พอแดนสรวงนั่ง ผมก็จัดการยึดตักของเขาเป็นหมอนทันที เขาอยากเช็ดหัวผมก็เช็ด แต่ผมจะนอน และพระเจ้าก็ไม่สามารถขัดขวางความตั้งใจของผมได้

“ธาร นายกำลังอ้อนอยู่รึเปล่า” แดนสรวงถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ ผมพึมพำว่า “ไม่” พลางเบียดหน้าลงกับต้นขาเขา

 

ผมเผลอหลับไปจนแดนสรวงเขย่าตัวปลุก เลยโงหัวขึ้นไปมองหน้าเขานิดหน่อย

“กินข้าว” ผมหลับสนิทมากจนไม่รู้ตัวเลยว่าเขาแอบดอดไปจัดการตักข้าวตักแกงเมื่อไหร่ พอตื่นขึ้นมาก็มีอาหารมารอท่าอยู่แล้ว

แดนสรวง = สวรรค์

เป็นสมการที่เป็นจริงอย่างที่สุด

จนผมไม่รู้ว่าตัวเองคู่ควรกับเขารึเปล่า... ผมไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ แต่ถ้าเกิดว่าสวรรค์-นรกมีจริง ผมว่าผมคงตกนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์ แล้วทำไมสวรรค์บนดินคนนี้ถึงอยู่ข้างผมล่ะ

“สรวง ทำไมถึงเป็นฉันล่ะ”

แดนสรวงทำหน้างงในตอนแรก “ฉันไม่เข้าใจ”

“ทำไมไม่ใช่แมทธิว ทำไมไม่ใช่...ใครก็ตามที่ชอบแกแล้วก็เข้ามาทำดีกับแก ทำไมถึงเป็นฉัน”

เขาจ้องผมอยู่นาน “ไม่รู้สิ” แดนสรวงไล้มือไปตามขอบแก้วน้ำ ดูเหมือนเขาจะชอบทำแบบนี้ตอนกำลังรู้สึกวุ่นวายใจ “หลายครั้งที่มีคนเข้ามาจีบฉัน...ฉันก็คิดว่ามันคงดีนะ ถ้าคนคนนั้นเป็นธาร แต่พวกเขาไม่ได้เป็น ไม่มีทางเป็นนายได้...และถ้าไม่ใช่นาย ก็ไม่ใช่ใครทั้งนั้น”

ผมส่ายหัว โบกมือไปมาอย่างหงุดหงิด “นี่ ฉันไม่ได้คบกับทุกคนที่มาชอบฉันหรอกนะ”

เพราะเป็นแดนสรวงต่างหาก เพราะเป็นเขา ไม่ใช่ใครที่ไหน

“ฉันก็คงเหมือนกัน” ผมพึมพำ แล้วก็นึกเรื่องสำคัญอีกเรื่องได้ “พ่อแม่นายโอเครึเปล่า”

“เอ้อ” เขาร้องขึ้นแล้วก็เงียบไปพักใหญ่ “แม่รู้อยู่แล้วว่าฉันชอบนาย แต่พ่อ...”

เสียงของเขาขาดหายไป ผมตักข้าวใส่ปาก “แม่นายรู้แล้ว? ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“สิบปีก่อน” ผมสำลักน้ำต้มยำ

“แล้วพ่อแม่ธาร...”

“แค่ก— ไม่มีปัญหาหรอก เพราะถึงจะมีปัญหา ฉันก็ไม่สนยังไงล่ะ” บ้านผมเลี้ยงลูกแบบอัตตาธิปไตย ปล่อยสุดๆ ผมจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง

มันทำให้ผมโตขึ้นมาแบบพึ่งพาแต่ตัวเอง และก็เป็นคน เอ่อ อย่างที่เห็น

แต่ถ้าคิดกันอย่างจริงจัง พ่อแม่ผมก็รู้จักแดนสรวงนะ พวกท่านไปรับผลการเรียนแทนผมที่ไปเข้าค่ายดูดาว แล้วก็เจอกับ แดนสรวงคนนั้นที่ธารเล่าให้ฟังไงพ่อ แล้วก็คุยกันยาวววว แดนสรวงเป็นคนนิสัยน่ารัก เรียบร้อย มือไม้อ่อน หัวก็อ่อน ยิ้มก็เก่ง นิสัยช่างตรงข้ามกับลูกชายอย่างผมราวฟ้ากับเหว พ่อแม่ผมเอ็นดูเขาหนักมาก บอกว่าจะไปขอเขามาเลี้ยงแล้วจับผมตัดหางปล่อยวัดไปเลย

สรุปก็คือ ด่านพ่อแม่ผมน่ะ แดนสรวงเคลียร์ได้ตั้งแต่สิบปีก่อนโน่นแล้ว

เอาจริงๆ ตอนเห็นพ่อแม่ตัวเองดูจะรักใคร่เอ็นดูแดนสรวงเสียเหลือเกิน ผมก็อดเขม่นแดนสรวงไม่ได้ แต่พอเขาเดินตามผมต้อยๆ แล้วก็เรียกผม “ธาร ธาร” ผมก็โกรธเขาไม่ลงแล้ว

น่าเอ็นดูจริงๆ แหละ

แต่จะดีกว่านี้ถ้าผมได้เอ็นดูเขาคนเดียว แม่เคยบอกว่าผมเป็นเด็กขี้หวง และใช่ โตขึ้นมาผมก็ยังขี้หวงอยู่ “พรุ่งนี้ไปบ้านพ่อแม่ฉันกันมั้ย”

“เอ๊ะ” แดนสรวงทำหน้าเหรอหรา แต่ไม่ให้ปฏิเสธหรอกนะ อาทิตย์นี้ผมรีบเคลียร์งานส่วนของตัวเองไปได้อีกสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็เพื่อการณ์นี้นี่แหละ

เมื่อวันก่อนผมโทรศัพท์คุยกับแม่ (ท่านไม่ชอบพิมพ์ไลน์ครับ บอกว่าตัวหนังสือเล็กมองไม่เห็น) แล้วอยู่ดีๆ แม่ก็ถามถึงแดนสรวงขึ้นมาเฉยเลย

“แล้วหมู่นี้ได้เจอสรวงบ้างรึเปล่า”

“หือ...อยู่ดีๆ ถามทำไมน่ะแม่”

“ก็คิดถึง”

“ได้เจอบ้าง...ก็คุยๆ กันอยู่”

แม่เงียบไปนิดหน่อย “วันก่อนเห็นอยู่ด้วยกันที่โลตัส”

ผมหายใจสะดุด เงียบ ไม่ตอบอะไร

“พาเค้ามาบ้านเราสิ”

“อันนี้คือไฟเขียวป่ะ” ผมถาม มือกำโทรศัพท์แน่นจนชื้นเหงื่อ

“ยัง” เสียงพ่อแทรกเข้ามา “พามาก่อน อาทิตย์นี้นะ”

แล้วแม่ก็เปลี่ยนกลับไปคุยเรื่องสัพเพเหระ ในขณะที่สมองผมกำลังประมวลผลเร็วจี๋ด้วยความเร็วยี่สิบมัค ลางสังหรณ์คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่หลอกไม่ได้จริงๆ สินะ

“ชิบหาย!” ผมเคาะช้อนลงจาน “ยังไม่ได้ซักผ้าเลยนี่หว่า”

“เพิ่งจะเที่ยงเอง เดี๋ยวกินเสร็จก็เอาลงไปซักเลยก็ได้” แดนสรวงพยักเพยิดไปทางนาฬิกาบนผนัง มันบอกเวลาเที่ยงสิบเอ็ดนาที “ว่าแต่พรุ่งนี้...เราจะไปยังไง”

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แกค้างที่นี่แหละ”

เคร้ง!

คราวนี้เป็นแดนสรวงสติแตกบ้างแล้ว เลือดสูบฉีดไปทั่วใบหน้าของเขาจนแดงก่ำ “ต- แต่...คือ...ฉัน- ไม่สิ เราจะไปบ้านพ่อแม่นายพรุ่งนี้แล้วนะ-”

ท่าทางร้อนรนของเขาทำให้ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะนึกออกว่าเป็นเรื่องอะไร ผมกลั้นขำ ก็แหม ใครใช้ให้แดนสรวงเป็นพวกน่าหยิกน่าแกล้งกันล่ะ

“เอาน่า...ไม่เห็นเป็นไรเลย" ผมเดินไปข้างเขา โน้มตัวลงแล้วกดยิ้มร้ายแบบตัวโกง "คนเป็นแฟนกันก็ต้องมีเรื่องอย่างว่ากันบ้างสิ จริงไหม..."

ผมวางมือลงบนต้นขาของเขา อีกข้างก็เกลี่ยแก้มเขาไปมา ท่าทางคุกคามสุดๆ บทคนโฉดนี่ผมถนัดนัก ว่าแต่หน้าแดนสรวงนี่ร้อนจนทอดไข่สุกได้แล้วมั้ง และอีกเรื่อง เวลาแดนสรวงเขินมากๆ เขาจะร้องไห้

"สรวง..." ผมกระซิบข้างใบหูเขา "ฉันล้อเล่น"

แล้วผมก็ผละออกพร้อมกับยิ้มร่า แดนสรวงตีแขนผมดังเพี๊ยะทั้งที่หน้าเหน้อหูเหอแดงไปหมด

"แต่ที่จะให้ค้างนี่พูดจริงนะ ค้างเหอะ โอ๊ย-" ผมลูบแขนตัวเอง เขามือหนักไม่ใช่เล่นเลย


ดังนั้นคืนนี้ผมจึงมีหมอนข้างเป็นเพื่อน ผมหมายถึงหมอนข้างจริงๆ เพราะแดนสรวงเอามันมาคั่นกลาง แล้วเขาก็หนีเข้าไปด้านใน หันหน้าเข้ากำแพงและแทบจะดึงผ้าห่มผมไปทั้งหมด

"สรวง" ผมเรียกแต่เขาไม่ตอบ

สักพักผมก็เริ่มชะโงกหน้าข้ามเขตไป แดนสรวงหลับสนิท ผมมองหน้าเขาเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจเขี่ยหมอนข้างทิ้ง แล้วกระเถิบเข้าไปกอดเขาไว้หลวมๆ

มันอุ่น...ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองกอดใครครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ และลืมไปสนิทเลยด้วยว่าการกอดมันทำให้รู้สึกดีได้ขนาดนี้

แดนสรวงพลิกตัวกลับมา ผมนึกว่าเขาตื่นแล้วแต่ไม่ใช่ ดูเหมือนว่ากระต่ายป่าจะมีสัญชาตญาณในการหาที่ที่อบอุ่นอยู่ เขาซุกหน้าลงตรงอกผม หาที่ที่อยู่แล้วสบายใจ

แล้วผมก็คิดแผนการชั่วร้ายได้อีกอย่าง ผมโยนหมอนข้างโยนไปไว้ฝั่งแดนสรวง ทีนี้พอเขาตื่นมา ผมก็จะตีหน้ามึนพูดว่า "นายนั่นแหละที่ข้ามเขตมาหาฉัน"

ผมหัวเราะหึๆ กอดสวรรค์บนดินของผมไว้ แล้วก็หลับตามเขาไปอีกคน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #20 TheViper_ (@HongTae_) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 23:48
    ร้ายกาจจจจจจจ
    #20
    1
    • #20-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 9)
      8 พฤษภาคม 2562 / 16:21
      ยังร้ายได้มากกว่านี้อีกค่ะ แต่คนเขียนเขินจะแย่55555
      #20-1
  2. วันที่ 4 เมษายน 2562 / 19:01

    โอ้ยยยความร้ายนี้ ดีจังเยยยยยค่ะะะะะะ
    #11
    1
    • #11-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 9)
      10 เมษายน 2562 / 15:07

      ร้ายขึ้นทุกตอนเลยค่ะ เขียนไปก็เขินไป
      #11-1
  3. #9 SK.Ryo (@Anjin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 12:28

    แกมันร้ายมากธาร แกจะหลอกคนอื่นก็หลอกไปแต่แกจะหลอกน้องไม่ได้นะ!!!//สนุกมาเลยจ้า
    #9
    1
    • #9-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 9)
      10 เมษายน 2562 / 15:01

      แต่หลอกคนอื่นไม่สนุกเท่าหลอกน้องนี่!! //ขอบคุณค่ะะะ
      #9-1