แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 4 : Level 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 95
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    6 เม.ย. 62

ผมเงยหน้ามองตึกสูงลิบลิ่วที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ตอนที่แดนสรวงบอกว่าให้ไปติดต่อที่บริษัท ผมก็นึกว่าเป็นอาคารเล็กๆ แต่นี่... แล้วแบบนี้จะให้ผมทำยังไง กดลิฟท์ขึ้นไปทีละชั้นๆ เพื่อดูว่าเกมเจี้ยนอยู่ชั้นไหนงั้นเหรอ

ดูเหมือนรปภ.จะสังเกตเห็นท่าทางมึนงงของผมนานแล้ว ชายวัยกลางคนคงทนเห็นผมยืนตากแดดเที่ยงวันไม่ไหว เดินมาถามว่า “คุณ มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย”

ผมบอกเขาไปว่าผมมาหาเพื่อนที่ทำเกมเจี้ยน เขาเลิกคิ้ว ถามว่าผมมาหาใคร พอบอกชื่อแดนสรวงเขาก็เลยพาผมไปที่ลิฟท์ จิ้มชั้นสิบสามให้แล้วจึงกลับไปเฝ้าป้อมต่อ ปุ่มลิฟท์มีสติกเกอร์โลโก้เกมติดไว้ทุกชั้น หลายเกมผมก็เคยเห็นโฆษณาผ่านตามาบ้าง เกมเจี้ยนอยู่ด้านบนสุด ส่วนชั้นสิบสี่กับสิบห้าเป็นของผู้บริหารระดับสูง

ตึ๊ง!

ลิฟท์จอดที่ชั้นสิบสาม ผมชำเลืองมองความเรียบร้อยตัวเองนิดหน่อยก่อนจะก้าวออกไป เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้ม กางเกงสแล็คสีดำ ไม่ต่างอะไรกับการแต่งตัวไปทำงานในแต่ละวัน เว้นแต่ที่คอไม่มีบัตรพนักงาน

ด้านหน้าสุด แทนที่จะมีเคาน์เตอร์บริการเหมือนบริษัทอื่น กลับเป็นสิ่งที่คล้ายกับเครื่องกดบัตรคิวของธนาคารแทน แตกต่างกันตรงที่เจ้าเครื่องตรงหน้าผมดูไฮเทคกว่า ประมวลผลเร็วกว่า และหน้าตาดีกว่า ผมจิ้มปุ่มติดต่อพนักงาน และ (ทั้งที่พยายามจะไม่มองแล้ว) ก็เห็นว่าชื่อแดนสรวงเป็นสีเขียว แต่ชื่อสันติก็เป็นสีเขียวเช่นกัน แล้วผมจะจิ้มชื่อใครได้ล่ะ นอกจาก...

แดนสรวง

ในเมื่อเขาโผล่มารบกวนการนอนของผมเมื่อคืน ผมก็ต้องเอาคืนด้วยการโผล่ไปรบกวนชีวิตเขาบ้าง จริงไหม

สวัสดีครับ ผมแดนสรวง ต้องการติดต่อเรื่องอะไรครับ น้ำเสียงนุ่มหูฟังดูงุนงง ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าเปลี่ยนเป็นผม นั่งเขียนโปรแกรมอยู่ดีๆ แล้วมีโทรศัพท์สายในโทรเข้ามาก็คงงงเหมือนกัน

ผมกดมุมปากเป็นรอยยิ้มร้าย เฮ้ ฉันเอง”

ธาร?คราวนี้เสียงอีกฝ่ายเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ผมได้ยินเสียงกุกกักเหมือนของตกดังลอดออกมา ตามด้วยเสียงอุทานแผ่วๆ ของแดนสรวง เอ้อ...เดี๋ยวฉันออกไป แป๊บนึง นายรอตรงนั้นแหละ

สักพักหนึ่งเขาก็ออกมา พยายามใช้ทิชชู่เช็ดคราบน้ำปั่นรสอะไรก็ตามที่เป็นของแปลกและเขายังไม่เคยลองออกจากเสื้อยืดสีขาวและแจ็กเก็ตยีนส์ เมื่อมองเห็นผมเขาก็ชะงัก เบือนหน้าไปทางอื่นแทบจะในทันที และถ้าผมมองไม่ผิด ใบหูของเขามีสีแดงแต่งแต้มอยู่จางๆ เขาคงจะอายสภาพดูไม่จืดของตัวเอง

“นาย...ทำไมนายไม่ติดต่อพี่สันติ เรียกฉันทำไม”

ผมเลิกคิ้ว สองมือล้วงกระเป๋า โกหกหน้าตาย “อ้อ เหรอ พอดีมองไม่เห็นชื่อเลยนึกว่าไม่อยู่น่ะ”

แดนสรวงพยักหน้า สูดหายใจเข้าลึกเหมือนพยายามรวบรวมสติ “โอ...โอเค ตามมา” ทาบรอยนิ้วมือลงบนเครื่องแสกน ประตูกระจกใสปลดล็อค เขาเปิดมันค้างไว้ให้ผมเข้าไปก่อน แล้วจึงปิดประตู เดินนำผมเข้าสู่ด้านในที่หน้าตาดูดีกว่าออฟฟิศทั่วไปราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในยานอวกาศ

เป็นการเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ไม่เลวเลย

ผมหวนคิดถึงออฟฟิศของตัวเองที่น่าเบื่อสุดๆ และการทำงานในแต่ละวันก็ชืดชาจริงๆ บรรยากาศที่นั่นเหมือนจะเต็มไปด้วยความง่วงเหงาหาวนอนที่แทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ แตกต่างจากที่นี่โดยสิ้นเชิง มันเต็มไปด้วยพลังงาน จินตนาการและความน่าตื่นเต้น

 

“เรียบร้อยแล้วครับ” ผู้ชายใส่แว่นหน้าตาจืดๆ ที่ชื่อสันติยื่นการ์ด VR gear บัตรประชาชนและกระดาษที่มีทั้ง User ID และรหัสผ่านให้ผม ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ “ดีแล้วที่คุณมาปลดล็อคไอดีเดิม ผู้เล่นเก่าได้ไอเท็มต้อนรับกลับเพียบเลยนะ”

“ขอบคุณนะครับพี่”

“คนกันเองน่ะ แถมนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เรามาขอให้พี่ช่วยอะไรด้วยนะ— ไม่ๆ หยุดเลย ไม่ต้องไหว้” สันติโบกไม้โบกมือปฏิเสธเมื่อแดนสรวงยกมือไหว้เขา ก่อนจะหันมาเผารุ่นน้องให้ผมฟัง “เขาช่วยผมมาหลายเรื่องแล้ว ใจดีเนอะ เสียดายซุ่มซ่ามไปหน่อย เมื่อกี้ก็ตกใจอะไรไม่รู้ ปัดน้ำปั่นป้าเจี๊ยบหกเลอะเต็มโต๊ะเลย ฮ่าฮ่าฮ่าๆ”

ผมพยักหน้าตามและเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เขาเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ม.ปลายแล้วครับ ปีนั้นหลอดทดลองกับบีกเกอร์ต้องเปลี่ยนใหม่เกือบยกโหลเพราะเขาเอาไปล้างแล้วลื่นตกแตก เดือดร้อนพวกเราทั้งกลุ่มต้องหารเงินมาซื้อใช้ให้ครูอีก”

“ก็อยู่ดีๆ นายก็โผล่มา...” แดนสรวงยอมหันมามอง(ค้อน)ผมในที่สุด ตลอดสิบนาทีที่ผ่านมาเขาเอาแต่จ้องกล้องวงจรปิดบนผนังราวกับว่ามันน่าสนใจเสียเต็มประดา ดูก็รู้ว่าเขากำลังเกร็ง “...นายทำฉันตกใจ”

“เอ้า รู้จักกันมาตั้งแต่ม.ปลายเลยเหรอ งั้นก็ต้องสนิทกันน่ะสิ”

แดนสรวงยิ้มอย่างแห้งแล้งให้หนุ่มแว่นหน้าจืด เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย “นี่ก็เที่ยงครึ่งแล้ว ไปกินข้าวกันมั้ยครับเดี๋ยวคราวนี้ผมเลี้ยง”

“ไปสิ ไป ของฟรีทั้งที คุณธนากรไปด้วยกันมั้ยครับ แถวนี้มีร้านอร่อยเพียบเลยนะ”

ผมยิ้มให้เขาอย่างจริงใจเป็นที่สุด ชำเลืองมองแดนสรวงที่ทำสีหน้าปั้นยาก สันติ คุณช่างมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศสมเป็นฝ่ายบริการลูกค้าเสียจริง “เรียกธารเฉยๆ ก็ได้ครับ ไปสิ ผมก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน”

ไม่รู้ว่าเพราะอาหารร้านนั้นอร่อยจริงอย่างที่สันติว่า หรือเพราะความเป็นมิตรเกินพิกัดของเขา หรือเพราะแดนสรวงนั่งอยู่ตรงข้ามกับผมกันแน่ ผมถึงรู้สึกว่าตัวเองเจริญอาหารมากกว่าตอนที่นั่งยัดแซนวิชเข้าปากอยู่คนเดียวในออฟฟิศ บางทีการได้กินข้าวกับมนุษย์คนอื่นแทนเจ้าหน้าจอสีฟ้าก็เป็นอะไรที่ดีไม่น้อยเลย

โทรศัพท์ของผมสั่นขึ้นมาวืดหนึ่ง ตามด้วยวืดที่สอง สาม สี่รัวๆ ผมจึงต้องหยิบขึ้นมาดู เห็นในกลุ่มไลน์เพื่อนตอนมัธยมกำลังหารือกันว่าไหนๆ ก็เจอกันบ่อยขนาดนี้แล้ว จะนัดรียูเนี่ยนให้เป็นเรื่องเป็นราวกันเลยดีมั้ย ที่ไหน เมื่อไหร่ดี

“จะว่าไป สรวง แกยังไม่ได้เข้ากลุ่มไลน์ม.ปลายเลยใช่ไหม” ผมถาม สายตายังไม่ละจากหน้าจอ เพื่อนๆ กำลังฟลัดข้อความกันอย่างเมามันส์ เป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นนานแล้ว

“อา?” แดนสรวงเงยหน้าจากจานข้าวขึ้นมามองผม “...นั่นสินะ”

แปลว่าเขาไม่รู้เลยสินะว่าหลายปีมานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง พนันได้เลยว่าถ้าแดนสรวงได้เจอคะนิ้ง พวกเขาคงมีเรื่องให้พูดกันทั้งอาทิตย์ก็ไม่แน่ว่าจะหมด

ผมหมายถึง คะนิ้งเป็นฝ่ายพูด แดนสรวงเป็นฝ่ายฟัง คุณเข้าใจใช่ไหม

“เอาโทรศัพท์มาสิ” เมื่อแดนสรวงยื่นโทรศัพท์ให้ ผมก็จัดการแอดไลน์เขาแล้วลากเข้ากลุ่มทันที เพิ่มเติมคือเม็มเบอร์ผมเข้าไปด้วย กดโทรออกหนึ่งจึ๊กแล้วตัดสาย ผมเม็มเบอร์เขาจากสายที่ไม่ได้รับ แดนสรวงกะพริบตามองผมปริบๆ

ผมส่งโทรศัพท์คืนให้เขา แถมเบอร์ตะวันเพื่อนรักให้เขาไปด้วยเหมือนการตบหัวแล้วลูบหลัง ถ้าผมหน้าหนากว่านี้สักหน่อยผมจะแอดมันให้หมดเลย ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์

อ๊ะ ผมฟอลทวิตเขาไว้แล้วนี่หว่า งั้นอันนี้ไม่นับ

แดนสรวงโผล่เข้าไปในกลุ่มไลน์ครั้งแรกในรอบสิบปี ทุกคนยิ่งฟลัดข้อความกันหนักกว่าเดิม ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอย่างครื้นเครง มีบ้างที่คนที่ไม่สนิทจำเขาไม่ได้ แต่แดนสรวงเป็นคนที่ทำให้คนรอบตัวรู้สึกดีใจที่มีเขาอยู่ใกล้ได้เสมอ ดังนั้นในความทรงจำทุกคนจึงยังมีเขาประทับอยู่ไม่เคยลืมเลือน สรุปสุดท้ายนกก็เป็นคนเอ่ยปิดการฟลัดข้อความ

งั้นศุกร์หน้านัดรีกันที่เก่าเวลาเดิม เคป่ะ จะได้มีเวลานอนปวดหัวสองวัน 5555



ที่เก่าเวลาเดิมของพวกเราคือร้านแฮงค์เอาท์สไตล์เรโทรแถวพญาไทใกล้ BTS บรรยากาศหนักไปทางวัยรุ่นหน่อยๆ ผมไปหลังเวลานัดเล็กน้อยและก็ตามคาด นั่นก็คือมีเพื่อนมาอยู่ไม่กี่คน กฎของพวกเราที่รู้ๆ กันอยู่คือ...เลทไปเถอะ เพราะเดี๋ยวเราก็จะลากยาวไปจนร้านปิดนั่นแหละ แต่ แต่ แต่... ถ้าใครโผล่มาทีหลังสุด คุณก็ต้องน้อมรับการลงทัณฑ์ โดนกรอกเหล้าไปซะดีๆ

ผมนั่งกินลมชมวิวฟังเสียงเพลงจากวงดนตรีที่เล่นสด คุยกับเพื่อนคนอื่นไปพลางๆ จนพวกสายปาร์ตี้ตัวยงทยอยมากันนั่นแหละ ความสงบสุขของผมก็ถูกทำลายลง

“อีกแก้วๆ!

มีเสียงใครบางคนกระแทกแก้วลงบนโต๊ะ ตามด้วยเสียงเฮและเสียงหัวเราะ ผมมองภาพตรงหน้าอย่างหนักใจ แดนสรวงมาช้าที่สุดเพราะหลงทาง แถมยังไม่ได้มารียูเนี่ยนเลยตลอดสิบปีที่ผ่านมา โทษทัณฑ์พ่อเทวดาตกสวรรค์ใหญ่ช่างหลวงนัก คะนิ้งก็ไม่ลังเลเลยที่จะจับเขากรอกเหล้า แดนสรวงเองก็ยินดีจะลองดื่มทุกอย่างที่ไม่เคยลอง...ไม่ว่าจะแรงแค่ไหนก็ตาม

ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่ม...แต่ผมว่าแดนสรวงไม่ไหวแล้วว่ะ เขาเริ่มหัวเราะคิกคัก แหกปากร้องเพลง เอากล่องลังจากที่ไหนไม่รู้มาใส่แขนตี๊ต่างว่าเป็นปืนกล ทำตัวเหมือนเด็กเข้าไปทุกทีๆ

“ตาวัน!

แดนสรวงถลาเข้าไปคว้าเพื่อนรักมากอดหมับทันทีที่เห็นหน้าอีกฝ่าย ตะวันหัวเราะพลางกอดอีกฝ่ายตอบ หมอกหรี่ตามองเจ้าคนเมาปลิ้นที่ยังยิ้มหน้าระรื่นอย่างไม่เป็นมิตรนัก ก็ไอ้บ้าที่ไหนพุ่งมากอดแฟนตัวเองด้วยท่าทางสนิทสนมแบบนั้นมันก็คงจะน่าญาติดีด้วยหรอก เขาคงไม่รู้จักแดนสรวงเพราะความจริงหมอกไม่ได้เรียนมัธยมที่เดียวกับพวกเรา แต่ไม่เป็นไร เพราะห้องผมสมาชิกทุกคนรักใคร่กลมเกลียว แฟนของเพื่อนก็คือแฟนของเรา เอ้ย แฟนของเพื่อนก็คือเพื่อนของเราเหมือนกัน...

โอเค ผมว่าผมก็เริ่มจะเมาแล้วล่ะ แต่มีคนหนักกว่าผมไปมากโขอยู่

“หมอก นี่แดนสรวงที่ผมเคยเล่าให้ฟัง สรวง...นี่หมอก-”

I know. I know. He’s ya boyfriend, right?” แดนสรวงเกิดอาการสับสวิทช์ภาษาไปแล้ว และดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้ตัวด้วย เขายิ้มตาหยีให้ตะวัน ก่อนจะหันไปมองหมอกตาขวาง “Please take care of him. Tawan is really important to me and for God’s sake if you make my friend cry again, I’ll kill you. Got it?”

หมอกพยักหน้าพลางเม้มปากแน่น เหมือนเขาพยายามจะไม่หัวเราะ ทำให้คนหน้าตายอย่างหมอกขำได้ ผมนับถือเขาจริงๆ

“สรวง...เราว่านายไม่ไหวแล้วนะ”

Aye…I think so, I’m a mess..

ตะวันพยุงเพื่อนรักไว้พลางหันรีหันขวางไปรอบๆ แต่น่าเสียดายที่เพื่อนคนอื่นๆ ถ้าไม่สภาพดีกว่าแดนสรวงนิดหน่อยก็กำลังมันส์สุดเหวี่ยง สุดท้ายสายตาคู่นั้นก็มาหยุดที่ผม ตะวันมองผมกับแดนสรวงสลับกันไปมาด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เขาเป็นเพื่อนสนิทของแดนสรวง ก็คงจะรู้ว่าระหว่างพวกเรามันมีความกระอักกระอ่วนเล็กๆ คั่นกลางไว้ สุดท้ายก็หันไปปรึกษากับแฟนแทน

“คุณ...งั้นเราไปส่งเพื่อนผมก่อนได้มั้ย แล้วค่อยกลับบ้าน?”

“ไม่ให้เขาไปส่งล่ะ ผมเห็นเขามองเพื่อนคุณอยู่นานแล้วนะ”

หือ? ผมมองเหรอวะ เออ ใช่ ผมเผลอมองแดนสรวงอยู่นานมาก ฤทธิ์แอลกอฮอล์นี่มันน่ากลัวจริงๆ หมอกก้มลงไปกระซิบอะไรสักอย่างกับตะวัน ฝ่ายหลังขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อก่อนจะหันขวับมาจ้องหน้าผม

ปากของผมที่ไปเร็วอยู่แล้วก็ยิ่งเร็วขึ้นไปอีกเมื่อได้แอลกอฮอล์ “เฮ้ ถ้าพวกนายจะนินทากันก็ให้มันโจ่งแจ้งน้อยกว่านี้หน่อยดีไหม พวก”

พูดกับพวกเขาแต่สายตาของผมก็ยังตรึงอยู่ที่คนหมดสภาพจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ แดนสรวงตัวก็ไม่ใช่เล็ก เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงไปทางตะวันที่ดู เอ่อ ขอโทษนะหมอก ดูร่างบางกว่ามาก เขากอดตะวันราวกับจะสิงร่างอยู่แล้ว หมอกหันไปแกะตังเมแดนสรวงออกจากแฟนของเขา และผลักมาทางผม ตังเมแดนสรวงเกือบหน้าทิ่มพื้นหมดหล่อแล้วถ้าผมไม่สะอึกเข้าไปรับ

“นั่น” หมอกคลี่ยิ้มที่หาดูชมได้อย่างยากยิ่งให้ผม “พากลับบ้านดีๆ ล่ะ”

 

ลงท้ายผมจึงต้องลากตังเมแดนสรวงมาโบกแท๊กซี่ด้วย ไม่รู้ทำไมพออยู่กับตะวันหรือคนอื่นๆ ถึงได้หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง แต่พอมากับผมแดนสรวงก็เริ่มร้องไห้กระซิกๆ ผมสบตากับลุงแท๊กซี่อย่างจนใจ ตอนแรกก็ว่าจะให้เขาไปส่งแดนสรวงก่อนแล้วค่อยวนไปส่งผมแต่ปรากฏว่าพ่อตัวดีชิ่งหลับไปแล้ว หลับไปทั้งน้ำตานั่นแหละ แต่ก็ดี จะได้ไม่ต้องเปลืองค่ารถหลายเที่ยว ไปคอนโดผมทีเดียวเลยแล้วกัน

“ไปคอนโด XXX แถวสุขุมวิทครับ”

ดูเหมือนลุงแกจะกลัวว่าแดนสรวงจะอ้วกใส่รถเขา เพราะเมื่อมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพลุงแกก็ทำท่าโล่งใจมาก ช่วยไม่ได้ กลิ่นเหล้าหึ่งซะขนาดนี้ ผมก็กลัวว่าแบกๆ มันอยู่จะโดนอ้วกใส่เหมือนกัน พอมาถึงห้องเลยรีบปล่อยตังเมแดนสรวงลงโซฟาทันที แต่คิดไม่ถึงเลยว่าพอผมเข้าไปอาบน้ำแล้วออกมา ตังเมแดนสรวงจะไปกอดโคมไฟตั้งพื้นแทน

“สรวง” ผมเรียกเขาอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะผมได้ยินเสียงสะอื้นกระซิกๆ ดังมาจากห้องรับแขก ดึกดื่นป่านนี้ได้ยินเสียงร้องไห้ผมก็กลัวสิ “แกโอเครึเปล่า”

“........” ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก ผมเดินเข้าไปเขย่าบ่าแดนสรวง ดีเลย์ไปสักพักเขาถึงค่อยหันมามองผมอย่างมึนๆ พึมพำภาษาอังกฤษบางอย่างที่ผมฟังไม่ถนัด

“อะไรนะ”

เขาเหม่ออยู่พักใหญ่ ไม่ตอบผม แดนสรวงเอื้อมมือมาแตะใบหน้าผมเบาๆ

“...You make me so happy it turns back to sad.

There's nothing I hate more than what I can't have.

แล้วเขาก็จูบผม แค่ปากประกบปากไม่กี่วินาทีเท่านั้น ไม่มีอะไรเกินเลย น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าตกลงบนใบหน้าผม แดนสรวงถอยออกไปแต่ผมล็อคใบหน้าเขาไว้ หัวใจกระเด้งกระดอนราวกับจะหลุดออกมาจากอก ผมถามตัวเองว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่ แน่นอนว่าไม่มีคำตอบจากสมองอันว่างเปล่า แต่ผมได้ยินเสียงแหบพร่าของตัวเองพูดว่า

“จูบน่ะ มันต้องแบบนี้ต่างหาก เจ้าง่าวเอ้ย”

และปากของเราก็ประกบกันอีกครั้ง ผมดันลิ้นเข้าไปในโพรงปากเขา ตวัดลิ้นหยอกล้อกับความไม่ประสาของแดนสรวง ไปอยู่เมืองนอกมาตั้งหลายปีแต่เรื่องพวกนี้กลับอ่อนหัดจนน่าตกใจ และในขณะที่คิดแบบนั้น ส่วนลึกในใจของผมก็รู้สึกลิงโลดขึ้นมานิดๆ

 

นาฬิกาบอกเวลาสิบโมงเช้าของวันเสาร์ ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวหนึบๆ หลังจากอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันเสร็จผมก็ไปหาอะไรกินในครัว ตอนเดินผ่านห้องรับแขกผมก็ชำเลืองมองซากตังเมแดนสรวงบนโซฟาแวบหนึ่ง เขาซัดเข้าไปเยอะมาก เมื่อคืนก็เมาเสียขนาดนั้น ผมไม่แปลกใจเลยถ้าเขาจะหลับยาวไปจนถึงวันอาทิตย์

พูดถึงเรื่องเมื่อคืน... ผมทำบ้าอะไรลงไป ผมไม่คิดว่าตัวเองเมาสักนิดเพราะรู้สึกมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ดี ผมจำได้ว่าตัวเองจูบแดนสรวง หนำซ้ำยัง- ยังกดเขาลงโซฟา จูบเขาซ้ำๆ ลามไปถึงที่คอ ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเผลอหลับไปก่อน เรื่องมันก็คงจะเลยเถิดกว่านี้

ผมไม่รู้เลยว่าแดนสรวงจะทำหน้ายังไงตอนตื่นขึ้นมาแล้วเห็นรอยบนคอที่ผมทำไว้ จริงอยู่ที่เขาเป็นฝ่ายจูบผมก่อน แต่มันก็เพราะตอนนั้นเขาเมามาก ส่วนผมนี่สิ ทั้งที่มีสติครบแต่กลับทำบ้าๆ ลงไป ถ้าคราวนี้แดนสรวงหนีไปต่างประเทศอีก ผมจะไม่ให้อภัยตัวเองเลยทีเดียว

ลงท้ายผมจึงเอาโน๊ตบุ้คมานั่งทำงานในห้องรับแขกด้วย กันเหนียวไว้ก่อนเผื่อแดนสรวงตื่นขึ้นมาแล้วหนีหายไปอีกจริงๆ สักพักแจ้งเตือนไลน์กลุ่มก็เด้งขึ้นมาว่าเมื่อคืนมีคนลืมโทรศัพท์ไว้ คะนิ้งเป็นคนเก็บได้ เธอถ่ายรูปส่งมาในกลุ่ม ผมขมวดคิ้วแน่น

โทรศัพท์ของผม

ผมรีบรัวแป้นพิมพ์หาคะนิ้งทันที และเมื่อนาฬิกาบนผนังบอกเวลาบ่ายสองโมงครึ่ง เธอก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าห้องผม

“เฮ้”

“ไง”

“เอ้า นี่ แกลืมปัจจัยที่ห้าในการดำรงชีวิตไปได้ยังไงห้ะ...” คะนิ้งยื่นโทรศัพท์ให้ผม ขณะที่กำลังเปิดปากพูดจาน้ำไหลไฟดับอย่างทุกทีก็ถูกขัดด้วยเสียงดัง โครม ใหญ่จากในห้อง

“อะ..อะไรน่ะ แกเลี้ยงตัวอะไรไว้...”

“เฮ้ย ไม่มีอะไร...” ผมยิ้มแห้ง พยายามดันเธอออก แต่คะนิ้งชะโงกหน้าข้ามไหล่ผมไปแล้ว “สงสัยของตกน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“สรวง!!

“คะ-คะนิ้ง”

ผมกลอกตาทักทายเพดาน พลางหันไปมองเจ้าตัวดีที่ตื่นขึ้นมาได้จังหวะเหมาะเหม็ง แถมคนที่มาเจอก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคะนิ้ง คราวนี้แหละ ทั้งห้อง- ไม่สิทั้งรุ่นคงจะได้มีข่าวลือของผมกับแดนสรวงว่อนไปหมด

แดนสรวงยันตัวขึ้นจากพื้นอย่างลำบากยากเย็นเพราะยังเมาค้างและปวดหัวหนักมาก เขาคงจะกลิ้งตกจากโซฟาจนเกิดเสียงดังเมื่อครู่

“ค่อยๆ ลุก เดี๋ยวร่วงลงไปอีก..” คะนิ้งปราดเข้าไปช่วยพยุง เธอชะงักเมื่อเห็นร่องรอยอารยธรรมใต้ปกเสื้อเชิ้ตสีขาวของแดนสรวง ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ตวัดมามองผม “...นี่”

ผมพยักหน้า แถยังไงก็คงไม่รอด สู้ยอมรับความจริงไปเลยดีกว่า “ฉันทำเอง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #37 Muffin_Kun (@Muffin_Kun) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 11:19
    ว่าแต่ใครโพไหนนิ
    #37
    1
    • #37-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 4)
      20 ตุลาคม 2562 / 00:45

      พระเอกร้องไห้แล้วนะ5555555
      #37-1
  2. #3 pam223 (@nupammee) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 13:42
    โอ้ยย 5555 ละเฮียก็พูดตรงๆ ง่ายๆยังงี้เลยเหรอ 55555
    #3
    1
    • #3-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 4)
      9 มีนาคม 2562 / 21:09
      ธารเป็นคนตรงๆ ทำนองว่าถ้าเราไม่เล่นด้วยซะอย่าง ใครจะทำไม 5555555
      #3-1