แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 23 : Level 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    27 ต.ค. 62

เราพบกัน เพื่อจากกันไป

และพบกันอีกครั้ง เพื่อจากกันไปอีกครา

 

ผมตั้งใจว่าจะแยกกับเขมเมื่อมาถึงห้าง เพื่อนบ่นว่าตอนแรกตั้งใจจะลากผมไปกินข้าวด้วย แต่เห็นทีวันนี้คงต้องกินข้าวคนเดียวซะแล้ว ผมมองเขาหันไปหันมาก็พอจะเดาได้อยู่หรอกว่าหมอนี่ไม่ได้มีแพลนจะมากินข้าวที่นี่ตั้งแต่แรก

“งั้นกูไปนะ” ผมพูดแต่ได้ยินเสียงเรียกชื่อดังขึ้นมาซะก่อน เมื่อหันไปมองก็เห็นมิ้นท์กำลังเดินมาทางนี้ เธอชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นเขม

“ธารมากับเพื่อนเหรอ”

“ทำนองนั้น” ผมว่าพลางปัดมือไอ้เขมที่สะกิดยิกๆ ออกจากบ่า มิ้นท์ยังแต่งตัวเก่งเหมือนเดิม เธอใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำทะเลหวานๆ และกระโปรงสไตล์วินเทจพื้นดำปักลายดอกไม้... อย่าถามเลยว่าทำไมผมรู้จักเสื้อผ้าผู้หญิง คนตรงหน้านี่แหละที่พล่ามเรื่องแฟชั่นใส่กะโหลกหนาๆ ของผมตอนมหาลัย ผมก็มองไม่ค่อยออกหรอกว่าแบบไหนสวย เวลาเธอถามผมก็จะมีคำตอบประมาณ “อืม ดีแล้ว” หรือ “โอเค สวยแล้ว” แบบนี้ตลอด

“ผมชื่อเขมครับ เขมกร เป็นเพื่อนธาร” เขมตบบ่าผมดังป้าบ “แล้วคุณ..?”

“มิ้นท์ค่ะ” เธอตอบแค่นั้นแล้วก็ยิ้ม ไม่พูดต่อว่าที่ยืนอยู่ตอนนี้อยู่ในสถานะแฟนเก่าหรืออะไร

เขมยังบีบบ่าผมอยู่ อะไร จะไปกินข้าวด้วยงั้นเหรอ ผมขมวดคิ้วมองหน้ามัน แต่เพื่อนส่งสายตาดุๆ ตอบกลับมา

“เราไปกินข้าวกันก่อนดีมั้ย” เอ้า ชวนก็ได้วะ ผมชี้มือไปที่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ชั้นบน “ร้านอาหารญี่ปุ่นตรงนั้นเป็นไง”

“โอเค ได้ ไปกันๆ” เขมว่าพลางลากแขนผมขึ้นบันไดเลื่อน เดินเร็วจนผมต้องสะกิดให้มันช้าลง

“มิ้นท์ตามไม่ทันมั้ยมึง”

ไอ้เขมเดาะลิ้น ท่าทางเหมือนเด็กโดนขัดใจแต่ก็ยอมปล่อยผม เพื่อนหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ยิกๆ แทน โทรศัพท์ผมสั่นฟ้องว่ามีคนส่งข้อความมาหา

“มึงจะพิมพ์ทำไมวะ อยู่กันแค่นี้” ผมว่า แต่ก็เปิดอ่าน

 

เชี่ยธาร มึงนอกใจแฟนเหรอ

 

“อะไรของมึง” ผมเงยหน้ามองเจ้าของข้อความอย่างไม่เข้าใจ แต่เขมทำหน้าเครียดมาก ไม่น่าใช่การพูดเล่น ผมเลยพิมพ์ตอบมันกลับไป

 

ไม่มีวัน

แล้วสถานการณ์ตอนนี้คืออะไรวะ

กูบอกมึงแล้วว่าเหมือนมึง และกูบอกแฟนแล้วว่าจะมา และกูไม่ได้ชอบเขา มึงช่วยบอกทีซิว่ากูนอกใจตรงไหน

 

เขมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ ท่าทางโล่งใจ “ต้องอย่างนี้สิเพื่อนกู”

ผมส่ายหัวหน่ายๆ ให้มันและจัดการเดินนำทั้งสองคนเข้าร้านไป

 

 

 

พวกเราแยกกับเขมหลังกินข้าวเสร็จ มหาลัยอยู่ใกล้ห้างมาก แค่เดินข้ามทางม้าลายก็ถึงแล้ว ผมกับมิ้นท์เดินไปด้วยกันบนทางเดินที่เต็มไปด้วยเศษใบของต้นจามจุรี เดินไปเรื่อยๆ ในความเงียบจนถึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ แล้วจู่ๆ คนข้างตัวผมก็หยุดเดิน

“ร้อนเนอะ” เธอพูด

ผมพยักหน้า “เมื่อก่อนไม่ร้อนขนาดนี้”

มิ้นท์นั่งลงบนม้านั่งไม้สีเข้ม ดวงตากลมโตมองไปรอบๆ ในขณะที่ผมยืนพิงขอบโต๊ะ นึกสงสัยว่าเธอเรียกผมออกมาทำไมกันแน่

“เราเป็นแฟนคนที่เท่าไหร่ของธารเหรอ” คำถามของเธอดึงสายตาที่เหม่อไปไกลของผมกลับมา

“คนแรก”

ผมตอบและมิ้นท์ก็ทำหน้าประหลาดใจ พอผมถามว่าทำไมเธอก็ชี้รอยบนคอผม ตอบว่า “นายดูเหมือนคนที่จะมีผู้หญิงมาสารภาพรักทุกห้าวันเจ็ดวันน่ะ”

“แล้วฉันเป็นแฟนคนที่เท่าไหร่ของเธอ”

“สาม” มิ้นท์ตอบและยิ้มเผล่ ผมหัวเราะเบาๆ

“เธอก็เป็นผู้หญิงแบบที่จะมีคนมาสารภาพรักทุกห้าวันเจ็ดวันเหมือนกันนั่นแหละ”

บรรยากาศดูจะผ่อนคลายขึ้นนิดหน่อยเมื่อเราหัวเราะ เรื่องบางอย่างที่ติดค้างและพูดยากเมื่อตั้งป้อมใส่กันก็ดูจะหลุดออกจากลำคอได้ง่ายกว่าเดิม

“ตอนนั้น ขอโทษนะ” ผมพูดพลางเตะขาเล่น มองรองเท้า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องขอโทษ แต่รู้สึกว่าควรขอโทษ

“นายรู้เหรอว่าควรขอโทษเราเรื่องอะไร”

ผมสั่นหัว “ฉันน่าจะดีกับเธอมากกว่านี้มั้ง”

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วๆ ดังมาจากด้านหลัง แต่ไม่ได้หันไปมอง “นายไม่ได้รักเรา”

ผมหันไปมองหน้ามิ้นท์ ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองมีสีหน้าแบบไหน เธอหลบตาผม มองไปทางอื่น

“ธารอยู่ข้างๆ ฉันก็จริง...แต่อยู่แต่ตัว จิตใจนายไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราไม่รู้หรอกว่าใจของธารไปอยู่ซะที่ไหน แต่ไม่ได้อยู่กับเราแน่นอน ถ้าจะขอโทษกันก็ควรเป็นเรื่องนี้แหละ” มิ้นท์พูด “...ไม่ได้หมายความว่าธารไม่ดีนะ นายดูแลเรา แล้วก็ไม่เคยนอกใจ เพราะนายไม่เคยให้ใจเราตั้งแต่แรกแล้ว”

“ฉันเสียใจที่เธอไป” ผมแย้งเบาๆ

“นายเสียใจที่ใครสักคนเดินออกไปจากชีวิต” เธอแก้ “ไม่จำเป็นต้องเป็นฉันก็ได้ ถ้าคนอื่นไปนายก็จะเสียใจเหมือนกัน”

“เธอรู้แต่เธอก็ยังไป”

“แล้วเราไม่เสียใจเหรอธาร” เสียงเธอสั่น มือขยำกระโปรง “เฮ้ย เรารักนายนะเว้ย เรารู้ว่าเรื่องแบบนี้มันบังคับกันไม่ได้ แต่...แต่ทำไมนายใจร้ายจังวะ”

“ฉันก็พูดอยู่นี่ไงว่าขอโทษ” ผมขยับไปนั่งข้างๆ มิ้นท์ เอ่ยเสียงราบเรียบ “เธอคิดว่าฉันไม่พยายามจะรักเธอเลยเหรอ”

มิ้นท์เงียบไปสักพัก แล้วเธอก็พูดขึ้นมา “ขอโทษที่ทิ้งไป”

ผมหลับตา และกล่าวคำขอโทษเป็นครั้งที่สาม “ขอโทษที่ไม่ได้รัก”

ถ้าเป็นพวกเราเมื่อหลายปีก่อน สองประโยคนี้คงทำลายพวกเราลงอย่างราบคาบ แต่เวลาได้ช่วยลดอานุภาพของมันลงไป ความเจ็บยังคงอยู่ แต่ก็เจือจางและเบาบางกว่าวันวาน พวกเราพูดคุยกันถึงเรื่องในอดีตอีกสองสามเรื่อง บทสนทนามีทั้งเสียงหัวเราะและเสียงถอนหายใจ ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองจดจำวันคืนเหล่านั้นได้มากกว่าที่คิด ทั้งการรับน้อง พี่เนียน สิ่งของหยึยๆ ในไหที่ต้องล้วงลงไปสำรวจ ความประหม่าเมื่อเริ่มต้นชีวิตมหาลัย การตื่นมาแล้วหน้าจอมีแต่ตัวอักษรเป็นพืดเพราะเผลอฟุบหลับทับคีย์บอร์ด การเปิดเหล้าฉลองสอบเสร็จกับเพื่อน

“เราเข้าใจว่าธารเป็นพวกไม่สนโลกซะอีก” มิ้นท์หัวเราะเบาๆ เมื่อฟังผมเล่าจบ

“พยายามจะไม่สน แต่มันดันจำได้เอง” ผมพูด

“เดี๋ยวเราว่าจะกลับแล้ว”

ผมลุกขึ้นยืน “เธอจะกลับยังไงล่ะ”

“โบกแท๊กซี่เอามั้ง” มิ้นท์ลุกจากที่นั่ง ปัดกระโปรงและกวาดตามองรอบๆ โต๊ะเผื่อลืมสิ่งของทิ้งไว้

ผมพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับรู้ “เดี๋ยวเดินไปส่ง”

เธอไม่ได้ปฏิเสธ พวกเราเดินคู่กันเงียบๆ เหมือนเดิม ผมเหม่อลอยเล็กน้อยในขณะที่คนข้างตัวเหมือนจะครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง จนเมื่อได้แท๊กซี่ มิ้นท์จึงเงยหน้าขึ้นมาพูดกับผม

“นายใจร้ายแต่ก็ใจดีด้วย เราไม่รู้แล้วว่าธารเป็นคนยังไงกันแน่”

สายตาที่เธอมองมาสื่อว่า เธอคิดไม่ตกว่าจะเกลียดผมหรือจะไม่เกลียดดี ผมเลยส่งยิ้มแกนๆ ให้เธอ “ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ”

มิ้นท์พยักหน้าเหมือนจะยอมรับคำตอบโง่ๆ ของผม เธอก้มลงบอกปลายทางให้แท๊กซี่ คนขับพยักหน้า

“ลาก่อน” เธอหันมาพูดกับผม

“โชคดี”

รถเคลื่อนออกไป ผมไม่ได้มองส่งมันแต่หันหลังกลับและเดินไปจากตรงนั้นทันที ผมรู้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว อย่างน้อยก็ในตอนที่เรายังเป็นเราอยู่อย่างนี้ ครั้งหน้าที่บังเอิญเจอกัน พวกเราจะกลายเป็นคนอื่นของกันและกันอย่างสมบูรณ์

เศษแก้วสองชิ้นหลุดจากมือผมวันนี้ แต่ยังมีเศษแก้วชิ้นเขื่องชิ้นที่สามติดอยู่ เป็นชิ้นที่ไม่มีคมไว้บาดคนอื่นแต่ฝังลึกลงในเนื้อของผมคนเดียว ผมลองขยับโยกมันดู ก็พบว่าไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่แล้ว

ก็เลยดึงมันทิ้งไปด้วย

ผมได้เพื่อนคืนมา ผมทำคนคนหนึ่งหล่นหาย และผมจะปล่อยเด็กอายุสิบหกคนนั้นไป

แกขอโทษมาหลายครั้ง และฉันก็ให้อภัยแล้ว

ธนากร

 

 

 

 

...

ผมหอบหิ้วเอาตุ๊กตาแมวหน้าง่วงสีดำและตุ๊กตากระต่ายโง่สีขาวออกมาจากร้านขายตุ๊กตาแถวๆ สยาม เบียดกับเด็กนักเรียนหัวเกรียนทั้งหลายขึ้นบีทีเอสกลับบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นแดนสรวงวิ่งหน้าตื่นมารับถึงที่

“อะไรเหรอ” ผมถามงงๆ ก่อนจะยกแมวชูขึ้นให้ดู “แมวอยู่นี่”

แต่แดนสรวงดึงตัวผมเข้าไปกอดซะแน่นจนหายใจไม่ออก ผมเลยเอาแมวตีหัวเขาเบาๆ “เป็นอะไรไป”

“...นึกว่าคืนนี้ธารจะไม่กลับมาแล้ว”

ผมขมวดคิ้ว เอื้อมมือไปยืดแก้มแดนสรวง “นายก็ไม่เชื่อใจฉันอีกคนเรอะ”

แดนสรวงยิ้มเผล่อย่างรู้ความผิดพลางดึงๆ แมวไปกอดก่อนจะซุกหน้าลงตุ๊กตา ผมเลยดึงแมวกลับมาถือไว้เอง

“ต้องเอาไปซักก่อนถึงจะกอดได้” ผมพูดเสียงเฉียบขาดดักทางเด็กที่กำลังจะอ้าปากงอแง แล้วจึงเดินฉับๆ เอาทั้งแมวและกระต่ายไปโยนลงตะกร้าผ้าที่ต้องซัก

...จำได้ว่าตั้งแต่ตอนเรียนมหาลัยเพื่อนจะชอบแซวๆ ผมเรื่องผู้หญิง เรื่องเหล้า เรื่องบุหรี่ โอเค ยอมรับว่าสองเรื่องหลังก็มีบ้าง แต่ทำไมทุกคนถึงคิดว่าผมเป็นพวกเสือผู้หญิงกันนะ ทั้งที่ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลยแท้ๆ

“เสน่ห์แรงมั้ง” คะนิ้งเคยพูดแบบนั้นตอนผมบ่นให้ฟัง “มีคนแอบปลื้มแกเยอะจะตาย หน้าตาแบบนี้ใครมองก็รู้ว่าหักอกคนเก่ง”

แดนสรวงเพิ่งสังเกตเห็นสมาชิกตัวขาวๆ ที่ผมซื้อมาคู่กับแมว เขาเดินเข้าไปจิ้มและดึงหูมันเล่น เผลอแป๊บเดียวก็ซุกหน้าลงไปฟัดหูมันแล้ว “ก็บอกว่าอย่าเพิ่งเล่นไง” ผมขู่ฟ่อก่อนจะล็อกคอดึงเขาออกมาจากตุ๊กตาทั้งสองตัว

“หิวแล้ว นายกินอะไรรึยัง” ผมชำเลืองดูนาฬิกาข้อมือ แดนสรวงส่ายหัว

“ฉันกะว่าจะรอธารกลับมากินพร้อมกันน่ะ” เขาพูดและดึงข้อมือผมเข้าไปที่ครัว

มีปลาสเตอร์แปะอยู่ที่นิ้วชี้ข้างซ้ายของเขา ผมจับมือข้างนั้นขึ้นมาดู “ไปซนอะไรมา”

“มีดบาดนิดหน่อย” แดนสรวงว่าพลางหยิบจานสองใบแล้วเดินเตาะแตะไปที่กระทะ ตักข้าวผัดทูน่าใส่จานและส่งให้ผม “ฉันเพิ่งทำเสร็จไม่นาน ไม่ต้องอุ่นใหม่ก็ได้มั้ง”

“เอางั้นก็ได้...” ผมพยักหน้า ดวงตาจับจ้องอยู่ที่มือซ้ายของเขาก่อนจะผละไปหยิบช้อนส้อม

ผมยกจานทั้งสองใบไปไว้ที่โต๊ะกินข้าว สักพักแดนสรวงก็ตามมา ในมือมีถ้วยไข่ตุ๋นส่งกลิ่นหอมฉุยที่เพิ่งออกจากไมโครเวฟมาด้วย แดนสรวงยังทำกับข้าวอร่อยเหมือนเดิมเลยแฮะ

“สรุปว่านายชอบกินอะไร”

ผมจ้วงไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มใส่ปาก “ทุกอย่างที่สรวงทำ อร่อย”

“ไม่มีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษบ้างเลยเหรอ”

“เอ่อ...” ผมจ้องหน้าเขาพลางเค้นสมองคิด “ราเมงมั้ง เออ ทงคตซึราเมง”

แดนสรวงพึมพำชื่อนั้นและพยักหน้าสองหงึกกับตัวเอง “ไว้ฉันจะลองทำให้กินนะ”

“อย่าเลย มันทำยากจะตาย” ผมส่ายหัว “เหนื่อยนะ เสียเวลาเยอะด้วย”

เทวดาตกสวรรค์ของผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูวิธีทำ ไถไปไถมาสักพักเขาก็พูดว่า “ทำยากจริงๆ ด้วย”

“นั่นแหละ แต่อร่อยนะ ไว้วันหลังไปกินกันดีกว่า” ผมว่าและแดนสรวงก็เห็นด้วย

หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็ยกจานชามช้อนส้อมและกระทะตะหลิวไปล้าง พอผมผึ่งจานเสร็จแดนสรวงก็หายไปเข้าเกมแล้ว ผมนั่งลงบนเตียง จดๆ จ้องๆ เขาอยู่สักพัก กำลังคิดจะเอื้อมมือไปแตะแต่ก็ดึงกลับมา ตอนที่ใส่ VR gear เรายังรับรู้เลยว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงและหัวอยู่บนหมอน นับประสาอะไรกับการแตะตัวล่ะ เขาต้องรู้แน่อยู่แล้วสิ พอคิดได้แบบนั้นผมก็เลยผละไปเปิดแล็ปท็อปและทำงานต่อจนดึก

แดนสรวงออกจากเกมมาตอนเกือบสี่ทุ่ม เขาหาวหวอดๆ และขยี้เรือนผมสีน้ำตาลจนยุ่งเหยิงไปหมด ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัว

“ธาร นายจะไปอาบน้ำตอนไหน”

“ซักห้าทุ่ม” ผมตอบโดยที่ดวงตายังจับจ้องอยู่ที่โค้ดบนหน้าจอ

“งั้นฉันขอลองใช้อ่างอาบน้ำนะ” เด็กชายแดนสรวงพูดเสียงใส

“ตามสบาย” ผมพยักหน้า คอนโดผมมีทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัว แต่ผมไม่เคยแช่อ่างหรอกครับ ไม่มีเวลาและอารมณ์สุนทรีย์ในการทำแบบนั้นเท่าไหร่ แต่ถ้าไปญี่ปุ่นจะลองดูดีมั้ยนะ

เข้าไปได้ประมาณชั่วโมงแดนสรวงก็เดินหัวเปียกออกมา เนื้อตัวเป็นสีชมพูหน่อยๆ ดูน่ากัด เขานั่งเอาหัวเป่าพัดลมจนแห้งแล้วก็ปีนขึ้นเตียงนอน พึมพำว่า “night night” สักพักผมก็ลุกไปหาเขา ก้มลงจูบเขาเบาๆ บนหน้าผาก พึมพำอวยพรให้เขาฝันดีทั้งที่ไม่จำเป็น แดนสรวงเป็นผู้มีบุญมาตั้งแต่ชาติก่อน แค่หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย นิ่งเป็นท่อนไม้จนถึงเช้าได้

ผมมองซ้ายมองขวา ลุกไปขโมยโพสอิทแผ่นเล็กของแดนสรวงมาพับเป็นเส้นแล้วกลับมาดึงมือซ้ายเขาขึ้นดู ก่อนจะพันกระดาษชิ้นเล็กๆ นั่นลงบนนิ้วนางของเขา ใช้ปากกาขีดขนาดเส้นรอบวงไว้ และเก็บมันใส่กระเป๋าเงินอย่างเงียบเชียบ

 

 


....

อาจเพราะเมื่อคืนผมไม่ได้นอนดึกอย่างที่ทำเป็นปกติ วันนี้เมื่อแดนสรวงเริ่มขยับตัว ผมก็เลยตื่นไปด้วย

สัมผัสแผ่วเบาบนหน้าผากวูบหนึ่งเหมือนในคืนนั้นที่ผมตื่นอยู่แต่ไม่ได้ลืมตา แดนสรวงพูดเบาๆ ว่า “ขอให้เป็นวันที่ดีนะ” แล้วผละไป ผ้าห่มตกลงบนตัวผม เสียงปิดแอร์ดังขึ้น ประตูห้องเปิดและปิด ผมลืมตา

ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตรงจุดที่ริมฝีปากเขาเคยประทับอยู่ รู้สึกว่าทั้งร่างเบาสบายเหมือนลอยคออยู่บนผิวน้ำทะเล พวกเราจูบหน้าผาก อวยพรให้กันและกัน ทั้งในยามฟ้าสางที่ผมยังไม่ตื่นและในยามฟ้ามืดที่เขาหลับไปแล้ว พวกเราทำแบบนั้นมาตลอดทั้งที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยหรือ

สักพักผมก็ลุกจากเตียง หน้ามึนตามแดนสรวงออกไปนอกห้องนอน ผมไม่เจอเขาที่ครัว ไฟปิดอยู่ คงจะยังเช้าเกินไปที่จะทำอาหารเพราะผมเป็นคนตื่นง่ายมาก (ถึงจะทำหน้าตาเหมือนง่วงนอนตลอดก็เถอะ) เสียงทำอาหารเพียงเล็กน้อยก็สามารถปลุกให้ผมตื่นได้แล้ว ผมมองไปอีกทาง และก็เห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้น แดนสรวงนั่งอยู่บนพื้นหน้าหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น ม่านถูกเปิดออกจนสุด ราวแขวนผ้าถูกดันไปไว้ทางอื่น ดวงตาแสนสวยของเขาทอดมองไปไกลถึงขอบฟ้า เฝ้ารอดวงอาทิตย์ขึ้น

แล้วเขาก็หันมาเห็นผม แววตาฉายความประหลาดใจเล็กๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ และกวักมือเรียกให้ผมไปนั่งอยู่ข้างกัน

“นายทำแบบนี้ทุกเช้าเลยหรือ” ผมถามเบาๆ ไม่เจาะจงว่าเป็นเรื่องอะไร เขาพยักหน้า

“รุ่งอรุณเป็นความหวังของมนุษย์เสมอ”แดนสรวงว่าพลางหันกลับไปมองออกนอกหน้าต่าง “เจ.อาร์.อาร์. โทลคีนเขียนไว้แบบนั้นในลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ตอนหอคอยคู่พิฆาต”

ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนจากสีชมพูอมม่วงเป็นสีส้ม แสงสีทองค่อยๆ สว่างเรื่อเรืองขึ้น ขับไล่อนธการจากไป และดวงอาทิตย์ก็เยี่ยมหน้าออกมาทักทายพวกเรา แต่ละวินาทีราวกับเป็นนิรันดร์ ดวงอาทิตย์ขึ้นๆ ตกๆ แบบนี้มาเป็นแสนปี ล้านปีแล้ว และมันก็คงจะยังขึ้นและตกอยู่แบบนี้ต่อไปอีกพันหมื่นปี แต่ช่วงชีวิตของมนุษย์ช่างแสนสั้น ถึงตรงนั้น กว่าจะถึงวันที่จักรวาลสิ้นสุด- หากมันสามารถสิ้นสุดได้ ทั้งผมและแดนสรวงก็จะไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว

ความคิดนี้ทำให้ผมหวาดกลัวและบีบมือเขาแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไป

ผมเคยเชื่อและเลิกเชื่อไปแล้ว เกี่ยวกับเรื่องของเส้นด้ายสีแดง คำสาบาน การเวียนว่ายตายเกิด โลกหลังความตาย พรหมลิขิต คู่แท้ หรือสิ่งเพ้อฝันใดๆ ก็ตาม สำหรับผม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่ผ่านเลยไปเท่านั้น เมื่อถึงจุดสิ้นสุดแล้วก็จะกลายเป็นความว่างเปล่า

แต่ทั้งที่ยอมรับมันได้มาตลอด ทั้งที่คิดมาตลอดว่าต่อให้ตัวเองตายไปก็จะไม่เสียใจ หรืออาจจะเสียใจและอาวรณ์เพียงนิดเดียวเท่านั้น มาวินาทีนี้ผมกลับเกลียดเจ้าความว่างเปล่าที่ว่าเสียนี่กระไร

ผมไม่อยากให้คนข้างตัวกลายเป็นความว่างเปล่าไปเลย และผมก็ไม่ได้โหยหาจุดสิ้นสุดนั่นอีกแล้วด้วย ผมอยากจะ...อยากจะเอาด้ายสีแดงมาพันผูกปลายนิ้วของพวกเราไว้ อยากให้พระเจ้าหรือเทพองค์ใดสักองค์บนสวรรค์อวยพรให้ผมกับเขาอยู่คู่กันแบบนี้ไปจนจักรวาลสิ้นสุด ให้มันนิรันดร์ อย่าให้สิ่งนี้ผ่านเลยไป อย่าให้รักของพวกเราต้องกลายเป็นความว่างเปล่าไปเลย

“ธารครับ” นิ้วของแดนสรวงแตะแก้มผม เกลี่ยเอาน้ำตาหยดหนึ่งออกไป “มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอ”

ผมส่ายหน้า ดึงมือเขาขึ้นมาจูบไปตามข้อนิ้วและหลังมือ น้ำตาหยดลงอย่างเงียบงันบนมือของเขา ผมร้องไห้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ เจ็ดปี? แปดปี? หรือสิบกว่าปีแล้ว? ผมจำไม่ได้

“แค่ฝันร้ายน่ะ” ผมพึมพำตอบ ไม่คิดว่าตัวเองโกหกเท่าไหร่ ผมในเวลาปกติไม่ได้อ่อนไหวขนาดนี้ ผมคงจะแค่เมาความง่วงและยังไม่ตื่นดีเท่านั้นเอง “ฝันว่าสรวงหายไป หายไปเลย...เหมือนไม่เคยมีอยู่”

“ฉันอยู่ตรงนี้” แดนสรวงกอดผมด้วยมือข้างเดียวเพราะผมยังไม่ยอมปล่อยมือเขา “...แม่ฉันเคยบอกว่าคนที่เรารักจะไม่เคยจากไปไหน เพราะเขาจะอยู่ตรงนี้เสมอ”

มือของเขาวางลงบนหลังผม ตรงตำแหน่งเดียวกับหัวใจ “เขาจะมีชีวิตอยู่ในความคิดคำนึงของเรา และอยู่ตลอดไป”

“ตลอดไปไม่มีจริง” ผมแย้ง บีบมือเขาแน่นขึ้น

“ตลอดไปมีอยู่จริงในความรู้สึก” แดนสรวงก้มลงกระซิบข้างหูผม “อย่างน้อยก็สำหรับฉัน ต่อให้นายไม่ได้รักฉัน ต่อให้เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ธารก็จะเป็นตลอดมาและตลอดไปของฉันอยู่ดี”

“นายไม่เคยรักใครมาก่อนเลยหรือไง”

“รักสิ พ่อกับแม่ก็เป็นตลอดมาและตลอดไปของฉันเหมือนกัน”

“ไม่ได้หมายถึงแบบนั้น ฉันหมายถึง รักแบบที่รักฉันน่ะ...”

“อ๋อ” แดนสรวงเอียงคอและหัวเราะเบาๆ “ไม่เคย”

ดังนั้นผมจึงเป็นตลอดมาและตลอดไปของแดนสรวง ผมคิดและมองหน้าเขา ประกายน้ำตาแวววาวอยู่ในดวงตาของเขา แดนสรวงขยับเข้ามาจูบผมเบาๆ บนริมฝีปากและถอยออก มันเป็นจูบเด็กน้อยแบบเดียวกับในคืนแรกที่เขาเมาจนไม่ได้สติและผมไม่ได้ผลักออก

และตอนนี้ ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าทำไมถึงไม่ผลักเขาออก

ผมรู้แล้วว่าทำไมผมถึงรักมิ้นท์ไม่ได้ทั้งที่พยายามแล้ว

ผมรู้แล้วว่าใจของผมอยู่ที่ไหน

มือสั่นเทาของผมเอื้อมไปปาดน้ำตาบนใบหน้าของเขาออก เอ่ยเสียงละเมอว่า “ฉันรักนาย รักมาตั้งนานมากแล้ว”

นานขนาดไหนกันนะ ตอนที่พาเขาไปร้านเกมหรือ ผมไม่แน่ใจ หรือว่าจะเป็นตอนที่ลากเขามานั่งหลังห้อง หรือจะเป็น...ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน

วินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงปลดล็อกของอะไรบางอย่างที่คลุมเครืออยู่หลังสมองมาตลอดหลายปี

นั่นสินะ

ธนากรไม่ใช่คนที่จะพุ่งปรี่เข้าไปทำความรู้จักใครเสียหน่อย

ใจของผมอยู่กับเขาตั้งแต่วินาทีแรกที่เราบังเอิญสบตากันแล้ว










ธนากรเป็นคนเดาใจยาก แม้แต่ตัวเองกว่าจะรู้ตัวก็ปาเข้าไปสิบกว่าปีแล้ว โชคดีที่แดนสรวงรออยู่เสมอ และก็โชคดีที่ธารยังไม่ถอดใจที่จะมีชีวิตด้วย


อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว ฮึบๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าตัวเองจะเขียนนิยายเรื่องเดิมมาได้ตั้งยี่สิบตอนแหนะ ขอบคุณทุกคอมเมนต์และกำลังใจเลยนะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 23:49
    โอ้ยยย ยิ่งอ่านยิ่งดีต่อใจจ ตอนนี้ธารได้ปลดล็อคอะชีพเม้น(?)แล้วนะ555
    #42
    0