แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 18 : Level 15

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 ต.ค. 62

ผมโยนซองบะหมี่สำเร็จรูปใส่รถเข็น ตามด้วยห่ออาหารสำเร็จรูปอีกสองสามอย่าง วันนี้เป็นวันเสาร์และเราอยู่กันที่เทสโก้โลตัส แดนสรวงเบ้ปากเล็กน้อยเมื่อเห็นของในรถเข็น เขามองหน้าผมด้วยสายตาแบบว่า นายจะให้ฉันกินอาหารอวกาศพวกนี้งั้นเหรอ

“เอาน่า ทนหน่อย ทำกับข้าวมือเดียวมันไม่สนุกหรอก จริงไหม” ผมแบมือ ยักไหล่ “อย่างน้อยเจ้าพวกนี้ก็สะดวกสำหรับคนมือเดี้ยงอย่างนายนา แกะซอง ใส่น้ำร้อน ปิดฝา รอแป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว เวลาที่เหลือนายจะเอาไปทำงานหรือนอนเล่นบนโซฟาก็ได้”

กระต่ายป่ายังหน้าบูด สงสัยจะไม่ชินกับอาหารเม็ด...

“นายแพ้นมรึเปล่า” ผมถามพลางเข็นรถไปต่อ แดนสรวงเดินตามต้อยๆ พลางส่ายหัว ผมเลยหยิบนมจืดให้เขาอีกหนึ่งแกลลอน จริงอยู่ที่วัยผู้ใหญ่ไม่ควรจะดื่มนมเยอะเหมือนเด็กๆ แล้ว แต่คราวนี้น่าจะเป็นกรณียกเว้นได้

“อย่าซื้อเยอะนักนะ เดี๋ยวจะแบกกลับกันลำบาก” แดนสรวงมองๆ ของในรถเข็นแล้วก็เอ่ยเตือนขึ้นมา “เราเอาถุงผ้ามาแค่สี่ถุงนะ”

“เออ จริงด้วย” ผมชะงักมือที่กำลังเอื้อมไปคว้าแพ็กน้ำอัดลมกระป๋องน้ำเงิน ว้า อดเลย

ผมก้มลงกวาดตาดูของในรถเข็น มีแต่ของกิน ของกิน ของกิน และข้าวของจิปาถะเล็กๆ น้อยๆ ไม่กี่อย่าง แต่เมื่อคิดว่าเราต้องไปเบียดกับคนอีกเป็นร้อยบนรถไฟฟ้าก็ชวนให้รู้สึกหืดขึ้นคอไม่หยอก

“...บางที ฉันคิดว่าเราคงต้องมีรถซักคันแล้วแหละ...” ผมพึมพำด้วยความหดหู่ อ่า ประเทศกรุงเทพมหานครนี่มันอยู่ยากจริงๆ

“รถเหรอ...ก็น่าสนนะ ราคาคร่าวๆ ประมาณหนึ่งล้านใช่ไหม” แดนสรวงเอียงคอ “มันจะเป็นหนึ่งล้านที่จะตามมาด้วยค่าน้ำมันอีกเป็นพันทุกเดือน ค่าประกัน ค่าที่จอดถ้าธารจะขับไปทำงาน แถมถนนในกรุงเทพก็รถติดออก คอนโดนายอยู่ใกล้รถไฟฟ้า ที่ทำงานก็อยู่ใกล้นะ”

“ก็นายชอบเที่ยว มีรถไม่ดีหรือ จะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าหนักๆ ตลอด”

“ฉันโอเคกับการเป็นแบคแพคเกอร์น่า” คนข้างตัวผมหัวเราะเบาๆ “ไหนธารบอกจะซื้อมอเตอร์ไซค์ไง”

ผมทำหน้าเบี้ยว “อากาศเมืองไทยมันร้อนง่ะ ฝนตกบ่อยด้วย”

“นั่นสินะ ยิ่งนายไม่ออกกำลังกายแบบนี้ ป่วยขึ้นมาทีคงแย่เลย”

น้ำเสียงแดนสรวงดูเรียบเรื่อยไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ผมฟังแล้วรู้สึกเจ็บจึ้กตรงกลางใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งให้เขาแล้วเข็นรถไปต่อคิวจ่ายเงินที่แคชเชียร์ พอตอนหิ้วของกลับบ้านแดนสรวงก็แย่งถุงที่ใส่แกลลอนนมไปถือไว้เอง ทิ้งถุงผ้าอีกสองถุงที่ใส่พวกของเบาๆ อย่างอาหารอวกาศ โพสอิท คลิปหนีบกระดาษ ปลาสเตอร์บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (นั่งทำงานนานๆ แล้วผมเจ็บไหล่) และกระติกน้ำเก็บความร้อน (ไว้ใส่กาแฟแก้ง่วง) ให้ผมถือ

“เฮ้ นาย ฉันไม่ได้เป็นง่อยนะ” ผมใช้คำพูดเดียวกับเขาเมื่อวันก่อนมาประท้วง ผมควรจะดูแลแดนสรวง ไม่ใช่ให้แดนสรวงมาดูแลผมแบบนี้ ผมไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดจะถือแกลลอนนมขนาดห้าลิตรไม่ไหวสักหน่อย

“มันไม่ได้หนักขนาดนั้น” แดนสรวงส่ายหน้าเบาๆ “อย่าคิดมากสิ ถ้าฉันไม่ไหวฉันก็บอกนายอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงกันมากหรอก”

มันไม่ใช่เรื่องที่ว่านายจะไหวหรือไม่ไหวสักหน่อย ผมคิดแต่ไม่ได้พูดออกไป จิ๊ปากอย่างขัดใจเล็กน้อยก่อนจะเดินตามเขาออกไปข้างนอกห้างและมุ่งหน้าขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้านของเรา

 

 

“อยากแข็งแรงขึ้นแบบไม่เสียเวลา ไม่วุ่นวาย?”

คะนิ้งละสายตาจากหน้าจอมาเลิกคิ้วใส่ผม เพื่อนดูประหลาดใจสุดๆ ผมเลยต้องขยายความเพิ่ม

“แบบที่ไม่ต้องไปเข้าคอร์สฟิตเนสหรืออะไรน่ะ เอาแบบเรียบง่าย ไม่เบียดเบียนเวลาชีวิตมากนัก”

“เอ่อ” เธอเคาะด้ามเมาส์ปากกาลงบนมือตัวเองเบาๆ อย่างครุ่นคิด “ทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มาถามอะไรแบบนี้วะ”

ผมเดาะลิ้น เงียบ ไม่ตอบ เพื่อนเลยถอนหายใจและกลอกตาเล็กน้อยพลางพูดว่า “เออๆ ไม่ถามก็ได้ค่ะ ห่วงสุขภาพตัวเองก็ดีแล้ว...บริษัทเราอยู่ชั้นแปดใช่ปะ แทนที่จะขึ้นลิฟท์แกก็มาให้เช้าหน่อย แล้วใช้บันไดแทน ถือเป็นการออกกำลังกายตอนเช้าไปในตัว”

“นี่พูดเล่นหรือพูดจริงวะ”

“พูดจริงสิ” มุมปากคะนิ้งยกขึ้นนิดๆ “หรือถ้าเขิน ฉันจะทำเป็นเพื่อนแกก็ได้นะ แข่งกันวิ่งขึ้นบันได ใครถึงก่อนชนะ”

“ฟังดูเหมือนเด็กประถมเล่นกัน” ผมพูดพลางยกมือขึ้นกอดอก จมตัวเองลงไปในเก้าอี้และยกขาขึ้นไขว่ห้าง ก่อนจะพยักพเยิดไปทางหน้าจอของเธอ “นี่งานอะไรน่ะ”

“ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสของแอพฯตัวใหม่ที่พวกแกต้องทำไงล่ะ...ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วให้คุณ senior programmer ของเราดูก่อนดีกว่าว่ามีอะไรต้องเปลี่ยนไหม”

“เอาสิ” ยูสเซอร์อินเตอร์เฟสที่ดีจะทำให้โปรแกรมเมอร์ทำงานง่ายขึ้น ดังนั้นผมจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ

คะนิ้งหันหน้าจอมาทางผมและเริ่มใช้เมาส์ปากกาชี้อธิบายทีละส่วนด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ

“งานคราวนี้เป็นโปรแกรมแชทแหละ แต่มันพิเศษขึ้นมาตรงที่ไม่ใช่แชตเฉยๆ แบบไลน์ หรือแชตหาคู่หาแฟน เจ้าของเขาอยากให้มันเป็นแอพที่เอาไว้ฝึกภาษาน่ะ ก็จะมีให้ยูสเซอร์ที่เพิ่งสมัครเข้ามาครั้งแรกกรอกข้อมูลต่างๆ เช่นชื่อ อายุ ภาษาหลักของตัวเอง ภาษาที่สนใจศึกษา ความสนใจ...ทำนองนี้ ตัว Tab จะอยู่ด้านล่างคล้ายทวิตเตอร์ มีไอคอนสามตัว คือหน้าค้นหาเพื่อน แชท และโพรไฟล์ยูสเซอร์...”

คะนิ้งจบการบรรยายในอีกสิบนาทีถัดมา ผมเริ่มมีภาพรวมในหัวแล้วว่าคราวนี้ทีมจะเจอกับอะไร ครั้งนี้น่าจะไม่ยากมาก จริงๆ ผมเป็นคนรับ Requirement จากลูกค้าเองแหละ ผมต้องรู้อยู่แล้วดิว่าขอบข่ายงานนี้มันอยู่ตรงไหน แต่ที่ต้องมาดูมาฟังเธอก็เพราะว่าหน้าบ้านกับหลังบ้านมันสัมพันธ์กัน

“ตรงตามที่คุณออกแบบไว้ไหม”

“ใช้ได้ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะเอาตัว Tab ไว้ด้านบนเหมือนเฟซบุ๊ก เพราะแอนดรอยด์จะมีเมนูหลักอยู่ที่ด้านล่างอยู่แล้ว ไว้ด้านบนน่าจะดีกว่า” ผมเองก็สับสวิตช์ในหัวตัวเองเป็นโหมดทำงานเหมือนกัน “ผมไม่ค่อยรู้เรื่องมาร์เก็ตติ้งหรอกนะ แต่การบังคับกรอกข้อมูลเยอะแยะในตอนเริ่มต้นอาจทำให้ยูสเซอร์หมดสนุก เราน่าจะใช้หัวข้อความสนใจให้เลือกคร่าวๆ ก่อน แล้ววันหลัง ถ้ายูสเซอร์อยากลงรายละเอียดก็ค่อยไปเพิ่มข้อมูลอีกที ตรงนี้ผมคงอธิบายได้ไม่เคลียร์เองตั้งแต่ต้น ต้องขอโทษด้วย”

“ตรงนี้สินะ” คะนิ้งดึงเอกสารหนึ่งปึกเล็กออกมาจากลิ้นชัก เปิดไปหน้าโฟลวชาร์ตการทำงานของฟอร์มการสมัคร และจรดเมาส์ปากกาลงกระดาษก่อนจะชะงักกึก เปลี่ยนไปใช้ปากกาธรรมดาเขียนแทนอย่างเขินๆ “จริงๆ นายก็เขียนไว้แล้วแหละ แต่ฉันอ่านแล้วเข้าใจอีกแบบ ไม่เป็นไร แก้นิดหน่อย เสร็จทันประชุมพรุ่งนี้แน่”

“จะรอดูนะ เตรียมตัวเตรียมใจโดนลูกทีมฉันซักได้เลย” ผมหัวเราะพลางตบบ่าเพื่อนสนิท “แน่นอนว่าฉันก็จะซักแกด้วย”

“จากที่ฟังไปวันนี้ แกควรช่วยฉันอธิบายได้แล้วเปล่าวะ เจ้าควรเข้าร่วมมิใช่ต่อต้าน สหายแห่งข้า”

ถึงจะพูดด้วยน้ำเสียงรวดร้าวแบบนั้น แต่เมื่อถึงเวลาพักกินข้าวเที่ยงเธอก็แก้ดีไซน์ Tab กับฟอร์มการสมัครเสร็จแล้ว พอกินข้าวกันเสร็จผมก็เลยเดินไปดูที่โต๊ะเธอ

“น่าจะโอเคแล้วมั้ง แกจะปริ๊นต์เลยรึเปล่า เผื่อให้ฉันชุดนึงดิจะได้เอาไปดูก่อน”

“ใช้งานกันหนักจังวะ” คะนิ้งว่าพลางกวาดตาดูผลงานตัวเองคร่าวๆ เผื่อมีปัญหาที่หลุดรอดสายตาไปก่อนจะสั่งปริ๊นต์ออกมาสองชุด เธอโบกมือไล่ให้ผมไปเฝ้าเครื่องปริ๊นต์ตรงส่วนกลาง “เรียงกระดาษมาให้เรียบร้อยนะ”

“รู้แล้วน่า” ผมลากเสียงและเดินไปหาเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมสีดำที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ตรงกลางแผนก รับเอากระดาษชื้นหมึกนิดๆ มาเรียงใหม่ทีละหน้า ระหว่างนั้นเจ้าภัทรก็เดินมารอเอกสารอะไรสักอย่างเหมือนกัน พอเห็นผมเขาก็เลยทักว่า

“อ้าว พี่ธาร มารอเอกสารเหมือนกันเหรอครับ”

แหงสิ เจ้าหนู ผมคงไม่ได้มากินข้าวตรงนี้หรอกจริงไหม ผมคิดเล่นๆ แต่ไม่ได้พูดติดตลกแบบนั้นออกไป ผมต้องรักษาภาพพจน์คนคูลไว้ เดี๋ยวจะไม่น่าเชื่อถือ “อืม ทีมดีไซเนอร์ออกแบบอินเตอร์เฟสงานใหม่ของเราเสร็จแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะพูดกันเรื่องนี้แหละ”

ผมเคาะกระดาษปึกแรกเบาๆ ภัทรชะโงกตัวมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“โปรแกรมแชทเหรอครับ”

“ลูกค้าอยากได้โปรแกรมแชทที่เอาไว้ฝึกภาษาน่ะ”

“อ๋อ...” น้องเล็กของทีมลากเสียงยาว ดูหน้าแล้วเขาก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมากหรอก แค่ อ๋อ... ไปอย่างนั้นเอง “พี่คะนิ้งเป็นคนทำใช่มั้ยครับ พี่เขาเก่งเนอะ ผมรู้สึกหลายครั้งแล้วว่าอินเตอร์เฟสที่เขาออกแบบจะทำงานง่าย แล้วก็ไม่ค่อยโดนแก้”

“เก่งจริง” ผมยอมรับ “เขาเข้าใจระบบปฏิบัติการของทั้ง ios และ android ได้ดี”

คะนิ้งเป็นคนจริงจังกับงาน ผมแน่ใจว่าเธอต้องเคยศึกษาธรรมชาติของการเขียนโปรแกรม รวมไปถึง User Interface Guideline ของแต่ละ Platform มาบ้างแล้ว มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากมายเป็นภาษาอังกฤษอยู่บนอินเตอร์เน็ต และคะนิ้งก็มีพื้นฐานทางภาษาดี คนแบบนี้จะเก่งก็ไม่แปลก

“ผมเห็นช่วงนี้พวกพี่อยู่ด้วยกันบ่อย” ภัทรพูดเบาๆ ผมมองหน้าเขา และก็เห็นว่าน้องกำลังทำสายตาล้อเลียน

“คะนิ้งเป็นเพื่อนผม...ตั้งแต่สมัยเรียน” ผมหรี่ตา ปั้นหน้าดุใส่เด็กกะล่อนที่ยังยิ้มระรื่น “อีกอย่าง ผมมีแฟนแล้ว ดังนั้นข้อสันนิษฐานของคุณก็พับเก็บไปได้เลย”

“อ้าว ขอโทษครับ” เจ้าเด็กนี่ทำหน้าเหมือนตกใจอย่างหนักที่ผมมีแฟน ทำไมวะ จะบอกว่าหน้าอย่างผมสมควรเป็นโสดไปตลอดชีวิตหรือไง

ผมเคาะเอกสารทั้งสองชุดให้ขอบเรียบเสมอกันและเดินกลับไปหาคะนิ้ง แม็กเย็บกระดาษถูกวางรอไว้อยู่แล้วบนโต๊ะ ผมเย็บมุมเอกสาร ส่งให้เพื่อนหนึ่งชุด เอามาพลิกดูเองหนึ่งชุด ผมจมตัวเองลงไปในเก้าอี้สำนักงานและหมุนตัวเล่น คะนิ้งเหลือบมองท่าทางของผมแวบหนึ่งแล้วหัวเราะพลางส่ายหัว

“ธาร แกนี่เหมือนแมวเลยนะ”

“ยังไงวะ”

“หยิ่ง เอาแต่ใจ ขี้เซา ชอบให้คนอื่นเอาใจ ทำท่าเหมือนจะบอกว่า อย่ามายุ่งกับฉันนะ แต่พอเขาไม่สนใจก็ร้อนรนซะเอง” เธอว่า “แต่ยังไงแมวก็มีเสน่ห์ และมนุษย์สองขาก็เกิดมาเพื่อเป็นทาสรับใช้พวกมันล่ะนะ”

“แมวเนี่ยนะ” ผมส่ายหัว มันมุ้งมิ้งไปสำหรับคนอย่างผม

 

 

“ธารเหมือนแมวเลยแฮะ”

สัมผัสเบาๆ ที่แก้มทำให้ผมเงยหน้ามองแดนสรวง เขากำลังอ่านนิยายแปลจีนอยู่บนโซฟาตอนที่ผมเดินเข้าไปยึดตักเขาต่างหมอนและเอาเอกสารจากตอนกลางวันมาพลิกเปิดๆ ดู ทั้งที่ความจริงแล้วผมควรจะไปนั่งอ่านที่โต๊ะทำงานให้เป็นกิจลักษณะ แต่ผมอยากอยู่กับแดนสรวงมากกว่า ผมก็เลยมานอนหนุนตักเขาบนโซฟาอย่างถือวิสาสะ แถมยังเลื้อยเต็มที่เพราะเพลียจากการเดินทางในกรุงเทพมหานครที่แสนจะเบียดเสียดยัดเยียด น่าอึดอัด

ผมขมวดคิ้ว ทำไมคนถึงคิดว่าผมเป็นแมวกันนักนะ

“เป็นแมวจอมหยิ่งที่ขี้อ้อน” เขายิ้ม “คนญี่ปุ่นเรียกว่าอะไรนะ ซึนเดเระใช่ไหม”

ภาพสาวน้อยวัยมัธยมในชุดนักเรียนสไตล์ญี่ปุ่นแวบเข้ามาในความคิดทันที ผมแยกเขี้ยว “ฉันว่าตัวเองเป็นแบบโอเระซามะมากกว่า”

“เอ๊ะ”

เห็นหน้าเขายังงงๆ ผมเลยอธิบายเพิ่มให้ “โอเระซามะมันประมาณว่า ฉันไง ฉันน่ะสิ ง่ายๆ ก็คือพวกอวดเก่ง เอาแต่ใจตัวเองนั่นแหละ”

“อ๋อ” แดนสรวงพยักหน้าโดยไม่คิดจะแย้งสักครึ่งคำ “เหมือนจริงๆ ด้วย”

“ฉันไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกหรอกนะ” ผมพูดอย่างปกป้องตัวเอง พลิกตัวหันหลังให้เขาอย่างลำบากนิดหน่อยเพราะเราอยู่บนโซฟา “มาเป็นตอนช่วงมัธยม แล้วก็ยาว ไอ้นิสัยเสียนี่แก้ไม่หายแล้วแหละ”

“มีอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ” มือของแดนสรวงลูบหัวผมเบาๆ

“ไว้วันหลัง...จะเล่าให้ฟัง” ผมพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

 

มันค่อนข้างเป็นแผลใจ...แค่เพราะลมปากของคนคนเดียว...

แรกเริ่ม มีเด็กใหม่ย้ายเข้ามาตอนม.สาม ย้ายมากลางเทอมแบบที่รู้เลยว่าต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ กลุ่มพวกผมเห็นว่าเขาเป็นคนน่าสงสาร โดนใบหน้าซื่อๆ หงอยๆ หลอกให้ใจอ่อนชวนเข้ากลุ่ม ไม่นานเพื่อนคนนั้นก็เริ่มมีปัญหากับคนนี้ คนนู้นชกต่อยกับคนนั้น แล้วกลุ่มของผมก็แตก ตัวผมเองก็ร้าวฉานกับเพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่อนุบาลเป็นสิบปี ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเพียงเพราะลมปากของคนที่เพิ่งเข้ามาไม่ถึงปี

ที่ผมเกลียดที่สุดก็คือพวกหน้าไหว้หลังหลอก มันเจ็บแสบมากจริงๆ ที่เราทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากกัดฟันทน เพราะถึงจะอ้าปากแย้งไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี

ผมทนมองหน้าพวกเขาทั้งสองคนไม่ได้จึงย้ายโรงเรียนเอาตอนม.ปลาย เพื่อมาเจอกับเด็กหน้าตาโง่ๆ ที่ยิ้มเก่งคนหนึ่ง เขาก็เพิ่งย้ายโรงเรียนมาเหมือนกันเลยยังไม่สนิทกับใคร ผมไม่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากกินข้าวคนเดียว ไม่อยากจะเป็นเศษเกินที่ใครไม่ต้องการเมื่อถึงเวลาต้องจับกลุ่ม ผมจึงรีบคว้าเด็กคนนั้นไว้ทันที

เด็กคนนั้น...คือแดนสรวง

แดนสรวงที่หัวอ่อน แดนสรวงที่ยอมผม แดนสรวงที่ตามงานให้เมื่อผมโดดเรียนเพียงเพราะไม่ชอบหน้าอาจารย์ผู้สอนในคาบนั้น แดนสรวงที่วิ่งสลับเดินไปพร้อมกับผมในวันที่คาบพละมีทดสอบสมรรถภาพทั้งที่ตัวเองไม่เหนื่อยเลยด้วยซ้ำ แดนสรวงที่ทนนอนดึกเล่นเกมที่ตัวเองไม่ถนัดเพียงเพราะผมสั่งให้ทำ...

แล้วคุณรู้อะไรมั้ย ผมในตอนนั้น ปิดใจจากเขา

ผมไม่อยากจะพูดเหมือนแก้ตัว แต่ตอนนั้นผมก็เป็นเพียงแค่วัยรุ่นคนหนึ่งที่มีแผลเหวอะหวะฝากไว้โดยเพื่อนคนสำคัญที่สุด ผมมีทั้งความโกรธเกลียดและความเจ็บปวดเต็มล้นไปทั้งใจ พูดจาร้ายกาจและทำพฤติกรรมแย่ๆ เพียงเพราะจิตใต้สำนึกต้องการหาทางระบายออก ผมต้องการให้คนเจ็บ เหมือนที่ผมเคยเจ็บ ผมต้องการให้ใครสักคนรับรู้ความโกรธเกลียดนี้และ...ช่วยผม

นายธนากรอายุสิบกว่าผู้เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสคนนั้นอาจไม่ยอมรับ คิดฝันไปว่าตัวเองแข็งแกร่งไม่ต้องการผู้ใด แต่เมื่อผมในตอนนี้มองย้อนไปกลับเห็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่ไม่รู้จะสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจอย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่ใช้วิธีการผิดๆ เรียกร้องความสนใจและความรักจากคนรอบข้าง

ผมที่เอาแต่เรียกร้อง เรียกร้อง และเรียกร้อง

เมื่อความสำคัญในใจของแดนสรวงถูกตัดแบ่งให้คนอื่นแม้เพียงเล็กน้อยก็โกรธขึ้งระคนน้อยใจ ระแวงว่าจะถูกกรีดซ้ำแผลเดิม

ก็เลยชิงทำร้ายก่อน

หนำซ้ำ...ที่ทำให้ผมเกลียดตัวเองทุกครั้งที่นึกย้อนกลับไปก็คือ การที่ผมเอาคำพูดที่ควรจะใช้ด่าเพื่อนตอนม.ต้นคนนั้นมาลงที่เขาด้วย แดนสรวงผิดอะไร แน่นอนว่าไม่ผิดเลย เป็นผมเองที่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของเขา

ตอนที่ตะโกนออกไป ผมไม่ได้คิดว่าปลายสายเป็นแดนสรวงด้วยซ้ำ ผมเห็นแต่หน้าคนที่ผมเกลียด ทั้งหัวของผมมีแต่เรื่องของตัวเอง

ไม่ได้สนใจเลยว่าปลายสายจะรู้สึกยังไง

แล้วแดนสรวงก็หายไปจากชีวิตผมจริงๆ หายไปตาม ‘ไปให้พ้นหน้ากูเลย’ ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับเขา

...

ผมมันเป็นไอ้งั่ง

ก็สมควรแล้ว คนอย่างผมสมควรแล้วที่จะอยู่คนเดียว หลังจากเขาไปผมก็ปิดตัวเองอีกครั้ง ครั้งนี้กินเวลายาวนานนับสิบปี ผมเหมือนดาวเทียมที่หลุดออกไปจากวงโคจรของโลก เสียหายไม่อาจนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ และสมควรถูกปลดระวาง สั่งให้ระเบิดทำลายตัวเองในไม่ช้า

 

ผมถอนหายใจ คว้ามือของแดนสรวงมากุมไว้ “ขี้ขลาดจริง...หมายถึงฉันนะ ที่ขี้ขลาด”

“เราไม่จำเป็นต้องปะทะกับทุกเรื่องก็ได้” เขาบีบมือผมเบาๆ “ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ”

“สรวง นายมาจากสวรรค์ชั้นไหน”

“อืม...” ผมรู้สึกว่าเขาก้มลงมาใกล้กว่าเดิม ลมหายใจของแดนสรวงเป่าอยู่บนหูผมตอนที่เขากระซิบเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ชั้นรักนาย”

ผมหัวเราะออกมาหนึ่งหึ พลิกตัวกลับไปหาเขา “มุกห่วยจนอยากซื้อไปเก็บไว้ในตู้เซฟเลยล่ะ”

“ไม่ใช่ซื้อไปทิ้งเหรอ”

“ซื้อไปเก็บใส่ตู้เซฟ ถ่วงลงทะเล เอาให้จมก้นสมุทร” ผมขยายความ ยิ้มเมื่อเห็นแดนสรวงหน้าเสีย

“ใจร้าย” เขาทำเสียงงอแง

ผมเอื้อมมือไปประคองหน้าเขาทั้งสองมือ แก้มแดนสรวงนิ่มเหมือนกระต่ายเลยแฮะ “จะได้ไม่ต้องไปเล่นใส่ใครอีกนอกจากฉัน”

 

คืนนั้นผมฝันดี ปกติผมไม่ฝันนัก หรือถ้าฝันก็คงจำไม่ได้

ในฝันผมเห็นพวกเราอยู่บนทางเดินกว้างที่มีต้นไม้ใหญ่มากๆ ขึ้นอยู่ทั้งสองข้างทาง บรรยากาศสงบเงียบและเย็นนิดหน่อย แดนสรวงยืนอยู่ตรงหน้าผม เขาใส่แจ๊กเก็ตสีสดใสตัวเดียวกันกับตอนที่เราเจอกันครั้งแรก มีกล้อง DSLR คล้องอยู่บนไหล่ บนหลังสะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ดูกระฉับกระเฉง ผมได้ยินเสียงตัวเองบอกว่าเหนื่อยแล้ว

แดนสรวงหัวเราะแล้วจับมือผม ดึงให้เดินต่อ “เดินอีกนิด จะถึงแล้วไม่ใช่เหรอ”

ลมพัดให้กิ่งไม้ไหว พาใบไม้แห้งให้ร่วงหล่นลง แสงแดดลอดผ่านคาคบต้นไม้ ตกกระทบลงบนใบหน้าที่ซับสีแดงนิดๆ จากอากาศหนาวของเขา มันคงมีมนตราบางอย่างอยู่ในนั้น มนตราที่เปลี่ยนภาพธรรมดาให้กลายเป็นวินาทีหนึ่งที่ยาวนานนับอนันต์ แดนสรวงยิ้มน้อยๆ ในสีหน้า ผมอธิบายไม่ค่อยถูก แต่ผมรู้สึก...ผมคิดว่าคนคนนี้หล่นลงมาจากฟ้าจริงๆ

เทวดาตกสวรรค์ของผมหันกลับไป ใบไม้พากันปลิวลงมาตามแรงโน้มถ่วงด้วยเวลาเท่าเดิม ผมสาวเท้าขึ้นไปเดินคู่กับแดนสรวง กระชับมือที่เย็นเล็กน้อยนั้นให้แน่นขึ้นราวกับว่าหากเผลอมองไปทางอื่นแวบเดียว เขาจะกางปีกสีขาวขนาดใหญ่บนแผ่นหลังและบินจากไป

อดทนเดินต่อไปสักพักเท้าผมก็เหยียบลงบนแผ่นหินขัด พื้นดินสูงชันเปลี่ยนเป็นราบเรียบกะทันหัน ผมเงยหน้าขึ้นมองไปรอบตัวและก็พบว่าพวกเราเดินมาถึงจุดชมวิวเรียบร้อยแล้ว

ได้ยินเสียงชัตเตอร์เบาๆ ผมหันไปมองคนด้านข้าง และก็เห็นว่าแดนสรวงกำลังถ่ายวิวทางนี้ ผมบังเขาอยู่ก็เลยขยับออก พึมพำว่า “โทษที”

แดนสรวงลดกล้อง ส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนจะสบตาผม และเอ่ยประโยคด้วยสำเนียงอเมริกันชัดเจนว่า

 

You are my view.”











วันนี้เราโดนลากไปลองสอบมา...สอบศิลปะ ถึงจะไม่ได้ถูกติงานแรงมากก็ยังรู้สึกหมดแรงอยู่ดี ขอกำลังใจหน่อยนะคับ U-U


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 11:05

    ช่วงท้ายนี่เป็นอะไรที่ดีมากค่ะฮื่ออ เจ้าธารนี่เราเข้าใจนะ เมื่อเราโตขึ้นพอมองย้อนกลับไปเราถึงมองจุดบอดสิ่งที่ตัวเองทำ โตขึ้นมุมมองก็เริ่มเปลี่ยนและเริ่มมีความนึกคิดมากขึ้น
    #33
    1
    • #33-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 18)
      14 ตุลาคม 2562 / 19:53
      ช่วงท้ายสนได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงคู่ชีวิต

      'คงมีเพียงเธอทำให้โลกนั้นหยุดหมุน เพียงเธอสบตาฉัน'

      ><
      #33-1
  2. #32 fai22149 (@fai22149) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 19:20
    สู้ๆค่ะไรท์
    #32
    1
    • #32-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 18)
      10 ตุลาคม 2562 / 19:32

      ขอบคุณน้า
      #32-1