แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 25 : Level 22

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    3 พ.ย. 62

มันเป็นเรื่องของแดนสรวง สมัยที่เขายังอยู่ที่อเมริกา

คงจะต้องเท้าความกันสักนิดก่อนว่า แดนสรวงเป็นคนที่กลัวพ่อมาก ตั้งแต่จำความได้เขาก็สนิทกับแม่มากกว่าพ่อแล้ว และเพราะใช้เวลาอยู่กับแม่ค่อนข้างมาก ลักษณะการวางตัวของเขาจึงได้รับถ่ายทอดมาจากหล่อน— ดูสะอาดสะอ้านและเรียบร้อย แม้ไม่ถึงขนาดผ้าพับไว้ แต่ก็สังเกตเห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ

พ่อก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อพฤติกรรมและนิสัยของแดนสรวง การดำรงอยู่ของผู้ชายคนนั้นเป็นเหมือนกับ- เหมือนกับเงาที่กดข่มเขามาตลอดหลายปี ความเคารพยำเกรงที่เขามีต่อพ่อทำให้แดนสรวงเป็นเด็กดีและดีเกินไป

เมื่ออยู่ในสายตาของผู้ชายคนนั้น เขาไม่กล้าที่จะเป็นเด็กไม่ดี

เมื่ออยู่ในสายตาน่ะนะ

ถึงตรงนี้ คุณนักอ่านคงจะเดาออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมแดนสรวงจึงตั้งใจถึงขนาดสอบทุนไปเมืองนอกได้

เขาพยายามจะหนีออกจากเงานั้น พยายามอย่างเงียบกริบและไม่กะโตกกะตากสักนิด และพอเขาทำได้— พอแดนสรวงหลุดไปจากเงานั้นได้ เขาก็รู้สึกเหมือนคนตาบอดที่ได้พบเจอแสงสีเป็นครั้งแรก

แต่การเปลี่ยนแปลงตัวเองมันใช้มากกว่าการหนีจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกแย่ แดนสรวงมีความสุขมากขึ้น แต่เขาก็ยังคงเป็นคนดีเกินไปอยู่ดี นั่นทำให้เขามักจะตกที่นั่งลำบากอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งโชคชะตา (แดนสรวงเรียกแบบนั้น) เหวี่ยงเขาไปเจอกับแมทธิว

เด็กเอเชียหัวดำ ตัวเล็กๆ หน้าตาค่อนไปทางสวยและท่าทางเรียบร้อย ทำให้คนทั้งเอ็นดูและเอาเปรียบได้ง่าย และตอนที่ถูกดันจนติดกับตู้ล็อกเกอร์เหมือนในหนังแนวไฮสกูล ฝรั่งตาน้ำข้าวนั่นก็พุ่งเข้ามาหยุดการทะเลาะวิวาท

แล้วหลังจากนั้นแมทธิวก็ดูแลแดนสรวงต่อจากผม เขาหิ้วคอแดนสรวงเที่ยวตะลอนไปทุกที่ ไปปาร์ตี้ที่บ้านมาร์ธา ไปลองดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปปีนผา ไปเดินในเมือง ไปทำพาร์ทไทม์ ไป ไป ไป และไป แมทธิวบอกว่าเขาจะพาแดนสรวงไปปะทะกับโลกให้มากที่สุด จนกว่าจะเลิกหงอแล้วสู้คนเสียบ้าง

แล้วฝรั่งตาน้ำข้าวคนนั้นก็ทำสำเร็จจริงๆ พอเปิดเทอมมา แดนสรวงที่โดนแกล้งก็เริ่มแผ่จิตสังหารออกมาเป็นแล้ว ถึงตรงนี้ถ้าคิดได้ก็ควรจะถอย แต่พวกนั้นคงคิดว่าเด็กเอเชียที่ดูออกสาวนั่นไม่เท่าไหร่หรอกและแกล้งต่อไป ก็เลยโดนแดนสรวงถีบจนหน้าหงายกันไปทั้งแก๊งค์ (ตอนแรกแมทธิวบอกว่าตั้งใจจะเข้ามาช่วย แต่พอเห็นแบบนั้นก็เข้าใจแล้วว่าตั้งใจช่วยผิดคน เขาควรช่วยชีวิตเด็กพวกนั้นโดยการห้ามไม่ให้มาตอแยกับแดนสรวงจะดีกว่า)

นอกจากเรื่องสู้คน พัฒนาการอีกหนึ่งด้านของแดนสรวงก็เริ่มปรากฎให้เห็น

มันคือการที่เขาเริ่มสนุกกับชีวิตเสียบ้าง

แดนสรวงเปลี่ยนจากผู้ตามอย่างเดียว มาเป็นคนที่ได้ทั้งนำผู้อื่นและอนุญาตให้ผู้อื่นนำ คุณจะโดดเรียนไปดูหนังเหรอ ได้ ผมไปด้วย คืนนี้มีปาร์ตี้ที่บ้านแฮนนาเหรอ โอเค เจอกัน เฮ้ ใครขโมยชีตเรียนผมไปลอกน่ะ...

หลากหลายสีสันแต่งแต้มบนตัวแดนสรวง สดใสราวกับลูกกวาดสีหวาน ผนวกกับการที่เขาเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกและอ่านคนออกพอสมควร แดนสรวงเป็นคนมีเสน่ห์และทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆ รู้สึกดีขึ้น ดังนั้นก็ไม่แปลกเลยที่เขาจะมีเพื่อนดีๆ และคนเข้ามาจีบเยอะแยะ

แมทธิวชวนไปทำงานที่บริษัทคนรู้จัก แดนสรวงก็เออออตามน้ำไป พวกเขาเป็นเพื่อนกันจนเรียนจบ บริษัทนั้นตัดสินใจจ้างเด็กทั้งสองคนต่อ พอจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ เสร็จแมทธิวก็ลากแดนสรวงไปอยู่ด้วย แน่นอนว่าสำหรับคนที่ไม่อยากกลับไทยอย่างแดนสรวงแล้ว ไม่มีเหตุผลให้เขาต้องปฏิเสธเลย

มีอยู่คืนหนึ่งที่แมทธิวพาแดนสรวงไปร้านเหล้าสไตล์ลอฟท์ แสงไฟสลัว ผนังปูนเปลือย บรรยากาศคลอเสียงเพลง ‘When the night is over’ ช้าๆ ของ Lord Huron ที่โอนเนอร์ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ลื่นคอเกินไป (แดนสรวงยอมรับว่าคืนนั้นเขาดื่มเพลินไปหน่อย แต่ไม่หนักเท่าครั้งที่เรารียูเนี่ยนกัน)

ผลลัพธ์ขององค์ประกอบเหล่านั้นรวมกันคือการที่แมทธิวต้องลากเอาเพื่อนเอเชียของเขาออกมาจากร้าน ฝรั่งตาน้ำข้าวนี่ก็เหมือนผม พอกลับมาถึงห้องก็รีบปล่อยตังเมแดนสรวงลงโซฟาเพราะกลัวคนเมาจะขย้อนสิ่งที่กินออกมาจนหมด แต่แดนสรวงทำตัวว่านอนสอนง่ายมากเมื่อเมา เขาไม่โวยวาย ไม่ทำทุกอย่างเลอะเทอะ ไม่ซน เพียงแค่กึ่งนอนกึ่งนั่งมึนๆ อยู่บนโซฟาเท่านั้น

แดนสรวงบอกว่าเขารู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นและง่วงมากก็เลยนอนมันบนโซฟานั่นแหละ หลังจากนั้นแมทธิวก็เป็นคนอุ้มเขาเข้าไปนอนในห้องดีๆ หลังจากวางใจแล้วว่าเขาจะไม่ทำเลอะเทอะ

 

 

 

ถึงตรงนี้แดนสรวงชะงัก มองผมด้วยแววตาแปลกๆ และไม่ยอมเล่าต่อ หรือบางทีภาพเขาอาจจะตัดไปก็ได้

“แล้วทำไมถึงกลับไทยล่ะ” ผมถามพลางจิบเบียร์กระป๋องไปด้วย พวกเรานั่งกันอยู่ที่หน้าหน้าต่างบานใหญ่อีกแล้ว และวันนี้ก็มีเบียร์ด้วย ถึงผมจะดื่มไม่ได้มากก็เถอะ

“พ่อบอกให้กลับ” แดนสรวงตอบ “แรกๆ ก็เจอ culture shock แต่หลังๆ ก็ปรับตัวได้ล่ะนะ”

ผมจ้องหน้าเขานิ่ง พยายามจินตนาการถึงตอนที่เขาอยู่ที่นั่น ตอนที่เขามีชีวิตชีวาและเป็นอิสระขนาดนั้น “เปลี่ยนไปมากจริงๆ ด้วย”

“แล้วดีไหม”

“ก็ดี จริงๆ แล้วจะตอนไหนก็ดีทั้งนั้น” ผมยิ้ม แต่ตอนนี้เขาดูมั่นคงขึ้น ดูไม่หงอและเศร้าเหมือนตอนมัธยม ผมชอบแดนสรวง และก็ชอบให้เขามีความสุขแบบนี้แหละ

“...จริงๆ แล้วฉันก็มีเรื่องติดค้างที่ต้องขอโทษนายเหมือนกัน” แดนสรวงเอ่ยช้าๆ เหมือนไม่แน่ใจ

“พูดมาสิ”

“จะโดนโกรธรึเปล่านะ”

“โดนแน่ๆ” ผมโยกหัวเขาไปมา “สารภาพมาเดี๋ยวนี้ นายแอบกัดสายไฟงั้นเหรอ”

แดนสรวงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะจับมือผมออกจากหัวมากุมไว้

“มันเป็นเรื่องตอนมัธยมนั่นแหละ อืม ฉันต้องขอโทษที่ปล่อยให้นายดูแลฉันอยู่ฝ่ายเดียว ขอโทษที่ไม่ได้พยายามเข้าใจ...ที่ผลักทุกอย่างให้ธารแบกคนเดียว ธารเข้มแข็งมากจนฉันลืมไปว่านายก็อาจกำลังเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน”

“มันผ่านไปหมดแล้ว”

“ใช่ แต่ฉันก็ยังอยากขอโทษอยู่ดีที่ทิ้งนายไว้ตรงนั้น...อย่างน้อยฉันก็ควรจะลานายดีๆ ก่อนไป นายจะได้ไม่คิดว่าเป็นเพราะตัวเอง...”

“ฉันออกมาแล้ว” ผมจับแก้มเขาทั้งสองข้าง “ฉันเดินออกมาจากโรงเรียนนั่นแล้ว ออกมาจากอายุสิบหกไปไกลลิบ มันกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่ตรงนี้ กับนาย”

แดนสรวงมองผมตาแป๋ว “โอเค สวัสดี ธารที่ยี่สิบหก”

“สวัสดี แดนสรวงที่ยี่สิบหก ในที่สุดเราก็เจอกันจนได้นะ

ผมคิดว่าผู้คนก็เหมือนต้นไม้ เราโตขึ้นทุกปี วงปีก็หนาขึ้นทุกปี ในแต่ละปีมีเหตุการณ์ต่างๆ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาราวกับฤดูกาล ปีที่อุดมสมบูรณ์ดีวงปีก็จะหนา ปีที่ลำบากหน่อยก็คงจะเหลือแผลเป็นไว้ และต้นไม้ใหญ่ก็ไม่สามารถเติบโตใต้ร่มเงาของกันและกันได้ ดังนั้นก็ให้เราเติบโตเคียงคู่กันไปแบบนี้เถอะ

 

 

ช่วงอาทิตย์นี้เด็กๆ ปิดเทอม ผมพยายามเคลียร์งานที่บริษัทให้มากที่สุดจะได้เหลือเวลาไปเล่นอีเวนต์เกมเจี้ยน เรื่องราวหลักๆ ของอีเวนต์นี้ก็คือ เอ่อ โอเค ผมขออนุญาตยกคำประกาศในหน้าเว็บมาให้คุณอ่านเลยแล้วกัน

 

ยุทธภพกำลังตกอยู่ในอันตราย

ราชาปีศาจแห่งโลกเบื้องล่างนำกองทัพภูตผีปีศาจบุกโลกมนุษย์

ขอให้ชาวยุทธช่วยกันหยุดยั้งแผนการอันชั่วร้าย

ก่อนที่อนธการจะกลืนกินแสงตะวันและดวงดาราให้ดับไป

 

ก็...ทำนองนั้นแหละครับ หลังจากสรุปยอดลงทะเบียนเรียบร้อยก็เริ่มทำการจับกลุ่ม ทุกคนในกลุ่มจะมีสลักโลหะชิ้นเล็กๆ ที่หน้าตาเหมือนกันไม่มีผิดกลุ่มละหนึ่งแบบซึ่งต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ หากใครตายก็จะคัดออกแต่เพื่อนสามารถเก็บสลักโลหะไว้ได้

อีเวนต์มีด้วยกันสามสิบด่าน ค่อยๆ ไต่ระดับความยากง่ายขึ้นไปจนถึงห้องบอสรองซึ่งต้องใช้สลักไม้ที่ดรอปจากทั้งยี่สิบแปดด่านมาประกอบกันเป็นกุญแจไข

หลังจากเอาชนะบอสรองได้จะเป็นช่วงที่ยากที่สุด เพราะบอสใหญ่จะตามมาทันที หน้าที่ของผู้เล่นในด่านที่สามสิบคือการปกป้องสลักโลหะของทุกคนในทีมรวมไปถึงการแย่งชิงสลักชิ้นสุดท้ายจากบอส

หลังจากเอาชนะบอสใหญ่และเก็บสลักทั้งหมดมาประกอบกันได้ จะสามารถใช้เจ้าสิ่งนั้นในการปิดประตูมิติที่เชื่อมโลกคนเป็นและโลกปีศาจได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จบอีเวนต์โดยฝั่งผู้เล่นชนะ

แต่ แต่ แต่ ใช่ ชีวิตนี้ต้องมี แต่ อยู่แล้ว ไม่งั้นก็คงไม่สนุกใช่ไหมครับ โอเค ที่ผมอยากจะบอกก็คือ บอสใหญ่สามารถทำลายสลักโลหะของผู้เล่นได้ และหากสลักที่ว่ามีไม่ครบ แม้ว่าจะได้สลักชิ้นสุดท้ายมาจากบอสใหญ่แล้วก็ตาม จะไม่สามารถปิดประตูมิติได้ หรือก็คือ จบอีเวนต์โดยฝั่งผู้เล่นแพ้

แต่ถึงจะแพ้ผมก็คิดว่ามันก็จะเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าเลยทีเดียว...

 

“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเปิดประตู ผมว่าเราต้องวางแผนกันตั้งแต่ตอนนี้เลยว่าจะรับมือกับบอสใหญ่ยังไง” 

เมษ...หรือมาม่าสิ้นเดือนเอ่ยเสียงนิ่ง แต่ทุกคนล้วนฟังเขา ผมก็เหมือนกัน นายนักรบเกราะหนักคนนี้กลายเป็นคล้ายๆ หัวหน้าพวกเราไปแล้วถึงแม้เจ้าตัวจะไม่หือไม่อือก็ตาม เพราะตลอดหกวันที่ผ่านมาเขาไม่เคยพลาดท่าเลยสักครั้ง แถมยังคอยช่วยผู้เล่นคนอื่นอีกต่างหาก ถ้าไม่มีเขาจำนวนพวกเราตอนนี้คงเหลือน้อยจนน่าใจหาย

ผมคิดว่าผู้เล่นคนอื่นก็คิดเหมือนผม ก็คือไอ้หมอนี่ต้องเป็นสตาฟฝั่งตัวดีที่คอยสนับสนุนผู้เล่นอยู่เงียบๆ แหงแซะ

“ถ้าสลักเสียไปหนึ่งก็เท่ากับที่ทำมาเสียไปทั้งหมดเลยสินะ” ผมกอดอก พิงหลังกับประตูห้องบอสรอง “ถ้างั้น...ผมว่าเอาสลักทั้งหมดรวมไว้ที่คนๆ เดียว แล้วที่เหลือก็ปกป้องรวมถึงสู้บอสไปด้วย เป็นไง”

“ถ้าพลาดขึ้นมาก็แย่เลยนะคุณ เรามีสลักซ้ำบางตัว ถ้าบอสทำลายตัวที่ซ้ำ เราก็จะมีโอกาสเหลืออยู่บ้างนะ”

“แล้วคุณมั่นใจแค่ไหนว่าเราจะไม่สูญเสียใครไประหว่างการต่อสู้ อย่าลืมนะว่าบอสสุดท้ายจะไม่มีสตาฟช่วย” เสียงผู้เล่นอีกคนพูดขึ้น

หลังจากนั้นก็เกิดการโต้เถียงขนาดย่อมๆ ขึ้นมา เสียงแตกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน ผมไม่ได้เข้าไปร่วมด้วยแต่เลือกที่จะยืนฟังอยู่เงียบๆ เมษก็เช่นกัน

สักพักหลังจากที่ทุกคนโต้เถียงกันไปพอสมควรแล้วเขาก็ปรบมือเรียกสติผู้เล่นคนอื่นๆ ก่อนจะพูดว่า “ทุกคนมีแนวทางไว้ในใจแล้วใช่ไหม งั้นก็ยกมือโหวตกันเถอะ”

“ใครอยากรวมสลักอย่างที่พี่ชายคนนี้เสนอ ยกมือครับ” ผมและผู้เล่นอีกไม่กี่คนยกมือ โอเค เห็นเท่านี้ก็รู้แล้วว่าแพ้

“ใครอยากกระจายความเสี่ยง ยกมือครับ” มีผู้เล่นหลายคนยกมือและบางคนงดออกเสียง เมษนับดูแล้วมีจำนวนเยอะกว่า เขาพยักหน้า “งั้นก็ตกลงตามนี้ คุณ TStream ไม่มีปัญหานะ”

ผมส่ายหัว ดวงตาจับจ้องอยู่ที่สลักรูปทรงแปลกตาบนสร้อยคอของเมษ “...คุณเก็บสลักไว้มิดชิดกว่านี้หน่อย ไว้แบบนั้นล่อตาล่อใจบอสมากเลยนะ”

“แหม...ไม่มีใครแย่งไปได้หรอกน่า” เมษพูดอวยตัวเองแล้วหัวเราะ เขาหลีกทางให้ผมที่ถือกุญแจซึ่งประกอบขึ้นมาจากสลักไม้ทั้งยี่สิบแปดชิ้นเป็นคนเปิดประตู สาเหตุที่มันมาอยู่ที่ผมก็เป็นเพราะว่า...ผมฉลาดและใจเย็นพอที่จะประกอบมันไงล่ะ

ประตูหินสีดำแกะสลักลวดลายเก่าแก่และและดูไม่เป็นมิตรอย่างยิ่งเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นทางเดินกระเบื้องหินขัดเงาเรียบซึ่งนำไปสู่ลานกว้างภายใน

ที่ปลายสุดของห้องนั้นมีบัลลังก์สีดำองค์หนึ่งตั้งอยู่ ผนังเบื้องหลังถูก ประดับประดา ด้วยโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน หากแต่บัลลังก์นั้นว่างเปล่าไร้เงาราชาปีศาจ

บนยกพื้นกว้างมีชายผู้หนึ่งคุกเข่าหันหลังให้ประตูอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นและหันมาช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกเราเข้าไปใกล้

ผมได้ยินผู้เล่นบางคนอุทานเสียงแผ่ว ผมเองก็เกือบหลุดเสียงไปเหมือนกัน ผิวของชายคนนั้นขาวซีด จมูกโด่งตรง ริมฝีปากบางเฉียบ และดวงตาคู่โศกทำให้เขาดูเหมือนสตรีมากกว่าบุรุษ— ไม่สิ เขาดูเหมือนประติมากรรมชิ้นเอกที่มีนายช่างมากฝีมือสักคนบรรจงปั้นขึ้นมา ขัดเกลาจนสวยงาม ใส่เสื้อผ้า และเสกให้มีลมหายใจและความรู้สึกนึกคิดของตนเองมากกว่า

“รังเกียจที่ชีวิตยืนยาวไปหรือ” ริมฝีปากสวยๆ นั่นคลี่ยิ้มละมุนละไมที่ช่างขัดกับน้ำเสียงเย็นชา มือของเขากุมเข้าที่ด้ามกระบี่ข้างเอวและดึงออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม

“เช่นนั้นก็เข้ามาเถอะ เจ้าพวกวิญญูชนจอมปลอม

...แดนสรวงนี่เหมาะกับสีแดงและสีทองจริงๆ เลยแฮะ

ผมคิดในใจพลางสะบัดมือกางปึกยันต์ด้วยท่าทางเดียวกับการกางสำรับไพ่ หน้าที่ของผมคือการอยู่ด้านหลัง เฝ้าระวังและสนับสนุนผู้เล่นคนอื่นๆ เพราะเป็นสมองของทีม เมษรับหน้าที่เป็นแทงค์พุ่งเข้าไปปะทะกับบอสรองโดยตรง 

แต่ศัตรูคราวนี้เป็นมนุษย์ซึ่งไม่สามารถเดารูปแบบได้ ดังนั้นหลังจากผมส่งยันต์คุ้มภัยไปแปะเหยื่อที่แดนสรวงหมายตาไว้เป็นครั้งที่สาม เขาก็หันมาจ้องผมด้วยแววตาเย็นเยียบ

วินาทีต่อมาเงากระบี่สีขาวก็พุ่งเข้าหาผมอย่างหมายเอาชีวิต!

ผมเบี่ยงตัวหลบด้วยความเสียดายยันต์ คมกระบี่ถากแขนผมไปจนเลือดตกยางออก สถานการณ์เริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เล่นบางคนถูกฆ่า แต่แดนสรวงไม่สามารถเอาสลักโลหะไปได้สักชิ้นเพราะผมกับ QQ เจ้าเก่าจะฉกชิงมาได้ก่อนทุกครั้ง

...หมอนี่มีดีตรงความเร็วนี่เอง

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ผู้เล่นคนอื่นกำลังถูกฆ่าไปเรื่อยๆ แดนสรวงเล่นโหดจังวะ แต่ก็นั่นแหละ แค่สบตาเขาแล้วโดนรอยยิ้มพิฆาตเข้าไปคนส่วนใหญ่ก็สั่นไปทั้งใจกันแล้ว

สุดท้ายก็เหลือกันอยู่ไม่กี่คนเมื่อหลอดเลือดของแดนสรวงขึ้นเป็นสีเทา- นั่นหมายความว่าผู้เล่นไม่สามารถโจมตีต่อได้แล้ว

เขาที่มีบาดแผลเต็มตัวและบนคอมีรอยดาบเดินเข้าไปที่บัลลังก์ดำช้าๆ ราวตุ๊กตากระเบื้องที่แตกหักและพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ตอนนั้นเองที่พวกเราสังเกตเห็นว่าเมษหายไปและบนบัลลังก์มีชายอีกคนหนึ่งนั่งเอกขเนกอยู่-

ชายที่หน้าตาเหมือนเมษไม่มีผิด

“นาย...แห่งข้า ท่าน...ราชาแห่ง...ข้า” คำพูดกระท่อนกระแท่นหลุดจากริมฝีปาก ผมใจหล่นวูบเมื่อแดนสรวงทรุดลงแทบเท้าชายคนนั้น และเมื่อร่างแสนสวยนั่นสัมผัสกับพื้นก็แตกหักด้วยลักษณะเดียวกับกระเบื้องไปจริงๆ

เศษแก้วสีขาวนวลนั้นกระเด็นมาไกลถึงเท้าผม และเมื่อก้มลงเก็บประคองมันขึ้นไว้ในมือ เศษแก้วชิ้นนั้นก็สลายหายไปต่อหน้าต่อตา

ผมรู้สึกหูอื้อ...ตาลาย...ผมหายใจไม่ออก ปัดเมนูเกมขึ้นมาก็ไม่สามารถออกได้เพราะอยู่ระหว่างการต่อสู้ แต่ผมอยากออก...อยากไปหาแดนสรวง

“เฮ้ย” ผมสะดุ้งเมื่อแขนถูกกระชากให้กลับสู่โลกความเป็นจริง พื้นกระเบื้องแผ่นที่ผมยืนอยู่เมื่อครู่ถูกดาบสีดำของเมษฟันฉับลงไปจนหินแตก ดวงตาสีรัตติกาลนั้นจ้องมองมาที่ผมอย่างเอาจริงเอาจัง

“เรามองดูมาตลอด ในพวกมนุษย์ทั้งหลาย เจ้านี่แหละที่อันตรายสมควรกำจัดทิ้งเป็นอันดับแรก” แม้แต่น้ำเสียงการพูดก็เปลี่ยนไป น้ำเสียงของราชาปีศาจนั้นก้องดังและกดต่ำ สะท้อนไปตามแนวเสาซึ่งรองรับหลังคาที่อยู่สูงขึ้นไปในเงามืด

“โดนหมายหัวอีกแล้วเรอะ” ผมสบทเบาๆ ปายันต์ระเบิดใส่เมษและถีบตัวไปด้านหลังพร้อมเรียกปีกทมิฬขึ้นบิน

“หนีขึ้นไปบนฟ้าซะแล้ว จะทอดทิ้งมนุษย์พวกนี้หรือ” ราชาปีศาจเงยหน้าขึ้นมองผมและผายมือไปรอบๆ “เช่นนั้น พวกเจ้าก็เป็นวิญญูชนจอมปลอมอย่างที่ข้ารับใช้ของเรากล่าวไว้จริงๆ”

ผมกัดริมฝีปากจนห้อเลือด ความรู้สึกตีกันรวนจนสับสนไปหมด

TStream ไม่ต้องลงมา! เอาสลักไป เอ้า รับ!” เสียงผู้เล่นผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยเสียงเฉียบขาด วินาทีต่อมาสลักโลหะในมือของเธอก็ลอยเข้ามาในมือผม “คุณเก็บสลักทั้งหมดไว้แล้วทำเหมือนเดิมก็พอ ด้านล่างนี่พวกเราจะหาทางทำอะไรสักอย่างเอง”

“ทำอะไรล่ะ เราก็บอกไปแล้วไงว่าไม่มีใครแย่ง สิ่งนี้ ไปได้หรอก” เมษใช้นิ้วชี้เกี่ยวสร้อยคอที่ห้อยสลักโลหะขึ้นมาด้วยท่าทางกวนตีน บัดซบ ผมก็ว่าอยู่แล้วว่าสลักนั่นมันแปลกๆ ตอนนั้นนึกไม่ออกว่าแปลกตรงไหน แต่ตอนนี้นึกออกแล้ว ก็มันเป็นชิ้นที่ไม่มีผู้เล่นคนไหนมีน่ะสิ!!

“ไม่มีปัญหา เราก็แค่ต้องกำจัดพวกเจ้าให้หมด เขาไม่มีทางเลือก ก็ต้องลงมาเองแหละนะ”

“ไม่แน่หรอก” ผู้เล่นคนนั้น...ต้นอ้อต้านลม เธอกำลังยิ้มอยู่ ยิ้มเพราะสถานการณ์ตอนนี้มันท้าทายสุดๆ ไปเลย แต่ถ้าไม่มีเรื่องแดนสรวงให้สติแตกผมก็จะเป็นเหมือนเธอนั่นแหละ

ต้นอ้อต้านลมใช้กระบี่เป็นอาวุธพื้นฐาน แต่หลังจากที่เธอนำผู้เล่นที่เหลือปะทะกับราชาปีศาจอย่างดุเดือดผมก็สังเกตเห็นว่าเธอมีทั้งมีดสั้น ปืน เข็มอาบยาพิษ และดาบ เรียกว่าเป็นคลังอาวุธเดินได้เลยดีกว่า



ผมปายันต์จนหมดคลังไม่เหลือให้ปา เลือดราชาปีศาจลดไปครึ่งหลอด ผู้เล่นตายไปอีกครึ่งหนึ่ง ตอนนี้เหลือแค่ผม ต้นอ้อต้านลม หลีกเร้นแสงตะวันและ gaxX เท่านั้นแถมสภาพก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าศัตรูเลย เมษยังมีรอยยิ้มประดับมุมปากอยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วให้ผมเหมือนจะถามว่า เอาไงต่อดีน้า

ผมหรี่ตา ร่อนลงบนพื้นและหุบปีก ไม่มีใครคัดค้านการกระทำนี้เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าแค่สามคนสู้ไม่ไหวแน่นอน

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีสถานการณ์ที่ต้องมาซัดกับศัตรูที่เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ก็เลยไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเลย แต่เพราะเรื่องแดนสรวง ผมร้อนใจอยากเจอเขาจริงๆ ก็เลยจริงจังกับการต่อสู้มากจนภาพตัด...รู้ตัวอีกทีคือเลือดผมกับเมษเหลือน้อยกันทั้งคู่แล้ว

มียันต์ที่แรงกว่ายันต์ระเบิดนะ

จู่ๆ คำพูดของร่างเงาวันนั้นก็วาบเข้ามาในหัว ผมสบตากับเมษในระยะห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัด จับคอเสื้อของเขาไว้ให้มั่น ฟาดกระดาษยันต์เปล่าๆ ลงไปบนตัวเขา...

คมดาบสีดำแทงทะลุตัวผม เลือดทะลักออกมา ผมใช้มันสะบัดเขียนบนกระดาษยันต์แผ่นนั้น ผมเริ่มเจ็บ เจ็บจริงๆ เลือดบนกระดาษยันต์ส่องแสงวาบ ผมไม่ได้เรียนภาษาจีน ที่เขียนยันต์ได้ก็ครูพักลักจำมาเท่านั้นเอง แต่ดูเหมือนครั้งนี้ที่ผมเขียนคันจิญี่ปุ่นไป มันก็ใช้แทนกันได้อยู่นะ...

พลังงานมากมายมหาศาลปะทะทั้งผมและราชาปีศาจ ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิด ผมคล้ายว่าเห็นหลอดเลือดของเมษกลายเป็นสีเทา...





When the night is done, you'll vanish in the sun

Will I hold you when the night is over?

เพลงแนวหม่นๆ เหมือนควันบุหรี่นี่ชอบนักล่ะ...

https://youtu.be/juKGjUGPyHs



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 00:12
    โอ้ยย นึกภาพตามแล้วมันดีจังกับสรวงบทตัวร้ายดูฮอตๆ
    #44
    0