แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 26 : Level 23

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    4 พ.ย. 62

ผมถูกดีดออกจากอีเวนต์เพราะระเบิดพลีชีพตัวเองด้วยนิวเคลียร์ไปแล้ว ใครจะไปรู้เล่าว่ามันจะใช้ได้จริง แต่ผมไม่สนหรอก ผมไม่สนอะไรแล้วตอนนี้นอกจากการออกจากเกมให้ไวที่สุด คว้ากุญแจรถ กระเป๋าเงิน โทรศัพท์และบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปหาแดนสรวง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมขับรถน่าหวาดเสียวขนาดนี้ ถึงจะตกลงกับแดนสรวงว่าจะระวังตัวเวลาอยู่บนถนนก็เถอะ แต่ผมใส่หมวกกันน็อกนะ ผมก็ไม่อยากจะสัมผัสกับความรู้สึกตอนกำลังตายเป็นครั้งที่สองหรอก

ผมไปถึงบริษัทแดนสรวงในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา สี่ทุ่มกว่าแล้ว ยามที่หน้าบริษัทเข้ามากันผมไว้เมื่อผมวิ่งพรวดเข้าไป

“ผมเองๆ ผมมาหาแดนสรวง” ผมพูดเร็วๆ พลางชี้หน้าตัวเอง “ลุงจำผมได้เนอะ ผมแฟนแดนสรวงไง”

สีหน้าของลุงยามดูประหลาดใจมากแต่ผมสติหลุดยิ่งกว่าแกเสียอีก พอแกปล่อยผมก็รีบวิ่งขึ้นบันไดด้วยความเคยชิน ไม่ทันได้ยินเสียงแกตะโกนบอกให้ใช้ลิฟต์ด้วยซ้ำ ผมวิ่งขึ้นไปถึงชั้นสิบสาม แทบจะกระแทกปุ่มติดต่อพนักงานบนเครื่องหน้าทางเข้าอยู่แล้วถ้าไม่ใช่เพราะมีคนเดินสวนออกมาซะก่อน

“เฮ้ย คุณเป็นใคร ขึ้นมาทำไม”

“ผม...แดนสรวง...” ผมหอบหายใจ หงุดหงิดที่ตัวเองเป็นแบบนี้ แม่งเอ๊ย

“หา” ไอ้หน้าหล่อเลิกคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ แต่วินาทีต่อมาเขาก็ปรบมือแปะ จับต้นแขนผมให้อยู่ตรงนี้ก่อนและโทรศัพท์หาใครอีกคนที่ผมรู้จักดี ก็แฟนผมไง...แม่ง ว่าแต่ท่าทางการปรบมือนี่มันคุ้นๆ นะ...

“แดน มีคนมาหาคุณ แต่ผมว่าเขาแปลกๆ ว่ะ จะออกมาดูมั้ย...อ๋อ อือๆ มาดูดิ จับไว้ให้เนี่ย เออ โอเค” ไอ้หน้าหล่อวางโทรศัพท์และหันมาพูดกับผมว่า “รอแป๊บ เดี๋ยวเขามานะครับ”

ไม่กี่วินาทีต่อมาผมก็ได้ยินเสียงพื้นยางรองเท้าเสียดสีกับพื้นทางเดินดังเอี๊ยด แดนสรวงผลักประตูกระจกออกและกระโจนเข้ามาหาผม 

“ธาร!!

ผมสะบัดมือไอ้หน้าหล่อออกแล้วตะครุบแดนสรวงมาจับสำรวจเนื้อตัวดูพลิกหน้าพลิกหลัง เมื่อเห็นว่าไม่มีส่วนไหนแตกสลายก็โล่งใจ กอดเขาแน่นจนไม่ได้สนใจเพื่อนร่วมงานแดนสรวงที่อยู่ใกล้ๆ เลย

“ไอ้เชี่ยแม่ง มึงตายน่ากลัวฉิบหาย วันหลังไม่เอาแล้วนะสรวง”

“ใจเย็นครับธาร สรวงอยู่นี่ไง เนี่ย แข็งแรงดีเนอะ ขวัญเอ๊ยขวัญมา...” มือแดนสรวงลูบแปะๆ อยู่บนหัวและหลังผม ได้ยินเสียงเขาหันไปพูดกับไอ้หน้าหล่อว่า “เมษ นี่เพื่อนผมเอง TStream ไง”

“เพื่อนเหี้ยอะไรล่ะ” ผมคุมปากตัวเองไม่อยู่

“โอเคๆๆ แฟนครับ เมษ นี่ธาร แฟนผมเองนะ ตอนนี้เขาสติแตกนิดหน่อย พูดจาไม่เข้าหูไปบ้างก็ขอโทษทีนะ”

“ไม่นิด นี่ไม่เรียกนิด ถ้าจะนิดก็คืออีกนิดจะเป็นบ้าแล้ว” ผมขู่ฟ่ออีกครั้ง ยอมรับอย่างหน้าไม่อายว่าตัวเองสติแตกไปแล้วจริงๆ ผมจะบ้าตายอยู่แล้วโว้ย

“โอเค ไม่นิดแล้วจริงๆ ด้วยครับ เราไปล้างหน้าล้างตากันก่อนเนอะ แล้วเดี๋ยว...เข้าไปนั่งพักด้านในก่อน มีขนมอร่อยๆ เยอะเลยน้า เหล้าเบียร์ก็มี ฉลองปิดอีเวนต์น่ะ”

แดนสรวงลากผมเข้าไปในห้องน้ำ ล้างมือล้างหน้าและส่งสายตาให้ผมทำบ้าง ผมเอาน้ำลูบหน้าและหลังคอที่เหงื่อออกเพราะวิ่งแบบไม่เจียมสังขาร ใจเย็นลงนิดหน่อยแต่ก็ยังดึงเขาเข้ามากอดและจูบอยู่ดี มันใจหายน่ะคุณ

“แหม เป็นการเปิดตัวแฟนที่ดูไม่จืดเลยนะ”

แดนสรวงหัวเราะเบาๆ พลางจูงผมเข้าไปในออฟฟิศแต่ไม่ได้เลี้ยวเข้าไปในโซนที่เขาทำงาน เขาพาผมเข้าไปที่ห้องตรงข้ามกับห้องใหญ่ที่เสียงดังสุดๆ แทน เราถอดรองเท้าไว้ตรงชั้นวางหน้าห้อง ในห้องมีฟูกนอนพับซ้อนกันเป็นตั้ง มีคนนอนอยู่ด้วย แดนสรวงย่องเข้าไปยกฟูกลายการ์ตูนลงมาหนึ่งผืนและปูลงที่พื้นห่างจากพนักงานคนนั้น เขาตบเบาะปุๆ ให้ผมลงไปนั่ง

“นายไม่รับโทรศัพท์ฉันเลย” เขาพูดเสียงเบาๆ เพราะกลัวรบกวนคนนอน แต่เสียงเพลงจากห้องนั้นดังจนผมแทบไม่ได้ยินเสียงเขาเลย

ผมหยิบโทรศัพท์ออกมากดให้หน้าจอสว่างขึ้นมา แดนสรวงโทรมาจริงๆ ด้วย แต่ผมคงจดจ่ออยู่กับการบิดมอเตอร์ไซค์จนไม่รู้ตัวเลย

“โทษที พอดีสติแตกน่ะ”

“โถ ใจเย็นนะครับ มันก็แค่เกม...เหมือนฝันร้ายเท่านั้นเอง” เขาลูบหลังมือผม ขอบตาแดงๆ เหมือน...

“นายร้องไห้เหรอ” ผมถามและแดนสรวงก็สะดุ้ง “ใครทำอะไรนาย หือ”

“เปล่านะ” เขาพูดเสียงสูงเหมือนเด็กที่โดนจับได้ว่าย่องลงมาเอาลูกอมไปกินตอนดึก พอผมจ้องกดดันมากๆ เข้าแดนสรวงก็ยอมสารภาพเสียงอ่อย “...ก็พอฉันตายปุ๊บ ฉันก็ดูนายกับเมษสู้กันอยู่ในห้องนั้น...”

เขาชี้มือไปที่ห้องใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับเรา ผมเพิ่งสังเกตเห็นผ่านกระจกว่าในนั้นมีหน้าจอแสดงสภาพภายในดันเจี้ยนต่างๆ แบบเรียลไทม์เต็มผนัง

“กล้องจับตอนที่ธารเก็บเศษของฉันขึ้นมาพอดี สีหน้านายดูแย่มากๆ แล้วพอสู้กับเมษ...พอสู้กับเมษนายก็ดันระเบิดตัวตายซะอย่างนั้น จะให้ฉันคิดยังไงล่ะ”

“จ-ใจเย็นนะสรวง” ผมพูดแต่แดนสรวงน้ำตานองหน้าแล้ว “ตอนนั้นมันกะทันหัน...ฉันเพิ่งนึกออกพอดีว่าน่าจะเขียนยันต์แบบนั้นได้ พอรู้ตัวไอ้ราชาปีศาจนั่นก็มาแล้ว มันไม่มีทางอื่นก็เลยต้องเป็นแบบนั้นน่ะ”

“ธาร...ถ้าสักวันฉันเป็นอะไรไปจริงๆ นายจะไม่ทำ...แบบนั้น ใช่ไหม”

สายตาของแดนสรวงที่มองมาเต็มไปด้วยความกังวล ผมหายใจสะดุด หลังจากเงียบอยู่นานก็ส่ายหัว “ไม่ทำครับ ฉันสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดี สรวงไม่ต้องห่วงนะ”

ผมลูบหัวเขาเบาๆ ถ้าเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนผมคงพูดแบบนี้ไม่ได้ ผมต้องตายแน่ถ้าไม่มีแดนสรวง...แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าชีวิตของผมไม่ได้มีแค่แดนสรวง ผมยังมีความสัมพันธ์อื่นที่ต้องรับผิดชอบ มีคะนิ้ง มีเขม มีลูกน้องในทีม มีพ่อแม่ มีมอเตอร์ไซค์ YAMAHA สุดที่รัก ดังนั้น...ไม่หรอก ผมตายไม่ได้

แถมส่วนหนึ่งของแดนสรวงก็อยู่ในผม ใจของแดนสรวงอยู่ที่ผม ภาพของเขา รอยยิ้มของเขา หยาดน้ำตาและใบหน้าแดงๆ นั่นก็ถูกบันทึกอยู่ในสมองและดวงจิตของผม ผมตายไม่ได้หรอกเพราะแดนสรวงจะต้องมีชีวิตอยู่ในใจผมต่อไป

เสียงสะอึกเบาๆ ดึงสายตาผมกลับไปหาแดนสรวง เขายิ้มเผล่ “...ฉัน อึ๊ก ไปหาน้ำกินห้องนู้นนะ ถ้านายอยากมา อึ๊ก ก็มาได้ บอส อึ๊ก บอสใจดี...”

ผมหัวเราะเบาๆ แล้วเดินตามคนสะอึกออกไปที่ห้องฝั่งตรงข้าม เขาแนะนำผมให้พนักงานคนอื่นที่นั่งอยู่ในนั้นทั้งๆ ที่ยังสะอึกนั่นแหละ มีคนส่งเบียร์กระป๋องให้เขาดื่มแต่ก็ยังแก้ไม่หายสักที จนไอ้หน้าหล่อที่ผมเจอที่ทางเข้าย่องเข้าไปตบหลังเขาดังป้าบนั่นแหละ แดนสรวงถึงได้หยุดสะอึก

“ขอบคุณครับ...ธาร นี่เมษไง คนที่เล่นเป็นราชาปีศาจ” แดนสรวงพูดยิ้มๆ แล้วหันไปหาผู้ชายคนนั้น “ผู้เล่นที่ระเบิดคุณคือแฟนผมเองแหละ”

“แหม อย่าให้รู้นะว่าผมออกจากเกมมาเจอคุณน้ำตาไหลพรากๆๆ ต้องให้บอสมาปลอบ” เมษผลักหัวคนข้างตัวเขาเบาๆ แล้วหันมาหาผม “คุณทำเอาผมหมดโอกาสได้ตายแบบหล่อๆ เลย”

“ช่าย ทั้งๆ ที่ซ้อมบทพูดมาอย่างเท่ สุดท้ายได้แค่สบทคำเดียวแล้วตายเลย” พนักงานอีกคนหนึ่งหัวเราะ

“แต่กระแสตอบรับดีมากเลยนะ ยิ่งช่วงท้ายๆ ที่ผู้เล่นทำท่าจะแพ้แล้ว TStream พลิกมาเป็นชนะได้นี่ คนอวยกันเต็มไปหมดดด”

เมษเต๊ะท่าดีดนิ้วและชี้หน้าคนพูด “ใช่แล้วสหายแห่งข้า ดังนั้นคืนนี้พวกเราต้องฉลองกันสักหน่อย!

“อย่าให้พรุ่งนี้มาทำงานกันไม่ไหวก็พอ” ผู้หญิงที่นั่งจิบเหล้าอยู่ตรงโซฟาพูดขึ้น

“โห บอส ผมกับแดนตายกันอนาถมากเลยนะ ขอหยุดไปพักใจหน่อยสิครับ” เมษทำหน้าตาเจ็บปวด “เนี่ย เห็นป่ะ แฟนเขาเป็นห่วงจนบึ่งรถมาบริษัทเราเลยนะ ถ้าผมมีแฟนเขาก็คงห่วงผมเหมือนกัน”

บอส...ผมนึกว่าเป็นผู้ชายมาตลอด เธอมองทั้งผม เมษ และแดนสรวงสลับกันอย่างชั่งใจ

“งั้นพักสักวันก็แล้วกัน คนอื่นโอเคกันใช่ไหม”

พนักงานคนอื่นโอเค แดนสรวงเขยิบมาหาผม “งั้นผมกลับแล้วนะครับ สวัสดีครับพี่ๆ...บาย เมษ”

“เออๆ เจอปืน” เมษโบกมือให้พร้อมกับหัวเราะ คล้อยหลังพวกเราออกจากห้อง ผมเห็นเขาจับกีตาร์และพูดว่า “มาๆ คืนนี้ผม ดีเจเมษยังอยู่กับพวกคุณอีกยาวไกล...รีเควสเพลงกันเข้ามาได้เลยครับ!


“เมษชอบเล่นกีตาร์ เล่นเก่งซะด้วย” แดนสรวงพูดเมื่อพวกเราลงลิฟต์กัน

“สนิทกันเหรอ” ผมถาม ผู้ชายคนนั้นดูเท่แบบแปลกๆ ในความคิดของผม แต่บอกไม่ถูกว่ายังไง

“งั้นมั้ง...เราเข้าบริษัทมาเวลาไล่เลี่ยกัน อายุเท่าๆ กัน เขามาก่อนแล้วบอสก็ให้เขาคอยดูแลฉัน เออ ตอนวันเกิดฉันเขาเคยเล่นเพลงให้ฉันด้วย”

“เดี๋ยว เขาจีบนายเรอะ” ผมหันขวับไปหาคนข้างตัวแต่ลิฟต์ดันลงมาถึงชั้นล่างสุดซะก่อน แดนสรวงจูงมือผมออกไป เขาสวัสดีลุงยามแล้วค่อยหันมาพูดกับผม

“ตอนแรกฉันก็สงสัยแบบนายนั่นแหละ แต่พออยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจเองว่า อ๋อ เขาเป็นแบบนั้นเอง ไม่ได้จีบหรอก...แต่คงมีคนหลงชอบเขาเยอะเหมือนกันเพราะเมษเป็นคนมีเสน่ห์”

พวกเราเดินไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ลูกรักของผม ผมใส่หมวกกันน็อกให้เขาแล้วก็ใส่ให้ตัวเอง แดนสรวงนั่งซ้อนข้างหลัง กอดเอวผมไว้ ใบหน้าซุกอยู่ที่บ่า และพูดเสียงงอแงว่า “ง่วงจังเลย”

“อย่าเพิ่งหลับนะเฟ้ย เดี๋ยวตกรถ”

วงแขนนั้นกระชับแน่นขึ้น แดนสรวงพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “กอดแน่นๆ ก็ไม่ตกแล้ว”

 

 

...

แดนสรวงใช้โอกาสหยุดหนึ่งวันนั้นไปกับการเคลียร์งานบ้านทั้งหมดที่ต้องทำในวันเสาร์อาทิตย์ วันศุกร์เมื่อผมกลับมาถึงที่ห้องก็พบว่าเสื้อผ้าถูกซักรีดและแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่มที่ตากอยู่บนราวก็แห้งดีแล้ว พื้นก็กวาดแล้ว จานไม่มีให้ล้าง

แค่มองตาเขาผมก็รู้ หมอนี่อยากออกไปเที่ยวข้างนอก

“นายอยากไปไหนล่ะ” ผมถามเจ้ากระต่ายตัวโตที่นั่งทำตาใสอยู่อีกฝั่งของโต๊ะกินข้าว แดนสรวงส่งยิ้มเจิดจ้ามาให้ผมทันที

“ไป SeaLife Ocean World กัน แถวๆ สยาม นั่งรถไฟฟ้าไปได้ ไปนะ นะ นะ” เขาว่าแบบนั้นแล้วผมก็พยักหน้า วันอาทิตย์พวกเราก็ไปที่นั่นตั้งแต่รอบแรกตอนสิบโมง คนยังไม่เยอะเท่าไหร่ ด้านในค่อนข้างมืดและเป็นสีน้ำเงิน

แดนสรวงดูจะตื่นเต้นกับทุกอย่างที่เห็น เขาเกาะกระจก เบิ่งตามองปลาหน้าตาแปลกๆ ว่ายผ่านหน้าไป ดูแล้วเหมือนเด็ก สักพักเด็กชายแดนสรวงก็หันมามองผม

“ธาร หันหลังหน่อย”

“ทำไมต้องหันหลัง”

“จะถ่ายรูป ตรงที่นายยืนมันสวย” เขาพูดแบบนั้นก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมา ผมไม่มีทางเลือกก็เลยต้องหันหลังให้เขาอย่างไม่เข้าใจนักว่าทำไมต้องทำแบบนั้น ผมคอยอยู่สักพักก็เลยเหลือบมองข้ามไหล่ไปหาเขา ตั้งใจจะถามว่าเสร็จรึยัง แต่แดนสรวงกลับอุทานเสียงแผ่วและบอกให้ผมอยู่นิ่งๆ

พอเขาถ่ายรูปจนพอใจแล้วถึงเอาโทรศัพท์มาอวดผม พูดเสียงใสว่า “รูปนี้นายหล่อมากๆ เลย”

บนหน้าจอเป็นรูปตัวผมที่หันหลังและเหลือบมองมาที่กล้อง ฉากหลังเป็นตู้ปลาขนาดใหญ่จนเหมือนผมยืนอยู่ก้นมหาสมุทรจริงๆ ผมมองไม่ออกหรอกว่าตัวเองในรูปหล่อหรือเปล่า แต่ก็พยักหน้าให้เขาและเอ่ยอย่างจริงจังว่า

“นายถ่ายรูปฉันที่หล่อมากๆ ในรูปก็ต้องเป็นคนที่หล่อมากๆ อยู่แล้ว”

แดนสรวงหัวเราะ เขาส่งรูปให้ผมและบอกว่าในเมื่อรูปนี้หล่อมากๆ ก็ตั้งรูปนี้เป็นหน้าโพรไฟล์ซะ แล้วก็ให้เครดิตเขาด้วย พวกเราเดินวนเวียนกันอยู่ในนั้นประมาณชั่วโมงกว่าๆ ถ่ายรูปนิดหน่อยพอเป็นพิธีเสร็จก็ออกมาด้านนอก แดนสรวงได้ตุ๊กตาเพนกวินมาตัวหนึ่งด้วย

หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเตร็ดเตร่ตากแอร์ในห้างกันต่อ แดนสรวงสะกิดผมเบาๆ เมื่อเห็นคนแต่งตัวประหลาดๆ เริ่มเดินกันขวักไขว่ “วันนี้มีงานอะไรเหรอ”

ผมมองๆ ดูเด็กสาวสองคนที่ใส่หูแมวและชุดเมดขึ้นบันไดเลื่อนไป “งานคอสเพลย์ล่ะมั้ง ปกติงานจัดชั้นบนสุดน่ะ”

“งั้นวันนี้ก็พอดีเลยน่ะสิ ธารอยากขึ้นไปดูไหม”

“ก็ดีนะ...ไม่ได้ไปนานแล้ว” ผมคิดอยู่สักพักก็พยักหน้า จูงมือแดนสรวงตามตัวละครอนิเมะเหล่านั้นไปทางบันไดเลื่อน แต่เขากลับยืนตัวแข็งอยู่กับที่

“สรวง..?” ผมมองตามสายตาแดนสรวงไป และก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมคนข้างตัวถึงได้ตกใจขนาดนี้

แม่ของแดนสรวง เธอกำลังเดินมาทางนี้และลากเอาสามีของเธอมาด้วย ใบหน้าของเธอดูยิ้มแย้มและดีใจที่ได้เจอลูกชาย แต่คนด้านหลังน่ะสิ สีหน้าแข็งทื่อไม่ต่างกับลูกชายของเขาเลย

“พ่อ สวัสดีครับ แม่ สวัสดีครับ” ผมเห็นนะว่าแดนสรวงแทบจะซ่อนตุ๊กตาเพนกวินนั่นไม่ทัน เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ยังกอดหนึบเป็นตังเมอยู่เลย แต่ในเมื่อเขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ผมก็จะไม่รู้ไม่ชี้เหมือนกัน 

ผมยกมือไหว้พ่อแม่เขาพร้อมกับส่งยิ้มแบบที่คิดว่าพยายามผูกมิตรที่สุดไปด้วย

“ยังคบกันดีอยู่เนอะ” เธอยิ้มให้ผม

“...ยังคบกันดีอยู่ครับ” แต่จะไม่ดีก็เพราะคนด้านหลังคุณนั่นแหละ แดนสรวงเริ่มแงะมือผมออกไม่ให้จับแล้วครับ!

“จะจับก็จับสิ แม่ไม่ได้ห้ามซะหน่อย” ถึงจะพูดแบบนั้นแดนสรวงก็แงะมือผมออกจนได้ เขาส่งสายตาเป็นเชิงขอโทษผมกลายๆ และผมก็ทำได้แค่พยักหน้าให้ ตามใจเขา

“นี่กินอะไรกันหรือยัง พ่อกับแม่กำลังจะไปหาของกินกันพอดี มาด้วยกันสิลูก”

แน่นอนว่าแดนสรวงไม่กล้าปฏิเสธ ผมเลยต้องเป็นคนพูดเอง “...พวกผมไม่รบกวนดีกว่าครับ คุณน้าเชิญตามสบาย-”

“ผู้ใหญ่ชวนก็อย่าเสียมารยาทสิ” คนที่อยู่ด้านหลัง...พ่อของแดนสรวงพูดขึ้นห้วนๆ เป็นครั้งแรก ผมจ้องหน้าเขา ไม่ได้คิดจะบวกหรืออะไร แค่จ้องเฉยๆ เพราะผมยังไม่เคยเห็นหน้าแต่แดนสรวงเข้าใจผิดไปไกล เขาถองสีข้างผมเบาๆ ยัดถุงตุ๊กตาใส่มือผมและหันไปออดอ้อนคนที่น่าเอาอกเอาใจที่สุดในตอนนี้

“สรวงก็ยังไม่ได้ทานข้าวเลยครับ คุณแม่อยากกินร้านไหน วันนี้ให้สรวงเลี้ยงนะครับ นะ นะ” ไอ้คำว่า นะครับ นะ นะ นี่ต้องเป็นท่าไม้ตายของแดนสรวงแน่นอน ผมเห็นเขางัดมาใช้กับใครก็ใจอ่อนเอ็นดูเขาไปหมด (ใช่ ผมด้วย ต่างกันอย่างเดียวคือเขาไม่แทนตัวเองว่าสรวงเวลาอยู่กับผม)

“ไปสิ ไปๆ” คุณแม่คล้องแขนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินนำไปแล้ว ผมจึงรีบเดินตามไป หางตาแอบเหลือบเห็นว่าพ่อของแดนสรวงก็หิ้วถุงเสื้อผ้าผู้หญิงอยู่เหมือนกัน

...บางทีคนคนนี้ก็อาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังความกดดันที่แผ่ออกมาจากพ่อของแดนสรวงนี่ไม่ใช่เล่นเลยนะ ผมหมายถึง ให้ตายสิ นี่มันเป็นการกินข้าวที่น่ากระอักกระอ่วนใจสุดๆ ไปเลย แดนสรวงยังคุยเล่นเอาใจแม่ของเขาอยู่ แล้วผมล่ะ จะให้ผมตีหน้าระรื่นคุยกับพ่อเขาก็ไม่ได้เปล่าวะ

ผมเหลือบตามองชายวัยกลางคนตรงหน้า เขากำลังมองแดนสรวงอยู่ ผมอ่านแววตานั้นไม่ออกแต่อย่างน้อยมันก็ดูไม่แย่นัก พ่อของแดนสรวงเป็นคนหน้าดุแถมยังไม่ค่อยยิ้ม เขามีผิวสีแทนเฉดเข้มกว่าลูกชายและก็ดูเคร่งขรึมเอาจริงเอาจัง เมื่อเขารู้ตัวว่าผมมองอยู่ก็หันไปสนใจกับผัดกะเพราตรงหน้าและทำท่าทีเหมือนไม่สนใจแดนสรวงอีก

ตลอดเวลาที่คุยเล่นกับแม่ แดนสรวงแอบชำเลืองมองพ่อของเขาเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่ได้พูดคุยด้วย ดูเขาอยากคุยเหมือนกันแต่คงไม่กล้า

ต่างคนก็ต่างรอให้อีกฝ่ายพูดก่อน

ผมคิดว่าผมเคยเห็นสถานการณ์นี้นะ เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว

ผมหันไปหาแม่แดนสรวง “วันนี้บังเอิญจังเลยนะครับ ที่มาเจอกันที่นี่”

“ก็ไม่ได้บังเอิญหรอกจ้ะ พอดีคุยโทรศัพท์กับสรวงเมื่อวานแล้วเขาบอกว่าจะมา ก็เลยลองมาดู เผื่อจะเจอกัน” เธอตอบและปรายตามองสามีตัวเองที่ตั้งอกตั้งใจกับการนับเม็ดข้าวบนจานเสียเหลือเกิน “เพราะถ้าบอกว่าให้มาหาที่บ้าน ยังไงสรวงก็คงไม่ยอมมาเพราะกลัวคนแถวนี้”

“คุณแม่นัดสรวงออกมานอกบ้านก็ได้นี่ครับ ไม่เห็นต้องลำบากเลย” แดนสรวงว่าพลางส่งยิ้มเอียงคอแบบที่คำนวนมาแล้วว่าใครเห็นเป็นต้องใจอ่อน ไอ้กระต่ายนี่นับวันยิ่งร้ายขึ้นทุกที ไม่รู้ไปเอาความเจ้าเล่ห์นี้มาจากใคร...

“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าลูกกลัวคุณจนไม่กล้าเข้าบ้าน” แม่ของแดนสรวงหันไปตีต้นแขนสามีเธอดังเพี๊ยะ “พูดจาไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี สมน้ำหน้าแล้ว”

ผมหันไปมองหน้าแดนสรวง นี่ นายติดนิสัยมือไวมาจากแม่ตัวเองใช่ไหม

แล้วเขาก็ส่งสายตากลับมาว่า ทำนองนั้น

ก็ยังดีที่ไม่ได้ติดคนพ่อ ไม่งั้นผมคงได้วิ่งขึ้นวิ่งลงคอนโดเป็นร้อยรอบแล้วมั้ง

พ่อของแดนสรวงยังคงนิ่งอยู่ แต่เมื่อถูกสายตาของภรรยากดดันมากๆ เข้าก็ยอมมองลูกชายตัวเองเต็มๆ ตาเป็นครั้งแรก เขานิ่งไปนานจนเหมือนลืมวิธีการพูด มือชื้นเหงื่อของแดนสรวงเอื้อมมาหามือผมที่ใต้โต๊ะและจับไว้แน่น ผมบีบมือเขาตอบ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพาซิ่งมอไซค์หนี

“...กลับไปกินข้าวที่บ้านบ้างนะ” พ่อของแดนสรวงเอ่ยออกมาในที่สุด ผมคิดว่าผมเข้าใจความหมายแฝงในประโยคนั้น แต่ไม่รู้แดนสรวงเข้าใจรึเปล่า

แดนสรวงจ้องหน้าพ่ออยู่สักพัก และก็ทำในสิ่งที่ทำให้คนทั้งโต๊ะโล่งใจโดยการยิ้ม ยิ้มแบบที่เขามีความสุข ไม่ใช่ยิ้มเพื่อเอาใจใคร

“งั้น...ไปวันนี้เลยได้มั้ยครับ”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:21
    ฮื่ออคุณพ่อต้องเป็นสายซึนๆแต่ก็เคารพคุณแม่แน่เลยยย
    #45
    0