แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 24 : Level 21

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    31 ต.ค. 62

“โห ธาร ยังไม่ถึงเวลาเข้างานเลย อะไรมันจะขนาดนี้วะ”

คะนิ้งเอ่ยทักเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของผม เพื่อนยิ้มแห้งเมื่อเห็นผมกำลังพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง

“นี่ไม่ใช่งานบริษัท” ผมตอบโดยที่ยังไม่ละสายตาจากหน้าจอ

“แกรับงานเพิ่มเหรอ”

“เออ”

“ทำไมล่ะ สรวงกินเยอะจนเลี้ยงไม่ไหวรึไง”

ผมส่ายหัว ชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือและเร่งสปีดงานขึ้นอีก อีกห้านาทีจะถึงเวลาเข้างาน ผมเปิดอีเมล พิมพ์หาชื่อลูกค้า ส่งงานพร้อมกับแนบข้อความอธิบายไปสามสี่บรรทัด ส่งอีเมล และเปลี่ยนสภาพตัวเองเป็นของเหลวเลื้อยอยู่บนเก้าอี้

คะนิ้งเอาสองมือจับบ่าผม เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังมากๆ “...ธาร แกมีปัญหาเรื่องเงินเหรอ บอกฉันได้นะ แกอย่าฝืน ถ้าฉันช่วยได้ฉันจะช่วย”

“เปล่า คือฉันกับสรวงท้าแข่งกันหาเงิน” ผมอธิบาย “ช่วงนี้สรวงมันไม่ค่อยว่าง ก็เลยต้องกอบโกย”

เพื่อนปล่อยมือพลางส่ายหัวให้กับความอยากเอาชนะแบบเด็กๆ ของผม “ช่วงนี้สรวงเป็นไง”

“ก็ยุ่งๆ อ่ะ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันก็ตุลาแล้ว บริษัทมันมีอีเวนต์ใหญ่รับเด็กปิดเทอม ไรงี้”

คะนิ้งดีดนิ้ว “อ๋อ เกมเจี้ยนใช่ป่ะ เห็นสรวงแชร์ประกาศเกมมาในเฟสอยู่”

“สรวงมันจะเล่นเป็นตัวร้าย”

“สรวงเนี่ยนะ ได้เหรอวะ”

ผมพยักหน้า นึกถึงแววตาคมปลาบของแดนสรวงในวันนั้น สีหน้าท่าทางของเขาเหมือนพร้อมจะกดหัวคนทั้งโลกไม่เว้นแม้แต่ผม รอยยิ้มหวานจ๋อยนั่นก็ดูโหดเหี้ยมไม่หยอกเลย “ได้ ฉันว่าได้มากๆ นิ้ง แกไม่เคยเห็นด้านมืดแดนสรวง แต่จะได้เห็นก็ตอนอีเวนต์นี้เนี่ยแหละ”

“ฉันไม่เล่นเกมมั้ยวะ” เพื่อนส่ายหน้า นี่ไง สิ่งที่เจ้าชายคะนิ้งทำไม่ได้ ยัยนี่เล่นเกมไม่เก่งครับ ต้องเรียกว่าห่วยบรมเชียวล่ะ เธอเพิ่งบอกผมไม่นานมานี้เองว่าตอนเด็กๆ พี่ชายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านก็ค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร ก็เลยไม่ได้เล่นเกม พอไม่คุ้นเคยก็เลยไม่เก่ง ไม่เก่งก็เลย “...ไม่ชอบ”

“มันมีถ่ายทอดสดทางยูทูป” ผมว่า และคว้าโทรศัพท์มาเปิดช่องให้เพื่อนดู “จะบอกว่าถ่ายมุมกล้องอย่างโหด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำได้ไง”

“เทคโนโลยีสมัยนี้ไปไกลจัง” คะนิ้งเปรยเบาๆ “บางทีก็รู้สึกว่าตามไม่ทันแล้ว”

“ตามไม่ทันก็ไม่ต้องตาม” ผมยักไหล่ “แกอาจไม่ได้สนใจให้ค่ากับมันพอที่จะตาม ก็ไม่เห็นเป็นไร ไปตามเรื่องที่แกให้คุณค่ากับมันดิ”

โลกนี้กลายเป็นนิชมาร์เก็ตไปเสียมาก คนชอบหนังสือขลุกอยู่ในวงที่ตัวเองชอบ คนชอบรถก็ขลุกอยู่แต่รถ คนชอบเกมก็ขลุกอยู่ในวงเกม มันไม่ค่อยจะมีกระแสแมสๆ ที่ทุกคนในสังคมต้องสนใจในทางเดียวกันแล้ว กลายเป็นว่าผู้คนจะรวมกันเป็นกลุ่มเล็ก สนใจเรื่องเฉพาะอย่าง มีความต้องการและความชื่นชอบที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น พวกเรามีตัวเลือกมากขึ้นจนไม่รู้จะเลือกอะไรดี

เพื่อนของผมยักไหล่ คะนิ้งชอบทำท่าทางเหมือนทุกอย่างโอเค ทั้งที่จริงแล้วข้างในอาจจะไม่โอเค ผมรู้เพราะพวกเราเป็นคนนิสัยคล้ายกัน และเพราะเราคล้ายกันผมจึงเข้าใจว่าเพื่อนจะไม่บอกอะไรผมหรอก ไม่ว่าผมจะง้างปากยังไงก็ตาม พวกเราเป็นเหมือนเด็กดื้อที่พอป่วยแล้วก็จะไม่ไปหาหมอ จนอาการหนักจริงๆ ถึงได้เดือดร้อนคนรอบข้างให้พาไปส่งโรงพยาบาล

“ฉันไปทำงานละ บายจ้า” แต่จากอาการแบบนี้น่าจะโอเคจริงๆ ล่ะมั้งนะ...

 

 

 

ผมจ้วงตักข้าวจากกล่องเก็บความร้อนที่แดนสรวงซื้อให้ไว้ใส่อาหารเวลาผมจะเอาไปกินข้างนอก แฟนผมทำอาหารเก่ง ผมก็เลยกลายเป็นคนมาตรฐานสูงไปเลยเวลากินข้าว หลังๆ มานี้ก็เลยอ้อนขอให้เขาทำทั้งข้าวเช้า ข้าวเที่ยง และข้าวเย็นให้กิน

...แต่ข้าวเย็นก็ไม่บ่อยนักหรอก เพราะผมกลัวแดนสรวงจะเหนื่อย ก็เลยใช้วิธีซื้อกลับไปกินด้วยกันบ้าง กินข้างนอกบ้างสลับกันไป

“อิจฉาโว้ย” คะนิ้งพูดและมองข้าวกล่องผมตาละห้อย ผมเลยรีบเกทับด้วยการจิ้มหมูทอดใส่ปากตัวเองด้วยสีหน้าสุขใจ

“ธารแกพอเถอะ ฉันปวดใจจริงๆ นะ” เพื่อนเอามือกุมอกตัวเอง สีหน้าเจ็บปวดจนเกินจริงไปไกล โอเค เลิกเล่นก็ได้

นั่งกินข้าวกันเงียบๆ ไปสักพัก คะนิ้งก็ถามขึ้นมาอีก “...แกมีความสุขดีใช่มั้ยธาร”

ผมเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน และก็พยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบเพราะในปากมีหมูทอดอีกชิ้น คะนิ้งหัวเราะเหมือนโล่งใจ เอื้อมมือข้ามโต๊ะมาขยี้หัวผมเล่น

“เออ ดีแล้ว”

 

 

 

...

ผมเคยนึกสงสัยว่าอีเวนต์เกมครั้งนี้จะจัดยังไงให้รองรับผู้เล่นจำนวนมหาศาลของเซิร์ฟไทยได้ เย็นนี้ที่ผมกลับมาถึงคอนโด แดนสรวงก็กระโดดเหยงๆ มาหาผมถึงหน้าประตู

“สรุปนายจะเล่นหรือไม่เล่น”

เขาเขย่าแขนผมรัวๆ เหมือนตื่นเต้นอะไรสักอย่าง พอผมพยักหน้าแดนสรวงก็ฉุดลากผมไปที่โซฟาและกดให้ผมนั่งลงทันที บนโต๊ะรับแขกมีแล็ปท็อปของเขาเปิดอยู่ ตัวเลขบนหน้าจอกำลังนับถอยหลัง กรอบเล็กๆ ข้างล่างเขียนว่า [ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนตอน 19:00 น.]

แดนสรวงยื่นกระดาษให้ผมแผ่นหนึ่ง “เขียนชื่อไอดีธารกับรหัสผ่านมา เร็ว!

“เอ่อ อะไร...”

“ลงทะเบียนเล่นอีเวนต์ รับไม่กี่ร้อยคนเอง” เขาพูดเสียงเครียด ดึงโทรศัพท์มาเปิดหน้าเว็บเดียวกันไว้ด้วย

“ตั้งหลายร้อยคน...” ผมพยายามปลอบให้เขาใจเย็นลง แต่กระต่ายป่าหันมาถลึงตาให้ผมอย่างดุร้าย

“ธารรู้มั้ยว่ามีคนเล่นเกมเจี้ยนกี่คน เอาแค่ในประเทศไทย ไม่นับประเทศเพื่อนบ้านที่เล่นเซิร์ฟไทย”

ผมส่ายหัวด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“เป็นแสนๆ” แดนสรวงว่าพลางรับกระดาษที่มีชื่อไอดีและรหัสผ่านไปจากผม “ซักห้าหกแสนมั้ง รับแค่สามร้อยเอง”

นาฬิกาปลุกบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง แดนสรวงกระแทกปุ่มรีเฟรชทันที!

“เชี่ยเอ๊ย เว็บล่ม” ผมสะดุ้งเมื่อแดนสรวงสบทคำหยาบ ถึงเขาจะพูดแค่เบาๆ ก็ยังน่าตกใจอยู่ดี ตลอดสิบกว่าปีที่รู้จักกันมา แดนสรวงไม่เคยพูดคำหยาบเลย เขาใจเย็นมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาพร้อมจะกินแล็ปท็อปเข้าไปแล้ว

แดนสรวงจิ้มปุ่มรีเฟรชบนหน้าจออีกครั้ง และทำแบบเดียวกันกับโทรศัพท์ เขาเคาะนิ้วชี้ลงบนแล็ปท็อปเบาๆ ราวกับจะกดดันให้มันไปพาหน้าเว็บลงทะเบียนกลับมาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ และเดี๋ยวนี้เลย

พอหน้าเว็บนั่นกลับมาแดนสรวงก็เริ่มดำเนินการทันที เขาพิมพ์ชื่อไอดีและรหัสของผมเร็วมาก พิมพ์รายละเอียดอาชีพของผม กดยืนยัน หน้าเว็บโหลดอยู่ประมาณสามวินาทีก็แสดงข้อความขึ้นว่า [ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว]

...ซึ่งทั้งหมดนั่น รวมเวลาที่เว็บล่มด้วยแล้ว แดนสรวงใช้เวลาไปแค่หนึ่งนาทีนิดๆ เท่านั้น...

เขาถอนหายใจและลูบแล็ปท็อปสีขาวของตัวเองเบาๆ เหมือนจะชมว่า ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ และก็ค่อยหันมาหาผมเหมือนนึกขึ้นได้ “เย็นนี้กินอะไรกันดี”

ผมยักไหล่ วันนี้แดนสรวงบอกให้ผมรีบกลับเร็ว ก็เลยไม่ได้ซื้อข้าวเข้ามาด้วยเลย

“พิซซ่า” กระต่ายป่าของผมออกความเห็น พอผมพยักหน้าเขาก็เปิดเว็บสีเขียวขึ้นมาสั่ง

“เดี๋ยว!” ผมร้องเสียงเฉียบขาด คว้ามือที่กำลังจิ้มเลือกฮาวาเอี้ยนใส่ตะกร้าของเขาแน่น “สับปะรดมันไม่ควรอยู่บนพิซซ่า”

“สับปะรดควรอยู่บนพิซซ่า!

“มันกินไม่ได้สักหน่อย! It’s gross, you know?

“ฉันจะกิน! ธารไม่กินก็สั่งอย่างอื่นสิ”

“นายกำลังย่ำยีศักดิ์ศรีของชาวอิตาลีอยู่นะสรวง” โอเค เราต้องมาทะเลาะกันด้วยเรื่องงี่เง่าแบบนี้งั้นเหรอเนี่ย “พิซซ่าแท้ๆ จะมีแค่แป้ง ซอสมะเขือเทศ ชีส อีกอย่างผลไม้มันของหวาน เอามาใส่กินกับของคาวได้ที่ไหน”

แดนสรวงหรี่ตามองผม “แมทก็พูดแบบนี้”

“เห็นไหม คนทั้งโลกก็รู้ว่ามันกินไม่ได้กันทั้งนั้น ที่เดียวที่มันควรจะอยู่คือถังขยะ”

แดนสรวงมองผมนิ่งๆ แล้วจู่ๆ เขาก็ลุกพรึ่บก่อนจะเดินหนีไปที่ครัว ผมได้ยินเสียงเขาลากเอาหม้อไหกะละมังออกมาเหมือนจะทำกับข้าวกินเอง

“เฮ้ย สรวง...”

“ธารอยากกินอะไรก็หากินเองละกัน ฉันก็จะหากินเองเหมือนกัน”

ฉิบหายแล้ว ผมกลืนน้ำลาย ลุกจากโซฟาเดินเตาะแตะไปหาเขา “นายโกรธจริงดิ”

แดนสรวงหันไปเปิดกาต้มน้ำ เดินผ่านผมไปหยิบผักและเนื้อหมูจากตู้เย็นและเริ่มสับมันเป็นชิ้นเล็กๆ ผมสะกิดบ่าเขา แดนสรวงเหลือบมองนิดๆ ด้วยสายตาเย็นชาแล้วหันกลับไปโฟกัสกับการทำอาหารต่อ

“...สับปะรดมันไม่ควรอยู่บนพิซซ่าจริงๆ นะ...”

เขาเมินคำพูดผมไปเลยเหมือนไม่ได้ยิน หลังจากหั่นผักเสร็จเขาก็เอามันใส่ชามเล็กไว้ แล้วเริ่มหั่นแครอทต่อ ผมมีความเชื่ออย่างแรงกล้าจริงๆ นะ เรื่องสับปะรดบนพิซซ่าเนี่ย มันไม่ควรอยู่บนพิซซ่าจริงๆ นะ

“สรวง...”

“มันควรอยู่ในถังขยะใช่มั้ย” เสียงเขาเรียบและกดหนักจนผมตัวหดเหลือสองนิ้ว “ฉันก็กินของฉันแบบนี้มาหลายปีแล้วนะ ก็ไม่เห็นมันจะอ้วกหรืออะไร งั้นแบบนี้ฉันก็เป็นถังขยะสิ”

“...ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” ผมอ้อมแอ้มตอบ “นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

แดนสรวงโกยแครอทที่ถูกหั่นเป็นลูกเต๋าใส่ชามเล็ก น้ำเดือดแล้ว เขาเทมันใส่ถ้วยที่มีมาม่าแห้งนอนรออยู่และใช้จานอีกใบปิดด้านบน

“...ไม่อยากกินพิซซ่าแล้วเหรอ”

“ไม่อยากกลายเป็นถังขยะน่ะ”

“สรวง”

แล้วเจ้าของชื่อก็หันมาหาผม แดนสรวงพิงสะโพกกับเคาน์เตอร์ สองมือกอดอก คิ้วขมวดแน่น เขาดูดุมากจริงๆ คราวนี้ “นายรู้ตัวมั้ยว่ากำลังทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ด้วยการเหยียดความชอบของคนอื่นเขา”

ผมตีหน้าจ๋อย เอาจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องตีหน้าเพราะผมจ๋อยจริงๆ แล้ว หน้าเจื่อนมากตอนนี้

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวนายไม่ดีหรือฉันเกลียดนาย มันไม่ใช่อย่างนั้น” สีหน้าผมกำลังจะดีขึ้นนิดนึง แต่แล้วแดนสรวงก็ขยี้ความหวังผมเสียดับสนิท “แต่พฤติกรรมแบบนี้ไม่น่ารัก”

ฉันก็ไม่ได้อยากให้ใครชมว่าน่ารักอยู่แล้วเปล่าวะ ผมกัดริมฝีปาก ขัดใจตัวเองที่ยอมให้เขาดุเป็นเด็กสามขวบแบบนี้

“นายไม่ชอบ นายก็อยู่เฉยๆ ก็ได้ เราแบ่งกันสั่งครึ่งถาดก็ได้ แต่การที่นายมาพูดๆๆๆ เหยียดแบบนั้นมัน...” แดนสรวงมองผม เขาเม้มปากแน่นเหมือนลังเลใจที่จะพูด “...นั่นแหละ เอาเป็นว่าพฤติกรรมแบบนั้นไม่โอเค”

มันไร้มารยาท ผมแน่ใจว่าเขาต้องอยากพูดคำนี้แน่ แต่เพราะเขาคือแดนสรวง ดังนั้นเขาจะไม่พูดมันออกมาทั้งต่อหน้าและลับหลังผม

“ขอโทษครับ” ผมว่าพลางค่อยๆ ดึงมือเขา “หายโกรธเนอะ กินพิซซ่ากันเนอะ”

“พิซซ่าอะไรอีก” กระต่ายป่าของผมพูดเสียงขุ่น “ฉันทำข้าวเย็นแล้ว หิวแล้ว ไม่รอพิซซ่ากับนายแล้ว”

“โอเคๆๆๆ ค่อยกินพิซซ่าพรุ่งนี้ก็ได้ แบ่งกันครึ่งถาดเนอะ วันนี้กินข้าวฝีมือสรวงดีกว่า” ผมขยับเข้าไปกอดเขา ลูบหลังให้เขาใจเย็นลง แดนสรวงถอนหายใจและหัวเราะออกมาเบาๆ

“...พูดง่ายจัง ไม่เหมือนพวกที่นู่นเลย”

“ที่นู่น?”

“อเมริกา” เขาพูดและดันผมออกไป แดนสรวงเทน้ำออกจากชามเส้นมาม่า ตั้งกระทะรอไว้และเริ่มหั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็กๆ ผมมองเขาเอากระเทียมลงไปเจียว ตามด้วยเอาเนื้อหมูลงไปผัด สะดุ้งนิดๆ ตอนน้ำมันกระเด็นมาโดนมือ ผมเห็นแดนสรวงก็โดนน้ำมันกระเด็นใส่เหมือนกันแต่เขาไม่ตกใจเลย คงจะชินแล้ว

...เท่ว่ะ

อยู่ดีๆ ผมก็คิดแบบนั้นขึ้นมา รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กกะโปโลที่ทำอะไรแทบไม่เป็นสักอย่างต้องให้แดนสรวงดูแล สกิลในการใช้ชีวิตของผมต่ำเตี้ยมากเมื่อเทียบกับเขา

“อยู่กับฉันนี่ เหนื่อยมั้ย” ผมเขยิบตัวถอยออกมาจากเขาจะได้ไม่เกะกะ

แดนสรวงชำเลืองมาทางผมแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปเทแครอทที่หั่นเป็นชิ้นบางลงไปผัดกับเนื้อหมู “ถามอะไรแบบนั้น”

“เหมือนนายให้อยู่ฝ่ายเดียว” ผมใช้สองมือค้ำกับขอบเคาน์เตอร์ ยืดตัวขึ้นไปนั่งด้านบนเหมือนแมวที่ชอบอยู่บนที่สูง “ฉันดูแลคนอื่นไม่เป็น สรวงเหนื่อยมั้ยที่ต้องคอยดูแลทั้งฉันทั้งตัวเองแบบนี้”

แดนสรวงเอียงคอ เขาลังเลระหว่างเอามาม่าลงไปผัดก่อน หรือเอาผักกาดขาวลงไปผัดก่อนดี สุดท้ายเขาก็เลือกผักกาดขาว “ก็เหมือนตอนอยู่ที่อเมริกาแหละ ฉันตื่นเช้ามาทำกับข้าว ห่อไปกินตอนกลางวัน ตอนเย็นซื้อข้างนอกหรือไม่ก็กลับมาทำอะไรง่ายๆ กิน หรือถ้าเหนื่อยมากๆ ก็นอนไปเลยไม่กินข้าวเย็น พอวันหยุดก็เก็บกวาดห้อง ซักเสื้อผ้า ทำทุกอย่างเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ถัดไป...ถามว่าเหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อยนะ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ”

ผมเตะขาเล่น เงียบ ไม่ได้ตอบอะไร แดนสรวงเทมาม่าลงไปผัดด้วยเป็นอย่างสุดท้าย มีเสียงดัง ฉ่า เบาๆ และกลิ่นหอมก็เริ่มลอยฟุ้งในอากาศ

“ฉันก็เหนื่อยนั่นแหละ” เขาพูดโดยที่ไม่ได้หันมามองผม “แต่ไม่ได้เหนื่อยเพราะธาร”

“ฉันพอจะช่วยอะไรนายได้บ้างไหม” ผมขยับไปยืนข้างหลังเขา ไม่ไกลมาก แต่ก็ไม่ใกล้พอจะเกะกะ

“นายก็ช่วยอยู่แล้วนี่ ล้างจาน ขนผ้าลงไปซัก ช่วยตากผ้า ช่วยไปถือของ กวาดบ้านก็ได้ ถูพื้นก็ได้...” แดนสรวงปิดไฟบนเตา ตักผัดมาม่าหอมฉุยใส่จานสองใบและหันมาหาผม “ไม่ต้องคิดมากหรอก มันก็เหนื่อยพอๆ กันนั่นแหละครับ”

“อืม” ผมรับจานสองใบมาจากมือเขา ก่อนจะชะโงกตัวเข้าไปจูบปากแดนสรวงเร็วๆ แล้วผละออก เขาตกใจ หน้าแดงนิดหน่อยและยิ้มเขินๆ

...น่ารัก

ผมหยิบช้อนส้อมและเอาจานไปวางที่ห้องนั่งเล่นแทน สักพักแดนสรวงก็เดินตามมาพร้อมกับน้ำเปล่าสองแก้ว

“อ้าว” เขาพูดงงๆ

ผมตบเบาะโซฟาข้างตัว ชูมือถือที่เข้าแอป Netflix แทนคำตอบ “ดูหนังกัน เรื่องอะไรดี”

“ไม่รู้สิ มีอะไรให้ดูบ้างล่ะ” แดนสรวงเดินมานั่งข้างๆ ผม คว้าจานข้าวตัวเองและเริ่มโซ้ยมาม่าผัดกินอย่างคนหิวเต็มที

“งั้นดูอนิเมะดีกว่า เย้” ผมร้อง จิ้มเลือกอนิเมะโชโจตลกๆ ขึ้นมาฉายทางหน้าจอทีวี เป็นเรื่องของสาวน้อยวัยมัธยมที่ไปปิ๊งกับนักเขียนการ์ตูนโชโจ ทั้งที่สารภาพรักไปแล้วแต่กลับกลายมาเป็นผู้ช่วยถมดำการ์ตูนช่องไปซะได้ แดนสรวงบ่นว่าอ่านคำแปลด้านล่างไม่ทันแต่ก็เห็นหัวเราะทุกตอน

...จริงๆ แล้วผมเล็งอนิเมะเลือดสาดไว้อีกเรื่อง แต่ไม่เป็นไร ผมเก็บไว้ดูคนเดียวดีกว่า แดนสรวงขวัญอ่อนจะตาย

“อ้าว ทำไมพระเอกให้ลายเซนต์น้องแทนล่ะ มาสารภาพรักไม่ใช่เหรอ”

“นางเอกมันพูดว่า ฉันเป็นแฟนคลับค่ะ พระเอกเลยเข้าใจว่า อ๋อ แฟนคลับมังงะที่มันเขียนสินะ ไรงี้” ผมอธิบายและแดนสรวงก็หัวเราะ

...ไม่เคยคิดมาก่อนเลยแฮะว่าโตป่านนี้แล้วยังจะมีคนที่ดูอนิเมะแล้วหัวเราะไปกับผมได้อีก จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นสื่อชนิดหนึ่งเหมือนกับละคร หนัง ซีรี่ส์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่านิยมที่คนส่วนใหญ่มอง ชอบคิดว่าการ์ตูนมันเป็นเรื่องไร้สาระ และคนที่ดูการ์ตูน(หรืออนิเมะ)เป็นเด็กไม่รู้จักโต แต่ผมขอเถียงสุดใจยิ่งกว่าเรื่องสัปปะรดบนพิซซ่าอีกนะ ว่าการ์ตูนนี่มันก็มีสาระพอๆ กับละครหลังข่าวและซีรี่ส์ที่พวกคุณดูนั่นแหละ

“ผู้หญิงคนนั้นเหมือนคะนิ้งเลย” แดนสรวงสะกิดให้ผมดูตัวละครในเพลงเปิดที่โผล่มาแค่ไม่กี่วิแล้วก็ไป แต่บรรยากาศรอบตัวเหมือนจริงๆ ผมกับเขามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะออกมา

“ธารแปลเพลงออกมั้ย” ผมเงี่ยหูฟัง พยักหน้า และเริ่มทำหน้าที่เป็นกูเกิ้ลทรานสเลทถูกๆ ผิดๆ เพราะไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว มันก็มีหลงลืมไปบ้างล่ะน่า

 

“...ในหัวมันมีแต่ทุ่งดอกไม้ โชโจมังงะ หรืออะไรทำนองนั้น

โอ๊ย ทำยังไงดีล่ะเนี่ย

ใช่ อยากเจอเธอตอนนี้เลย

อยากเจอเธอและทำให้แน่ใจ

เรื่องเกี่ยวกับโลกใบนี้ ความหมายของคำว่ารัก และก็ความสุขน่ะ...”

 

ผมเริ่มรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนๆ ยังไงชอบกลก็เลยเลือกหันกลับไปมองจอทีวีแทน มันจะตรงขนาดนี้ไม่ได้เปล่าวะ ให้ตายสิ

 

“...อยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้

ถึงจะไม่มีบทพูดแบบนั้นให้ก็เถอะ

แต่ต่อให้มาดดีแค่ไหน ถ้าไม่เริ่มสักทีมันก็ไม่สำคัญไม่ใช่รึไง

ถ้าไม่ใช่เธอ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนทั้งนั้นแหละ”

 

ท่อนสุดท้ายของเพลงเล่นซ้ำ ผมเบนสายตากลับไปหาแดนสรวง “ถ้าไม่ใช่นาย ก็ไม่ใช่ใครทั้งนั้น”

แต่ก็เขินกันได้ไม่นานหรอกครับเพราะการ์ตูนตลกมาก ตลกได้โล่เลยเถอะ แดนสรวงยิ่งเป็นพวกเส้นตื้นอยู่แล้วด้วย หัวเราะจนจะหายใจไม่ทันอยู่แล้วมั้ง

“วันนี้ไม่รีบไปเข้าเกมรึไง”

“ม่าย” เขาคว้าเอาตุ๊กตากระต่ายที่นอนอยู่บนโซฟาขึ้นมากอดแล้วฟัดหน้าลงไปบนหูนิ่มๆ ของมันอย่างอารมณ์ดี พูดเสียงอู้อี้ว่า “อาทิตย์นี้ใครเขามีอารมณ์เล่นเกมล่ะ รีบลงทะเบียนอีเวนต์กันน่ะสิ”

พอเขาพูดแบบนั้นเราก็เลยดูการ์ตูนกันต่อ เผลอลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืนด้วยคำว่า “อีกแค่ตอนเดียวน่า”

ผมกับแดนสรวงมองตากันปริบๆ เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะอาบน้ำก่อน

“สรวงอาบก่อนละกัน นอนดึกไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”

แดนสรวงเลิกคิ้ว ชี้เข้าหาตัวเอง “ฉันเนี่ยนะนอนดึกไม่ได้”

“ก็นายบอกเองว่านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม”

แดนสรวงทำหน้างงๆ อยู่สักพักแล้วก็หัวเราะออกมา “ฉันนอนตั้งแต่สี่ทุ่มไม่ให้สุขภาพแย่ต่างหาก แต่นอนดึกได้นะ ลากยาวถึงเช้าก็เคยมาแล้ว”

“หา”

เสรีภาพจงเจริญ” แดนสรวงว่าพลางดันหลังผมไปทางห้องน้ำ ผมจับความรู้สึกแปลกๆ ในคำนั้นได้ “เชิญสุภาพบุรุษก่อนเลย ผมยังมีเวลานอนระหว่างวันอีกเยอะ”

“สรุปว่านายไปทำอะไรบ้างน่ะ ที่อเมริกา” ผมถามแต่แดนสรวงส่ายหัว

“ก็ทำงานหาเงิน โดดเรียนนิดๆ หน่อยๆ อ่านหนังสือจนเช้า ปาร์ตี้ฉลองสอบเสร็จจนตีสอง ทำนองนี้”

“ขอละเอียดๆ ไม่ได้เรอะ”

แดนสรวงวางผ้าเช็ดตัวแหมะบนหัวผมและยิ้มหวาน “คืนนี้ดึกแล้ว ไว้ถ้านายอยากรู้ ฉันจะเล่าให้ฟังพรุ่งนี้นะ”









เมื่อวานเปิดเทอม ตอนเอาพล็อตนิยายอีกเรื่องให้เพื่อนอ่าน เผลอเรียกเพื่อนว่า 'สรวง' ด้วย 55555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 23:59
    เมะเรืีองที่ทั้งคู่ดูนี่แบบว่าคุ้นๆเลยนะคะะ5555 โอ้ยแต่ตอนนี้ธารจ๋อยได้เลย พิซซ่าที่มีสัปะรดก็อร่อยอยู่นะ!!
    #43
    0