แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 28 : Level 25

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    4 พ.ย. 62

วันหนึ่ง ผมกลับคอนโด เปิดประตูเข้ามาแล้วก็พบว่าทั้งห้องถูกย้อมไปด้วยกลิ่นเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่น

แดนสรวงถามผมยิ้มๆ ว่าวันนี้วันอะไร

เป็นคำถามที่ทำให้คิดหนักอะไรอย่างนี้ ผมเค้นสมองคิด วันครบรอบที่เราคบกันเหรอ? ไม่ดิ ยังไม่ถึงปีเลย แต่เดี๋ยว ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่าเราคบกันวันไหน เดือนอะไร...

“วัน...พุธ?”

“ก็ใช่ แต่ไม่ใช่คำตอบนี้” แดนสรวงยังคงส่งยิ้มตาหยีมาให้ผม

ผมส่งยิ้มแหยๆ ให้เขา และบอกไปตามตรงว่าไม่รู้ คราวนี้กระต่ายป่าเอียงคอมองผมอย่างงุนงง “ธารจำไม่ได้จริงๆ เหรอ”

เดี๋ยว หรือมันจะเป็นวันเกิดแดนสรวง ไม่ดิ แดนสรวงเกิดเดือนพฤษภาคม แล้วมันวันอะไรวะ วันฉลองเปิดเกมเจี้ยนเซิร์ฟไทยหรือไง

“วันนี้ หนึ่งธันวา...วันเกิดนายไง”

ผมกะพริบตามองหน้าเขามึนๆ แล้วก้มลงมองวันที่บนหน้าปัดนาฬิกาดิจิตอล เดือนธันวาเดินทางมาถึงแล้วจริงๆ ด้วย

เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่ผมหัวหมุนที่สุดในรอบปี เพราะพวกเราจะปิดงานทุกอย่างกันภายในเดือนนี้ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้าย ช่วงนี้ผมก็เลยกลับคอนโดช้าและปั่นงานดึกตลอด ยุ่งจนลืมวันลืมคืนไปเลย

“...วันเกิดฉัน?”

งั้นก็แก่ขึ้นอีกปีแล้วสิ

ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกแบบไหน ทุกปีที่ผ่านมาผมก็จะยุ่งๆ ช่วงนี้ตลอด พอรู้ตัวอีกทีก็ปีใหม่กว่าจะระลึกได้ว่าวันเกิดผ่านไปแล้ว จึงไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับมันนัก แต่ตอนนี้มีคนให้ความสำคัญกับมันอยู่ ผมก็อดรู้สึกดีใจนิดๆ ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“งั้นของขวัญล่ะ”

“โตขนาดนี้แล้ว ต้องมีของขวัญด้วยเหรอ”

“ก็จริง ไม่ได้มาเป็นสิบปีแล้วล่ะ ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย” ผมแสร้งทำเป็นถอนหายใจ ตีหน้านิ่งแล้วเดินผ่านเขา เอากระเป๋าไปเก็บในห้องนอน

พอออกมาก็เห็นแดนสรวงยืนทำตาซึมๆ เหมือนจะร้องไห้อยู่หน้าห้อง และพอเห็นหน้าผม น้ำตาเขาก็ร่วงแหมะทันที

“เฮ้ย สรวง ใครทำอะไรนาย” ผมหน้าเหวอ ดึงแขนเขามาจับ “ร้องไห้ทำไมครับ”

“ฉันไม่มีของขวัญวันเกิดให้ธาร”

“หา”

“ธารไม่ได้ของขวัญวันเกิดตั้งหลายปีแล้ว แล้ว- อึ๊ก แล้วปีนี้ฉันก็ไม่มีของให้นาย...”

น่ารักเกินไปแล้ว!!!

ผมจะขำก็ขำไม่ออก ก็เลยได้แต่ตบหลังลูบหัวเด็กชายแดนสรวงเบาๆ “คิดมากทำไม ฉันไม่ได้ของขวัญมาเป็นสิบปีแล้ว เอาจริงก็ไม่มีใครจำวันเกิดฉันได้ด้วยซ้ำ!

“ฮึก...ฮืออออ”

เวร... ทำไมยิ่งปลอบยิ่งร้องล่ะ ผมพูดอะไรผิดไปตรงไหนวะ ผมลูบหลังปลอบเขาอย่างเงอะงะ “สรวงอย่าร้องเยอะ...เดี๋ยวแม่นายรู้แล้วฉันจะซวยนะ”

แดนสรวงซุกหน้าสะอื้นฮึกฮักอยู่บนบ่าผม พูดเสียงอู้อี้ว่า “อย่างน้อยคืนนี้ฉันก็ อึ๊ก...ทำทงคตซึราเมนที่นายชอบให้กินนะ มัน...อึ๊ก พอจะทดแทนกันได้ไหม”

“ได้ๆๆๆ นายทำอะไรให้ก็ดีทั้งนั้น ใช่ วันนี้ฉันกำลังอยากกินทงคตซึราเมนอยู่เลย”

“จริงเหรอ”

แดนสรวงเงยหน้าขึ้นมาอย่างมีความหวัง ผมจึงผงกหัวหงึกๆ และพูดว่า “หิวมาก”

เท่านั้นเทวดาตกสวรรค์ของผมก็ปาดน้ำตาทิ้งและวิ่งไปจัดการอะไรในครัว ผมยืนเหม่อมองเขาอยู่ที่เดิม จำได้ว่าของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เคยได้รับก็มาจากเขา

ว่าแต่ครั้งนั้นเขาให้อะไรนะ ผมพยายามเค้นสมองคิด แล้วจู่ๆ ก็ใจหายวูบ

ที่ห้อยกุญแจรูปราศีธนูเพราะผมเกิดเดือนธันวาผมเอามันห้อยกับกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คันเก่า ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปอยู่เสียที่ไหน

“ธาร”

ผมดึงสติกลับมา แดนสรวงกำลังเอียงคอทำหน้ากระต่ายสงสัยอยู่ ให้ตายสิเจ้านี่ ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้ อยู่เฉยๆ ก็ยังน่ารัก ร้องไห้ก็น่ารัก ยิ้มก็ยิ่งน่ารัก 

สักวันหนึ่งผมอาจจะสำลักความน่ารักของเขาตายก็ได้ 

หลงจนจะโงหัวไม่ขึ้นอยู่แล้ว

“วันหยุดนี้ไปบ้านพ่อแม่ฉันกันเถอะ”

แดนสรวงดูไม่ได้ประหลาดใจหรือประหม่า เขาเพียงแค่พยักหน้า จูงมือผมไปที่โซฟาที่มีถ้วยราเมนวางอยู่สองใบและพูดว่า

 “วันเกิดนายนี่เนอะ เราจะพาพ่อแม่ธารไปกินข้าวข้างนอกกันมั้ย”

“พ่อแม่ของเราสิ” ผมจับหัวเขาโยกไปมา “และพอเป็นพ่อแม่ของเรา นายก็ต้องเป็นน้องฉัน เพราะฉันเกิดก่อน”

ทีนี้ก็จะได้ดูแลนายสักที ผมคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป ก็รู้ๆ อยู่ว่าแดนสรวงจะต้องตอบว่า ฉันดูแลตัวเองได้ นายไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าไม่ไหวจะบอก ทำนองนี้แน่

ก็ไม่ได้อยากได้ยินอะไรแบบนั้น...อยากให้เขาพึ่งพาผมบ้าง สักนิดก็ยังดี

“งั้นตอนนี้ฉันก็ต้องเรียกนายว่า พี่ธาร น่ะสิ” แดนสรวงหัวเราะและเริ่มจัดการโซ้ยทงคตซึราเมนเข้าปาก ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าคำพูดเล่นๆ ของเขาทำเอาหัวใจผมเต้นผิดไปหนึ่งจังหวะ

“...ว่าไงครับ น้องสรวง”

เขาทำผมเป๋ได้ ผมก็ทำเขาไปไม่เป็นได้เหมือนกันล่ะวะ แดนสรวงจ้องผมตาโต แล้วหน้าของเขาก็ค่อยๆ แดงขึ้น แดงขึ้น และแดงขึ้นจนดูเหมือนมะเขือเทศสุก

ผมหัวเราะหึๆ ก่อนจะจัดการเขมือบราเมนในชามตัวเอง รสอ่อนไปนิดแต่ก็ยังอร่อยอยู่ดี ผมคิดว่าเขาน่าจะใช้เวลาทำทั้งวัน และถ้าถามว่าหนึ่งวันของเขาทดแทนสิบปีของผมได้มั้ย...

ผมคงต้องตอบว่ามันเกินพอด้วยซ้ำ : )

 

 

 

จะว่าไปความสัมพันธ์ที่พัฒนาจากเพื่อนสนิทมาเป็นแฟนมันก็ดีอยู่ แต่มันก็มีข้อเสียเล็กๆ อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ...พวกเราจะเหมือนเพื่อนมากกว่าคนเป็นแฟนกัน

ผมเพิ่งจะมาคิดได้เอาเมื่อไม่นานมานี้ แดนสรวงก็คงจะเคยชินกับการมองผมเป็นเพื่อนล่ะมั้ง เวลาส่วนใหญ่ก็เลยค่อนข้างเฉยๆ ใช่ มันคงไม่แปลกที่คุณจะดูแลตัวเองได้ดีจนไม่ต้องให้เพื่อนสนิทวุ่นวายมากนัก แต่พอเป็นแฟนแล้วคุณไม่คิดว่ามันแปลกเหรอ แบบ นิดนึงอ่ะ นิดนึง...

อาจจะเป็นเพราะแบบนี้ก็ได้ผมเลยไม่พอใจจนคุมปากตัวเองไม่อยู่ ตอนที่แดนสรวงบอกเมษว่าเราเป็นเพื่อนกัน

ก็ไม่ใช่เพื่อนอ่ะ ไม่ใช่เพื่อน นี่แฟนไง

มีแค่เรื่องนี้นี่แหละที่เขายังทึ่มทื่อไม่เปลี่ยนเลย!

ความเคยชินนี่มันน่ากลัวนะ...ผมคงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว

“ธาร”

“ฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว!” ผมตบโต๊ะทำงานเปรี้ยงแล้วลุกขึ้นยืน แดนสรวงกะพริบตาปริบๆ อยู่ข้างๆ เขาเขยิบออกห่างจากผมก้าวหนึ่ง

“คิดจะทำอะไรงั้นเหรอ”

“เปล๊า” ผมชำเลืองมองกระเป๋าเงินตัวเอง รุนหลังเขาไปที่เตียง “นอนเถอะ พรุ่งนี้ไปบ้านพ่อแม่ฉันเช้าหน่อยนะ จะไปหาของด้วย”

“ทำอะไรหายเหรอ”

“อันนี้...ฉันต้องหาเองน่ะ”

 

 

 

 

ไม่เจอ

ไม่เจอ

ไม่เจอ

ผมพลิกหาทั้งห้องนอนแล้วก็ยังไม่เจอกลุ่มดาวราศีธนูที่แดนสรวงเคยให้เลย มอเตอร์ไซค์ผมก็ขับอยู่คนเดียว มันจะหายไปไหนได้วะ

ยิ่งคิดไม่ออกก็ยิ่งหงุดหงิด ผมนอนราบลงกับพื้นห้อง ส่องดูใต้เตียง เจอกล่องกระดาษใบหนึ่งจึงลากออกมา ฝุ่นฟุ้งทำเอาผมจามเสียงดัง

“ธาร ลงมากินข้าวเที่ยงได้แล้ว...นี่นายทำอะไรเนี่ย” 

แดนสรวงโผล่หน้าเข้ามาในห้องผมและก็เกือบสะดุดเข้ากับกองสิ่งของรกๆ มากมายบนพื้นห้อง “อะไร วันก่อนที่มายังดีๆ อยู่เลย ของพวกนี้มาจากไหน”

“จากในตู้เสื้อผ้า” ผมงึมงำตอบ “มีคนเคยพูดว่าห้องนอนก็บอกลักษณะนิสัยของเจ้าของได้...ฉันชอบเก็บ ทุกอย่าง ไว้ในที่ๆ มองไม่เห็นอย่างตู้เสื้อผ้าหรือใต้เตียง แถมไม่ได้จัดระเบียบมันเสียด้วย กับเรื่องในหัวฉันก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน...”

กองปัญหาทุกเรื่องราวไว้หลังสมอง ตั้งซ้อนอย่างง่อนแง่น พอพังลงมาก็เสียหายอย่างใหญ่หลวง...นั่นแหละ ผมเลย

“สรุปว่านายหาอะไรอยู่กันแน่”

ผมเปิดกล่องที่เต็มไปด้วยฝุ่นนั้น และก็ต้องชะงัก โคมไฟทรงกระบอกลายดวงดาวนอนสงบนิ่งอยู่ในนั้น “...เจอแล้วหนึ่ง”

ผมยืดตัวขึ้น มองหาปลั๊กไฟและลองเสียบสายมันเพื่อเปิดดู ไม่น่าเชื่อว่าสิบปีแล้วไฟจะยังติดอยู่ ผมถอดปลั๊ก พันสายมันเก็บดีๆ ตรวจเช็กความเรียบร้อยมันนิดหน่อยและยื่นให้แดนสรวง 

“ให้นาย”

“ให้ฉัน? ในโอกาสอะไรน่ะ”

“วันเกิด เมื่อสิบปีก่อน” ผมกลืนน้ำลายหนืดๆ ลงคอ “ฉันกะว่าจะให้นายตอนเปิดเทอม...แต่นายก็ไปแล้ว”

ผมซื้อมันมาตอนปิดเทอมขึ้นม.หก กะว่าจะให้เขาตอนวันเกิด ไปเดินหาของขวัญอยู่ทั้งวันและสุดท้ายผมก็เลือกลายดวงดาวมา คิดว่าเขาน่าจะชอบมันเพราะตอนวันเกิดผมเขาให้ที่ห้อยรูปกลุ่มดาว ตอนนั้นคิดว่าสรวงคงดีใจแล้วเราจะได้กลับมาคุยกัน...อาจไม่ได้สนิทเหมือนก่อน แต่คงจะได้คุยกันอยู่บ้าง

คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไปโดยไม่ลาสักคำ

มันเจ็บ ตอนนี้นึกย้อนกลับไปก็ยังเจ็บอยู่ ผมในตอนนั้นไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมมันถึงเจ็บมากขนาดนี้ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว เพราะผมรักเขาไง รักจนจะบ้าตายอยู่แล้ว

แดนสรวงรับมันไปจากผม ปลายนิ้วของเราเฉียดกัน

“ธาร” เขาประคองของขวัญชิ้นแรกที่ผมคิดจะให้เขาไว้ทั้งสองมือ “ขอบคุณนะ”

ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว ฉันได้รับมันแล้วนะ 

ผมรู้สึกว่าแดนสรวงส่งผ่านคำพูดเหล่านั้นมาทางแววตา ความเจ็บดูจะทุเลาลง ผมยิ้มจางๆ ขอมือเขาข้างหนึ่งมากุมไว้หลวมๆ 

“ไปกินข้าวกันเถอะ พ่อกับแม่รอนานแล้วมั้ง”

 


“แหม นึกว่าถ้าส่งสรวงขึ้นไปแล้วจะได้ลงมาอีกทีตอนบ่ายสามเลยซะอีก” แม่แซวขำๆ เมื่อพวกเราโผล่หน้าเข้าไปในห้องครัว

“นี่แม่มองผมยังไงน่ะ” ผมบ่นพลางล้างมือที่ซิงค์ “เดี๋ยวก็พาไปกินข้าวหน้าปากซอยซะหรอก”

“แล้วนี่อะไรหรือจ๊ะ สวยดี” แม่หันไปพูดกับแดนสรวง ถึงหันหลังอยู่ผมก็รู้ น้ำเสียงที่ใช้มันต่างกัน

“โคมไฟครับ พอดีธารค้นห้องหาของ...”

“ทอดมันกุ้งนี่อร่อยดี แม่ทำเหรอ”

“สรวงทำหรอก อย่างนี้ตาธารก็ได้กินของอร่อยทุกวันเลยสิ”

“ดีๆๆ อยู่กับมันถ้าลำบากก็หนีมาอยู่กับพ่อแม่นะสรวง”

ผมคิ้วกระตุกนิดๆ ปราดไปนั่งข้างแดนสรวงทันที “ไม่ให้”

“อ้าว ไหนว่าหิ้วมาให้เลี้ยง”

“ให้เลี้ยงเป็นครั้งคราวได้ แต่เวลาปกติผมเลี้ยงเอง”

“เหรอ ไม่ใช่เขาเลี้ยงแกหรอกเหรอ” พ่อพูดแล้วก็หัวเราะ แม่หัวเราะ แดนสรวงยังขำเบาๆ ตามไปด้วยเลย

อยู่ที่นี่ผมถูกรุมว่ะ

หลังกินข้าวเสร็จผมก็ขึ้นไปเก็บห้อง ตอนรื้อก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่ตอนเก็บนี่เหนื่อยชะมัด... คิดว่าไอ้ที่ห้อยรูปกลุ่มดาวนั่นไม่น่าจะอยู่ในนี้ บ้านนี้มีผมกับพ่อที่ขับรถเป็น จริงๆ แม่ก็ขับเป็น แต่พ่อจะเป็นคนขับให้แม่มากกว่า ผมน่าจะถามพ่อดู

 “สรุปแกหาอะไรอยู่” พูดถึงก็มาเลย

“พ่อจำตอนขายมอเตอร์ไซค์คันเก่าได้มั้ย ไอ้ที่ห้อยพวงกุญแจรูปกลุ่มดาวอ่ะ...ผมจำไม่ได้ว่าเก็บมันไว้ไหนแล้ว” ผมถอนหายใจพลางโยนของเก่าเก็บทั้งหลายเข้าไปกองในที่ของมันแล้วปิดประตูตู้เสื้อผ้า ผมไม่อยากให้แดนสรวงรู้ว่าผมทำมันหาย เดี๋ยวเขาจะเสียใจ

ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับผมเลิกคิ้ว พ่อล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงและหยิบกุญแจรถยนต์ออกมาเขย่าเล่น 

“แกหมายถึงไอ้นี่เหรอ”

ที่คล้องอยู่ด้วยกันกับกุญแจรถ คือกลุ่มดาวราศีธนูของผมเอง

“เฮ้ย ทำไมไปอยู่ที่พ่อได้วะ หาตั้งนาน” ผมร้องอย่างหัวเสีย “ผมขอคืน”

ผมเอื้อมมือไปจะคว้า แต่พ่อกลับชูมือหนี “ไม่อยู่ที่ฉัน กว่าแกจะนึกขึ้นได้ก็หายไปแล้วมั้ง”

แน่นอนว่าผมไม่บ้าจี้ไปกระโดดยื้อแย่งกันเป็นเด็กๆ หรอก ผมรู้ว่าตัวเองสูงไม่ถึง “ผมก็กลับมาเอาของของผมคืนแล้วนี่ไง”

“ห้าปีแล้ว รู้จักการครอบครองปรปักษ์ไหม ตอนนี้มันกลายเป็นของของพ่อแล้ว”

“บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ผมไม่รู้สักหน่อยว่าพ่อยึดไปเป็นของตัวเองตอนไหน”

“แกเป็นคนให้พ่อเอง”

“......” ผมจนด้วยคำพูด พ่อไม่เคยโกหก ถ้าเขาบอกกว่าผมให้เขา ก็คือผมให้เขาจริงๆ ตอนนั้นแกคิดอะไรอยู่วะธนากร

พ่อมองสีหน้าผมแล้วก็หัวเราะหึๆ เขาลดมือลง แกะกลุ่มดาวคนยิงธนูออกจากพวงกุญแจ ยื่นให้ผม “แต่โชคดีที่ฉันไม่ได้มีเจตนาเป็นเจ้าของ ฉันเก็บไว้ให้แกเฉยๆ”

“...ขอบคุณครับ”

ผมรับของขวัญชิ้นสุดท้ายจากตอนม.ปลายมาถือไว้ มองเผินๆ แล้วก็เป็นแค่ที่ห้อยธรรมดา ผมไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงเก็บไว้

“แกไม่ซื้อของแบบนี้ ฉันคิดว่าคงมีใครสักคนให้แกมา”

พ่อพูดเบาๆ ดวงตาสีก้นมหาสมุทธชำเลืองไปทางบันได แดนสรวงกำลังเดินขึ้นมาพร้อมกับกล่องใส่แอปเปิ้ล เขายิ้มหวานให้พ่อ

“คุณแม่ให้มาตามครับ บอกว่าให้ไปช่วยแพ็กของ...”

คุณแม่งั้นเหรอ ผมจะสำลักความน่ารักของเขาตายก็วันนี้นี่แหละ แต่ผมไม่ได้ตายเดี่ยวหรอกนะ คนข้างๆ ผมก็พอกัน

“โอเค งั้นไปละ” พ่อว่าพลางลูบหัวแดนสรวงแล้วขโมยกินแอปเปิ้ลไปหนึ่งชิ้นก่อนจะเดินออกไป ให้ตายสิ ทุกคนชอบลูบหัวแดนสรวงกันทั้งนั้น เหมือนกับว่าเส้นผมนุ่มๆ นั่นปล่อยคลื่นแม่เหล็กอะไรสักอย่างที่ดึงดูดให้เอามือไปวางไว้ออกมาตลอดเวลาอย่างนั้นแหละ

“คุณแม่ให้เอาขึ้นมาให้” เขายื่นกล่องแอปเปิ้ลมาตรงหน้า ผมยกมือเปื้อนฝุ่นให้เขาดูแทนคำอธิบาย

“ป้อนให้หน่อยสิ”

“...มีส้อมให้ใช้นะธาร”

ให้มันได้อย่างนี้สิแดนสรวง ผมถอนหายใจเนือยๆ ใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลใส่ปากตัวเองอย่างจำยอมและหนีไปนั่งประกอบกุญแจมอเตอร์ไซค์คันใหม่เข้ากับกลุ่มดาวราศีธนู

แดนสรวงหัวเราะเบาๆ แล้วเข้ามานั่งข้างผม จิ้มแอปเปิ้ลมาจ่อมุมปากผมอีกชิ้น พอผมไม่รับก็จิ้มๆ มุมปากผมอยู่อย่างนั้น สุดท้ายพอประกอบกุญแจเสร็จผมถึงค่อยหันไปงับของกินเข้าปาก

“งอนเหรอ”

เขาถามเสียงกลั้วหัวเราะ หมอนี่จงใจแกล้งปั่นหัวผมเล่นนี่เอง ผมดึงกล่องใส่ผลไม้ออกไปจากมือเขา วางมันลงบนโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมกับกุญแจรถ เดินไปล็อกประตูห้องให้เรียบร้อยและหันกลับมาหาตัวการที่นั่งเงียบกริบอยู่บนเตียง

“หัวเราะต่อสิ แกล้งฉันสนุกใช่ไหม”

เขาไม่ตอบ ผมเลียริมฝีปาก พยักหน้าเบาๆ ให้ตัวเอง 

“งั้นคราวนี้ฉันขอแกล้งนายกลับบ้างนะ”

ไม่รอคำตอบ ผมโถมตัวลงใส่เขา แดนสรวงหงายหลังลงบนเตียงและดิ้นไม่หลุดเหมือนอย่างเคย แหงสิ ผมคงอ่อนให้จนเขาชินแล้วเลยเหิมเกริมหนัก ต้องเตือนสติเขาหน่อยแล้วว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร

“เดี๋ยว- ธาร ใจเย็นก่อน อื้อ”

ใจเย็นงั้นเหรอ ผมเคยใจเย็นเสียที่ไหน ผมจับข้อมือเขาไว้ทั้งสองข้างก่อนจะโน้มตัวลงไปฟัดแก้มแดนสรวงทั้งซ้ายทั้งขวา ผมไม่เคยถูกแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว คิดบัญชีคืนตลอด และแน่นอนว่าการเอาคืนของผมมันต้องหนักกว่าที่เขาทำ

จะกัดให้จมเขี้ยวเลย!

แดนสรวงส่งเสียงร้องอะไรบางอย่างอยู่ในลำคอ ทั้งใบหน้าใบหูแดงเถือก ผมได้ยินคล้ายๆ ฮื่อ... อะไรทำนองนั้น

ผมงับติ่งหูเขาเบาๆ แดนสรวงสะดุ้งโหยง

จริงๆ แล้วผมก็อยากจะกัดให้หายหมั่นเขี้ยวอยู่หรอก แต่กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วมันจะไม่จบแค่การฟัดเล่นๆ น่ะสิ ผมคำรามลึกๆ ในลำคออย่างขัดใจที่ทำได้แค่หาเศษหาเลยนิดหน่อย ห้องผมไม่เก็บเสียง ถ้าทำอะไรกันพ่อแม่ก็คงได้ยิน ขืนเป็นแบบนั้นก็โดนล้อตายเลย

ผมทิ้งตัวทับลงไปบนร่างแดนสรวง เสียดสีตัวไปมาเหมือนพยายามให้กลิ่นตัวเองติดเขา มันเป็นนิสัยแมวๆ อีกอย่างหนึ่งที่ผมต้องยอมรับว่าตัวเองเป็น ถ้าผมเป็นแมวจริงๆ ที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เท่ากับประกาศให้แมวตัวอื่นรู้ว่าเขาเป็นมนุษย์ของผม

แดนสรวงดึงข้อมือออกจากการกอบกุมมาโอบรอบคอผม เขามองตาผมแล้วยิ้มหวาน แก้มแดง

...น่ารัก

ผมคิดพลางโน้มคอลงไปจูบปากเขาเร็วๆ แล้วผละออก พอดีกับที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น

“ธาร เปิดหน่อย หรือถ้าแกยุ่งอยู่ก็ส่งเสียงตอบด้วย พ่อจะได้ไม่ต้องรอนาน”

ผมแยกเขี้ยวยิงฟันให้น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของพ่อ ก่อนจะผละออกจากแดนสรวงแล้วเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตู “พ่อเห็นผมเป็นคนยังไงน่ะ”

“อย่างนั้นแหละ....แม่แกบอกว่าอยากทำสุกี้กินเองมากกว่าไปข้างนอก โอเคกันไหม”

ผมพยักหน้า แดนสรวงบอกว่าเขาจะช่วยเตรียมส่วนผสมด้วย แล้วก็วิ่งเหยาะๆ ลงไปชั้นล่าง ผมได้ยินเสียงแม่หัวเราะและเรียกให้เขาไปหา

“เหมือนมีลูกชายเพิ่มมาอีกคน” พ่อออกความคิดเห็น “แต่เรียบร้อยกว่า น่ารักกว่า”

“เอาจริงผมก็งงนะที่พ่อกับแม่ดูไม่อะไรเลย”

“ก็ตกใจแหละ คุยๆ กับแม่แกอยู่อาทิตย์นึง”

“โคตรไว”

“ก็มีกังวลบ้าง จะเอาใครเข้ามาในชีวิตก็ต้องคิดให้ดีๆ... แต่แกก็เหมือนฉัน เลือกไม่พลาดหรอก แถมยังเป็นแดนสรวงอีก ก็เลยคิดว่าคงโอเค ไม่น่าห่วงอะไร”

ผมพยักหน้าเข้าใจ “แต่ผมไม่ได้เลือกเขานะ ผมแค่มองเขาครั้งเดียว ไม่ทันได้คิดอะไรด้วยซ้ำก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน...ทะเลาะกัน คืนดี รู้ตัวอีกทีก็เป็นแฟนกันแล้วเนี่ย”

“กี่ปีนะ...สิบ? ถ้ามันจะไม่ใช่ ก็คงไม่ใช่ไปนานแล้วแหละ” พ่อตบบ่าผม 

“ไม่ต้องคิดมาก ตราบใดที่ไม่ผิด อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ”

“เออ ใช่ สิ้นปีนี้ผมกับสรวงไม่อยู่ไทยนะพ่อ”

“ไม่อยู่ไทย...จะไปฮันนีมูนที่ไหนกันเรอะ?”

“ญี่ปุ่น แต่คงพูดว่าไปฮันนีมูนไม่ได้หรอกมั้ง...”

“...ก็ยังไม่ได้แต่งงานกันเลยนี่”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:40
    เขาฟัดกันน่ารักมากก ฮื่ออชอบประโยคสุดท้าย ธารต้องจัดแล้วว
    #47
    0