แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 15 : Level 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ต.ค. 62

พวกเราตัดสินใจว่าจะไม่รบกวนตัวอะไรก็ตามที่อยู่ใต้น้ำ แดนสรวงพูดถูกเรื่องเคล็ดวิชา พื้นที่รอบทะเลสาบนี่มีถ้ำอยู่กระจัดกระจาย บ้างก็เป็นถ้ำเปล่า บ้างก็เป็นถ้ำที่มีกลไกหรือข่ายอาคมขัดขวางไม่ให้ผู้เล่นเข้าไป บ้างก็เป็นปัญหาเชิงตรรกะ แดนสรวงจะข้ามถ้ำแบบนี้ไปเลยหรือไม่ก็ให้ผมคิดคนเดียว ไอเทมด้านในก็ให้ผมคนเดียวด้วยเช่นกัน

“ฉันเป็นคนแปลโจทย์พวกนี้เอง นายคิดว่าถ้าฉันไม่เข้าใจ แก้ไม่ได้แล้วจะแปลให้ถูกได้ยังไงล่ะ”

ช่างเป็นคนที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพตัวเองจริงๆ แดนสรวงไม่ปริปากพูดอะไรแม้แต่คำเดียวตอนที่ผมพยายามแก้ปริศนา แต่ความจริงแล้วโจทย์ปัญหาเชิงตรรกะแบบนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นสำหรับผมที่เป็นโปรแกรมเมอร์แล้วต้องเขียนอัลกอริทึมให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเท่าไรนัก ก็แค่สลับบทให้คอมพิวเตอร์ป้อนอัลกอรึทึมแล้วผมเป็นคนประมวลผลเท่านั้น

...รู้สึกขี้โกงอยู่นิดๆ แฮะ แต่ไม่หรอก นี่เป็นความถนัดเฉพาะทางต่างหาก!

เมื่อป้อนคำตอบที่ถูกต้องเข้าไปประตูก็เปิดออก เคล็ดวิชาม้วนหนึ่งวางอยู่บนแท่นหินที่แกะสลักหยาบๆ มีโครงกระดูกมนุษย์นั่งพิงอยู่ข้างใต้ พื้นที่รอบๆ มีสมุนไพรโตเต็มที่ปลูกไว้เต็มแปลง

“...สรวง ไม่เคยมีคนตายในเกมใช่ไหม” ผมถามอย่างระมัดระวังพลางหรี่ตาสำรวจโครงกระดูกเบื้องหน้า

“ถ้าตายก็จะถูกส่งกลับไปที่ Save point ล่าสุดอย่างโรงเตี๊ยมหรือเมืองนั้นๆ ไม่เหลือเป็นโครงกระดูกหรอก” แดนสรวงสะกิดให้ผมมองตามผนังถ้ำ เห็นเป็นภาษาจีนถูกแกะสลักไว้บนแผ่นหินขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กนัก “สุสานของนักปรุงโอสถระดับสูง”

“ทำไมอันนี้ถึงไม่แปลล่ะ”

“แปลแล้ว แต่เขาบอกว่าภาษาไทยมันไม่เข้ากับบรรยากาศก็เลยคาประโยคจีนไว้แบบนั้น ไม่ใช่แค่ถ้ำนี้แต่หลายที่เลย!” น้ำเสียงแดนสรวงฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวจนผมเผลอหัวเราะออกมา แต่แล้วก็หัวเราะไม่ออกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าในเมื่อถ้ำนี้เป็นสุสานของหมอคน แล้วมันจะมีไอเทมเบื๊อกอะไรให้หมอผีอย่างผมกันล่ะ!

“พรืด” แดนสรวงเห็นสีหน้าเหยเกของผมแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน “เอาน่า อย่างน้อยก็ดูเคล็ดวิชาบนแท่นหน่อยเป็นไง”

“...เคล็ดวิชาควบคุมเตาหลอมยาระดังสูง” ผมถลึงตาใส่หมอคนที่กำลังกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น โยนม้วนกระดาษให้เขา “แกเอาไปให้หมดเลย แม่งเอ๊ย!” กล่าวจบก็เดินกระทืบเท้าโครมๆ ออกไปข้างนอก

“อย่างอนสิ! ไปหาถ้ำอื่นกัน” แดนสรวงโกยสมุนไพรวิเศษทั้งหลายแหล่ใส่ต่างหูเก็บของอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งตามผมออกมา “สุสานของหมอผีจะหายากหน่อยเพราะไม่ค่อยมีใครเล่นอาชีพนี้กันนัก เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีตั๋วเปลี่ยนอาชีพแล้วด้วย ถ้าอยากเล่นก็ต้องหาเคล็ดวิชาเอาเอง...นี่ นายน่ะเป็นผู้เล่นระดับสูงเลยนะ”

ผมเหล่มองคนข้างตัวที่ส่งยิ้มเผล่มาให้ ก็จริงอย่างที่แดนสรวงว่า สมัยก่อนที่เล่นบนคอมพิวเตอร์อยากเล่นอาชีพอะไรก็เลือกได้เลย ไม่พอใจก็ซื้อตั๋วเปลี่ยนได้ แต่มาตอนนี้เกมดันเพิ่มความสมจริงโดยไม่มีทางลัดอาชีพง่ายๆ แล้ว แต่ทางเลือกก็หลากหลายมากขึ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างก็คือแดนสรวง เป็นหมอรักษาคนดีๆ ไม่ชอบ ดัน...ไปเป็นแนวหน้าสู้กับบอสอีก

“ช่วยไม่ได้ เป็นหมอก็ต้องใช้สมุนไพรนี่ แล้วเวลาไปเก็บสมุนไพรก็ต้องปะทะกับพวกสัตว์อสูร จะให้พึ่งพาคนอาชีพอื่นฉันก็ไม่สะดวกใจเท่าไหร่ แค่ฉันต่อยตีเก่งขึ้นก็หมดปัญหาแล้ว”

แดนสรวงตอบแบบนั้นเมื่อผมถามว่าเขาเล่นควบอาชีพให้เหนื่อยไปทำไม ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนทักษะการต่อสู้ของแดนสรวงต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหน เขาหลบอยู่ข้างหลังผมตลอด แต่มาวันนี้กลับพูดว่าไม่สะดวกใจจะพึ่งพาใคร...ผมทำเขาไว้เจ็บแสบจริงๆ

“อีกอย่าง จริงๆ แล้วบ้านฉันเป็นค่ายมวยนะ มีโอกาสแล้วไม่เอาวิชามาใช้ก็เสียดายแย่สิ”

กึก

ผมหยุดเดิน ค่อยๆ หันไปมองคนข้างตัวที่ยังทำตาแป๋ว เอ่ยทวนเสียงแหบแห้ง “แก...บ้านแกเป็นค่ายมวย?”

“ใช่สิ”

รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางกบาล ผมหน้ามืด ลูกชายคนเดียวของค่ายมวยเป็นเกย์...โอย ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อเขาถึงได้โกรธเกรี้ยวขนาดนั้น และทำไมแดนสรวงถึงได้กลัวพ่อตัวเองขนาดนี้ “วันนั้นฉัน...เกือบตายไปแล้วใช่ไหมเนี่ย...”

“...พ่อเขาไม่ทำอะไรธารหรอก” แดนสรวงหัวเราะแห้ง “ฉันคิดว่าพ่อคงรู้นานแล้วแต่ไม่อยากยอมรับ เขาไม่ชอบที่ฉันทำตัวเหมือนผู้หญิงเท่าไหร่ พ่อน่าจะอยากได้ลูกชายแบบนายมากกว่า นิสัยแมนๆ อะไรอย่างที่เขาว่าน่ะ เพราะงั้นสบายใจได้ ถ้าวันนั้นเราบังเอิญเจอพ่อพอดี คนที่จะตายคือฉัน ไม่ใช่นาย”

ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ไม่รู้จะพูดอะไรดี “สรวง...แกนึกอยากแต่งหญิงบ้างมั้ย”

เขาชะงักกึก “เอ่อ ไม่ ไม่คิด ไม่ลองด้วย อะไรทำให้นายเข้าใจแบบนั้นน่ะ” แดนสรวงถามขึ้นอย่างระมัดระวัง หนำซ้ำยังจงใจเขยิบออกห่างจากผมด้วย “ผู้ชายตัวโตๆ ใส่ชุดกระโปรงคงดูน่าเกลียดตายชัก”

“แค่ถามดูเฉยๆ น่า... ฉันไม่อยากให้แกฝืนเวลาเราอยู่ด้วยกัน โอเคมั้ย”

 

พวกเราออกจากเกมกันตอนสี่ทุ่มตรง นาฬิกาบนผนังบอกอย่างนั้น ผมถอดอุปกรณ์เล่นเกมราคาแพงวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง เวลานี้ในห้องนอนของผมเงียบเหงา ข้างๆ ตัวก็ไม่มีแม้แต่เงาของใครอีกคนที่เพิ่งคุยกันไป

ใช่ครับ กระต่ายป่าแดนสรวงหนีไปเที่ยวได้สองวันแล้ว เขาหอบหิ้วเอาเครื่องเล่นเกมไปด้วยเพราะต้องทำงานพิเศษให้ปาร์ตี้อื่น แถมยังอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ออกมาว่า เราจะได้เจอกันในเกมได้ไง

...กลับมาจะจับถลกหนังใส่หม้อต้มกินเป็นสตูกระต่าย คอยดูเถอะ

โทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงสั่นอยู่หลายวืด เมื่อคว้ามาดูก็พบว่าแดนสรวงส่งรูปภาพทริปหนีเที่ยวมารายงาน มีทั้งรูปทุ่งดอกไม้ รูปป่า และรูปของกิน

TStream: ส่งรูปของกินมาตอนดึกแบบนี้ ช่างกล้า

DaenSrwang: *ส่งรูปภาพ* *ส่งรูปภาพ* *ส่งรูปภาพ*

TStrream: สรวง!!!!

DaenSrwang: 5555555555555555555555555555555555

DaenSrwang: พรุ่งนี้จะกลับแล้วนะ น่าจะไปถึงตอนเย็นๆ

DaenSrwang: แต่ว่า...ธาร มีบางอย่างที่นายต้องรู้

ผมหรี่ตา ขึ้นต้นมาแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องดีซักนิด กระเป๋าเงินหาย? หรือคีย์การ์ด?

ไม่ปล่อยให้ผมสงสัยนานเกินไป แดนสรวงส่งรูปภาพมาอีกครั้ง ทำเอาผมที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงต้องกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง

แขนซ้ายของพ่อเทวดาตกสวรรค์ถูกห่อไว้ในเฝือกสีขาว

“เชี่ย” ผมสบท ใจร่วงไปอยู่ตาตุ่ม ไม่พงไม่พิมพ์แม่งแล้ว กดปุ่มโทรออก แต่ระหว่างที่รอสายก็นึกได้ว่าอาการแดนสรวงไม่น่าจะสาหัสนัก ไม่งั้นคงไม่มีอารมณ์เล่นเกมหรือส่งรูปอาหารมาแหย่กันแบบนี้แน่ เมื่ออีกฝ่ายรับสายผมจึงอารมณ์เย็นลงพอสมควรแล้ว

“ให้เวลาสองนาที อธิบายมา” ผมเอ่ยเสียงเย็นยะเยือก

“นายจะไม่ถามหน่อยเหรอว่าฉันเจ็บรึเปล่า”

“เสียไปแล้วสิบวินาที...ไม่เจ็บสิแปลก”

“อุบัติเหตุนิดหน่อย! ฉันลื่นล้มน่ะ แค่กระดูกร้าวเอง ใส่เฝือกสักเดือนสองเดือนก็หายแล้ว อย่าโกรธสิ!” แดนสรวงยังอุส่าห์จับอารมณ์ผมได้อีก ประโยคสุดท้ายเจือน้ำเสียงออดอ้อนอยู่จางๆ ฟังแล้วใจอ่อนยวบ

“...เจ็บมากรึเปล่า”

“ได้ยินเสียงธารก็หายเจ็บแล้วค้าบ” ผมแยกเขี้ยวใส่โทรศัพท์ แดนสรวงกะล่อนกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก

ผมชำเลืองดูปฏิทิน พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์แต่ไม่มีงานด่วนอะไร ผมคิดว่าจะลางานสักวันมาดูแลแดนสรวง ยังไงซะผมก็ไม่เคยใช้วันหยุดอยู่แล้ว “จะให้ฉันไปรับแกที่ไหนดี”

“หือ? ไม่เป็นไร กว่าฉันจะถึงก็ตอนเย็นๆ นู่นแหละ นายทำงานไปเถอะ”

“...แกจะหาอะไรกินยังไง อีกอย่างรถไฟฟ้าช่วงเย็นๆ น่ะคนเบียดกันเป็นปลากระป๋องเลยนะ แขนแกจะได้หักจริงๆ น่ะสิ”

“นั่งแท็กซี่เอาก็ได้”

ผมถอนหายใจ แดนสรวงคิดจริงๆ เหรอว่าการเดินทางในกรุงเทพมันง่ายดายขนาดนั้น “แล้วข้าวล่ะ ที่บ้านไม่มีหรอกนะ...” ผมชะงัก “เอางี้ดีกว่า แกมารอฉันที่ร้านกาแฟใต้บริษัท เดี๋ยวเลิกงานแล้วไปหาอะไรกินกันก่อนค่อยกลับบ้าน”

แดนสรวงตกลงตามนั้น หลังจากคุยกันต่อสองสามคำก็วางสายไป ผมนั่งอยู่ที่ขอบเตียง หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง คิดในใจว่าไอ้กระต่ายป่านี่น่าจะโดนจับขังไว้ในบ้านเสียให้เข็ด

...แค่คิดเล่นๆ น่ะ ผมไม่มีสิทธิ์รั้งใครไว้อยู่แล้ว ถ้าแดนสรวงอยากไปจากผม ผมก็ต้องปล่อยเขาไป

คะนิ้งเคยบอกว่าเราจะคุยกับใครไม่ได้นานเกินสองถึงสามเดือน ถ้ามากกว่านี้ก็คือความรัก นี่แดนสรวงก็ย้ายมาอยู่กับผมได้สองเดือนแล้ว ยิ่งเจอหน้ากันทุกวัน ผมก็ยิ่งกลัวว่าเขาจะเหนื่อยใจกับคนนิสัยไม่ดีอย่างผมแล้วก็ทิ้งกันไป

แดนสรวงนิสัยน่ารัก และก็มีแต่คนรักเขา ถ้าเราเลิกกันเขาก็คงกลับไปเป็นลูกชายที่ดีของค่ายมวยพ่อได้ หรือไม่ก็คงไปกับแมทธิว ไปเที่ยวรอบโลก ไปผจญภัยอย่างที่เขาอยากไป พวกเขาน่าจะเข้ากันได้ดี...

ในอกของผมเจ็บ

เพื่อนคนอื่นมักจะมองว่าไอ้ธารมันเท่ มันเก่ง มันอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งใคร เหมือน solo player ในเกมออนไลน์ ลูกน้องในทีมก็มองว่าธนากรสุดยอดโคตรๆ เป็นผู้นำที่พึ่งพาได้ ไหว้พ่อสิ- พวกเขาพูดอย่างนั้นตอนที่เราไปฉลองปิดโปรเจ็คกัน พ่อแม่รึ ผมคิดว่าตัวเองโตเกินกว่าจะพึ่งพาพวกเขาแล้วนะ ผมเลิกเล่าปัญหาให้พวกเขาฟังตั้งแต่ม.ปลายแล้ว

ผมมีแค่แดนสรวงคนเดียว ตอนที่เขาหายไปผมก็พอจะทำใจให้ชินชาได้อยู่ แต่นี่เขากลับเข้ามาในชีวิตผมอีกครั้ง ถ้าแดนสรวงหายไปอีก ผม...ผมไม่อยากจะคิดถึงตัวเองตอนนั้นเลย

พ่อพูดถูกแล้ว ผมเป็นคนนิสัยไม่ดี ไม่ดีมากๆ ผมคิดว่าผมเกลียดตัวเองอยู่นิดหน่อยด้วยซ้ำ คนอย่างไอ้ธารนี่ไม่มีอะไรดีให้สมควรรักเลย แล้วทำไมแดนสรวงถึงอยากอยู่กับผมล่ะ

 

 

 

กลางคืนเป็นเวลาที่คนจะคิดฟุ้งซ่านได้มากที่สุด ผมเองก็เหมือนกัน จำไม่ได้แล้วว่าเผลอหลับไปตอนกี่โมงแต่คงจะเกินเที่ยงคืนเพราะผมตื่นขึ้นมาด้วยสภาพเหมือนซอมบี้ไม่มีผิด

“โว้ว หุ่นยนต์ซอมบี้ล่ะ” คะนิ้งเอ่ยทักทันทีที่ผมลากขาเข้าออฟฟิศด้วยสติไม่เต็มร้อยนัก “เอากาแฟหน่อยไหม”

เออ ก็ดี ฝากทำให้หน่อยดิ ผมพึมพำตอบเพื่อนสมัยม.ปลายแล้วเดินเซๆ ไปทิ้งร่างลงบนเก้าอี้ คุ้ยเอาข้าวกล่องในถุงเซเว่นมากินด้วยความอืดอาดยิ่งกว่าหอยทากเป็นตะคริว ให้ตายสิ ผมโดนแดนสรวงสปอล์ยจนเสียนิสัย (ถึงผมจะนิสัยเสียอยู่แล้วก็เถอะ)

แก้วกาแฟหอมกรุ่นถูกวางลงข้างๆ คะนิ้งลากเก้าอี้มานั่งคุยกับผมเหมือนเคย “สรวงไม่ทำข้าวให้กินเหรอ”

ผมพยักหน้าเพราะข้าวปลาซาบะเต็มปาก

“ทะเลาะกัน?”

ผมส่ายหัว กลืนข้าวลงคอแล้วจิบกาแฟตาม “หมอนั่นหนีไปเที่ยวอีกแล้ว”

คะนิ้งหัวเราะ เธอรู้นานแล้วว่าผมกับแดนสรวงเป็นแฟนกัน “แล้วทำไมแกถึงเป็นงี้ล่ะ ไอ้ฉันก็นึกว่า...จนไม่ได้นอนซะอีก”

ผมยกมือขึ้นลูบหน้า คะนิ้งแม่ง...เฮ้อ เออ เอาเถอะ “สรวงมันกระดูกแขนร้าว ต้องใส่เฝือก” จะให้พูดว่าเพราะกลัวโดนทิ้งจนนอนไม่หลับก็ฟังดูน่าสมเพชไปหน่อยเลยเลือกยกเรื่องนี้มาอ้างแทน

“ไปทำอีท่าไหนล่ะนั่น”

“มันบอกว่าอุบัติเหตุนิดหน่อย เดี๋ยวเย็นนี้ค่อยถามอีกที”

“อย่าดุนักเลยน่า สรวงก็ซนๆ โก๊ะๆ แบบนี้มาตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว” คะนิ้งว่าพลางยิ้มน้อยๆ “น่ารักดีนะ”

“อือ น่ารักโคตร” ผมเผลอพยักหน้าตามทันทีเพราะเมาความง่วง แต่จะสั่งให้หยุดปากก็ไม่ทันแล้ว “น่าจะน่ารักให้น้อยกว่านี้หน่อย มีแต่คนชอบมันเต็มไปหมด ฉันสู้ไม่ไหว...”

แล้วฝ่ามือพิฆาตก็ฟาดลงบนหัวผมจนเกือบหน้าทิ่มลงไปจิ้มข้าว “สู้ไม่ไหว? สู้ไม่ไหวแล้วหมาตัวไหนมันคาบแดนสรวงของฉันไปแดกห๊ะ ในบรรดาหมาทั้งหมดที่แหงนมองเขา แกก็ได้ไปไม่ใช่รึไง ยังจะกังวลอะไรไร้สาระอยู่อีก”

ผมจ้องปลาซาบะแห้งๆ ในกล่องอย่างซึมกะทือ ถ้าเป็นเวลาปกติผมต้องตบหัวเธอคืนแน่ (ใช่สิ ชายหญิงเท่าเทียม เธอฟาดมาผมต้องฟาดกลับอยู่แล้ว) แต่ตอนนี้กลับรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องหยุมหยิมนั่น “แกก็รู้นิสัยของฉันนี่”

“อะไรดีล่ะ ปากเสีย แล้งน้ำใจ คิดลบ เอาแต่ใจ...แดนสรวงก็รู้หมดแล้วนะ รู้ดีกว่าทุกคนด้วย เขาก็ยังรักแกอยู่ดีไม่ใช่รึไง”

“ฉันเกลียดตัวเอง” ผมถอนหายใจหนักๆ จ้องเข้าไปในดวงตาของเธอและเอ่ยช้าๆ “ตลอดมา ฉันพูดเป็นแต่อะไรแย่ๆ...ทำร้ายคนอื่น...แกอาจบอกว่าฉันเปลี่ยนไปแล้ว ฉันเป็นคนที่ดีกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์จากการกระทำพวกนั้นมันไม่ได้หายไปด้วยนี่ แกเข้าใจไหม”

“มนุษย์ไม่เคยสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครขาวสะอาดหมดจด ที่แกทำได้ก็คือยอมรับและให้อภัยตัวเอง ธาร แกต้องปล่อยมันไป” คะนิ้งกล่าวเรียบๆ เธอเป็นแบบนี้เสมอ โหวกเหวกโวยวาย บ้าผู้ชายเกาหลี ทำตัวบ้าบอเหมือนคนไร้สมอง แต่เมื่อถึงเวลาต้องจริงจังก็เปลี่ยนเป็นคนละคน

“และฉันเชื่อว่าแดนสรวงรักแกมาก...มากกว่าที่แกเกลียดตัวเองอีก”

 

 

ห้าโมงครึ่งเดินทางมาถึงด้วยความรวดเร็วเพราะผมยุ่งจนหัวหมุนทั้งวัน นึกดีใจที่แดนสรวงห้ามไว้ไม่ให้ลางานเพราะไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นนรกแน่ ผมหัวหมุนต่อไปอีกยี่สิบนาทีถึงจะสามารถโกยของใส่กระเป๋าและปลีกตัวออกมาได้ แดนสรวงนั่งอยู่ในมุมอับของร้านกาแฟ กระเป๋าเป้วางอยู่บนพื้น เบื้องหน้ามีเครื่องดื่มหน้าตาแปลกๆ (อีกแล้ว) และไอแพดวางอยู่บนโต๊ะ คงกำลังแปลเนื้อหาเกมอยู่

“ธาร” เขาส่งยิ้มมาให้เมื่อผมเดินเข้าไป แดนสรวงดูจะคล้ำขึ้นนิดหน่อย แขนข้างที่ใส่เฝือกวางอยู่บนตักเขา

“ขอโทษที่ช้า ไปกันเลยไหม” ผมยิ้มโรยๆ ให้เขา “ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว”

“ขอเก็บของแป๊บนึงนะ” แดนสรวงว่าพลางเก็บไอแพดลงกระเป๋าเป้อย่างเงอะงะ ผมดันเขาออกแล้วจัดการเอาสัมภาระเขามาสะพายบ่าเสียเอง

“ไปกัน จ่ายเงินแล้วใช่ไหม”

“จ่ายแล้ว...ว่าแต่ธาร มันหนักนะ นายจะถือไหวเหรอ”

ผมยิ้มเหี้ยมเกรียม “ไอ้หนู เอาตัวเองให้รอดก่อน”

 

 

ธารดูแปลกไปนิดหน่อยแต่ผมยังนึกไม่ออกว่าแปลกที่ตรงไหน พวกเราเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นแล้วกินข้าวกันในความเงียบชวนอึดอัด ธารไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตใส่ผมหรือจงใจเงียบกดดันกัน เขาเหมือนกำลังคิดหนักและจมอยู่กับตัวเอง

ผมควรจะถามรึเปล่า? แต่ผมรู้สึกว่าต่อให้ถามไปธารก็จะบอกปัดว่า อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก อยู่ดี เขาเป็นคนแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าเขาไม่อยากพูด ง้างปากให้ตายก็ไม่พูดออกมาหรอก

ลงท้ายพวกเราก็มาถึงบ้านด้วยความเงียบ ธารวางกระเป๋าแล็ปทอปไว้ข้างโซฟา กระเป๋าเป้ของผมพิงไว้ข้างกัน ก่อนจะหันกลับมาจับผมกดลงเบาะนุ่มๆ โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ผมตกใจ ปากถูกริมฝีปากร้อนผ่าวของใครอีกคนบดขยี้ลงมาอย่างรุนแรง ธารขบกัดริมฝีปากของผมจนเจ็บ พอขยับปากจะขอเวลานอกเขาก็ฉวยโอกาสดันลิ้นเข้ามาสำรวจ มือข้างหนึ่งจับท้ายทอยให้ผมหันหนีไม่ได้ มืออีกข้างก็โอบเอวผมไว้ ผมหน้าร้อนไปถึงหู ทุกส่วนบนร่างกายที่ถูกเขาสัมผัสมันร้อนไปหมดทั้งที่ในห้องก็เปิดแอร์แล้ว

ผมปล่อยให้เขาทำตามใจ สติหลุดลอยไปแดนดินใดไม่รู้ ธารเริ่มจูบผมซ้ำๆ ลามไปถึงต้นคอเหมือนคืนนั้น ต่างกันแค่ตอนนี้เราไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์แม้แต่หยดเดียว

“สรวง...ฉันอยากกอดแก” น้ำเสียงของธารแหบพร่า มือไม้ยิ่งอยู่ไม่สุข ผมเผลอไปแค่นิดเดียวเท่านั้นเข็มขัดกับตะขอกางเกงก็ถูกปลดออกแล้ว ทำขนาดนี้ยังจะขออนุญาตอีกทำไมกัน

ผมหอบหายใจ ยกแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บขึ้นดันอกเขาเบาๆ ให้หยุดก่อน “เป็นอะไร...ธาร นายมีอะไรอยากพูดให้ฉันฟังรึเปล่า”

เจ้าของชื่อชะงัก แววตาวูบไหวอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเอ่ยช้าๆ เหมือนลังเล “เปล่า ไม่มีอะไร”

“มีสิ มีแน่ๆ”

“....”

“ไม่พูดไม่ให้ทำนะ”

ผมลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนโซฟา ธารจึงต้องถดตัวออกไป กลายเป็นว่าเรากำลังนั่งจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น ธารหลบตาผม กอดอก ยกขาขึ้นไขว่ห้าง ท่าทางดื้อดึงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่อยากพูดและก็จะไม่พูด

ความเงียบงันเฉยชาโรยตัวลงช้าๆ ผมดึงหมอนอิงสีเข้มมากอดแล้วห่อตัวงอ ผมไม่เข้าใจ แวบหนึ่งผมนึกถึงพ่อ ถ้าผมทำอะไรผิดหรือทำให้เขาไม่พอใจ พ่อจะใช้ไม้เรียวฟาดผมเสมอ พ่อไม่เคยพูดเลยว่าผมทำอะไรผิด ผมไม่เข้าใจ พอทำผิดแบบเดิมก็โดนตีหนักกว่าเดิม ไม่รู้เลยว่าต้องเป็นแบบไหนพ่อถึงจะพอใจ

“นายจะไม่พูดจริงๆ เหรอ” ผมถามเสียงอู้อี้เพราะใบหน้าครึ่งล่างฝังอยู่กับหมอน “นายจะเงียบใส่ฉัน แล้วค่อยระเบิดทีเดียวเหมือนตอนนั้นน่ะเหรอ”

ธารยังคงนิ่งอยู่ ผมชำเลืองมองนาฬิกาบนผนัง สามทุ่มกว่าแล้ว ความเหนื่อยทำให้ผมง่วงนอนเร็วกว่าปกติ

ไปอาบน้ำนอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

ผมถอนหายใจอย่างเพลียๆ แล้วลุกขึ้น ใช้มือข้างที่ยังดีคว้าเป้มาสะพายบ่า “งั้นฉันไปนะ”

แล้ววินาทีถัดมาธารก็คว้าแขนข้างที่ใส่เฝือกของผมไว้ เขาดึงแรงมากจนผมร้องเสียงหลง ธารสะดุ้ง ปล่อยมือ “ขอโทษ”

เขาขยับมายืนขวางผม หน้าซีดยิ่งกว่ากระดาษ “อย่าไปนะ” ธารคว้ามือข้างที่ไม่เจ็บของผมแทน มือเขาสั่นและเย็นเฉียบ “ฉันขอโทษ อย่าไป...”

“อะไร ธารเป็นอะไรไป” ผมตามไม่ทัน ไม่เข้าใจ “นายไม่สบายรึเปล่า มือเย็น...”

“ฉัน...ฉันรู้ว่าตัวเองไม่ดี ฉันรู้ว่าฉันมันเห็นแก่ตัว แต่แกอย่าไปไหนเลยนะ” ธารก้มหน้าอยู่ ผมเดาอารมณ์เขาไม่ถูก ผมไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาก่อนแต่ธารบีบมือผมแน่นจนผมเจ็บ ก็เลยจะดึงมือออก

“ธาร ปล่อยก่อน”

“ไม่ ฉันไม่ให้แกไป”

สมองผมค่อยๆ วิเคราะห์สถานการณ์ตอนนี้อย่างมึนงง เขาคิดว่าผมจะไป? ไปไหนล่ะ? “ฉันไม่ได้จะไปไหน แต่นายต้องปล่อยมือฉันก่อน มันเจ็บนะ”

“ไม่ได้จะไปจริงๆ ใช่ไหม”

“ฉันจะไปอาบน้ำนอน นี่ถือว่าไปรึเปล่า” พอผมพูดแบบนั้น ธารก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วปล่อยมือ แต่ก็ยังเดินตามผมต้อยๆ เข้ามาในห้องนอนด้วย

ผมหยิบโฟมล้างหน้า  แปรงสีฟัน ยาสีฟันออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะพยายามถอดเสื้อตัวเองด้วยมือเดียวอย่างเก้ๆ กังๆ จนธารต้องเข้ามาช่วย “ให้ฉันช่วยอาบมั้ย”

“ไม่เป็นไร” ผมว่าพลางคว้าของ เดินไปถึงห้องน้ำแล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าน่าจะพูดอะไรสักอย่าง “ธาร”

“หือ”

“ฉันไม่รู้ว่านายคิดอะไรอยู่” ผมพูดช้าๆ “และถ้านายไม่พูดออกมาฉันก็คงไม่เข้าใจ นายมีปาก นายต้องพูด เข้าใจไหม”

กล่าวจบผมก็เข้าไปอาบน้ำ ลำบากนิดหน่อยที่ต้องคอยระวังไม่ให้เฝือกเปียก เสื้อผ้าชุดนอนก็ใส่ลำบากและผมก็ง่วงเกินกว่าจะสนใจติดกระดุมก็เลยเดินลิ่วๆ ออกมาทั้งอย่างนั้น ถ้าอยู่ที่บ้านหรืออยู่กับแมทธิวผมคงทำแบบนี้ไม่ได้ แต่กับธารคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง คนกันเอง

ธารยังเอางานขึ้นมานั่งจ้องอยู่เลย ผมเดินเข้าไปเอาคางเกยบ่าเขา พึมพำว่าราตรีสวัสดิ์ อย่านอนดึกนักนะ แล้วผละไปหาเตียง พอซุกตัวลงผ้าห่ม จัดแจงวางแขนข้างที่เจ็บดีๆ ได้ก็หลับเป็นตาย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 2 ตุลาคม 2562 / 10:34

    ฮื่ออมีความพัฒนา ธารเริ่มคิดมากขึ้น สรวจยังคงน่ารัก ฮื่ออ เห็นด้วยกับสรวงถ้าเราไม่พูดเขาก็ไม่รู้เพราะงั้นธารต้องปรับตัวเยอะๆ !
    #28
    1
    • #28-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 15)
      6 ตุลาคม 2562 / 10:18

      ธารต้องฝึกเยอะๆ เดี๋ยวก็กลับมาพูดเก่งงง
      #28-1