แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 8 : Level 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    26 มี.ค. 62

 

วันนี้เป็นวันเสาร์ และแดนสรวงก็กำลังนั่งทำหน้าเหมือนกระต่ายป่าที่หลงเข้ามาในบ้านมนุษย์ครั้งแรกอยู่บนโซฟาตัวเล็กในห้องของผม

เพราะเวลาของพวกเราไม่ตรงกันนัก ผมเป็นพนักงานประจำที่มีเวลาเข้าออกงานแน่นอนคือแปดโมงเช้าถึงห้าโมงครึ่ง และแดนสรวงก็เป็นเกมเมอร์ที่มีเวลาเล่นเกมแน่นอนคือหนึ่งทุ่มถึงสี่ทุ่มเช่นเดียวกัน (เขาบอกว่าเขาเปลี่ยนตารางไม่ได้ แดนสรวงรับจ้างให้ปาร์ตี้อื่นยืมตัวไปลงดันเจี้ยนด้วย และก็ตกลงสัญญาจ้างกันไว้เป็นเดือน บางรายก็สองเดือน และกลุ่มลูกค้าของเขาก็คือพนักงานเงินเดือนเช่นเดียวกับผม ผมว่างตอนไหน ลูกค้าเขาก็ว่างตอนนั้นเหมือนกัน)

เราเลยตกลงกันว่าวันเสาร์อาทิตย์เขาจะมาคอนโดผม

มันเป็นการวางเดิมพันที่น่าหนักใจนิดหน่อย เพราะผมค่อนข้าง...อืม หวงถิ่น หวงความเป็นส่วนตัว

“...ทำอะไรดี จะนั่งเงียบๆ งี้ทั้งวันเหรอ”

“เอ่อ ไม่ ไม่รู้สิ นายอยากทำอะไรล่ะ”

“ไม่รู้”

“เอ้อ...” แดนสรวงเหงื่อตกเล็กน้อยเมื่อผมพูดแบบนั้น เขาก้มหน้าก้มตาเอาเท้าเขี่ยพรมเล่น “งั้น...คุยอะไรกันดี”

อันนี้น่าสนใจ ผมเริ่มเอนหลังลงโซฟา คว้าหมอนอิงมากอดไว้หลวมๆ ก่อนจะยิงคำถามที่อยากรู้มากถึงมากที่สุดออกไป “แกคิดอะไรอยู่”

ถามเหมือนเจ้าแอปสีน้ำเงินเลยแฮะ แต่ช่างเถอะ ผมอยากรู้จริงๆ นี่หว่า

ใบหูของแดนสรวงเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ “กำลังคิดว่า ห้องนี้มันเป็นธารจริงๆ  เลยนะ แล้วก็...เอ่อ ไม่รู้จะยังไงดี...”

ผมเริ่มหันมองไปรอบๆ นั่นสินะ นอกจากหนังสือบนชั้นแล้ว ของแทบทุกอย่างในห้องนี้ไม่เป็นสีดำก็สีเงิน ผมพยักหน้า “เท่ดีใช่มั้ยล่ะ”

“อืม...”

“เหมือนฉัน?”

แดนสรวงหน้าแดงอีกแล้ว ขยันหน้าแดงชะมัด เห็นเขาเขินมากๆ ผมก็ชักจะเริ่มเขินตามแล้วนะ

“ทำงานที่บริษัทเกมเป็นไงมั่ง” ผมตัดสินใจเลิกแกล้งแดนสรวง รู้สึกเหมือนว่ายิ่งเขาเขินมากเท่าไหร่ ปราการเหตุและผลในใจผมยิ่งอ่อนลงทุกที ดังนั้นหยุดก่อนดีกว่า ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย

“ก็ดี... ฉันแค่แปลพวกบทหรืออะไรจากอังกฤษเป็นไทย ช่วงแรกก็ลำบากนิดหน่อยเพราะฉันไปอยู่นู่นตั้งเกือบแปดปี ต้องหานิยายจีนมานั่งอ่านเอาสำนวน ชื่อตัวละครมึนมากเลยอ่ะ แถมพวกชื่อไอเทมบางตัวกับชื่อเคล็ดวิชาเนี่ยแทบกระอักเลือด เป็นอังกฤษก็แปลกแล้ว แต่จะแปลเป็นไทยยังไงให้มันไม่อลังจนเว่อร์เกินก็ยาก บางครั้งฉันต้องไปหาต้นฉบับภาษาจีนมานั่งเทียบเองเลย”

เขาหัวเราะเบาๆ เสริมว่า “แต่ถ้าไม่มีประชุมก็ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องไปบริษัทเลย สะดวกดี”

“เออ ก็ว่าอยู่ว่าภาษามันดีขึ้น” ผมพยักหน้าหงึก เมื่อสิบปีที่แล้วภาษาในเกมเจี้ยนของเซิร์ฟไทยโคตรห่วย แต่พวกผมเล่นเอาสนุกเลยไม่ได้สนใจมากนัก แต่พอภาษาดีแล้วก็รู้สึกอินกับโลกนั้นได้มากกว่าจริงๆ นะ “เอ้า แต่วันนั้นแกอยู่บริษัทนี่”

“........” เงียบ

ผมคิดว่าผมกำลังยิ้ม ไม่เอาน่าธนากร อย่ายิ้มสิ

 

ผมไม่ค่อยอยากไปเที่ยวที่ไหนนัก ชอบอยู่สงบๆ กับบ้านมากกว่า ซึ่งแดนสรวงก็ดูจะโอเคกับไลฟ์สไตล์แบบนี้ เขาไม่คะยั้นคะยอลากผมไปไหนไกลเกินกว่าห้างที่อยู่ห่างไปแค่สถานีรถไฟฟ้าเดียว เสาร์อาทิตย์เราอยู่ด้วยกันชิวๆ ส่วนวันธรรมดาเขาก็ไปเที่ยวตะลอนๆ ของเขาไป

ผมว่าความสัมพันธ์ที่เคารพไม่ก้าวก่ายกันแบบนี้ก็ดีนะ

แต่ถ้าเรื่องไหนไม่โอเค แดนสรวงไม่เงียบแน่

อย่างเช่นอาหารการกินของผมที่ดูจะส่งเสริมความตายให้เยี่ยมหน้ามาเร็วขึ้น เขาไม่บ่น แต่ตรงเข้าประเด็นทันที บอกว่า ไอ้ที่ผมกินอยู่น่ะมีสารกัดบูด สารแต่งรส แถมคุณค่าทางอาหารก็ต่ำ เสี่ยงต่อโรคขาดอาหารและการสะสมสารพิษ ผมก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะคิดว่า “พนักงานออฟฟิศก็เป็นแบบนี้แหละน่า ปกติจะตาย”

แดนสรวงหรี่ตามองผม สายตาของเขาทำให้ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ นิดหน่อย แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ “งั้น...วันนี้ฉันขอใช้ครัวนะ”

“ตามสบาย”

 

และเขาก็ทำตามสบายอย่างที่ผมบอกจริงๆ ด้วย แดนสรวงเริ่มต้นสำรวจทุกอย่างในครัว แน่นอนว่าไม่มีหม้อหุงข้าว หรือกระทะ หรือตะหลิว หรืออะไรทั้งนั้น นอกจากไมโครเวฟและกาต้มน้ำ...

“ก็ฉันทำอาหารไม่เป็นนี่หว่า ไม่มีเวลาด้วย” ผมรีบพูดปกป้องตัวเองทันทีที่เห็นเขาเบนสายตามาทางผมอีกครั้ง แดนสรวงเลิกคิ้วคล้ายกับจะถามว่า เอาจริงเหรอ

เขาชำเลืองมองนาฬิกาบนผนัง มันบอกเวลาสิบเอ็ดโมงสี่นาที “เราไปกินข้าวข้างนอกกันมั้ย จะได้ซื้อพวกของทำครัวด้วย...”

คราวนี้เป็นผมเองที่ต้องเลิกคิ้ว “เฮ้ บอกไว้ก่อนนะ ฉันทำอาหารไม่เป็น และจะไม่ยอมเสี่ยงให้ห้องเกือบไหม้เป็นครั้งที่สองแน่”

“ฉันจะมาทำให้วันเสาร์อาทิตย์” แดนสรวงช้อนสายตามองผมอย่างกล้าๆ กลัวๆ “ถ้านายไม่ว่าอะไร...”

ผมกอดอก เคาะนิ้วบนต้นแขนอย่างครุ่นคิด ไม่ได้ห่วงว่าเขาจะทำไม่อร่อย เพราะลิ้นของผมมันตายด้านไปนานแล้ว ผมกำลังประเมินความยุ่งยากในชีวิตที่อาจเพิ่มขึ้น

แต่เอาเถอะ เราก็แหกกฎตัวเองเพื่อใครสักคนกันทั้งนั้นแหละนะ

 

นาฬิกาบนผนังบอกเวลาห้าโมงเย็น ผมกำลังยืนพิงเคาน์เตอร์ มองใครบางคนที่กำลังตั้งใจกับการหั่นผักเป็นชิ้นเล็กๆ อยู่ ผมทำหน้าแหยนิดหน่อยเมื่อเห็นเขาใส่บรอกโคลีลงไปด้วย แดนสรวงโกยผักที่โดนหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงถ้วย ก่อนจะหยิบเอาเนื้อหมูออกมาหั่นแบบเดียวกัน ท่าทางช่ำชองจนผมแอบคาดหวังกับมื้อเย็นขึ้นมา

“วันนี้มีอะไรกินน่ะ”

“ข้าวห่อไข่”

“เด็ก”

“ก็เอาไว้ล่อเด็กที่ไม่ยอมกินข้าวดีๆ”

ผมคิ้วกระตุก แดนสรวงหัวเราะ ดวงตาที่มีประกายสดใสนั้นเบนมาสบกับผม ชั่วขณะนั้นทำให้ลมหายใจผมสะดุด... มันสวยและมีแรงดึงดูดอย่างแปลกประหลาด เหมือนท้องฟ้าตอนกลางคืนในต่างจังหวัดที่ผมเคยไปเข้าค่ายดูดาว

 อย่าหาว่าผมกล่าวเกินจริงเลย คุณต้องเคยเป็น...ต้องเคยเป็นกันบ้างล่ะ มันก็เป็นแค่ดวงตาคู่หนึ่ง แต่คุณกลับละสายตาจากมันไม่ได้เลย คุณอยากมองเข้าไปให้ลึกกว่านั้น ให้ใกล้กว่านั้น เพื่อค้นหาว่าทำไมตัวเองถึงไม่อาจถอนสายตาได้

แดนสรวงหันกลับไปแล้ว แต่ผมแน่ใจว่าเขาสังเกตุเห็น ชั่วขณะหนึ่ง นั้นเหมือนผม หลักฐานก็คือใบหูของเขาที่เป็นสีแดงเหมือนแดดในยามอาทิตย์อัสดงนี้

กระทะถูกตั้งเตรียมไว้ระหว่างที่แดนสรวงกำลังตีไข่ พอเขาจัดการส่วนนั้นเสร็จก็เริ่มใส่หอมใหญ่ตามด้วยกระเทียมลงไปผัด (ผมก็แหยอีกนั่นแหละ) แล้วจึงใส่หมูลงไป (สีหน้าผมดีขึ้นนิดหน่อย) สักพักก็ตามด้วยแครอท บรอกโคลี (อี๋) และเห็ด

ข้าวหุงสุกไว้นานแล้ว แดนสรวงใส่ลงไปผัด ตามด้วยซอสมะเขือเทศ น้ำตาล เกลือ และ เอ่อ เครื่องปรุงที่ผมไม่รู้จัก แต่ดูจากสีแล้วน่าจะเป็นน้ำปลารึเปล่าหว่า...

 

ข้าวห่อไข่ส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่ตรงหน้า แดนสรวงเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามผม ดังนั้นต่อให้อยากน้ำลายสอแค่ไหนก็ต้องเก็บอาการไว้ก่อน

“ไม่กินเหรอ”

ก็คนทำยังไม่เปิดแล้วผมจะไปกินก่อนได้ไงล่ะ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของเขาผมก็ถึงบางอ้อ สงสัยพ่อครัวตัวดีของผมจะไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองเท่าไหร่

ตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำแล้วผมก็ต้องกรีดร้องในใจ

อร่อยโว้ย!!

แต่สีหน้าก็ยังตรึงให้เฉยไว้...เฉยไว้ก่อน...

“...ก็ไม่แย่”

แดนสรวงถอนหายใจโล่งอกเมื่อได้ยินแบบนั้น ก่อนจะเริ่มจัดการส่วนของตัวเองบ้าง “ฉันฝึกทำอาหารตอนไปเรียนที่โน่น ตอนแรกก็กินแทบไม่ได้เลยล่ะนะ แต่พักหลังแมทก็ชมว่าอร่อยอยู่”

“แมทธิว?” ผมคิ้วกระตุก แค่ได้ยินชื่อไอ้หมอนี่ก็รู้สึกหงุดหงิดแล้วแฮะ “เคยทำให้มันกินด้วยเหรอ”

“เอ่อ ก็ตอนเป็นรูมเมทกัน...” เหมือนว่าแดนสรวงจะรู้สึกได้ถึงความเป็นอริของผม เพราะเขาพูดเสียงเบาลงอย่างระมัดระวัง “นายไม่ชอบเขา?”

เราไม่ชอบกัน” ผมแก้

“แต่” เขาอ้าปากเหมือนจะแย้ง แต่ก็ดูจะคิดได้ว่าไม่ควรจะพูดถึงนายฝรั่งขี้นกคนนั้นอีก อย่างน้อยก็ต่อหน้าผม แดนสรวงจึงหันไปกินข้าวเงียบๆ แทน

เอาอีกแล้ว ผมนึกในใจ ผมโมโหใส่เขาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย นี่มันเหมือนตอนนั้นไม่มีผิดเลย ต่างกันแค่ว่าตอนนั้นแดนสรวงดูไม่ออก แล้วเขาก็ทำแบบเดิมซ้ำๆ จนผมโกรธจัด แต่ครั้งนี้เขาดูออก แล้วก็ดูเหมือนจะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเอามากๆ เสียด้วย

คะนิ้งเคยชี้นิสัยเสียอย่างหนึ่งของผมออกมาให้ นั่นก็คือการที่ผมเป็นพวกไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกเท่าไหร่ สมมติถ้าลูกน้องทำงานผิด เพื่อนร่วมงานทำตัวแย่ ผมจะสามารถบอกพวกเขาไปตรงๆ ได้เลยว่าผมไม่โอเค

แต่พอเป็นเรื่องของความรู้สึกชอบ ไม่ชอบอะไรพวกนี้...ผมเก็บเงียบ และมันก็ทำให้คนที่ผมโกรธไม่รู้จะทำยังไง เพราะผมไม่พูด เขาก็ไม่รู้สิว่าทำไม่ถูกใจผมตรงไหน เมื่อก่อนผมไม่รู้ตัว แต่ตอนนี้ก็รู้แล้ว เพราะฉะนั้นผมจะปรับปรุงตัว

“เฮ้ อย่าเงียบสิ” ผมเตะขาเขาใต้โต๊ะเบาๆ “คุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่หมอนั่นดีกว่าน่า”

แดนสรวงดูจะผ่อนคลายลงเล็กน้อย “นายชอบกินอะไร”

“อะไรก็ได้ที่กินง่ายๆ” ผมตอบ

“กินง่ายๆ นี่คือยังไง...”

 

นาฬิกาบนผนังบอกเวลาหกโมงยี่สิบสองนาที แดนสรวงยกจานไปเก็บและถกแขนเสื้อเตรียมจะล้าง ผมดึงคอเสื้อเขาออกมาจากซิงค์ “หยุดก่อนอานนท์ ไม่ต้องล้าง”

ในเมื่อเขาเป็นคนทำกับข้าว ผมก็ควรจะเป็นคนล้างจาน...ใช่ไหม ไม่งั้นมันก็เอาเปรียบกันเกินไปน่ะสิ ความยุติธรรมมันจะอยู่ตรงไหนล่ะ

เราเข้าสู่สภาวะสูญญากาศอีกครั้ง ต่างคนต่างว่างจนไม่รู้จะทำอะไรดี พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว และกระต่ายป่าของผมก็กำลังจะไปเช่นกัน

“งั้น...ฉันกลับเลยแล้วกัน”

ผมรู้สึกใจหายนิดหน่อย แต่ก็พยักหน้า เขาเดินผ่านผมไปเก็บของ แวบหนึ่งผมอยากดึงตัวเขาไว้ อยู่กับฉัน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น ไม่อนุญาตให้ก้าวเท้าออกจากห้องนี้ แต่จะทำงั้นได้ไงล่ะ กักขังหน่วงเหนี่ยวมันผิดกฎหมายนะ

ว่าแต่ผมไปเอาความคิดดาร์กๆ แบบนี้มาจากไหนวะ

ผมเดินไปส่งเขาที่ประตู เอ่ยเรียกเขาเต็มยศ “แดนสรวง”

เขาหันกลับมา ทำหน้าสงสัยว่าตัวเองลืมของอะไร แต่ผมจ้องเขานิ่ง

“ธาร--”

ผมตรึงร่างเขาไว้กับประตู ดูเหมือนว่าแดนสรวงจะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร เขาหลับตาปี๋ แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำให้หัวใจผมทำงานหนักอีกครั้ง

 

 

ผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ของธารเมื่อเขาขยับใกล้เข้ามา แต่ให้ตายก็ไม่ลืมตาหรอกนะ ไม่ลืมตาเด็ดขาด อะไรบางอย่างในดวงตาของเขาเริ่มแปลกไป และถ้าผมต้องมองเข้าไปในนั้นด้วยระยะห่างแค่ไม่กี่เซนต์แบบนี้...

ผมอาจจะหัวใจวายตาย

วินาทีที่ริมฝีปากอุ่นร้อนนาบลงกับปากผมช้าๆ ผมก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวกำลังสลายกลายเป็นฟอง แต่ธารไม่หยุด มือของเขาจับหลังคอผมไว้ และ...ดันลิ้นเข้ามาในโพรงปากของผม ผมยืนตัวแข็ง ขยับไม่ได้เลย ดูเหมือนว่าผมจะกลายเป็นหินไปแล้ว

แล้วธารก็ผละออก ผมนึกว่ามันจบแล้วเลยลืมตา แต่ก็ต้องพบว่ามันเป็นการกระทำที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เมื่อเขาประกบจูบเข้ามาอีก คราวนี้ธารไม่อ่อนโยนอีกแล้ว เขาบดขยี้ริมฝีปากผมอย่างรุนแรง ลิ้นสอดแทรกเข้ามาหยอกล้อผมที่หายใจไม่ทัน

และเมื่อสบกับดวงตาสีดำสนิทของเขา ผม...ผมก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว ในหัวมันขาวโพลนไปหมด

ธารถอนริมฝีปากออกไป ผมหายใจหอบ ทั้งร้อนทั้งสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าร้อนวูบวาบเหมือนจะเป็นลม

มือที่จับหลังคอเลื่อนมาเกลี่ยความเปียกชื้นที่หางตาออกไป และอีกข้างก็เอื้อมมาประคองหน้าผมอย่างเบามือ...ทะนุถนอม

“รู้ตัวมั้ยว่าเวลาแกเขิน มันน่ารักขนาดไหน” เขากระซิบ ในแววตาเหมือนมีพายุเข้า “ฉันจะนับถึงแค่สาม ถ้าแกไม่ไปเดี๋ยวนี้...”

ถ้าไม่ไปเดี๋ยวนี้... คืออะไร ยังไง ผมสติหลุด แต่ถ้าธารบอกให้ไปก็คงต้องไป ผมเปิดประตู แต่ก็พบว่ามันติดล็อคอยู่ ขณะที่กำลังพยายามอย่างงุ่มง่ามธารก็เข้ามาจัดการให้ผม

“เจอกัน...พรุ่งนี้” เขาพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก ผมพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย

 

 

แดนสรวงกลับไปแล้ว ผมจัดการตัวเองแล้ว จานก็ล้างแล้วด้วย

แต่ผมบอกได้เลยว่าไม่ใช่แค่แดนสรวงที่สติหลุด

ผมรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า

ผมเองก็ยังอธิบายการกระทำหรืออะไรไม่ค่อยถูก รู้สึกถึงความกระท่อนกระแท่นในสมอง แต่ก็ไม่รู้จะควบคุมมันยังไงแล้ว ไม่สนแล้วด้วย

แต่ผมรู้ มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ

ผมชอบเขา

ธนากรชอบแดนสรวง




โมเมนต์ที่ว่าถอนสายตาไม่ได้เลยนั่น สนก็เคยเป็นเหมือนกัน... เรารู้นะว่ามันก็แค่ดวงตาคู่นึงธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดาเลยในความรู้สึกเรา สนเชื่อว่าคนบางคนต้องเคยเจอโมเมนต์แบบนี้บ้างแหละ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #38 Muffin_Kun (@Muffin_Kun) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 18:53
    ตอนหยุดก่อนอานนท์ นี่นึกถึงหนังเรื่องพระพุทธเจ้าเลย.. คนบาปปปปปปปป
    #38
    1
    • #38-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 8)
      20 ตุลาคม 2562 / 00:46
      ธารก็บาปจริงๆ แหละน้า ในหลายๆ ความหมาย...
      #38-1
  2. #19 TheViper_ (@HongTae_) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 23:37
    ธารมีความร้อนๆหนาวๆตอนแดนสรวงมอง มีแววพ่อบ้านปะเนี่ย(พ่อบ้านที่ทำไรไม่เป็นนอกจากเขียนโปรแกรมและทำให้แดนสรวงเขินอะนะ)
    #19
    1
    • #19-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 8)
      8 พฤษภาคม 2562 / 16:18
      (ซักผ้ารีดผ้าก็เป็นนะคะ...)
      #19-1
  3. วันที่ 4 เมษายน 2562 / 18:44

    ตอนนี้เป็นอะไรที่ดีต่อใจจจ กระต่ายป่าตัวนี้จะน่ารักเกินไปแล้วว ส่วนธารก็ค่อยๆเปลี่ยนตัวเองนะ
    #10
    1
    • #10-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 8)
      10 เมษายน 2562 / 15:04

      หลังจากนี้อาจจะเปลี่ยน...เปลี่ยนเป็นร้ายกาจขึ้นค่า
      #10-1
  4. #8 SK.Ryo (@Anjin) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 12:15
    โอ้ยยย รู้สึกว่าน่ารักกันทั้งคู่เลย ค่อยๆเรียนรู้​กันไปน่ะดีแล้ว
    #8
    1
    • #8-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 8)
      10 เมษายน 2562 / 14:58

      จริงๆ สนแอบหมั่นไส้ธารอยู่นิดๆ แต่ถ้าคนอ่านคิดว่าน่ารัก สนก็ดีใจค่ะ
      #8-1
  5. #7 pam223 (@nupammee) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 01:26
    ฮ้อวววววว นังธารมันรว้ายยยยย รีบๆบอกกระต่ายป่าว่าชอบไวๆนะ เดะกระต่ายหลุดมือ ชั้นเชียร์แกอยู่ ฮิฮิ
    #7
    1
    • #7-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 8)
      3 เมษายน 2562 / 08:59
      ร้ายมากกกกกก
      #7-1