แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 5 : Level 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    3 มี.ค. 62

          ผมคิดว่าการพูดความจริงจะให้ความรู้สึกเหมือนพลทหารที่ยอมพลีชีพระเบิดร่างตัวเองในฐานศัตรู แต่ไม่เลย ตรงข้าม ผมกลับรู้สึกโล่งใจแปลกๆ

          คะนิ้งมองผมที่ตีหน้าตาย นั่งลอยหน้าลอยตาอยู่บนโซฟา สลับกับแดนสรวงที่พุ่งตัวเข้าห้องน้ำไปส่องกระจก แล้วออกมาด้วยหน้าตาหูแดงก่ำเป็นมะเขือเทศสุก “เอ่อ...พวกนาย ทำกันแล้ว?”

ผมส่ายหัวพรืด “ไม่โว้ย”

“อ้าว แล้วนี่ไปไงมาไง-”

“ก็ไม่ยังไง เมากันเฉยๆ” ผมตอบ ขยี้เรือนผมสีดำอย่างงุ่นง่านเมื่อได้ยินตัวเองพูดแบบนั้น แดนสรวงน่ะเมา แต่ผมไม่ได้เมาไง ผมจงใจ แต่ผมก็ยังหาสาเหตุของการกระทำนี่ไม่ได้เหมือนกัน คะนิ้งชะงักไปเมื่อผมพูดแบบนั้น เธอชำเลืองมองแดนสรวงที่นั่งก้มหน้ามองเข่าตัวเอง

เขาดู...เศร้าๆ

แดนสรวงพึมพำว่าหิวน้ำแล้วลุกเดินไปห้องครัว ผมตะโกนตามหลังให้เขาหยิบเป๊ปซี่มาด้วยสองกระป๋อง

“ธาร...แกไม่ได้คิดอะไรกับแดนสรวงเลยเหรอ” คะนิ้งฉวยโอกาสตอนที่อีกคนไม่อยู่โน้มตัวมาคาดคั้นผมต่อ

“ถามทำไมฟะ”

“แกดูตัวเองนะ พวกแกห่างๆ กันไปตั้งนานแล้ว แต่จู่ๆ แกก็ลากแดนสรวงเข้ากลุ่มไลน์ จู่ๆ แกก็พาเขากลับมาคอนโดตัวเอง จู่ๆ ก็ไปจูบเขาเต็มคอแบบนั้น...ธาร แกชอบแดนสรวงรึเปล่า”

ผมไม่ได้ตอบเพื่อน แต่เริ่มคิดทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง ผมซื้อ VR gear เพราะแดนสรวง กลับไปเล่นเกมเพราะเขา ตอนแรกก็ยกเหตุผลมาอ้างกับตัวเองว่าเพราะอยากขอโทษเรื่องที่เคยทำไม่ดีกับอีกฝ่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก ถ้าผมต้องการแค่นั้นเรื่องของเรามันก็ควรจะจบแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องโผล่ไปบริษัทนั่น ไม่จำเป็นต้องจิ้มชื่อเขาขึ้นมาด้วยซ้ำ

แต่...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเพราะไม่เคยชอบใครมาก่อน ผมไม่รู้ว่าผมชอบแดนสรวงหรือไม่ชอบกันแน่

“...ช่างเถอะ ที่ฉันอยากบอกก็คือ ถ้าแกไม่ได้ชอบเขา แกก็ไม่ควรไปให้ความหวังเขา” เสียงของคะนิ้งลอยเข้ามาในโสตประสาทการได้ยิน แต่ผมฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่

“อะไรนะ”

“แกดูไม่ออกเหรอธาร? หรือแกล้งโง่? สรวงชอบแกมาตั้งแต่มัธยมแล้วนะ”

ผมหายใจสะดุด รู้สึกจังงังเหมือนหัวโดนฟ้าผ่าเปรี้ยง สมองประมวลผลไม่ทัน แต่มีคนที่เป็นหนักกว่าผมอยู่อีกหนึ่ง

แก๊ง! แก๊ง!!

เป๊ปซี่สองกระป๋องตกลงพื้น แดนสรวงมองมาทางผม เขาคงกลับมาทันได้ยินประโยคอัสนีฟ้าผ่าพอดี มือของเขาสั่นมาก ไม่สิ เขาสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าแดงเถือกจนเทียบกับเมื่อครู่ไม่ติด ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาปริ่ม

“...หนะ.....ไหน...สัญญาว่าจะ..ไม่บอกไง...”

“โอ๊ะโอ๋” คะนิ้งอุทานเสียงตอแหลอย่างที่ผมไม่เคยได้ยิน และหลังจากที่กลั้นขำจนตัวสั่นเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะนางมารร้ายออกมา คะนิ้งกระเด้งตัวลุกจากโซฟา มือเกี่ยวกระเป๋าเคียงและเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังประตูห้องอย่างรวดเร็ว เธอคลี่ยิ้มหวานอาบยาพิษให้แดนสรวงที่อ้าปากพะงาบๆ

 “เคลียร์กันเองนะจ๊ะ ขอบคุณสำหรับอาหารค่า”

ปัง!

หลังจากนางมารร้ายสาววายออกไป ห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันน่ากระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด แดนสรวงเขินจนแทบจะละลายอยู่ตรงนั้นแล้ว ทั้งที่ผมเป็นฝ่ายถูกชอบ ผมควรจะเป็นคนเขินสิ ผมเดินไปเก็บกระป๋องเป๊ปซี่ที่กลิ้งกลุกๆ อยู่บนพื้นขึ้นมา เงยหน้ามองเขา  แดนสรวงไม่ยอมมองผมอีกแล้ว

ผมถอนหายใจ เอื้อมมือไปบิดคางเขาให้หันมา “ชอบฉันก็มองหน้าฉันสิ”

แดนสรวงช้อนสายตามองผม ผมพินิจดูแล้วรู้สึกว่ามันมีทั้งความเขินอายและความขลาดกลัวอยู่ในนั้น เขามองผมเหมือนกับผมกำลังถือมีดจ่อคอเขาอยู่อย่างนั้นแหละ

“สรวง แกกลัวอะไร”

“น-นายเกลียดฉันรึเปล่า”

“หือ?” ผมเลิกคิ้ว รู้สึกไม่เข้าใจคำถาม ทำไมผมต้องเกลียดเขาด้วยล่ะ

“ฉ-ฉันเป็นผู้ชาย นายก็เป็นผู้ชาย...ขอโทษ ตะ แต่อย่า...เกลียดกันได้ไหม ฉันจะไม่วุ่นวายอะไรกับชีวิตนายสักนิด แค่....ขอชอบ อย่าสั่งให้ฉันตัดใจ...ได้มั้ย พะ เพราะฉันทำไม่ได้...” แดนสรวงพูดตะกุกตะกัก จวนเจียนจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อ ผมเหม่อมองเขา รู้สึกถึงความกลัวของเขาได้รางๆ

มีคนเคยบอกผมว่าอานุภาพความรักมันยิ่งใหญ่... มันเปลี่ยนคน มันสวยงาม มันโหดร้าย มันสูญเสีย รักเป็นความรู้สึกที่สวยงามและเปราะบางยิ่งกว่าแก้ว ถ้ามันแตกหักก็จะทิ่มแทงบาดเนื้อหนังเราจนเหวอะหวะ ทั้งอย่างนั้น เราก็ยังยินดีที่จะมีความรักงั้นหรือ?

“...ไม่ล่ะ ฉันไม่ได้เกลียด”

แต่...ชอบรึเปล่า...ไม่รู้

“แค่นั้นก็พอแล้วล่ะ ขอบคุณนะ..” แดนสรวงยิ้ม เขาดูโล่งใจมาก แต่ในใจผมกลับรู้สึกไม่โอเคเลย ผมรู้สึกแย่แทนเขา เขาชอบผมมาตั้งแต่มัธยม ตลอดสิบปี ชอบผมจนร้องไห้ แล้วสิ่งที่ผมตอบแทนเขาได้ก็มีแค่คำว่า ไม่ได้เกลียด เนี่ยนะ?

ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรได้รับหัวใจของเขา มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาเลย-

“ฉัน...ขอแค่ได้ชอบนายก็พอแล้ว” แดนสรวงเอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ เมื่อเห็นผมทำหน้าเครียด “นายไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรตอบก็ได้...จริงๆ นายลืมเรื่องของฉันไปเลยก็ได้ ถ้านายไม่สบายใจ ฉันจะหายไปจากชีวิตนายเดี๋ยวนี้”

ผมคว้าต้นแขนแดนสรวงไว้ก่อนที่เขาจะเดินผ่านผมไปใส่รองเท้า ผมชอบเขารึเปล่านั่นผมไม่รู้ แต่ผมไม่ยอมให้เขาหายไปจากชีวิตผมอีกเป็นครั้งที่สอง

“ธาร?”

ผมตีหน้าตาย “หิว ไปกินข้าวกัน”

 

 

ผมกำลังมองแดนสรวงในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มและกางเกงสแล็คแบบเดียวกับที่ผมใส่ทุกวันเป๊ะ และใช่ มันคือเสื้อผ้าของผม

“จริงๆ ...แกใส่แบบนี้ก็ดูดีนี่หว่า”

แดนสรวงยิ้มเขินๆ แล้วส่ายหัว ผมยักไหล่ ส่วนสูงของเราไม่ได้ต่างกันมากนัก และผมก็ไม่อยากให้แดนสรวงรบกวนผู้ใช้รถไฟฟ้าคนอื่นด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ที่เขาซัดเข้าไปเมื่อคืน ดังนั้นผมก็เลยไล่ให้เขาไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วค่อยออกมากินข้าวมื้อแรกของวันตอนสี่โมงเย็น

“เมื่อคืนฉันคงทำนายเดือดร้อนไว้เยอะ”

“ก็ไม่นะ” ผมตอบตามจริง อย่างน้อยเขาก็ไม่ใช่พวกเมาแล้วซ่า หรืออาละวาดไปทั่ว เชื่องดีด้วยซ้ำ ดึงแขนให้เดินตามก็ตาม บอกให้นั่งก็นั่ง...

จริงๆ ก็อันตรายอยู่แฮะ ถ้าใครมอมเหล้าเขาเรื่องมันคงจะยุ่งแน่

“ปกติอยู่เมืองนอกแกซัดหนักขนาดนี้ตลอดเลยรึเปล่า”

“ไม่นะ ฉันรู้ลิมิตตัวเองแต่พอดีเมื่อคืน...ลืมนับ”

ผมพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ แดนสรวงไม่ได้เจอเพื่อนฝูงนานแล้ว เขาจะดีใจจนลืมไปบ้างก็ไม่แปลกหรอก “กินร้านไหนดี”

“นายเลือกเลย เดี๋ยวฉันเลี้ยง”

“เฮ้ย ได้ไง หารกันจ่ายสิวะ” ผมหันขวับไปจ้องแดนสรวงอย่างเอาเรื่อง ถ้าเป็นเพื่อนคนอื่นผมคงพยักหน้าเออออไปด้วยโดยไม่โต้แย้งอะไร แต่นี่คือแดนสรวงไง ผมไม่อยากเอาเปรียบคนอย่างเขาหรอกนะ

“งั้นค่าแท็กซี่เมื่อคืนก็ต้องหารด้วย ค่าน้ำที่ฉันอาบ สบู่นาย ยาสระผมนาย ค่าไฟ อ้อ ยังมีค่าชุดของนายที่ฉันใส่อยู่ตอนนี้อีก...” แดนสรวงนับนิ้วแจกแจงรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากตัวเขาเป็นข้อๆ อย่างจริงจัง ผมอดยกมือกุมขมับไม่ได้

“พอ พอแล้ว ได้ มื้อนี้แกจ่าย แกเลือกร้าน”

เขาหัวเราะ ชั่วขณะหนึ่งที่เราสบตากัน แววตาของแดนสรวงกลับมาทอประกายสดใสเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด แต่เมื่อเขาเห็นว่าผมจ้องอยู่ มันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

“เอ่อ งั้น...ฉันจำได้ว่าร้านนั้นอร่อยดี...”

ผมมองตาม เขาชี้มือไปทางร้านอาหารเกาหลีที่ผมไม่เคยกิน ลูกค้าในร้านค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับร้านอื่นในเวลาขณะนี้ ทั้งที่เป็นเวลาที่คนยังไม่หาของกินกัน ผมประเมินแล้วว่าน่าจะอร่อยจริง แต่ขณะที่พวกเราจะย้ายร่างไปทางนั้นแดนสรวงก็ถูกเรียกไว้เสียก่อน

“เฮ้!! แดน!! ใช่คุณจริงๆ ด้วย”

ฝรั่งคนหนึ่งพุ่งเข้ามาคว้าตัวแดนสรวงไปกอดหมับ เขาเสียงดังมากจนคนแถวนั้นเริ่มหันมามองพวกเรา นายตาน้ำข้าวคนนี้สะพายเป้แบ็คแพ็คใบเบ้อเริ่มไว้บนบ่าข้างเดียว ผิวขาวถูกแดดเมืองไทยเผาจนแดง คงเป็นนักท่องเที่ยว

“แมท? คุณมาที่นี่ได้ไงเนี่ย” แดนสรวงชะงัก ก่อนจะยิ้มกว้างพลางตบบ่าฝรั่งคนนั้น เมื่อพวกเขาผละออกจากกันผมก็จำหน้าเขาได้จากทวิตเตอร์ของแดนสรวง ผู้ชายคนนี้ชื่อแมทธิว เป็นคนที่ไปเที่ยวขึ้นเขาลงห้วยกับแดนสรวงบ่อยๆ พวกเขาดูสนิทกันมากทีเดียว

“ธาร นี่แมท แมทธิว เป็นเพื่อนฉัน” แดนสรวงผายมือไปทางแมทธิวและพูดกับผมด้วยภาษาไทย ก่อนจะผายมือมาทางผม และพูดกับฝรั่งตาน้ำข้าวเป็นภาษาอังกฤษ “แมท...นี่ธาร”

แมทธิวหันขวับมามองผมด้วยความประหลาดใจ เขาคว้ามือของผมไปเขย่าแรงๆ สองสามที “ได้ยินแดนพูดถึงคุณมานานแล้ว ดีใจที่ได้เจอนะครับ”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่สายตาของเขากลับเหมือนมีความขุ่นขึ้งแฝงอยู่จางๆ ผมยิ้มตอบ ไม่พูดอะไร

“แล้วนี่พวกคุณ...?” แมทธิวมองผมสลับกับแดนสรวงไปมา เมื่อเห็นว่าแดนสรวงใส่เสื้อของผมอยู่เขาก็คิ้วกระตุกเล็กน้อย ดวงตาสีเขียวสบกับดวงตาของผมเสี้ยววินาทีแล้วผละออก เขายิ้มละมุนให้แดนสรวง “เสื้อคู่ไม่เลว”

“หือ? อ๋อ ไม่ใช่หรอก เมื่อคืนผมค้างคอนโดเขา ธารให้ผมยืมเฉยๆ” แดนสรวงว่าพลางหันมายิ้มเจื่อนให้ผมเป็นการขอโทษกลายๆ ผมยักไหล่ทำนองว่าไม่สน ผมไม่เก็บมาใส่ใจหรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไง พวกเขาอาจมองเราเป็นคู่เกย์ แต่แล้วมันยังไงล่ะ “เรากำลังจะไปกินข้าวกัน คุณสนใจมั้ย”

เฮ้- เดี๋ยว— จะชวนมันทำไมฟะ

“คุณจะเลี้ยงใช่ไหม? ได้เลย ดี จริงๆ ผมก็เข้ามาหาอะไรกินก่อนกลับโรงแรมนี่แหละ” แมทธิวว่าพลางตบท้องตัวเองไปด้วย

 

 

หนึ่งฝรั่งผู้อ่านเมนูไทยไม่ออกและหนึ่งคนไทยผู้ไม่เคยกินอาหารเกาหลีกำลังเล่นเกมจ้องตากันข้ามโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไอ้หมอนี่ไม่ชอบหน้าผมชัวร์ แต่ดูเหมือนแดนสรวงจะไม่รับรู้อะไรเลย เขาจริงจังกับการสั่งอาหารสุดๆ จนเมื่อเขาลดเมนูลงนั่นแหละพวกเราถึงถอนสายตากลับไปสนใจเรื่องอื่นกัน

“แดนเคยบอกผมว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งมาก”

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” ผมส่ายหัว แอบเห็นแดนสรวงเตะขาแมทธิวอยู่ใต้โต๊ะ

“คนไทยถ่อมตัวเก่ง”

บทสนทนาสั้นๆ ของเราจบลงเมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า แดนสรวงเอาเนื้อลงตะแกรงเหล็กอย่างช่ำชอง ผมกับแมทธิวแทบไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากรอกิน ผมฟังพวกเขาคุยสัพเพเหระกัน จับใจความได้ว่า เมื่อก่อนแดนสรวงทำงานอยู่กับบริษัทที่พัฒนา VR gear และตอนนี้บริษัทที่ว่าก็กำลังอยากได้ตัวเขากลับไป แดนสรวงดูจะลังเลไม่น้อยเลยตอนที่ปฏิเสธ

“ตอนนี้ผมเป็นคนแปลภาษาให้เกมเจี้ยนในไทยอยู่นะ” เขาพูด หน้าตายุ่งเหยิงเล็กน้อย “อีกสามเดือนเราก็จะขยายแผนที่แล้วด้วย ถ้าผมออกมันจะวุ่นวาย”

“เราไม่รีบหรอก โปรเจคนี้ก็คงทำเป็นปีๆ เหมือนเดิม แต่เราอยากได้คุณกลับไปจริงๆ นะ แดน คุณอาจไม่รู้ตัว แต่คุณเป็นคนที่คุยรู้เรื่อง คุณดีลงานกับคนอื่นได้ดี สองปีที่คุณมาอยู่ที่นี่ คิดว่ามีวันไหนมั้ยที่ผมไม่ได้ยินเสียงเจนนิเฟอร์กับโทปาซด่าพ่อล่อแม่กัน เสียสุขภาพจิตมาก” แมทธิวทำหน้าตาบูดเบี้ยวเกินจริง แดนสรวงหัวเราะ

“ที่นี่จ่ายเงินให้คุณเท่าไหร่เชียว” แมทธิวโน้มตัวเข้ามาจ้องหน้าเขา “แดน คุณไม่ได้มีดีแค่แปลภาษานะ ไม่ได้พูดให้รู้สึกไม่ดีแต่คุณออกเขาก็จ้างคนอื่นแปลได้ เราต้องการคนพูดรู้เรื่องแบบคุณจริงๆ หรือคุณชอบเมืองไทยแล้ว เมื่อก่อนคุณบอกว่าไม่ชอบสังคมที่นี่นี่นา”

แดนสรวงเผลอตัวชำเลืองมองผมแวบหนึ่ง และแมทธิวตาไวพอที่จะสังเกตเห็น เขาเม้มปากแน่น เรียก “แดน” เสียงแหบแห้ง

คนถูกเรียกไล้มือไปตามขอบแก้วน้ำ ดวงหน้ามีร่องรอยของความไม่สบายใจ “ผมจะลองคิดดู แมท” เขาพูดในที่สุด “ผมจะลองคิดดู แต่ไม่ว่าผมจะตัดสินใจยังไง ผมหวังว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันได้”

แมทธิวชะงัก ดวงตาสีเขียวนั้นคล้ายจะดับแสง แดนสรวงรู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกมา

 

เป็นการกินข้าวที่อึดอัดที่สุด

ผมระบายลมหายใจออกพลางมองเงาหลังของแมทธิวที่เดินห่างออกไป อาจเพราะน้ำหนักกระเป๋าใบเขื่องนั้นหลังเขาจึงดูงองุ้มลง หรืออาจเพราะประโยคนั้นของแดนสรวงที่แทงลงกลางใจ ผมไม่รู้

“สรวง แกรู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกไป” ผมอดถามคนข้างตัวไม่ได้ แดนสรวงไม่ตอบอยู่พักใหญ่ ผมหันไปมอง สีหน้าของเขาดูแย่ไม่ต่างกัน

“แมทชอบฉัน” เขาหลับตา ใบหน้าเรียบเฉยหากแต่น้ำเสียงก็เจือไว้ด้วยความเจ็บปวดอย่างปิดไม่มิด “แต่ฉันชอบนาย”

ผมรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องตลกร้ายที่ชวนให้ร้องไห้มากกว่าหัวเราะ

เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ผมยังรู้สึกด้อยกว่าพวกเขาอยู่เลย ผมเป็นแค่มนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อยคนหนึ่งในบริษัทเขียนโปรแกรมของไทย ในขณะที่แมทธิวและแดนสรวงเป็นถึง อะไรดีล่ะ เป็นถึงพระเจ้าที่สร้างโลกเสมือนขึ้นมาโดยใช้ VR gear เป็นสื่อกลางให้มนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ได้เข้าไปสัมผัสมัน

แต่พวกเขา-ก็พ่ายแพ้—ให้กับผม

“งั้นเราคบกันมั้ยล่ะ” ผมได้ยินตัวเองถามออกไปแบบนั้น แดนสรวงเบิ่งตากว้าง มองผมเหมือนเห็นบอสลับเลเวลสูงกว่าตนเองสิบกว่าขั้นอยู่ตรงหน้า เท้าเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาดูตกใจ งุนงงและสับสน เหมือนตอนที่คนเดินชนกระจกเต็มแรงเพราะนึกว่ามันจะผ่านไปได้

“ทำไม” เสียงของเขาสั่น มันแผ่วเบาจนกลายเป็นเสียงกระซิบ

“แกชอบฉันและดูไม่มีท่าทีว่าจะตัดใจได้” ผมพูดเรียบๆ สังเกตอารมณ์บนใบหน้าเขาไปด้วย “ไหนแกบอกฉันซิ ถ้าวันนึงฉันเจอผู้หญิงที่ชอบ แต่งงานกับเธอ มีลูกกับเธอ แกจะเป็นยังไง”

แดนสรวงหน้าซีดจนเหมือนกระดาษ คำพูดของเขาติดขัด อ่อนระโหยโรยแรงกว่าจะเค้นมันออกมาได้ “ถ้า...ธารมีความสุข...มันก็...คงโอเค-”

“ฉันไม่ได้ถามถึงธาร ฉันถามถึงแดนสรวง ตัวมันจะเป็นยังไงถ้าวันนั้นมาถึง” ผมตัดบทเขาอย่างเลือดเย็น

แดนสรวงไม่ตอบ เขาจ้องหน้าผมนิ่ง และในแววตานั้น ผมเห็น...ความตาย

มันคงตายช้าๆ เหมือนวิลโลว์ที่ค่อยๆ ผุกร่อนอยู่ข้างใน

แดนสรวงไม่ได้ชอบผม เขารักผม

“ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังทำลายชีวิตของนาย” เขาพึมพำ “มันจะ...ไม่ง่าย มันกลับไปไม่ได้ หรือต่อให้ได้ก็คงยาก ธาร นายไม่จำเป็นต้องทำเพื่อฉันขนาดนี้ ฉันชอบนายเอง ฉันทำตัวเองทั้งนั้น นายไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย”

ผมส่ายหัว โบกมือไปมาอย่างหงุดหงิด “นี่ ฉันไม่ได้คบกับทุกคนที่มาชอบฉันหรอกนะ”

เพราะเป็นแดนสรวงต่างหาก เพราะเป็นเขา ไม่ใช่ใครที่ไหน

แถมชีวิตของผมมันก็ไม่เคยง่ายอยู่แล้วด้วย ไม่สิ ชีวิตของใครมันก็ไม่ง่ายทั้งนั้นแหละ ปัญหามากมายก่ายกองพร้อมจะกระโจนเข้ามาขย้ำคอพวกเราได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว ของผมก็แค่ต้องปวดหัวกับคำว่า ทำไมไม่แต่งงาน เพิ่มมาอีกหนึ่งเท่านั้นเอง “ตกลงจะคบไม่คบ”

“...คบ”

แล้วความสัมพันธ์อันแสนประดักประเดิดของพวกเราก็เริ่มขึ้น ผมไม่ได้คบใครมาตั้งแต่มหาลัยแล้ว ฝ่ายนั้นเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก ถึงแดนสรวงจะให้ความรู้สึกคล้ายผู้หญิงอยู่บ้างนิดหน่อยในบางครั้งแต่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ผมคิดว่าตัวเองคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับตัว สังหรณ์ใจว่าอะไรบางอย่างจะถูกเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่รู้สิ มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีก็ได้

การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่มีอีกชื่อว่า การเติบโต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #4 pam223 (@nupammee) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 13:50
    หวังว่าหลังจากนี้เนื้อเรื่องจะละมุนขึ้น / หนูไม่ไหวกะดราม่าค่ะแม่!!
    #4
    1
    • #4-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 5)
      9 มีนาคม 2562 / 21:11
      ธารกำลังพยายามอยู่วว ให้เวลาเฮียทำความเข้าใจตัวเองแป๊บนึงน้า
      #4-1