แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 20 : Level 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    17 ต.ค. 62

กระดิ่งทองเหลืองใบเล็กที่แขวนอยู่บนห่วงประตูสั่นเบาๆ เมื่อผมผลักประตูเปิดออกและค้างไว้ให้แดนสรวง กลิ่นกาแฟที่ลอยมาแตะจมูกทำให้ผมตาสว่างขึ้นเล็กน้อยหลังจากการปั่นงานอย่างบ้าคลั่งเมื่อคืน พวกเราจองที่นั่งก่อนจะสั่งเครื่องดื่มราคาเกือบร้อยคนละแก้ว ที่โต๊ะด้านข้างเคาน์เตอร์มีกระดาษสีที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสวางไว้เป็นปึก ข้างๆ กันนั้นมีหนังสือสอนพับกระดาษที่ขอบไม่กริบนัก คงเพราะนี่เป็นจุดขายของคาเฟ่แห่งนี้กระมัง

“ผมพับด้วยได้ไหม หรือว่าให้แค่เด็กๆ ครับ” แดนสรวงถามเจ้าของร้านพลางชี้มือไปทางโต๊ะตัวนั้น

“พับได้ครับ สั่งเครื่องดื่มหรืออาหารเกินร้อยบาทก็พับไปยาวๆ เลย” ชายหนุ่มท่าทางใจดีที่คาดผ้ากันเปื้อนสีเข้มอยู่หลังเคาน์เตอร์หัวเราะ “ตรงนี้อยู่ใกล้กับโรงเรียนเด็กเล็ก ผู้ปกครองบางทีก็มานั่งรอเด็ก บางทีเด็กก็มารอผู้ปกครอง ผมเลยเอามาไว้เผื่อให้ลูกค้าเล่นแก้เบื่อนี่แหละครับ”

แดนสรวงยิ้มกว้างและพูดว่า “ขอบคุณครับ” ด้วยดวงตาเป็นประกาย ผมจึงชะโงกไปหยิบแก้วน้ำเขามาถือไว้ เจ้าหนูแดนสรวงจึงเหลือมือหนึ่งข้างไปหยิบของเล่น อย่างที่เป็นความตั้งใจแรกของการมาที่คาเฟ่แห่งนี้

“ถ้าพับเสร็จแล้วจะเอากลับบ้านหรือจะเอามาติดบอร์ดไว้กับเพื่อนตัวอื่นก็ได้นะครับ” โอนเนอร์ยิ้มจางๆ พลางพยักพเยิดไปทางบอร์ดไม้สีน้ำตาลบนผนังที่มีกองทัพโอริกามิและรูปถ่ายลูกค้าคนอื่นติดอยู่สะเปะสะปะ

มิถุนายนเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งผมทั้งแดนสรวงต่างยุ่งกันจนหัวหมุน ไม่สิ ผมยุ่งจนเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ปกติคือแดนสรวงต่างหาก เจ้ากระต่ายป่าเริ่มงอแงเมื่อแพทช์ใหม่ที่อัพเดตมีบัคและทีมพัฒนาแก้ไม่ได้เพราะมันเป็นส่วนที่ต้องประสานกับ VR gear แดนสรวงที่เป็นอดีตทีมพัฒนาเครื่องเล่นเกมจึงต้องรับหน้าที่ดูแลส่วนนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเสร็จงานกระต่ายป่าจึงค่อนข้างดูเฉาๆ ดูท่าทางแล้วเขาคงอยากออกมาเที่ยวข้างนอกเพราะตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาแดนสรวงได้แต่ไปกลับ บ้าน-ที่ทำงาน โดยไม่ได้ไปวิ่งเล่นแทะหญ้าที่ไหนเลย พอได้ยินจากคะนิ้งว่า 'มีคาเฟ่น่ารักๆ อยู่แถวโรงเรียนอนุบาลxxxx แดนสรวงน่าจะชอบ' ผมก็เลยชวนเขามา

ซึ่งตอนชวนแดนสรวงก็หูกระดิกจริงๆ เขามองผมด้วยสีหน้าแบบว่า 'ธารจะพาไปเหรอ มีให้พับกระดาษเล่นด้วยเหรอ ฟังดูดีจังเลย ไปสิๆ'

"วันหยุดทั้งที ยังจะเอางานมาทำอีกเหรอ" กระต่ายป่าทำแก้มป่อง

"ก็สิ้นปีจะไปเที่ยวกัน ต้องหาเงินไว้ก่อนสิ" ผมหัวเราะจางๆ พลางเคาะแป้นพิมพ์ไปด้วย "จะว่าไปก็ไม่ได้ไปนานมากแล้วแฮะ คิดถึงนะเนี่ย"

ผมเคยไปญี่ปุ่นกับครอบครัวตอนประมาณม.ต้น ช่วงปีใหม่อากาศไม่หนาวมากนัก ภูเขาในฝันนั่นผมก็เคยไป จำได้รางๆ ว่ามีศาลเจ้าตั้งอยู่ข้างบน เป็นศาลเจ้าที่ใหญ่มากและคนเยอะมากเช่นกัน แต่ให้ตายสิ พี่สาวคนสวยที่ผมเข้าไปซื้อเครื่องรางตอนนั้น ผมพูดด้วยเธอก็ทำหน้านิ่งตอบกลับมา เย็นชาชะมัด

และใช่ ผมพูดญี่ปุ่นได้บ้างเพราะ...เออ เพราะเมื่อก่อนผมติดอนิเมะไง จะมีเหตุผลอะไรได้อีกนอกจากความชอบที่ทำให้เด็กที่ไม่สนการเรียนอย่างผมพยายามเรียนล่ะ

"ธารรับงานนอกเหรอ ฉันจะทำด้วยดีมั้ยนะ" แดนสรวงชะงักมือที่กำลังพับกระดาษเป็นรูปนก เขาเงยหน้าเอียงคอมองผม ตาแป๋วเหมือนกระต่าย

ผมใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางเคาะหน้าผากเขาเบาๆ "รอให้แขนหายก่อนแล้วค่อยลุยงาน แค่นี้นายก็เหนื่อยแย่แล้ว"

แดนสรวงโบกแขนข้างที่ใส่เฝือกไปมา "อาทิตย์หน้าก็ถอดเฝือกได้แล้ว" เขายิ้มตาหยีให้ผม "ฉันจะกลับมาช่วยธารลุยงานนะ"

หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งก้มหน้าก้มตาทำงาน(และเล่นสนุก)กันจนคุ้มราคาค่านั่ง สักพักผมก็พักสายตาไปพับกระดาษเล่นกับแดนสรวง ได้กระต่ายสีขาวมาหนึ่งตัวแบบยับๆ ขนาดแดนสรวงใช้มือข้างเดียวยังพับเก่งกว่าผมเลย

 

แหม เอาเถอะ คนเรามันก็ต้องมีเรื่องไม่ถนัดกันบ้างแหละน่า

 

“อะ ให้” ผมโยนกระต่ายหูเบี้ยวๆ หน้าตาเยินๆ ให้แดนสรวงแล้วหันกลับไปพิมพ์งานต่อ หลังจากพูดเรื่องซื้อมอเตอร์ไซค์และเรื่องไปญี่ปุ่นตอนสิ้นปี ผมก็คิดว่าน่าจะหาเงินเพิ่มเผื่อไว้สักหน่อย เราจะได้ถลุงเล่นได้อย่างสบายใจโดยไม่เบียดเบียนเงินเก็บ ผมจึงหางานในเว็บฟรีแลนซ์ของต่างชาติมาทำเพิ่ม พวกเขาไม่ค่อยต่อราคาหรือทำให้ผมลำบากใจนัก นับเป็นโชคดีของผมที่ได้ภาษาอังกฤษ

“ฉันกำลังคิดว่า...” แดนสรวงลากเสียงยาว เมื่อผมเงยหน้าไปมองก็พบว่าแววตากระต่ายป่ากำลังทอประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมา เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากล่าง ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพราะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่อยู่ตรงหน้าเป็นกระต่ายเชื่องๆ หรือหมาป่ากันแน่

“เรามาหาเงินแข่งกันดีมั้ย?”

“....”

“แข่งกันจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกา ไม่นับงานประจำนะ เอาแค่งานนอก ใครหาได้มากกว่าคนนั้นชนะ”

น่าสนุกดีนี่ ผมคิดพลางกดยิ้มมุมปาก “แล้วคนชนะจะได้อะไรล่ะ”

“ต้องมีรางวัลด้วยเหรอ” แดนสรวงกะพริบตาปริบๆ หมอนี่กลับไปเป็นกระต่ายได้เร็วดีแฮะ

“การแข่งขันที่ไม่มีรางวัลมันจะไปสนุกได้ยังไงล่ะ”

“ก็สนุกที่ได้แข่งไง”

ผมส่ายหน้า “ไม่ได้สิ ถ้าเป็นการแข่งเล็กๆ อย่าง ใครวิ่งไปถึงตรงนั้นก่อนชนะ หรือ ใครได้คะแนนวิชาเลขมากกว่าชนะ มันจะไม่มีรางวัลก็ได้ แค่พูดว่า ไชโย ฉันชนะ ก็โอเคแล้ว แต่นี่มันเป็นการแข่งที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและแรงสมองเลยนา แถมยังกินเวลาหลายเดือนเลยด้วย เราต้องมีรางวัลสักอย่างเพื่อใส่จุดฟูลสต้อปให้มัน รวมถึงเป็นการบอกตัวเราเองด้วยว่า 'การแข่งขันจบลงแล้ว'

“งั้นก็...แล้วแต่จะขอ?” แดนสรวงพยักหน้างงๆ แต่เมื่อเห็นประกายตาวิบวับของผม เขาก็รีบพูดต่อว่า “ขอได้แค่ข้อเดียวเท่านั้นนะ”

“ไม่มีปัญหา” ผมยิ้มตาหยี “งานนี้ยังไม่นับละกัน ค่อยเริ่มตอนนายถอดเฝือกอาทิตย์หน้า ฉันจะได้ชนะอย่างเป็นธรรม”

“ธารคิดว่าจะชนะคนที่มีฐานลูกค้าเก่าอย่างฉันได้เหรอ”

“ไม่แน่หรอก” ผมส่ายนิ้วชี้ไปมาตรงหน้าเขา “อย่าลืมว่าฉันชื่อธนากร”

 

ดังนั้นการแข่งขันของพวกเราจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่วินาทีที่แดนสรวงถอดเฝือกเรียบร้อย แขนข้างซ้ายของเขาดูเล็กกว่าที่ผมจำได้ หมอบอกว่าช่วงนี้ยังต้องระวังอย่าให้แขนรับน้ำหนักมากเกินไป ผมจึงยังไม่ยอมให้เขาทำกับข้าวหรือขนเสื้อผ้าลงไปซักข้างล่าง และก็ขอให้เขาอย่าเพิ่งไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆ แดนสรวงหน้าเจื่อนเมื่อทั้งหมอ ทั้งแม่ ทั้งคะนิ้ง และผมต่างสวดเขากันคนละทีสองที โทษฐานที่เที่ยวเล่นอะไรอันตรายๆ ตลอด หนำซ้ำยังไม่ยอมดูแลตัวเองดีๆ อีก

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ” แดนสรวงบ่นงุบงิบๆ แต่ก็ยอมสงบเสงี่ยมอยู่แต่ในกรุงเทพ อันที่จริง หลังจากถอดเฝือกเขาก็กลับมาทำงานบ้านทั้งหมด ยกเว้นสองอย่างที่ผมขอไว้ แถมยังเริ่มรับงานนอกอย่างบ้าคลั่งแล้วด้วย ผมก็เพิ่งรู้ว่าเขาเป็นคนที่ใช้ชีวิตคุ้มขนาดนี้ บอกตามตรงว่าตอนที่เจอแดนสรวงครั้งแรก ผมคิดว่าเขาเป็นลูกคุณหนูผู้วิ่งเล่นอยู่ในสวนดอกไม้สวยๆ ตลอดเวลาด้วยซ้ำ เขาดูไม่ทุกข์ร้อน...เหมือนคนที่ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรก็มีทุกอย่างไว้ในมืออยู่แล้ว

แต่พอลองมองย้อนกลับไปด้วยสายตาที่มืดบอดน้อยลง ผมก็เข้าใจแล้วว่าแดนสรวงไม่ใช่เด็กอมมือหรือพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแต่อย่างใด เขามีความทะเยอทะยานแน่ ดูจากที่เขาสอบทุนไปเมืองนอกสิ ดูจากที่เขาเข้าไปพัฒนา VR gear สิ ผมจำได้ว่าเคยพูดกับเขาเรื่องการทำให้คนเข้าไปอยู่ในเกม แค่พูดเล่นๆ ตามประสาวัยรุ่นเท่านั้น แต่แดนสรวงก็ทำมันจนได้ หมอนี่เป็นคนเก่ง มีความพยายาม หนำซ้ำยังถ่อมตัวและมองโลกในแง่ดี คนนิสัยน่ารักแบบนี้หาไม่ง่ายเท่าไหร่เลยนะ

เออ ผมรู้ ผมขี้อวด ก็เขาเป็นแฟนผมนี่

“พักสักหน่อยเป็นไง” ผมวางแก้วชาเขียวมัทฉะร้อนๆ เพิ่งชงเสร็จให้แดนสรวง “นายเคยบอกว่าตัวเองชอบลองของแปลกๆ ไปทั่วก็จริง แต่ที่หนึ่งในใจยังคงเป็นชาเขียว ใช่ไหม”

“ก็เหมือนฉันกับธารนั่นแหละ...ฉันไปทุกที่ที่อยากไป แต่ที่หนึ่งในใจ ยังไงก็ต้องกลับมาหาธาร” แดนสรวงพูดแบบนั้นแล้วกอดคอผมไว้จากด้านหลัง ผมผลักหัวเขาไปอีกทางเบาๆ

“ยังไงตอนนี้นายก็ยังไปเที่ยวตะลอนๆ ที่ไหนไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องมาอ้อนเลย”

เขาหัวเราะแล้วผละไปทำงานต่อพลางจิบชาเขียวแก้วนั้นไปด้วย

 

....

 

ผมรู้สึกว่า ผมได้เจอเพื่อนเก่าเยอะไปแล้วล่ะสำหรับปีนี้

ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าตัวสูงกว่าผมนิดหน่อย (ให้ตายสิ ทำไมถึงมีแต่คนสูงกว่าผมวะ) เขาใส่แว่นกรอบหนาสีดำ ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นพนักงานบริษัทเหมือนผม ผมเจอกับเขาในวันเสาร์ที่ออกมาซื้อของกินของใช้กับแดนสรวง แต่ตอนนี้แดนสรวงไม่อยู่ เขาไปเข้าห้องน้ำ ผมจึงต้องรับศึกใหญ่คนเดียว

ใช่ครับ ผู้ชายคนนี้ คือไอ้เพื่อนสนิทตั้งแต่อนุบาลของผมเอง ผมถึงได้บอกไงว่าผมเจอเพื่อนเก่าเยอะไปแล้วสำหรับปีนี้

...หรือปีนี้มันเป็นปีแห่งการเคลียร์เรื่องค้างคาใจวะ...

ผมส่งข้อความไปบอกแดนสรวงว่าเจอคนรู้จักและจะไปหาที่คุยกันต่อสักหน่อย ให้เขากลับไปก่อนได้เลย แดนสรวงส่งสติกเกอร์รูปตุ๊กตาไล่ฝนหน้าเอ๋อมาหนึ่งตัวเป็นเชิงว่ารับรู้

“แกกินข้าวหรือยังล่ะ” ผมเก็บโทรศัพท์พลางเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเพื่อนเก่า พอเขาส่ายหัวผมจึงเสนอให้เราไปหาที่นั่งกินข้าวและค่อยๆ คุย “แต่หารกันจ่ายแล้วกัน” ผมพูดเรียบๆ

ผมจำชื่อเขาไม่ได้แล้ว น่าแปลก ทั้งที่ผูกใจเจ็บกับเรื่องตอนม.ต้นขนาดนั้น แต่พอเพื่อนเก่ามาอยู่ตรงหน้า ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนว่าเขากลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้วสำหรับผม

บางที ไอ้เจ้าความยึดมั่นถือมั่นนั่นก็เป็นแค่ภาพลวงตาของอดีตล่ะมั้ง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะญาติดีด้วยหรอกนะ

“นายเปลี่ยนไปเยอะ” เพื่อนที่ผมจำชื่อไม่ได้พูดเบาๆ “เยอะมาก”

ผมใช้ส้อมจิ้มหมูแดดเดียวใส่ปาก ไม่ได้ตอบอะไร ดวงตาสีดำสนิทของผมมองหน้าเขา พยายามเค้นสมองค้นหาความทรงจำที่เราเจอกันวันแรก ในสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถแงะชื่อเขาขึ้นมาได้ ดังนั้นผมจึงชำเลืองมองบัตรที่ห้อยคอเขาแทน

เขมกร... เขม ใช่ หมอนี่ชื่อเขม ผมเลื่อนสายตาขึ้นไปสบตาเขาอีกครั้ง เอ่ยถามเรียบๆ ว่า “เรียกฉันมา มีอะไร”

เขมหน้าเสียไปนิดเมื่อได้เห็นท่าทางเย็นชาของผม แต่จะให้ทำไงล่ะ ก็เราไม่สนิทกันแล้วนี่ เขาจ้องตาผมตรงๆ ใบหน้าไม่มีรอยยิ้ม “ฉันแค่อยากขอโทษ”

ส้อมของผมเลื่อนพรืดจากชิ้นเนื้อหมูในจาน รู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจแดนสรวงหน่อยๆ แล้ว เขมไม่เคยขอโทษใคร ผมเองเมื่อก่อนก็ไม่เคยขอโทษ และตอนนี้ผมก็กำลังระแวงอยู่ว่าหมอนี่ตั้งใจพูดจริงๆ หรือว่ามีอะไรแอบแฝง และความโกรธก็เริ่มปะทุขึ้นมานิดๆ ด้วย

แกไม่คิดว่าแกพูดช้าไปหน่อยรึไง ผมมองเขาด้วยแววตาดุจัด ส่งผ่านคำตำหนิไร้เสียงด้วยสายตานั้น ตั้งสิบกว่าปีเชียวนะ คิดว่าที่ฉันกลายมาเป็นคนใจร้ายแบบนี้มันเพราะใครล่ะ

“ธาร นายคิดว่า...เราจะยังเป็นเพื่อนกันได้รึเปล่า”

เขมหลบตาผม เขาก้มหน้าพลางใช้ช้อนเขี่ยกับข้าวในจานไปมา ผมนิ่งไปนาน นานมาก ความคิดตีกันในหัวจนยุ่งเหยิงไปหมด เหมือนสึนามิสองลูกถล่มกันเอง เรื่องครั้งนั้นมันก็จบไปตั้งสิบกว่าปีก่อนแล้ว แต่มันเปลี่ยนผมไปจนกลายเป็นแบบนี้ แต่มันจบไปแล้ว จะโกรธเกรี้ยวไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่ถ้าให้อภัยง่ายๆ มันสาสมกับสิ่งที่เขาทำงั้นเหรอ

ผมคว้าแก้วน้ำเย็นเฉียบมากระดกลงคอเพื่อให้ตัวเองใจเย็นลง ผมมองผู้ชายตรงหน้า มองตัวเอง และก็คิดถึงแดนสรวง เขาให้อภัยผม เหมือนมันง่ายดายพอๆ กับการกลับไปแก้โจทย์เลขง่ายตอนมัธยม ผมไม่เข้าใจว่าเขาทำได้ยังไง

“ไม่รู้สิ” ผมตอบห้วนๆ ถอนหายใจและยกมือขึ้นขยี้เรือนผมสีดำของตัวเองจนยุ่งเหยิง “ฉันไม่รู้ว่าจะให้อภัยแกได้รึเปล่า และต่อให้ทำได้ อะไรๆ มันก็ไม่เหมือนเดิมหรอก ฉันเปลี่ยนไปแล้ว”

“เราเริ่มกันใหม่ได้นะ”

“อาจจะ มั้ง ไม่รู้ ขอเวลาฉันคิดหน่อย” ผมว่าพลางหยิบเงินครึ่งหนึ่งวางบนโต๊ะ และกระเด้งตัวลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปแล้ว”

“อย่างน้อยก็ปลดบล็อกกันก่อนได้ไหม” เขาคว้าข้อมือผมไว้ก่อนที่ผมจะไปไหนได้ แถมยังสลัดไม่หลุดด้วย บ้าเอ๊ย คอยดูนะ วันจันทร์ผมจะวิ่งขึ้นบันไดแปดชั้น ผมจะเริ่มออกกำลังกายจริงๆ จังๆ แล้ว “คิดถึงเรื่องก่อนหน้าที่เราจะทะเลาะกันสิ ตอนนั้นเราก็มีความสุขกันไม่ใช่รึไง”

“มันไม่เหมือนเดิมแล้ว”

“ก็เริ่มกันใหม่ได้ป่ะ”

สุดท้ายบทสนทนาก็วนกลับมาที่เดิม ผมแงะมือเขมไม่ออก และหมอนี่ก็ทำท่าจะตื๊อไม่เลิก ผมจึงยอมปลดบล็อกให้เขาด้วยความขัดใจเป็นที่สุด “ไม่ต้องแอดมา ไม่รับ” ผมขู่ฟ่อแต่ไอ้เขมหรือจะฟัง โทรศัพท์ผมสั่นขึ้นมาวืดหนึ่ง แจ้งเตือนฟ้องว่ามีคำขอเป็นเพื่อนถูกส่งเข้ามา

เขมปล่อยมือผม พูดยิ้มๆ ว่า “ไว้นายอยากรับก็ค่อยรับแล้วกัน”

 

 

...

ผมลากร่างไร้วิญญาณกลับมาที่คอนโด เปิดประตูเข้ามา ถอดรองเท้าไว้ไม่เป็นที่ ก่อนจะเดินสะโหลสะเหลไปหาแดนสรวงที่นั่งทำงานอยู่ตรงโซฟา ผมโกรธจนหมดแรงและต้องการที่ชาร์ตแบต เดี๋ยวนี้เลย

“เป็นอะไรไปครับ” แดนสรวงถามพลางเอื้อมมือซ้ายมาลูบหัวผมที่เข้าไปกอดเขาจากทางด้านหลัง โดยที่มือขวายังทำงานต่อไป

ผมไม่ตอบเขาเพราะเหนื่อยเกินกว่าจะอ้าปากพูด สักพักเขาก็ดึงมือซ้ายกลับไปทำงานเป็นเพื่อนมือขวา ปล่อยให้ผมกอดแช่ได้ตามสบาย ผมก็เลยทำตามสบายจริงๆ หัวผมพิงอยู่บนหลังเขาและกลิ่นหอมอ่อนๆ จากแดนสรวงก็ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายจนหลับไปทั้งอย่างนั้น

พอตื่นขึ้นมาอีกที แดนสรวงก็ยังทำงานอยู่ ผมโงหัวขึ้นจากแผ่นหลังของเขา ถามว่ากี่โมงแล้ว

“อีกสี่นาทีจะสามทุ่ม”

“อ้าว แล้ววันนี้ไม่เข้าเกมรึไง” ผมขยับออกมานั่งข้างๆ แดนสรวง ยังไม่หายเหนื่อยดีนัก แต่ก็โอเคขึ้นมาก

“เห็นหลับสบายก็เลยไม่อยากปลุกน่ะ” เขาเหยียดแขนบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นยืน “ฉันจะพักสักหน่อย นายสนใจชาเขียวอุ่นๆ สักแก้วมั้ย”

“ดื่มตอนนี้ก็ไม่ต้องนอนกันพอดี” ผมว่าพลางยันตัวขึ้นแล้วเดินเตาะแตะตามเขาเข้าไปที่ครัว แดนสรวงเทนมจืดใส่กาต้มน้ำเรียบร้อยแล้ว หมายความว่าคืนนี้ผมจะมีนมอุ่นกิน ให้ตายสิ เขาเริ่มเลี้ยงผมเหมือนเลี้ยงแมวเข้าไปทุกทีๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าชาหรือกาแฟในตอนนี้

“นอนตั้งแต่หัววันแบบนี้ ธารจะหลับลงเหรอ” แดนสรวงว่าพลางเปิดตู้หาแก้วเซรามิกสองใบมาล้างเตรียมไว้ก่อน ใบสีดำล้วนของผม ใบสีขาวหน้าตาเบี้ยวๆ หน่อยที่มีลายเส้นง่ายๆ เขียนตกแต่งของเขา แดนสรวงบอกว่าได้มาตอนไปเวิร์คช็อปทำแก้วเซรามิกเล่น

“วันนี้เหนื่อยๆ น่ะ” ผมถอนหายใจ พิงสะโพกกับขอบเคาน์เตอร์ “ตอนนั้น...ที่นายให้อภัยฉัน...”

แดนสรวงชำเลืองมองผมแวบหนึ่งแล้วหันกลับไปเทนมลงแก้ว “ทำไมเหรอ”

“นายทำได้ยังไงน่ะ”

เขายิ้มพลางยื่นแก้วสีดำให้ผม “เพราะฉันรักนายไง”

“เอ่อ...” ผมเอียงแก้วเล่นพลางคิดว่าจะพูดยังไงให้เขาเข้าใจ “อธิบายให้ฉันฟังมากกว่านี้หน่อยสิ อย่าย่อนักเลย ขอแบบที่ปฏิบัติตามได้จริงน่ะ”

“มีปัญหาอะไรกับเพื่อนงั้นเหรอ” แดนสรวงว่า ผมจูงมือเขาไปนั่งหน้าหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น ม่านเปิดอยู่ กรุงเทพมหานครทอดตัวอยู่เบื้องล่างพวกเราเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยหลับใหล ถนนทุกสายเต็มไปด้วยแสงไฟหน้ารถสีเหลืองและไฟท้ายสีแดง บรรยากาศดูเหมาะกับการซดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่านมอุ่น

“มันมาขอโทษ แต่ไม่รู้จะให้อภัยได้มั้ย” ผมว่าพลางจิบเครื่องดื่มสายสุขภาพของแดนสรวง มองเลยไปไกลถึงเส้นขอบฟ้า- ผมหมายถึง ณ จุดที่ยอดตึกที่ไกลที่สุดตัดกับท้องฟ้าน่ะ “ไม่รู้ว่าควรอภัยรึเปล่า”

แดนสรวงพิงไหล่ผม ดวงตาทอดมองถนนสุขุมวิทเบื้องล่าง “แล้วธารอยากให้อภัยรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ” ผมตอบช้าๆ “ฉันไม่สน...ไม่คิดอยากให้ใครอยู่หรือไปทั้งนั้นแหละ ยกเว้นนาย”

มืออุ่นๆ ของแดนสรวงเลื่อนมาจับมือผม “นายไม่ใช่ว่าปิดใจจากพวกเขาหรอกเหรอ”

“อาจใช่” ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสบตาเขา “นายคิดอะไรอยู่ตอนนั้น”

“...แวบแรก ฉันก็ไม่แน่ใจว่าควรจะยกโทษให้นายรึเปล่าเหมือนกัน” แดนสรวงยิ้มจางๆ ให้ผม “ธารทำฉันไว้เจ็บแสบจริงๆ ฉันควรจะด่านายกลับสักประโยคสองประโยคไหม หรือว่าควรจะปึงปังไล่นายออกไปเลยดี... แต่ก็อย่างที่บอก ฉันชอบนายมาก ชอบตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันไม่อยากเห็นนายเสียใจ”

แก้วสีขาวใบนั้นถูกวางไว้บนพื้น แดนสรวงกอดแขนผมและพูดต่อ ผมมองไม่เห็นแววตาของเขาเพราะเขาซบหน้าลงบนบ่าผมอยู่ “แล้วฉันก็มองกลับไป ตั้งสิบปี ตอนนั้นธารตัวสูงกว่าฉัน คอยดูแลฉัน นายดูโตกว่าฉันแต่ก็เป็นแค่เด็กคนนึงเท่านั้นเอง เป็นแค่เด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดที่โกรธหรือน้อยใจอะไรสักอย่าง...ฉันก็จำที่นายด่าไม่ได้แล้วด้วยสิ ธารในตอนนั้นก็คงมีเหตุผลของตัวเอง มีความจริงในแบบของนายที่ฉันไม่รู้ แล้วนายก็ขอโทษแล้ว ทำไมเราไม่เจอกันครึ่งทางล่ะ พอคิดได้แบบนั้น ฉันก็เลยปล่อยนายไป”

“...ไม่ง่ายเลยแฮะ” ผมลูบหัวเขาเบาๆ

“ไม่ง่ายหรอก” แดนสรวงตอบเสียงอู้อี้ “ฉันก็แค่นึกถึงเรื่องเมื่อก่อน มันเคยดีขนาดนั้นเลยนะ ทั้งฉันทั้งธาร...เราเคยมีความสุขกันขนาดนั้น ฉันอยากเห็นนายในตอนนี้มีความสุข”

ผมกอดเขา แน่นพอๆ กับที่เขากอดแขนผมหรืออาจจะมากกว่า

เรื่องบางเรื่องถือไว้ก็แหมือนเศษแก้ว มันใช้ทำร้ายคนอื่นได้ก็จริง แต่คมนั้นก็บาดมือเราไปพร้อมกัน แดนสรวงปล่อยแล้ว เขาปล่อยโดยที่ไม่ได้ทำร้ายผมกลับแม้แต่ครั้งเดียว แล้วผมเป็นใครถึงได้เอาความหวังดีของเขามาเหยียบเล่น ถ้าผมไม่ปล่อยเศษแก้วของตัวเอง ผมก็จะยังเลือดออกอยู่อย่างนี้ ไม่แน่ว่าอาจเผลอไปทำร้ายคนข้างตัวอีกก็ได้

“...ขอบคุณ”

ทั้งเขม ทั้งเด็กนั่น ทั้งผม ตอนนั้นก็เป็นแค่เด็กโง่ๆ เท่านั้นเองไม่ใช่รึไง

ผมต้องปล่อย...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 01:20

    ตอนนี้มันจะเป็นตอนอะไรที่ค่อยๆปลดปมของธารรึเปล่านะ แต่ไม่รู้จะมาเปิดประเด็นอะไรเพิ่มไหม ทำไมตอนนี้ธารดูบอบบางเหลือเกิน(ในหลายๆความหมาย)แบบนั้นะะะ
    #35
    1
    • #35-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 20)
      20 ตุลาคม 2562 / 00:43

      พระเอกเรื่องนี้เป็นคนใจน้อย ธารปิดตัวเองเป็นสิบปี มาวันนี้ที่ได้แดนสรวงช่วยพาออกมาจากโลกของตัวเอง ก็เลยมีเรื่องอะไรต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเพิ่มเยอะเลย
      #35-1