แดนสรวง (yaoi)

ตอนที่ 1 : Level 0

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    1 ก.พ. 62

       

คุณเคยมีช่วงเวลาที่เฝ้ากลับไปนึกถึงซ้ำๆ แล้วก็เสียดายที่ได้ทำ...หรือไม่ได้ทำอะไรบางอย่างไหม

          คุณเคยมีชั่วขณะหนึ่งที่ปรี่เข้าไปทักใครสักคน ด้วยความคิดที่ว่า ฉันอยากรู้จักคนคนนี้ ไหม แรกๆ อะไรก็เป็นไปได้ด้วยดี พวกคุณพูดคุย หัวเราะ กอดคอ หลังเลิกเรียนไปกินข้าวด้วยกัน แค่มองตาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร แต่พออีกสองปีให้หลังก็มานั่งนึกว่า เราไม่น่ารู้จักกันเลย

          คุณเคยมีชั่วขณะหนึ่งที่คิดว่าต้องพูดอะไรสักอย่างไหม เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีที่ดวงตาสบประสานกัน แต่คุณกลับยืนบื้อเพราะในหัวว่างเปล่า จนเมื่ออีกฝ่ายมองเลยไปทางอื่นแล้วนั่นแหละ คุณถึงรู้ตัวว่า ตนได้พลาดโอกาสที่จะคืนดีกับคนคนนั้นไปแล้ว

          วันแล้ววันเล่า ชั่วขณะเหล่านั้นผ่านมาและผ่านไป คุณคิดว่าคุณยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ วันหน้ายังมี ไม่ต้องพูดวันนี้ก็ได้ ไม่ต้องทำวันนี้ก็ได้ แต่แล้วเมื่อกะพริบตาอีกครั้ง คนคนนั้นก็หายไปจากชีวิตคุณเสียแล้ว และคุณก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนึกถึงชั่วขณะเหล่านั้นซ้ำๆ

          แน่นอนว่าชั่วขณะที่เล็กจ้อยเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำหยดเดียวในมหาสมุทร มันไม่ได้กดทับจนคุณหายใจไม่ออกเหมือนปริมาณงานตรงหน้า ไม่ได้อันตรายต่อชีวิตมากมายเหมือนฝุ่นละอองในขณะนี้ คุณแค่นึกถึงมันซ้ำๆ เหมือนเพลงเก่าที่วนเวียนอยู่ในหู บางครั้งก็รบกวนสมาธิจนเขียนโค้ดผิดไป

    {

        printf("I miss you");

    }

 

          ผมถลึงตามองโค้ดบนจออย่างหงุดหงิด คลุมดำแล้วจิ้มปุ่ม Delete อย่างแรง แต่ก็ไม่ไวพอที่จะรอดพ้นสายตาของเพื่อนร่วมงานสาวที่เดินโฉบมาด้านหลังพร้อมแก้วโกโก้ในมือได้

          “คิดถึงใครอะ ธาร”

          “ยุ่ง”

          ผมตอบไปคำเดียวสั้นๆ ได้ใจความ คะนิ้งยักไหล่อย่างไม่ถือสาเพราะเรารู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม ถึงจะเพิ่งมาเจอกันอีกครั้งไม่นานในบริษัทนี้ แต่เราเคยอยู่กลุ่มเดียวกันตั้งสามปี นิสัยผมเป็นยังไง เธอเข้าใจแจ่มแจ้งดี

          “ช่วงนี้เหมือนจะเจอเพื่อนเก่าเยอะเลยแฮะ” คะนิ้งเปรยขึ้นเบาๆ พลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของโต๊ะด้านข้างที่เจ้าของตัวจริงชิ่งไปกินข้าวแล้วยังไม่ขึ้นมา ผมพยักหน้าเออออไปด้วย

          ทั้งไอ้เป้ ไอ้ลี่ ปั้นหยา ปั้นลม ไอ้กันต์ ยังมีไอ้นก ไอ้ปู นุ่น นาย ตะวัน หมอก และอีกเยอะแยะมากมายที่บังเอิญเจอกันในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา แปลกดีเหมือนกัน ตอนเพิ่งจบใหม่ๆ จะตามตัวใครมารียูเนี่ยนก็ยากเย็นแสนเข็ญ บทจะเจอก็เจอเลย

          “แก ตอนลงไปข้างล่างฉันเจอไอ้หมอกกับตะวันด้วย สองคนนั้น-”

          “เป็นแฟนกัน เออ รู้แล้ว” วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยความว่างจัดแถมตู้เย็นก็ไม่เหลือของกิน ผมเลยไปห้างใกล้ๆ บ้าน ตอนกำลังต่อแถวรอคิดเงิน ผมก็เห็นหมอกก้มลงไปฉกแก้มตะวันทีนึง...

          แต่จริงๆ คู่นี้เขาก็เริ่มปิ๊งกันมาตั้งแต่มหาลัยแล้วนะ

          “เออ งั้นเรื่องที่ไอ้ปั้นลมกับปั้นหยา-”

          “มีลูกแล้ว แฝดซะด้วย” ผมพยักหน้า ผมเจอครอบครัวปั้นๆ เมื่อวานตอนกำลังเดินผ่านร้านคัตสึยะไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับคอนโด

          ไหนตอนนั้นบอกว่าแค่เพื่อนกันไง เพื่อนกันแต่งงานกันเหรอวะ

          “คนก็มีคู่กันไปเยอะแล้ว ทำไมเรายังโสด” คะนิ้งยกมือลูบคางอย่างครุ่นคิด ในขณะที่ผมยักไหล่ “ฉันหน้าตาก็ดี เงินเดือนก็สูง บุญก็ทำ ทำไมยังไม่มีใครมาจีบสักทีวะ”

          “ฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม”

          “ใช่มะ”

          “ทำไมแกไม่ไสหัวไปทำงานสักที”

 

          คะนิ้งมองผมด้วยสายตาเอือมระอา “ไม่ขำเลยธาร แกปากร้ายแบบนี้ไงคนอื่นถึงได้อึดอัด”

          “เออ...ขอโทษ คะนองปากไปหน่อย” ผมถอนหายใจ บรรยากาศดีๆ เมื่อครู่ถูกทำลายไปหมดเลย

          “เอาเถอะ เทียบกันแล้วแกก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะนะ ถ้าเป็นแกตอนมัธยมคงไม่ยอมขอโทษแน่....ชิบ” คะนิ้งยิ้มให้ผม แต่เมื่อดวงตาชำเลืองมองนาฬิกาบนผนังเธอก็ลุกพรวด ตบไหล่ผมปุๆ แล้วหันหลังกลับไปยังแผนกตนเองอย่างรวดเร็ว

          เวลาเที่ยงสี่สิบห้าพอดี เจ้าของเก้าอี้ตัวจริงกำลังมา เธอเคยทำโกโก้หกใส่โต๊ะเขาครั้งหนึ่ง เปื้อนอะไรไม่เปื้อน ดันไปหกใส่เอกสารสำคัญเข้าเนี่ยสิ หลังจากนั้นคะนิ้งเลยไม่กล้าให้เขารู้ว่าเธอแอบมานั่งโต๊ะเขา กลัวจะโดนบีบคอตายซะก่อน

 

          อึดอัดชะมัด!

            ผมกำลังอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดินที่ผู้คนเบียดกันเป็นปลากระป๋อง มันก็เป็นแบบนี้ทุกวันนั้นแหละ และผมก็จะบ่นแบบนี้ทุกวันเช่นกัน แต่โชคดี...ไม่สิ ไม่ใช่โชค ผมเลือกคอนโดและที่ทำงานที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า การเดินทางในแต่ละวันจึงไม่เหนื่อยมากนัก แลกกับเงินที่ต้องเสียก็ยังโอเค ตำแหน่ง senior programmer ของผมแม้เงินเดือนไม่สูงนัก แต่ผมก็กันไว้ส่วนนึงไปลงทุน ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็ไม่มีปัญหาอะไรน่าหนักใจ

          ถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยล่ะก็นะ

          แต่น่าเศร้าที่เดือนนี้ผมใช้เงินไปกับการซื้อเจ้าอุปกรณ์เล่นเกมแพงแสนแพงไปแล้ว และตอนนี้ผมก็คงต้องกินบะหมี่สำเร็จรูปไปทั้งเดือน หรูหน่อยก็ใส่ไข่

          เมื่อกลับมาถึงห้อง ผมก็โยนกระเป๋าไว้บนโซฟาแล้วพุ่งตัวเข้าไปหากล่องพัสดุที่มาส่งตั้งแต่เช้าทันที เจ้าสิ่งนี้เองที่ทำให้ผมใจลอยจนพิมพ์ข้อความโง่ๆ นั่นลงไปในโค้ด

          อุปกรณ์เล่นเกมแพงแสนแพงที่ว่านี้ก็คือ VR gear 1.7.2  มีขนาดพอๆ กับหมวกกันน๊อค และวิธีใช้ก็คือสวมหัวเฉกเช่นเดียวกัน มันต่างกับแว่น VR ที่ทำให้คุณมองเห็นโลกเสมือนจริง เพราะเจ้าเครื่องนี้จะเชื่อมต่อเข้ากับสมองของผู้ใช้ ทำให้รู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเกมจริงๆ

          ใช่...มันเป็นความใฝ่ฝันของเกมเมอร์ทุกคนที่จะได้เข้าไปโลดโผนในโลกของเกมจริงๆ

          นาฬิกาบอกเวลาหกโมงสิบเอ็ดนาที ผมอ่านคู่มือใช้งานเจ้า VR gear ที่มองยังไงก็คือ Nerve gear จากการ์ตูนอนิเมะเรื่องซอร์ด อาร์ต ออนไลน์ ชัดๆ มันแนะนำให้ผมชาร์ตไฟให้เต็มเสียก่อน เพื่อป้องกันปัญหาอย่างการไฟดับ หรือมีคนเดินมาสะดุดปลั๊ก ระหว่างนี้ผมจึงว่างจัด

ผมเปลี่ยนมาอ่านข่าวเกม Sword and Soul หรือที่เรียกกันติดปากมาตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนว่า เกมเจี้ยน’ แทน สิบกว่าปีก่อนผมกับเพื่อนคนอื่นๆ ก็เล่นเกมนี้บนคอมพิวเตอร์ แต่พอโตขึ้นผมก็ไม่ได้สนใจจะเล่นเกมแล้ว เกมเจี้ยนจึงห่างหายไปจากการรับรู้ของผมชั่วคราว

จนเมื่อสองปีก่อน วงการเกมถึงกับสั่นสะเทือนเมื่อ Sword and Soul จับมือกับ VR gear พัฒนาเกมนี้ไปจนสามารถนำผู้เล่นเข้าไปในโลกเกมได้สำเร็จแล้ว หลังจากพยายามมาเจ็ดปีเต็ม เท่านั้นแหละ แฟน SS เก่าก็ดี แฟน VR gear ก็ดี ต่างแห่เข้าจับจอง VR gear 1.7.1 และซื้อไอดีเกมเจี้ยนกันอย่างล้นหลาม

ผมไม่ได้หมายถึงการเข้าไปด้วยร่างกายทั้งตัวจริงๆ หรอกนะ มันเหมือนกับคุณนอนบนเตียงเฉยๆ แล้วก็ฝันเป็นตุเป็นตะนั่นแหละ ผมหมายถึงแบบนั้น แค่คุณต้องใส่ที่ครอบหัวนี่ลงไปด้วย

ในมือของผมตอนนี้คือ VR gear 1.7.2 รุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกเมื่อเดือนที่แล้ว สาเหตุที่ทำให้ผมสนใจมันก็คือโฆษณาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งนาที

ผมจำตัวละครในโฆษณาได้ ผมจำเสียงนุ่มหูที่กำลังอธิบายความแตกต่างระหว่าง VR gear รุ่น 1.7.1 กับ 1.7.2 ได้

แดนสรวง!

ถึงเวลาจะผ่านไปเกือบสิบปีแล้วแต่ผมมั่นใจ เป็นเขาไม่ผิดแน่ และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอุทานเสียงดังออกมาในรถไฟฟ้าจนคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว

เปิดเทอมวันแรกของม.6 ผมตกใจมาก โต๊ะเก้าอี้ของแดนสรวงก็ถูกยกออกไปจากห้อง พอถามจากอาจารย์ประจำชั้นคนเก่าถึงได้รู้ว่าเขาไปเรียนต่างประเทศแล้ว แดนสรวงเลิกเล่นเฟซบุ๊ค ไอจีไม่อัพเดต ไลน์กลายเป็น unknown หมอนั่นแทบหายไปจากชีวิตของผมโดยสิ้นเชิง รู้จากคะนิ้งแค่ว่ามันกลับไทยมาเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้เลย

ผมทิ้งตัวลงบนที่นอน สวม VR gear เข้ากับศีรษะ กดปุ่มเปิดการทำงานที่มีเพียงปุ่มเดียวนั้น ตัวเลขดิจิตอลนับถอยหลัง 3 2 1 ผมหลับตา

นาฬิกาบอกเวลาหกโมงสี่สิบแปดนาที

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

48 ความคิดเห็น

  1. #36 Muffin_Kun (@Muffin_Kun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 09:52
    เห็นชื่อ ดาบและวิญญาณ แล้วนึกถึง ใบมีดและวิญญาณ เลย
    #36
    1
    • #36-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 1)
      20 ตุลาคม 2562 / 00:44
      อันนั้นของเกาหลีเค้า เดี๋ยวติดลิขสิทธิ์จ้า เลยสร้างเกมใหม่ซะเลย
      #36-1
  2. #14 TheViper_ (@HongTae_) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 เมษายน 2562 / 18:51
    พระเอกเราทุ่มทุนสุดๆเพื่อเจอเขาเลยนะเนี่ย5555
    #14
    1
    • #14-1 dusk_ (@dusk_) (จากตอนที่ 1)
      8 พฤษภาคม 2562 / 16:10
      แล้วก็ยังปากแข็ง ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชอบเลยจริงๆ 5555555555
      #14-1