แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 21 : Level 18

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 ต.ค. 62

“อ้าว พี่ ลิฟต์เสียเหรอครับ”

“อ๋อ เปล่า พอดีผมลืมไปว่าที่นี่มีลิฟต์น่ะ”

ผมพูดหน้าตาย ภัทรดูจะงงๆ กับคำตอบนิดหน่อยแต่ผมไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาถามต่อ ผมลากร่างตัวเองไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ก่อนจะแงะเอากาแฟขึ้นมาดื่ม ช่วงนี้ผมเริ่มเหนื่อยน้อยลงแล้ว บันไดแปดชั้นก็แปดชั้นเถอะ น้องมองๆ ลายแมวบนตัวกระบอกแล้วก็ถามว่า

“แฟนซื้อให้เหรอครับ”

“ทำนองนั้น” ผมตอบ

“แฟนพี่ต้องเป็นผู้หญิงที่สวยมากแน่ๆ เลย”

“ผู้ชาย” ผมแก้ พอภัทรยังทำหน้างง ผมก็เลยพูดต่อ “แฟนผมเป็นผู้ชาย”

ผมคาดการณ์ไว้ว่าน้องจะหน้าเจื่อนลง หรือไม่ก็ทำตัวไม่ถูก แต่เขากลับลากเก้าอี้จากโต๊ะข้างๆ มานั่งและพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ผมตกใจมากเลยตอนพี่บอกว่ามีแฟนแล้ว คือ ผมเห็นพี่ทำงานหนักขนาดนี้...เขาไม่มีปัญหาเหรอครับ”

“ก็ไม่มีนะ” ผมตอบตามจริง “เออ เขาแค่ขอให้ผมทำงานไม่เกินเที่ยงคืน แล้วก็ให้ลุกไปพักบ้าง บางทีผมก็หัวร้อนงาน เขาก็ไล่ผมไปที่อื่นแล้วมาดูให้แทน ไรงี้”

ภัทรทำหน้าอิจฉาหนักมาก “แฟนพี่โคตรใจดีอ่ะ”

“มีปัญหาอะไรกับแฟนเหรอ เราน่ะ” ผมเลิกคิ้ว “วันนี้มาเช้าเชียว ทะเลาะกับแฟนมาเรอะ”

“...ผมว่าพี่ลาออกไปเป็นพ่อหมอก็น่าจะรุ่งนะครับ” ภัทรยิ้มแห้งๆ เขาโน้มตัวมาหาผม เบาเสียงเหมือนกลัวว่าจะมีคนได้ยิน “เธอโกรธที่ผมเอาแต่ทำงานอ่ะพี่ แบบ ผมทำงานช้าไง ถ้าผมไม่ทำมันก็ทำไม่ทันมั้ยวะ แต่เค้าชอบงอนว่าผมไม่สนใจ ไม่ยอมไปไหนมาไหนกับเขา”

แฟนผมทิ้งผมไปเที่ยวคนเดียวว่ะ ผมคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป สมองวิ่งเร็วจี๋ไปหาไฟล์ที่เก็บข้อมูลว่าแต่ละคนในทีมมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง “งานของคุณไม่ได้เยอะมากนี่ ค่อยๆ แบ่งทำก็ได้มั้ง เอาเวลาไปอยู่กับแฟนบ้าง”

“ผมอยากให้มันเสร็จก่อนเดดไลน์อ่ะครับ จะได้มีเวลาเช็คงาน ไม่อยากให้พวกพี่ต้องมาคอยแก้ให้”

“อาทิตย์นึงก็เว้นวันว่างไว้สักวัน แล้ววันอื่นก็ทำงานไง” ผมเสนอ แต่ภัทรส่ายหน้าพรืด

“ผมเคยพูดแล้ว แต่เธอขอมากกว่านั้นไงพี่”

“มากขนาดไหนล่ะ”

“ก็ หลังเลิกงานทุกเย็นไปกินข้าวกัน ไปส่งเธอกลับบ้าน คอลกันทุกคืน เสาร์อาทิตย์ก็อยากให้อยู่ด้วยกัน...”

ผมมองหน้าภัทรด้วยสายตาว่างเปล่า สมองโล่งไปหมด ประโยคเดียวที่แวบเข้ามาก็คือ

“แล้วคุณจะเอาเวลาไหนไปทำงานล่ะ / แล้วผมจะเอาเวลาไหนไปทำงานวะครับ”

ผมกุมขมับ เลือกถ้อยคำกลางๆ พูดออกไป “แฟนคุณติดคุณมากนะ...เธอก็คงรักคุณไม่ใช่หรือไง”

“...ผมไม่แน่ใจแล้วครับ มันน่าอึดอัดน่ะ เหมือนว่าเธออยากให้ผมสนใจเธอคนเดียว แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกผมเลย” ภัทรยิ้มแกนๆ เป็นยิ้มที่มีไว้สำหรับเรื่องที่ไม่น่ายินดีหรือตลก แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้ม “ไม่รู้ว่าเธอรักผมจริง หรือว่ากลัวเหงากันแน่”

ผมเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เรื่องในบ้านคนอื่น เรายุ่งให้น้อยหน่อยจะดีกว่า เดี๋ยวไปทำเขาร้าวฉานขึ้นมาผมจะซวยเอา

น้องคงเห็นผมเงียบไปนานก็เลยยื่นนิ้วมาสะกิดๆ ผม “พี่เล่าเรื่องแฟนพี่ให้ฟังหน่อยสิ ผมอยากฟังอะไรจรรโลงใจบ้าง ได้มั้ยครับ”

ผมจ้องตาภัทร และก็เห็นว่าเขาเหนื่อยจริงๆ เป็นความเหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกาย “คุณจะไม่หดหู่กว่าเดิมหรือไง”

“ผมอยากฟังเรื่องดีๆ บ้าง นะครับ นะ”

“...แฟนผมชื่อแดนสรวง เรารู้จักกันตอนม.ปลาย เป็นเพื่อนสนิทกัน” ผมเล่า “มีวันนึงทะเลาะกันแรงมาก แล้วเราก็ไม่พูดกันอีกเลย”

“..........” ภัทรทำหน้าแบบว่า ไหนล่ะครับ เรื่องดีๆ น่ะ

“เขาสอบได้ทุนไปเรียนเมืองนอกและก็ทำงานที่นั่นเลย สิบปีต่อมา เขากลับไทย เราถึงได้เจอกันอีกครั้ง...คะนิ้งเป็นคนบอกผมว่าเขาชอบผมมาตั้งนานแล้ว” ผมพยักพเยิดไปทางโต๊ะฝ่ายดีไซน์ “ตอนนั้นสรวงทำท่าจะไม่มาให้ผมเห็นหน้าอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผีเข้าหรือเมาเป๊ปซี่ถึงได้ขอเขาเป็นแฟน แล้วเขาก็ดันตกลงซะด้วยสิ ตอนแรกก็คิดว่ามันจะไปรอดเหรอวะ แต่ไปๆ มาๆ ก็มาถึงตรงนี้แล้วอ่ะ”

“อะไรคือมาถึงตรงนี้ครับ”

“ก็ พ่อแม่ผมโอเคกับเขา แม่เขา...โอเคกับผม แต่พ่อเขาไม่ เขาก็เลยหนีมาอยู่กับผม” ผมหัวเราะเบาๆ “เมื่อก่อนเขาเขินผมมากเลยนะ แต่ตอนนี้ดูไม่ค่อยเขินแล้ว คงเพราะเราเป็นเพื่อนกันมาก่อนมันก็เลยชินกันเร็วมั้ง มันรู้สึกเหมือน...” ผมทำมืออยู่กลางอากาศ “เหมือนว่าเขาอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว ทั้งที่เราเพิ่งคบกันได้ไม่ถึงปี แต่บรรยากาศมันหลอมรวมไปจนผมรู้สึกว่า นั่นแหละเป็นที่ของผม นั่นแหละเป็นที่ของเขา อะไรทำนองนี้”

“เขาบอกว่าคู่ที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนจะมีปัญหาหรือเลิกกันน้อยกว่า พี่ว่าจริงมั้ยครับ”

ผมยักไหล่ “งั้นมั้ง...อาจเป็นเพราะตอนเป็นเพื่อน เรารู้ข้อดีข้อเสียกันอยู่แล้ว เราเข้าใจอยู่แล้วว่าใครเป็นยังไง มันก็เลยไม่ค่อยมีเรื่องผิดใจกัน"

“แต่บางทีก็มีเลิกกันได้นะ” คะนิ้งเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย (ถึงแม้ว่าตัวเองจะไม่เคยมีแฟนก็ตาม) เธอพิงขอบโต๊ะอยู่ข้างๆ ผม “คนหนึ่งหวังว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยน อีกคนก็ไม่คิดจะเปลี่ยน สุดท้ายก็มีปัญหากันอยู่ดี... ไม่ได้จะบอกว่าใครผิดใครถูกนะ แต่บางทีมันก็คงเข้ากันไม่ได้จริงๆ ตั้งแต่ทัศนคติการใช้ชีวิตแล้ว”

 

ทัศนคติการใช้ชีวิตงั้นเหรอ ผมเอียงคอ ดวงตาจับจ้องอยู่ที่แมวบนกระบอกน้ำ ผมรู้สึกว่าการก้าวเดินของผมและแดนสรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนพวกเราเดินอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่มีใครต้องฝืนวิ่งตามเกินกำลัง แม้ว่ากระต่ายแดนสรวงจะชอบกระโดดไปดูดอกไม้ใบหญ้าข้างทางเสมอ แต่พวกเราก็ยังก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

“ต้องมีระยะห่างด้วย” ผมโพล่งขึ้นกลางปล้อง พอรู้สึกตัวก็เห็นคะนิ้งกับภัทรกำลังมองผมอยู่ ผมเลยเกาท้ายทอยเก้อๆ “บางทีทัศนคติอะไรนั่นก็ไม่ได้ตรงกันไปหมดทุกอย่างหรอก บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้แต่ละคนมีเวลาเป็นของตัวเองบ้าง เราอาจไม่ได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวขนาดนั้น แต่มันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน”

 

 

แดนสรวงนอนอยู่บนเตียงตอนที่ผมกลับมาถึงคอนโด มี VR gear สวมศีรษะ ทุ่มกว่าแล้ว ผมอยู่คุยกับภัทรต่อหลังเลิกงานจึงกลับมาช้า บนโต๊ะทำงานที่ถูกเก็บกวาดเรียบร้อยของผมมีโพสอิทหน้าตาน่ารักเหมือนของที่สาวน้อยวัยมัธยมชอบใช้แปะไว้ ลายมือหัวกลมๆ ตัวไม่ใหญ่ไม่เล็กของแดนสรวงเขียนไว้ว่า

19.00 – 21.30 ฉันทำงานอยู่ ถ้าธารจะเข้าเกมมา ก็ไม่ต้องรอฉัน ถ้านายหิว ในตู้เย็นมีผัดมาม่าใส่ไข่ ใช่ ฉันใช้กะทะ มันไม่ได้หนักขนาดนั้น แขนฉันยังโอเค

ป.ล. ถ้าคืนนี้นายไม่อยากทำงานหรือเข้าเกม ดูไลฟ์สตรีมช่องยูทูปเกมเจี้ยน อฟช.

ผมเปิดแล็ปท็อป เข้ายูทูปตามที่เขาบอก และเลือกรายการสด

“เชี่ย!

เสียงระเบิดดังสนั่นจนผมกลัวลำโพงจะแตก ในขณะที่ผมกำลังจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่นั้น คอมเมนต์จำนวนมากมายมหาศาลก็ฟลัดกันเข้ามาอย่างรวดเร็วจนผมตาลาย แต่เมื่อลองกวาดตามองดีๆ ก็พบว่าเขากำลังพูดถึงคนคนหนึ่งอยู่...

: พี่แด๊นนนนนนน

: OMG OMG พี่แดนจะตายมั้ย ;;;-;;;

: ทุกคนใจเย็น แถบเลือด ดูที่แถบเลือดสิ

แล้วคอมเมนต์นั้นก็ถูกเลื่อนผ่านไปแทบจะทันที ผมมองหาแถบเลือดที่เขาว่า และก็พบว่าชื่อแดนสรวงยังอยู่ เลือดแทบหมดหลอดแต่เขาก็ยังอยู่ ภาพบนหน้าจอแสดงร่างของตัวละครที่ผมรู้จักดี แดนสรวงกำลังหลบหนีการไล่ล่าจากทีมฝ่ายตรงข้าม ชุดสีขาวของเขาถูกอาบย้อมไปด้วยเลือดจนน่ากลัว

สมรภูมิโลหิต ชื่อหนึ่งวาบเข้ามาในหัวผม สมรภูมิโลหิตเป็นที่สำหรับให้ผู้เล่นต่อสู้กันเองโดยมีกติกาคร่าวๆ กำหนด สามารถเลือกลักษณะภูมิประเทศและเงื่อนไขการชนะได้ เมื่อก่อนผมก็เคยเข้าไปเล่นกับแดนสรวงแบบไม่จริงจังนักอยู่เหมือนกัน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนจะ...ซัดกันรุนแรงพอสมควร

หน้าจอผมแสดงภาพเมืองจำลองแห่งหนึ่ง แดนสรวงกำลังวิ่งบนหลังคาเหมือนพวกพระเอกจอมยุทธในหนังกำลังภายใน ฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งดึงมีดบินออกมา ขว้างใส่เขาเข้ากลางหลัง แดนสรวงสะอึกตัวไปด้านหน้า เขาล้มลงและกลิ้งตกหลังคาลงไปกระแทกพื้นเบื้องล่าง

กล้องยังคงอ้อยอิ่งอยู่บนหลังคาสักพักเหมือนกำลังกวนประสาทคนดู จนเมื่อฝ่ายตรงข้ามกระโดดลงไปแล้วนั่นแหละ มันถึงได้ฉายตาม

ผมที่นั่งหน้าซีดอยู่ถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ริมฝีปากหลุดเสียงหัวเราะประสาทๆ

บนพื้นดินที่แดนสรวงกลิ้งลงมา มีหางจิ้งจอก เสื้อผ้าเปื้อนเลือดและมีดสั้นตกอยู่

คลื่นคอมเมนต์ซัดกันเข้ามาอีกครั้ง ทุกคนดูจะโล่งอกและประสาทเสียไปกับความพลิกผันนี้ไม่ต่างจากผม ถ้าให้ผมเดา เขาน่าจะสลับตัวกับหางจิ้งจอกตอนที่โดนระเบิดนั่นแหละ คนบ้าอะไรโดนระเบิดเข้าไปขนาดนั้นแล้วยังวิ่งไปทั่วเมืองได้อีก

...ว่าแต่หมอนั่นกล้าถึงขนาดถอดเสื้อสลับตัวทั้งที่รู้ว่ามีถ่ายทอดสดเนี่ยนะ ต่อให้ไม่ใช่หน้าตาจริงๆ ก็ควรจะรู้สึกเหนียมอายบ้างสิฟะ ถ้ากล้องเกิดจับทันจะทำยังไง!!

ทีมฝ่ายตรงข้ามหลุดสบท กล้องตัดกลับไปที่ทีมแดนสรวง

ตัวละครที่ชื่อมาม่าสิ้นเดือนแบกร่างแดนสรวงอยู่ เขากำลังมุ่งหน้าไปที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง แดนสรวงยันตัวขึ้นจากบ่าเขา ในมือมีธงสีดำอยู่หนึ่งผืน

“เมษ คุณเอาธงกลับไปที่ฝั่งเราเถอะ เดี๋ยวผมกันพวกเขาให้”

มาม่าสิ้นเดือน...หรือเมษตอบว่า “เราเหลือกันอยู่สองคน ฝั่งนั้นเหลือสามคน คุณบาดเจ็บแบบนี้จะให้ผมไปได้ยังไง!

“ถ้าคุณไปได้เร็วๆ เกมก็จะจบ ผมก็เจ็บไม่นาน คุณแบกผมอยู่ วิ่งได้ช้า อีกสักพักพอพวกเขาตามมาทันเราก็คงได้ตายกันหมดจริงๆ” แดนสรวงอธิบายอย่างใจเย็นพลางยัดธงในมือใส่อกเสื้อเพื่อนร่วมทีม ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าคนในทีมแดนสรวงตายไปสองคนแล้ว ชื่อของพวกเขากลายเป็นสีเทาและถูกขีดฆ่า

“หรือจะให้ผมกันพวกเขา แล้วคุณวิ่งกลับ”

แดนสรวงหัวเราะ “คุณคิดว่าผมวิ่งไหวเหรอ”

“โอ๊ย ปวดหัว ผมแบกคุณแบบนี้แหละถ้างั้น”

แล้วคอมเมนต์เชิงจิ้นวายก็เริ่มโผล่มาให้เห็น เจ้าตัวละครของมาม่าสิ้นเดือนนี่ก็ตัวสูงกว่า หุ่นหนากว่าแดนสรวง สนุกพวกสาววายแล้วสิแบบนี้

ไม่รู้ว่าทีมตรงข้ามสามคนนั่นไปหลงทางอยู่ที่ไหน พอมาม่า...เอ่อ พอเมษวิ่งไปถึงฐานตัวเองถึงได้โผล่มาสกัด หรือว่าจะเป็นแผนอยู่แล้ว ให้ไปวิ่งไล่หาคนคงเสียเวลาเกินไป สู้มาดักอยู่หน้าฐานเลยดีกว่า คราวนี้เมษปล่อยแดนสรวงลง ยื่นธงทั้งสีขาวสีดำให้เขา “เอาไปเผาซะ จะได้จบเกม ผมจะยันพวกเขาให้”

“เผาสีขาวเนอะ”

“บ้าแล้ว เผาสีดำสิคุณ!

แดนสรวงหัวเราะ แววตาดูสนุกที่ได้แหย่คนเล่น เขาคว้าธงทั้งสองผืน ลากขาขึ้นบันไดสีขาวเข้าไปในตัวอาคาร ทีมสีดำฝ่ายตรงข้ามพยายามพุ่งตัวตามไปแต่ก็ถูกเมษสกัดไว้เสียก่อน

ดาบยาวสีดำถูกเรียกมาไว้ในมือ เมษยิ้มมุมปาก สายตาทอประกายบ้าดีเดือดเมื่อเขาพูดว่า “เข้ามาพร้อมกันให้หมดเลย”

ปีศาจ ผมคิด หมอนั่นมันปีศาจชัดๆ ใช้ชื่อไอดีกวนตีนแต่ฝีมือไม่กระจอกสักนิด เขารับมือกับสามคนนั้นได้สูสี ดาบยาวนั่นทำให้เขาดูเหมือนนักรบในสมรภูมิจริงๆ เข้าไปอีก โคตรเท่

กล้องตัดไปที่แดนสรวงด้านในอาคาร เขาตรงเข้าไปที่โถงตรงกลาง โยนธงสีดำลงไปในกองเพลิงที่ถูกจุดรอไว้อยู่แล้ว และแขวนธงสีขาวไว้เหนือกองเพลิงนั้น

 

โทรศัพท์สั่นเรียกให้ผมกลับไปสนใจมันบ้าง มีคนส่งข้อความเข้ามาทางเมสเซนเจอร์สองคน

แฟนเก่า

เพื่อนเก่า

มิ้นท์ส่งข้อความมาถามว่าทำอะไรอยู่ ผมเลยถ่ายภาพหน้าจอแล็ปท็อปส่งไปแทนคำตอบและปัดแชตเธอทิ้งไป ส่วนเขมพิมพ์มาด้วยความกวนตีนเต็มสิบระดับว่า

แบบนี้แปลว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วใช่ไหม ;)

ผมพิมพ์ตอบไปว่าทำนองนั้นมั้ง มันขึ้นว่าอ่านแล้วทันทีราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งเฝ้าโทรศัพท์อยู่

วันอาทิตย์นี้ครบรอบสร้างโรงเรียน นายจะมาไหม

ไม่เห็นอยากกลับไปสักนิด ผมพิมพ์และกำลังจะกดส่ง แต่ข้อความต่อไปเด้งขึ้นมาติดๆ

มาเจอกันหน่อยเถอะ นายไม่เคยกลับไปที่นั่นเลยนะ ไม่คิดถึงเรื่องเก่าๆ บ้างเหรอ

...หมายถึง เรื่องเก่าๆ ที่ดีๆ น่ะ

ใจหนึ่งผมไม่อยากกลับไปเหยียบที่นั่นอีกแล้ว แต่อีกใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่าโรงเรียนจะเปลี่ยนไปขนาดไหน ผมตัดสินใจไม่ได้ก็เลยพิมพ์ตอบไปว่าขอคิดดูก่อน

ขอคิดดูก่อนนี่ก็เหมือนปฏิเสธไปแล้ว 90% นะ

แกอย่าลืมอีก 10% ที่เหลือ

ผมอาจจะโผล่ไปเดินรอบโรงเรียนสักรอบหนึ่งแล้วก็กลับ...อาจจะ ถ้าไม่ขี้เกียจล่ะก็นะ

โทรศัพท์ผมสั่นขึ้นมาวืดหนึ่ง ผมนึกว่าเขมส่งอะไรมาอีก แต่กลับกลายเป็นมิ้นท์

วันอาทิตย์นี้ มาเจอกันหน่อยดีไหม

มีอะไร ผมพิมพ์ตอบกลับไป

เธอพิมพ์ๆ ลบๆ อยู่เป็นนาทีก่อนจะส่งข้อความมาอีกครั้ง แค่อยากเจอเฉยๆ น่ะ

ผมทำหน้าแหย มองแชตเพื่อนเก่าและแฟนเก่าสลับไปมา ต้องบอกก่อนว่าปกติผมไม่มีเพื่อนมากนัก ความสัมพันธ์ของผมกับคนอื่นค่อนข้างเลื่อนลอย นานๆ ทีจะมีคนชวนผมออกไปข้างนอกสักทีหนึ่ง ไม่นับแดนสรวง แล้วทำไมเจ้าพวกนี้ที่เลือกหายไปจากชีวิตผมตั้งนานแล้วถึงได้กลับมาวุ่นวายกับผมอีกล่ะ ดูแล้วยุ่งยากชะมัด ถ้าผมไม่อยากไปก็คงไม่แปลกใช่ไหม

ผมคิดหัวแทบแตกก็คิดไม่ออกว่าควรไปหรือไม่ควรไปดี จึงจัดการปิดเสียงโทรศัพท์และโยนมันลงบนเตียง ไม่สนใจอีก พอจะทำงานก็ไม่มีอารมณ์ทำขึ้นมาดื้อๆ ซะงั้น ผมเดินกลับไปกลับมาอยู่ไม่นานก็ปีนขึ้นเตียง คว้า VR gear อีกเครื่องมาใส่หัวแล้วนอนลงข้างๆ แดนสรวงซะเลย

 

ผมโผล่กลับมาที่บ้านกลางป่าหลังเดิม ผลักประตูออกไปด้านนอก ตั้งใจว่าจะล่าสัตว์อสูรเล่นให้หมดป่า ล่าพวกแมงมุม ตะขาบ หรืองูพิษเพิ่มหน่อย จะได้เอาไอเทมมาทำยาพิษ คุณไสย หรือไม่ก็เพิ่มเลเวล พยักหน้ากับตัวเองเสร็จสรรพผมก็ลอดผ่านซุ้มเถาวัลย์ที่อำพรางทางเข้าออกหุบเขานี้ออกไป ใช้ทักษะการพรางตัวและการมองเห็นในที่มืดคืบคลานเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ สัตว์อสูรตัวไหนไม่ตรงความต้องการของผม ผมก็เลี่ยงไปไม่ปะทะ ตัวไหนที่มีพิษหรือแลดูชั่วร้ายก็อย่าหวังว่าจะรอด

เมื่อเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นลง ทางตอนเหนือของแมปเป็นหิมะ ลมเย็นพัดมาจากยอดเขา หอบเอาปราณบริสุทธิ์จากบริเวณนั้นมาด้วยทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น แต่ข้อเสียคือเจ้าพวกสัตว์อสูรก็มีพลังเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน

...รวมไปถึง เลเวลเพิ่มขึ้นด้วย

ที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คืองูเกล็ดสีดำล้วนตัวหนึ่ง เป็นงูที่แทบจะเหมือนมังกรอยู่แล้ว ถ้ามันผ่านด่านอีกสักสองสามครั้ง เลเวลขึ้นไปแตะร้อยเมื่อไหร่ มันก็จะกลายเป็นมังกรฝึกหัด แต่แค่นั้นก็โหดจนไม่รู้จะโหดยังไง ดวงตาสีเหลืองของมันจับจ้องมาที่ผม และบนใบหน้าซีกซ้ายของผมก็ร้อนวาบเหมือนโดนเหล็กนาบ

ฉิบหาย ผมโดนหมายหัว!

หนึ่งในความสามารถพิเศษที่น่ากลัวมากของสัตว์อสูรเลเวลสูงๆ คือการหมายหัวเหยื่อ มันหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะตายอีกกี่ครั้งกี่หน ไม่ว่าคุณจะหนีไปถึงสุดขอบแมป ขอแค่มันได้กลิ่นคุณสักนิด มันจะตามไปจัดการคุณแน่ ซึ่งที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็นใครที่ถูกสัตว์อสูรหมายหัวแล้วสามารถฆ่าสัตว์อสูรตัวนั้นได้เลย มันไม่เคยมีก็เพราะว่าเกมเจี้ยนเพิ่งจะขยายเพดานเลเวลได้ไม่นาน และผมเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรตินี้

หางสีดำถูกฟาดลงมาอย่างรวดเร็ว ผมถีบตัวถอยหลัง เฉียดปลายจมูกไปแค่เส้นยาแดงผ่าแปดเท่านั้น ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หัวงูก็ฉกตามมาแล้ว ผมเรียกผีสีดำขึ้นมาช่วยแต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก ทั้งผมทั้งมันถูกหัวงูขนาดเท่ารถมินิคาร์อัดเข้ากับต้นไม้ด้านหลัง ทัศนวิสัยตรงหน้าถึงกับวูบไปชั่วขณะ

ผมใช้เวทย์พรางตา หลบออกมานั่งคิดวางแผนระหว่างที่ปล่อยให้ผีสีดำฟัดกับงูไปพลางๆ เจ้ายักษ์นั่นส่ายหัวไปมาเหมือนตั้งใจจะหาว่าผมอยู่ตรงไหน ขอบคุณพระเจ้าที่มันยังไม่ได้ตาทิพย์ ไม่งั้นผมคงได้หนีไปคิดไปแน่ๆ

แม่ง หนีเรื่องปวดหัวสองเรื่องเพื่อมาเจอกับเรื่องปวดหัวอีกหนึ่งเรื่องงั้นเหรอ ตลกไม่ออกเลยจริงๆ

น่าจะใช้เขตอาคมได้อยู่...ผมคิดพลางหรี่ตามองสภาพแวดล้อมรอบตัว เจ้างูนี่ทำรุนแรงจนแถวนี้ราบเป็นหน้ากลอง แต่มันก็ตัวใหญ่มาก ผมคนเดียวคงเขียนไม่ไหว ต้องใช้พวกร่างเงาช่วย และถ้าเขตอาคมควบคุมไม่อยู่...

ผมดึงเอากระดาษเขียนยันต์ปึกใหญ่ออกมา วาดมือสร้างร่างเงาออกมาสองตัว

““ไง-””

“อย่าพูดมาก ช่วยกันเขียน เร็ว!” ผมว่าพลางตบกองกระดาษเขียนยันต์ “ยันต์ระเบิด เขียนเป็นใช่ไหม”

ร่างเงาหนึ่งและร่างเงาสองมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้าตกลง ก้มหน้าก้มตากรีดนิ้วใช้เลือดเขียนยันต์ระเบิดกันอย่างรวดเร็ว “เจ้านาย ไปไงมาไงถึงโดนหมายหัวได้ล่ะ”

“ไม่รู้ จ้องหน้ากันอยู่ดีๆ ก็โดนเลย” ผมตอบโดยที่ยังไม่หยุดมือ

“....ไม่ใช่ว่าเพราะคุณไปฆ่าพวกมันไว้เยอะเหรอ น่าจะเป็นร้อยตัวแล้วมั้ง ได้นับบ้างหรือเปล่า”

ผมหายใจสะดุด “ฆ่าเพลินไปหน่อย ไม่ได้นับ”

“มียันต์ที่แรงกว่ายันต์ระเบิดนะ”

“จำไม่ได้โว้ย”

“สมน้ำหน้าแล้— เฮ้ย!!

ระหว่างที่พวกเราสุมหัวเขียนยันต์กันอยู่ หางตาผมก็เหลือบเห็นเงาดำแวบๆ กำลังพุ่งมาทางนี้ พวกผมรีบคว้ายันต์ระเบิดบนพื้นแล้วสลายโต๋ทันที

“เจ้านาย แล้วแผนล่ะ!!!!

“มัวแต่กัดกันจนไม่ได้วางแผนเลย!!!

“หนวกหู ก็ไอ้หมาที่ไหนมันต่อปากต่อคำกันล่ะฟะ!!!

“ว่าพวกผมอย่างนี้ เจ้านายก็สุนัขเหมือนกันแหละ!

งูยักษ์พุ่งตัวฉกใส่พวกผมทั้งสามคน มันคงสับสนว่าใครเป็นตัวจริงถึงได้หันไปหันมาไม่หยุด ความคิดผมสว่างวาบทันที

“เฮ้ย ทางนี้!” ผมสะบัดยันต์ระเบิดใส่หน้ามัน เปรี้ยง ไม่จอด แต่ค่าความเกลียดชังตกใส่หัวผมเต็มๆ

ผมวิ่งล่อมันมาที่กลางลานพลางตะโกนบอกร่างเงาทั้งสองตัวว่า “ฉันจะล่อมันไว้ พวกแกไปเขียนเขตอาคม ไม่ต้องควบคุมแล้ว เอาอะไรก็ได้ที่แรงที่สุด”

ผมกระโดดหลบขนดหางที่ฟาดลงมาอีกครั้ง ได้ยินร่างเงาสองตัวนั้นหัวเราะเจ้าเล่ห์ “อะไรก็ได้ที่แรงที่สุดงั้นเหรอ หึหึหึหึหึหึหึ ได้เลยๆ”

“เจ้านายอาจลืมเพราะกำลังตกใจ แต่พวกเราเป็นโค้ด พวกเราจำได้”

“จะอะไรก็รีบๆ ทำเถอะ แม่งเอ๊ย!!!” ผมสบท เส้นความอดทนขาดผึง ผมเหนื่อยกับการหนีไปมาเต็มทนแล้ว มีดยาวประมาณหนึ่งฟุตสีดำสนิทถูกดึงออกมา ผมกรีดมันใส่ท้องแขนตัวเอง เมื่อใบมีดได้สัมผัสเลือด อักขระสีแดงก็เริ่มเรื่อเรืองขึ้นจากข้างในเนื้อเหล็ก เหมือนมันถูกส่งผ่านมาจากความมืดก้นพิภพ

ผมชี้มีดในมือไปที่หัวงู แสยะยิ้ม ปล่อยให้เลือดบนแขนซ้ายหยดลงพื้น “แกกล้ามากที่มาหมายหัวฉัน อย่าหวังว่าจะได้มีชีวิตอยู่จนเห็นดวงตะวันพรุ่งนี้เลย”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 01:49

    ฮื่ยตอนนี้แอบระแวงหน่อยๆ นะคะเนี่ย โอ้ยยหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นร้ายแรงเพราะคนเก่าๆนะะ
    #39
    1
    • #39-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 21)
      24 ตุลาคม 2562 / 09:25

      เห็นธารเป็นแบบนี้ แต่ลึกๆ แล้วเขาเข้มแข็งกว่าที่คิดนะ
      #39-1