แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 29 : Level 26 End.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    4 พ.ย. 62

ว่ากันว่า การเดินทางไปเที่ยวด้วยกันกับคนอื่นนี่แหละ เป็นการวัดใจขั้นสูงสุด

ทะเลาะกันมาเยอะแล้ว บางคนทั้งที่เป็นเพื่อนสนิทกันแท้ๆ ดันเลิกคบตั้งแต่ยังไม่กลับ เที่ยวทางใครทางมันไปเลย บางคนที่ไปกับแฟนก็เลิกกันกลางทริป บางคนที่ไปกับครอบครัวก็แทบบ้านแตก

ดังนั้นตอนที่เขาชวนให้มาเที่ยวญี่ปุ่นตอนสิ้นปีด้วยกันก็เลยแอบกลัวอยู่บ้าง...

 

“สรวง อย่าเหม่อสิ เดี๋ยวหลง”

ธารคว้ามือผมไว้และเริ่มออกเดินอีกครั้ง เขาเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะก้มมองตั๋วในมืออีกข้าง พยักหน้าน้อยๆ กับตัวเองและลากผมเข้าไปนั่งในรถไฟใต้ดินที่เขาได้เตรียมการจองตั๋วไว้ตั้งแต่อยู่ที่ไทย

“ตอนนี้เราอยู่ที่โบกี้สี่ ที่นั่ง 02C… นายดูตรงนี้ คันจิตัวนี้แปลว่ารถหรือพวกยานพาหนะ ไรงี้ ส่วนตัวนี้แปลว่าที่นั่ง... หน้าตาคล้ายๆ คนสองคนนั่งในบ้านไหม แต่ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นายเม็มเบอร์ใหม่ฉันรึยัง ซิมนี่ใช้เน็ตได้นะ...”

ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างเชื่อฟัง แทบไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะมีไกด์ส่วนตัว ธารดูแลผมดีมาก ทำให้ผมที่รู้สึกไม่มั่นคงเท่าไหร่เพราะมาอยู่ในต่างถิ่นที่ภาษาอังกฤษแทบจะใช้ไม่ได้สบายใจขึ้น ก่อนขึ้นเครื่องเขาก็พูดกับผมว่า

“ฉันจะดูแลนายเอง ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น เที่ยวให้สนุกก็พอ...และก็อยู่ใกล้ฉันเอาไว้”

จริงๆ แล้วผมเพียงแต่กังวลนิดหน่อยเท่านั้น แต่พอธารพูดแบบนี้ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา

“จริงสิ ฉันขอโทรศัพท์นายหน่อย เผื่อหลง...”

ผมส่งโทรศัพท์ให้ธาร มองนิ้วมือเรียวยาวของเขาสะบัดผ่านหน้าจอเขียนภาษาที่ผมไม่รู้จักอยู่ราวๆ เกือบสิบนาที

ธารส่งโทรศัพท์คืนให้ผม ในโน้ตเต็มไปด้วยภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทยยาวพรืด

“ถ้าเราหลงกันจริงๆ ฉันเขียนประโยคพวกนี้ไว้ให้นายแล้ว...หรือนายจะชี้หน้าจอให้เขาอ่านก็ได้ ถ้าเรียกตำรวจก็กด 110 เรียกรถพยาบาลกด 119 ย่อหน้าแรกสุดให้ใช้ตอนที่นายหลงทาง ฉันเขียนไว้ว่านายเป็นคนไทย ชื่อแดน พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ หลงกับเพื่อนที่รู้ภาษาญี่ปุ่น อยากให้ช่วยพาไปที่จุดนัดพบหรือประชาสัมพันธ์... แล้วก็เขียนชื่อโรงแรมที่เราพักอยู่ไปด้วย เผื่อเราจะหากันไม่เจอถึงขั้นนั้นจริงๆ”

“วะตะชิ วะ ไทจิน เดสุ...?”

“เดส คำนี้อ่านว่าเดสเฉยๆ” ธารเลื่อนนิ้วผ่านหน้าจอ รูปประโยคบอกเล่าสถานการณ์ต่างๆ ถูกเขียนไว้หมดแล้ว มีทั้งทำของหาย อุบัติเหตุต่างๆ ปวดหัว ปวดท้อง เขาเขียนแม้แต่เพศ วันเดือนปีเกิด กรุ๊ปเลือด เบอร์โทรเขา เบอร์โทรประกัน...

“...ฉันคงไม่ซุ่มซ่ามจนเกิดอุบัติเหตุใหญ่โตหรอกมั้ง...”

“กันไว้ก่อน” เขาหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของผม แต่แววตาสีก้นสมุทรนั้นดูจริงจังมาก เขาคงห่วงผมอยู่เหมือนกัน

พวกเราต่อรถและมาถึงโรงแรมกันไม่นานหลังจากนั้น ธารเดินนำหน้า มือหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกมือจูงผมที่เหลียวซ้ายแลขวาไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจและยกกล้องขึ้นถ่ายเป็นพักๆ

พวกเราใช้กระเป๋าแบคแพคกันทั้งคู่เพราะต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง ทีแรกผมแปลกใจที่ธารเสนอไอเดียนี้ขึ้นมา แต่เขาก็อธิบายว่า “ให้กระเป๋าอยู่บนหลังน่ะดีแล้ว ฉันจะได้พะวงแค่เรื่องนายเรื่องเดียว นี่ยังไม่รู้เลยว่ามีสองมือจะพอหรือเปล่า”

...ผมก็ไม่ได้ซนขนาดนั้นซะหน่อย

ห้องพักที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเล็กแต่ไม่เป็นไร พวกเราเพียงแค่อาศัยนอนไม่กี่วันเท่านั้นเองแถมยังใกล้รถไฟฟ้าอีกด้วย พอเก็บกระเป๋าเสร็จธารก็พาผมไปหาของกินต่อ มื้อแรกของทริปเที่ยวญี่ปุ่นของผมเป็นข้าวหน้าปลาไหลร้าน Unatoto ที่ธารเชียร์ว่าต้องลองกินสักครั้ง

“อร่อยล่ะสิ” เขาหัวเราะเบาๆ ผมพยักหน้าหงึกหงักอย่างสุขใจ ตอบเขาไม่ได้เพราะในปากเต็มไปด้วยเนื้อปลาไหลนุ่มๆ หอมกลิ่นน้ำซอส ธารเอากำหนดการเดินทางมาเปิดพลิกๆ ดูระหว่างรอผมละเลียดกินข้าวมื้อแรกไปพลางๆ

หลังจากนั้นเราก็เดินผ่านถนนนากามิเสะไปที่วัดอาซากุสะกันต่อ คนเยอะมากก็เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเท่าไหร่ แต่ได้ขนมของกินและของเล่นเล็กๆ น้อยๆ มาแทน พอเข้าไปถึงวัดธารก็พาผมไปชำระล้างร่างกายก่อนจะเข้าไปสักการะขอพร

“ทำไมต้องห้าเยนล่ะ” ผมถามเมื่อพวกเราเดินออกมาหยุดอยู่หน้ากระถางธูปขนาดใหญ่

ธารปัดควันธูปใส่ผม “เหรียญห้าเยน ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าโกะเอน...มันพ้องเสียงกับโกะเอนที่แปลว่าขอพรจากเทพเจ้าน่ะ นายสนใจพวกเครื่องรางไหม เดี๋ยวพาไปดู...แต่ก็เป็นแค่ความเชื่อส่วนบุคคลล่ะนะ”

“ไปสิๆ แต่ธารไม่เชื่อเหรอ” ผมเอียงคอมองเขางงๆ ก็ธารดูจะเป็นติ่งญี่ปุ่นขนาดนี้เลยนะ

“ฉันทำอะไรดีๆ ไม่ขึ้นเท่าไหร่...เป็นพวกพระเจ้าไม่รักน่ะ แต่สรวงน่ารักมีแต่คนเอ็นดู เทพเจ้าก็คงเอ็นดูนายเหมือนกันล่ะมั้ง”

ภาพใบหน้าเหม่อๆ ของเขาที่พร่าเลือนจากควันกระถางธูปแลดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด เสี้ยววินาทีนั้นผมยกกล้องขึ้น เล็งและกดชัตเตอร์ ภาพออกมาดูดีอย่างที่คิด เทพเจ้าคงอวยพรผมอยู่จริงๆ

“งั้นห้าวันต่อจากนี้ ฉันจะขอพรเผื่อนายเอง”

“เอาสิ แพลนที่วางไว้ก็มีแวะศาลเจ้าเกือบทุกวันเลย เตรียมเหรียญห้าเยนไว้ดีๆ ล่ะ”

 

 

 

มีศาลเจ้าเกือบทุกวันจริงๆ ด้วย

ธารวางแพลนไว้ไม่ซ้ำกันเลยเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าผมชอบอะไรแบบนี้ วางศาลเจ้าไว้ตอนเช้าไปจนถึงเที่ยงเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมชอบถ่ายรูปธรรมชาติและเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆ เขาให้เวลาผมเต็มที่ในการเดินสำรวจไปทั่ว 

ผมอดสงสัยไม่ได้เลยว่าที่เขาเลือกวางศาลเจ้าไว้ตอนเช้าก็ไม่ใช่ว่ารู้อยู่แล้วหรอกนะว่าแสงเวลาแบบนี้สวยที่สุด

ช่วงบ่ายของแต่ละวันถึงจะต่างกันออกไป วันแรกเขาพาผมไปที่โตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท วันต่อๆ ไปก็เป็นที่ฮาราจูกุ ชิบูย่า อิเคบุคุโระ อากิฮาบาระ... ผมเห็นธารมองๆ ร้านเมดคาเฟ่อยู่ แต่เมื่อถามว่าจะเข้าไปดูไหมเขาก็ส่ายหน้าพรืด แต่ถ้าเป็นร้านที่เกี่ยวกับพวกการ์ตูนญี่ปุ่นก็จะแวะเข้าไปดูทุกร้าน

“เบื่อรึเปล่า”

ผมส่ายหัว ปิดปากหาวออกมาจนน้ำตาเล็ด “ง่วงๆ นิดหน่อย”

“เหนื่อยเหรอ...งั้นนายนั่งรอในร้านกาแฟตรงนี้ก่อนก็ได้ ขอฉันเดินตึกนี้ตึกเดียว เอ่อ นายจะเอาเครื่องดื่มอะไรไหม...หรืออยากกลับแล้ว?”

ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นหน้าธารที่เผลอทำตาหงอยออกมา รู้สึกว่าน่ารักดี วันนี้เป็นวันที่สาม พวกเราตะลอนเที่ยวกันหนักมากจึงไม่แปลกที่จะเหนื่อย เขารอผมสำรวจศาลเจ้าได้ ผมก็รอเขาได้เหมือนกันนั่นแหละ

“ธารไปดูเถอะ เดี๋ยวฉันรอตรงนี้...อืม ขอชาเขียวลาเต้แก้วนึงละกัน”

ผมรอเขาจนเผลอหลับไปตื่นหนึ่ง ธารกลับมาพร้อมท่าทางดูมีความสุข

“กี่โมงแล้ว” ผมถามเสียงงัวเงีย

“ห้าโมงนิดๆ ...ป่ะ ไปหาของกินแล้วจะได้กลับห้องกัน ยังเหลืออีกสองวัน เราจะมาตายตรงนี้...ไม่ได้”

เขาพูดและหาวหวอดๆ เหมือนผมไม่มีผิด ธารก็คงจะเหนื่อยเหมือนกัน พวกเราหาร้านราเมนกินกัน ผมลองสั่งทงคตซึราเมนมากินและก็ได้รู้ว่าตัวเองยังทำไม่อร่อยเท่าของที่นี่ แต่ธารหัวเราะและบอกว่า 

“สรวงทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ”

ธารไม่ค่อยพาผมเที่ยวกลางคืนเท่าไหร่ แค่ฟ้ามืดเราก็กลับกันแล้ว หลังจากผลัดกันอาบน้ำและมานอนแผ่หราอยู่บนฟูกหนาๆ กันทั้งสองคนเขาก็หยิบเองกำหนดการเดินทางมาดูอีก

“สรวง พรุ่งนี้ไม่มีศาลเจ้านะ...เราจะไปดูฟูจิกัน”

“ได้เลยครับ ไกด์” ผมละสายตาจากภาพในกล้อง DSLR มามองสำรวจเขา “เหนื่อยหน่อยนะ ว่าแต่วันนี้นายซื้ออะไรมาบ้างน่ะ”

“ก็อะไรนิดๆ หน่อยๆ ”

...คำพูดกำกวมชะมัด ดูไม่น่าไว้ใจเอาซะเลย

 

 

วันต่อมาธารปลุกผมซะเช้า พวกเรานั่งรถไฟใต้ดินและต่อรถบัสที่ธารโฆษณาไว้ว่าแล่นบนทะเลสาบได้ด้วย ผมก็สงสัยว่ามันจะลงไปได้ยังไง รถทั้งคัน นึกว่าเขาอำเล่นๆ แต่พอเวลาไปถึงริมทะเลสาบรถทั้งคันก็พุ่งลงไปในน้ำจริงๆ ธารหัวเราะกับหน้าตาตื่นๆ ของผมหนักมาก

“นั่นไง ฟูจิ” เขาจับหัวผมหันออกไปดูภูเขาไฟสีขาวโพลนที่เห็นอยู่ไกลๆ “เขาเปิดให้ขึ้นไปได้แค่ในฤดูร้อน วันนี้เราก็ปั่นจักรยานแก้ขัดกันชิวๆ แถวนี้แทนละกันเนอะ”

ผมพยักหน้าเห็นด้วย พวกเราเช่าจักรยานมาปั่นกันเรื่อยเปื่อยไปรอบทะเลสาบ แวะถ่ายรูปเล่นเป็นพักๆ วันนี้ฟ้าเปิดพอดี เห็นฟูจิซังเต็มๆ ตาและเต็มๆ เลนส์กล้องเลย 

พอใกล้เที่ยงก็เอารถจักรยานไปคืน เดินเล่นหาของกินเรื่อยเปื่อย ธารซื้อมิตาราชิดังโงะให้ผมลองกิน แป้งสีขาวนุ่มๆ หนึบๆ ราดซอสซีอิ้วญี่ปุ่นหวานๆ เค็มๆ ก็อร่อยดี...

เฮ้ ธารคิดจะเลี้ยงผมด้วยขนมหวานเรอะ ครั้งก่อนก็เค้ก พ่อก็ซื้อไอติมกล่องกับลูกอมลูกกวาดมา ทำไมทุกคนถึงเลี้ยงผมด้วยขนมแบบนี้ล่ะ

ช่วงบ่ายพวกเรากลับมานอนพักเอาแรงที่โรงแรมกันก่อน เพราะผมบอกธารว่าอยากไปถ่ายรูปงานแสดงแสงไฟดูบ้าง 

สักหกโมงเย็นพวกเราก็ออกไปหาของกินกันอีกครั้ง คราวนี้ธารเล็งร้านซูชิไว้เพราะตั้งแต่มาเหยียบญี่ปุ่นก็ยังไม่ได้ลองกินเลย หลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินไปลงที่สถานีชินจูกุอีกครั้ง เดินตามกระแสผู้คนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นต้นไม้ที่ถูกประดับประดาด้วยแสงไฟเต็มทางเดิน

“สวยจังเลย” ผมว่าพลางยกกล้องขึ้นถ่ายบรรยากาศไปรอบๆ ได้ยินเสียงธารเตือนว่าอย่าเผลอไปถ่ายหน้าใครเข้าล่ะเดี๋ยวจะซวย ผมเลยหันกล้องกลับมาถ่ายเขาแทน

“เอากล้องมาให้ฉันถ่ายนายบ้างสิ ถ่ายแต่รูปฉัน นายไม่ค่อยมีรูปเลยนะ”

“โกหก ก็เห็นว่าแอบถ่ายกันอยู่แท้ๆ” ผมหัวเราะแต่ก็ส่งกล้องในมือให้เขา

“จะได้มีรูปดีๆ บ้างไง เอ้า มองกล้องครับ”

ผมเอียงคอชูสองนิ้วและยิ้มให้ตากล้องมือใหม่ เปลี่ยนท่าทางและสถานที่ไปเรื่อยๆ จนธารพอใจถึงได้กล้องคืน พวกเราเดินเล่นไปเรื่อยและถ่ายรูปกันจนดึกถึงได้ชวนกันกลับโรงแรม

“สรวง นายอยากลองแช่ออนเซนไหม”

“ออนเซน... แบบที่ต้องถอดเสื้อผ้าหมดเลยน่ะเหรอ” ผมถามอย่างไม่แน่ใจ “น่าอายออก”

ธารยักไหล่ “เป็นเรื่องปกติของที่นี่น่ะนะ ตอนนี้ดึกแล้ว ไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ก็เลยลองถามดู แต่ถ้าไม่อยากลองก็ไม่เป็นไร”

“แต่พรุ่งนี้เราก็กลับกันแล้ว” ผมพึมพำอยู่คนเดียว “...งั้นก็ลองไปดูสักหน่อยก็ได้มั้ง...”

เป็นอย่างที่ธารบอก ไม่มีคนจริงๆ ด้วย แต่ผมก็ยังอายมากอยู่ดีตอนที่ธารถอดชุดยูกาตะออกไปแล้วหันมาทางผม รู้สึกว่าใบหน้าร้อนจัดจนแทบจะทอดไข่สุกได้

“ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วนะสรวง ถอดเถอะ รีบถอด รีบล้างตัวแล้วไปแช่บ่อกัน...นายยืนบิดอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวถ้ามีคนเข้ามาจะไม่ยิ่งอายเหรอ”

ผมพยักหน้าหงึกแล้วค่อยๆ ปลดสายยูกาตะออก แอบเห็นทางหางตาว่าธารเบือนหน้าไปทางอื่น

“...ฉันไปล้างตัวก่อนดีกว่า นายทำใจได้เมื่อไหร่ก็ตามมาแล้วกัน”

พยายามตีหน้านิ่งสุดฤทธิ์เลยไม่ใช่รึไงน่ะ กำลังอยากจะยิ้มอยู่ใช่ไหม ผมกัดปากตัวเองอย่างขัดใจ กดข่มความอายตัวเองลงไปอย่างยากลำบาก ถอดเสื้อผ้า ล้างตัว และตามเขาลงไปแช่ในบ่ออย่างรวดเร็ว

ความอายดูเหมือนจะหายไปเมื่อลงมาแช่ในบ่อ แทนที่ด้วยความรู้สึกสบายตัวแบบแปลกๆ แทน

“นายเคยมาแช่ไหม” ผมถามธารที่เขยิบเข้ามาใกล้เบาๆ เขาวางหัวบนไหล่ผม ส่ายหน้าช้าๆ

“ตอนเด็กๆ เคยมากับทัวร์น่ะ คนไทยเต็มไปหมด แช่ลงก็บ้าแล้ว”

“แล้วฉันไม่ใช่คนไทยเหรอ” ผมถามพลางจิ้มแก้มเขาเล่นแต่ถูกแมวตะปบมือออก

“นายเป็นแฟนฉันไง ยังไงก็เคยเห็นกันอยู่แล้ว คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง...”

น้ำเสียงของธารฟังดูง่วงงุน เขาคงเหนื่อยกับการเที่ยวตะลอนๆ ไปมาตลอดสี่วันนี้เต็มทีแล้ว ไหนจะต้องคอยดูแลผมอีก ก็เลยนั่งนิ่งๆ ไม่กวนให้เขายืมบ่างีบสักพัก

“พรุ่งนี้...ตอนเช้าเก็บของให้เรียบร้อย พอไปเมจิจิงกุกลับมาเอากระเป๋าแล้วก็ไปสนามบินเลยนะ”

“รับทราบ” ผมตอบ คิดในใจว่าเมจิจิงกุนี่น่าจะเป็นศาลเจ้าในรายการสุดท้ายของทริปนี้

“สี่วันมานี้ เที่ยวสนุกไหม”

“สนุกมากๆ”

ธารส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ เขาเบียดหน้าลงบนไหล่ผมด้วยท่าทางเหมือนแมวตัวโต “...งั้นก็ดีแล้ว”

 

 

 

ธารปลุกผมในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หน้าตาสดใสไม่เหมือนเมื่อคืนสักนิด ผมได้กลิ่นแชมพูหอมๆ เย็นๆ แปลว่าเขาอาบน้ำแล้วด้วย

ผมยืดตัวขึ้นจากฟุตงด้วยความงุนงง วันนี้ธารดูกระตือรือร้นแปลกๆ ยังไงไม่รู้

ผมออกจากห้องน้ำมาก็เห็นเขากำลังสำรวจห้องทุกซอกทุกมุมอยู่ว่าลืมของอะไรรึเปล่า ส่วนของของผม เขาเก็บมากองไว้ให้บนโต๊ะเตี้ยๆ ใกล้หน้าต่างแล้ว ผมรีบเก็บพวกมันใส่กระเป๋า ทบทวนรายการทุกอย่างไปด้วย ทั้งสายชาร์ต ครีมกันแดด หูฟัง ยาสีฟัน แปรงสีฟัน... เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งของชิ้นไหนถูกลืมทิ้งไว้ก็ยกกระเป๋าไปวางพิงไว้กับของธาร

“ไปกันเถอะ”

เมื่อเห็นผมพร้อมแล้วเขาก็ยื่นมือมาให้จับถึงแม้ว่าผมจะเลิกว่อกแว่กไม่มองทางแล้วก็ตาม มันกลายเป็นความคุ้นชินเล็กๆ ไปแล้วที่เราจะจับมือกัน

ศาลเจ้าเมจิเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่มาก ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เหมือนป่า ธารเดินอยู่ข้างๆ ผม เดินกันไปสักระยะก็เจอถังสาเกสีขาววางซ้อนๆ กันเป็นกำแพงอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นถังไม้ ถังสาเกสวยดีพวกเราก็เลยแวะถ่ายรูปกันนิดหน่อยแล้วไปต่อ

เดินกันอีกพักใหญ่ๆ ก็มาถึงตัวศาลเจ้าเมจิที่ว่าจริงๆ สักที พวกเราตรงเข้าไปล้างมือล้างปากกันอย่างรู้งาน ธารรื้อหาเหรียญห้าเยนเจออยู่หนึ่งเหรียญ เขาเลยให้ผมไปขอพร

“แล้วจะขอเรื่องอะไรดีล่ะ” ผมเอียงคอถาม เพราะปกติธารจะอธิบายให้ผมฟังก่อนว่าศาลเจ้านี้ขึ้นชื่อด้านอะไร ผมจะได้ขอได้ถูก

“...เมจินี่ขึ้นชื่อด้านความรักน่ะ” เขาพูดพลางเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ท เตะเท้าเล่น “แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแฟนก็ได้ จะเพื่อนหรือครอบครัวก็คือรักใช่ไหม”

“เข้าใจแล้ว” ผมยิ้มหวานให้เขา ธารชอบเตะเท้าเล่นตอนที่รู้สึกประหม่าหรือกังวล ผมมองมันด้วยความรู้สึกเดียวกันกับหางแมวที่กระดิกขึ้นลงแบบถี่ๆ

ผมเดินไปต่อแถวโยนเหรียญขอพร ธารบอกว่าเขาจะอยู่แถวๆ นี้แล้วเดินหายไปทางไหนไม่รู้ ผมมองหาเขาไม่เจอก็เลยหันกลับมาจดจ่ออยู่กับการขอพรดีกว่า

โยนเหรียญห้าเยนใส่กล่องไม้ โค้งคำนับสองครั้ง ปรบมืออีกสองครั้งแล้วอธิษฐาน จากนั้นก็โค้งคำนับอีกครั้ง เป็นอันจบการขอพร ธารสอนผมทั้งที่เขาไม่เชื่อแท้ๆ แต่ก็สอน เขาบอกว่าถ้าผมเชื่อ มันก็คงจะจริงสำหรับผมนั่นแหละ ขอพรให้ถูกวิธีซะ เทพเจ้าจะได้เอ็นดู...

 

ผมเจอธารยืนอยู่ใต้ต้นไม้ที่ใหญ่มากๆ ต้นหนึ่ง ในมือของเขามีแผ่นไม้ที่คนชอบเขียนขอพรกับปากกาแท่งหนึ่ง ผมย่องเข้าไปชะโงกดูจากทางด้านหลัง แต่ก็เห็นว่าเขาเขียนภาษาญี่ปุ่น

“นายเขียนอะไรน่ะ” ผมถาม ธารสะดุ้งนิดหน่อยแต่ก็ยังทำหน้านิ่ง ชูแผ่นไม้ที่ผมอ่านไม่ออกขี้นมาให้ดู

“เขียนว่า好きな人と ずっといっしょにいられますように

“แปลหน่อยสิ” ผมพูดเสียงงอแง

“...ขอให้คะนิ้งได้แฟนเร็วๆ”

มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากเด็กวัยรุ่นไทยคนหนึ่งใกล้ๆ กับพวกเรา เธอก็กำลังเขียนแผ่นไม้อยู่เหมือนกัน เขียนภาษาญี่ปุ่นด้วย ผมเลยคว้าแผ่นไม้ในมือธารยื่นให้เธอ 

"คุณครับ แปลให้ผมหน่อยสิว่าเขาเขียนอะไร”

เธอกวาดตามองลายมือหวัดๆ บนแผ่นป้ายและมองไปทางเจ้าของ ธารเลิกคิ้วให้เด็กสาวพลางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะปากด้วยท่าทางที่หล่อจนน่าหมั่นไส้

น้องคนนั้นหน้าแดง “...ก็อย่างที่แฟนพี่พูดแหละค่ะ หนูไปนะ” เธอหัวเราะเบาๆ ส่งแผ่นป้ายคืนให้ผมแล้วผละไปแขวนแผ่นป้ายของตัวเองไว้บนราวเหล็ก

“เดี๋ยว แล้วทำไมเขารู้ล่ะว่าเราเป็นแฟนกัน”

ผมหันไปหาธาร แต่รายนั้นก็หัวเราะแล้วดึงแผ่นป้ายในมือผมไปแขวนราวโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรให้ฟังเหมือนกัน

พวกเราเดินลงมากันช้าๆ เวลายังเหลืออยู่นิดหน่อยผมเลยขอธารไปถ่ายรูปตามทางที่คนน้อยๆ จนถึงไม่มีคน เขาเดินตามมาข้างหลัง มือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ท ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมาสักที

“มีอะไรเหรอ” ผมถาม หันกล้องไปทางเขาแล้วกดชัตเตอร์ ธารจ้องกลับมาด้วยแววตานิ่งๆ เหมือนกำลังคิดบางอย่างอยู่ในใจ

“สรวง” เขาเรียกชื่อผมเหมือนไม่แน่ใจและก้าวเดินเข้ามาใกล้ ผมเอียงคอ รอฟังเขาพูด

“...ตอนนั้นเราจบกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนที่เริ่มกันอีกครั้งก็ออกจะ...กระทันหันแถมยังลวกๆ ไปอีก” ธารถอนหายใจ มองตาผมแล้วเบือนหน้าไปทางอื่น ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง

“ด้วยนิสัยแบบนี้ของฉัน นายจะไม่ไว้ใจก็คงไม่แปลกหรอก มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่สรวงจะดูแลตัวเองได้ดีจนไม่ต้องพึ่งพาฉัน กลับกันนายเป็นคนดูแลฉันด้วยซ้ำ แต่ว่า...ฉันก็อยากจะดูแลนายบ้าง”

ถึงตรงนี้เขาหยุดพูด แววตาดูไม่แน่ใจเมื่อเอ่ยถาม “นายคิดว่ายังไงบ้าง”

ผมพยักหน้างงๆ “แต่ว่าธารก็ดูแลฉันอยู่แล้วนะ”

ธารส่งยิ้มจางๆ ให้ผม ยิ้มเหมือนตอนที่เขาเอาแผ่นไม้นั่นไปแขวน ผมแปลความหมายยิ้มแบบนี้ของเขาว่า ให้ตายสิ นายนี่มันไม่รู้อะไรบ้างเลยนะ แต่เป็นในทางที่ดี

“นายยังคิดอะไรอีก” ผมถาม

“จำได้มั้ยว่าฉันชนะท้าแข่งหาเงินทริปญี่ปุ่นนี้ และฉันมีสิทธิ์ขอได้หนึ่งข้อ?”

“........”

“...อาจฟังดูแปลกๆ ไปสักหน่อย แต่ฉันกำลังคิดจะขอนายแต่งงาน” ธารพูดยิ้มๆ ผมกำลังคิดว่าเขาคงจะแค่พูดกวนประสาทเล่นไปอย่างนั้น แต่ก็เห็นเขาดึงมือออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ทซะก่อน

ในมือข้างนั้นมีแหวนสีเงินและสีดำอยู่อย่างละหนึ่งวง

“แต่งงานกันเถอะ”

ผมปิดปากเงียบ มองเขาตาโต ใจเต้นโครมครามเหมือนจะทะลุออกมาจากอก รู้สึกเหมือนทั้งตัวกำลังสลายกลายเป็นฟองในทะเล ในแววตาคู่นั้น

“ฉันรอคำตอบอยู่นะสรวง” ปลายเสียงของเขาสั่น ผมดึงสติกลับมา บังคับให้ตัวเองพยักหน้าขึ้นลงอย่างยากลำบาก

“...ฮื่อ”

เท่านั้น ธารก็ยิ้มกว้างราวกับดีใจที่สุดในชีวิต เขาทำท่าเหมือนอยากจะขอมือผมแต่พูดไม่ออก ผมยกมือข้างซ้ายขึ้นอย่างทำตัวไม่ถูก แล้วเขาก็สอดนิ้วนางของผมเข้าไปในแหวนสีเงินนั้น แหวนโลหะอุ่นเพราะใครคนหนึ่งแอบกุมมันไว้ในมือนานแล้ว

ผมมองดูนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองอย่างประหลาดใจ ตั้งแต่ผมรู้ตัวว่าชอบธารก็ไม่เคยคิดว่ามันจะมีโอกาสได้สวมแหวนเลย และก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้สวมแหวนให้ใครด้วย

ผมหยิบแหวนสีดำมาสวมให้ธารอย่างเงอะงะ มือมันสั่นไปหมด พอดันมันเข้าไปจนสุดโคนนิ้วเขาก็กุมมือผมแน่นแล้วดึงเข้าไปกอด

“อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ”

ผมพยักหน้าหงึกๆ กดหน้าลงบนบ่าเขาและเริ่มร้องไห้ออกมา

 

 

 

 

 

 

 

 

ใจเต้นตึกตักตามแดนสรวงไปด้วยเลยตอนเขียน นิยายเรื่องนี้จบที่ Lv.26 พอดี ในที่สุดพวกเขาก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วล่ะ!

เขียนตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 62 มาจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

สิบเดือนเชียวนะ ถ้าไม่มีผู้อ่านทุกคนคอยให้กำลังใจและพูดคุยกันผ่านคอมเมนต์ก็คงเขียนไม่จบแน่ๆ สนเขียนนิยายเรื่องนี้จบเป็นเรื่องแรก ต้องขอบคุณพวกคุณจริงๆ ขอบคุณมากๆ เลยนะ

 

จุดเริ่มต้นของธารและแดนสรวงมาจากการที่เราเลิกกับแฟน ใช่ อ่านไม่ผิดหรอก เลิกกับแฟน อายุสิบหกสิบเจ็ดนี่เป็นสีเทาหม่นเอามากๆ เลย เป็นวัยที่เริ่มรู้สึกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมันยาก ยากไปหมดเลยจริงๆ ทุกคนดูเหมือนจะกลายเป็นคนอื่นไปเสียหมด

มันคือการร่วงหล่นอย่างที่คะนิ้งเรียกนั่นแหละ

เรามีกำลังไม่พอที่จะหยุดการร่วงหล่นนี้ รวมถึงไม่มีความกล้าที่จะขอความช่วยเหลือด้วย ธารรับเอาสีเทาหม่นไปจากเรากึ่งของกึ่งหนึ่ง เวลาที่ได้เขียน ได้อธิบายมันออกมาก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ธารไม่ใช่ตัวแทนของสน ธารก็คือธาร เขามีลมหายใจและเลือดเนื้อเป็นของตนเอง เวลาที่เราเขียน เราไม่ได้คิดว่า ธารต้องทำแบบนี้ แต่เรารู้สึกว่า ถ้าเป็นธาร เขาจะทำแบบนี้ และเราจึงเขียนออกมาตามนั้น

มีหลายเรื่องที่เขียนมาจากชีวิตของสนเอง เราได้ขอโทษและให้อภัยคนบางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผ่านนิยายเรื่องนี้ มันจึงมีค่ากับเรามาก มันอาจไม่ได้ดีนัก แต่ก็คงไม่แย่ไปหมดเสียทีเดียว

ตอนที่เขียนนิยายเรื่องนี้ครั้งแรก ตั้งใจว่าจะให้เป็นสีน้ำเงินหม่นๆ เศร้า เหงา หน่วงในใจ... แต่แล้วแดนสรวงก็ทำให้ความคิดแรกเริ่มเปลี่ยนรูปไป มันกลายเป็นสีสดใสเหมือนเสื้อแจ็กเก็ตที่เขาใส่ เหมือนรอยยิ้มของเขา เหมือนขนมหวานที่เขาชอบกิน เหมือนแดนสรวง

สนธยาและธนากรตกหลุมรักแดนสรวงซ้ำๆ จนโงหัวกันไม่ขึ้น...

เราชอบที่ได้เห็นพวกเขาก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ถ้าถามว่านิยายเรื่องนี้ต้องการสื่อถึงอะไรกันนะ สนก็จะขอตอบว่า มันคือการเติบโตของธนากรที่หยุดชะงักไปตั้งแต่อายุสิบหกปี ธารต้องใช้ความกล้าและความพยายามอย่างมากที่จะกะเทาะเปลือกออกมา มีเรื่องให้เขาต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเยอะแยะเต็มไปหมดเลย

สนคิดว่า ชีวิตของเราก็เหมือนกัน

คุณเคยมีช่วงเวลาที่เฝ้ากลับไปนึกถึงซ้ำๆ แล้วก็เสียดายที่ได้ทำ...หรือไม่ได้ทำอะไรบางอย่างไหม?

บางอย่างเราอาจแก้ไขได้ แต่บางอย่างก็แก้ไขไม่ได้

มันเป็นแบบนี้แล้ว มันเป็นไปแล้วเหมือนปฏิกิริยาเคมีที่ไม่มีวันหวนกลับ

วิธีที่จะอยู่โดยไม่เจ็บปวดมากนักก็คือ การทำความเข้าใจและยอมรับมัน

และให้อภัยตัวเอง

 

สุดท้ายนี้ คิดเห็นยังไงก็บอกให้รู้หน่อย ทางคอมเมนต์ก็ได้...หรือทางทวิตเตอร์ก็ติด #แดนสรวง ด้วย ส่วนทวิตสรวงก็ @gloamingdusk

ขอบคุณที่ตามอ่านกันมาตลอดนะ : )

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:57

    โอ้ยอ่านจบแล้วค่ะเขาขอแต่งงานกันด้วย แอบอยากให้พูดถึงเรื่องหลังแต่งงานบ้่งนิดหน่อย

    โดยส่วนตัวเรื่องนี้มีความราบเรียบมีอารมณ์เทาๆในบางครั้งแล้วตอนสุดท้ายมันจะมีความสดใส ทำให้รู้สึกได้รับฮีลลิ่งพอสมควร

    เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยความชอบเกม ส่วนนี้แอบมีความรู้สึกว่าน่าจะมีบทที่เป็นส่วนของในเกมมากกว่านี้หน่อย เดท? ผจญภัย หรืออะไรก็ตามที่เป็นตัวเชื่อมจากข้างในเกมแล้วเขยิบมาสู่ภายนอก แต่ดำเนินเนื้อเรื่องผ่านโลกความเป็นจริงก็น่ารักดีนะคะ รู้สึกแบบว่า อ้าาา ทำไมทั้งคู่ถึงน่ารักแบบนี้นะ

    แห่ะๆเราหายไปนานเลย รอบนี้กลับมาอ่านจนจบ ต้องขอบคุณมากๆเลยนะคะที่เขียนเรื่องน่ารักๆแบบนี้มา ถึงด้านความตื่นเต้นจะไม่ค่อยมีมากนักแต่คุมโทนความสโลว์ไลฟ์อ่านเพลินๆดีต่อใจดีค่ะ เห็นว่าามีพล็อตเขียนเรื่องถัดไป เราจะรออ่านต่อนะคะ
    #48
    0