The secret garden and coffee store [KOOKV]#สวนกาแฟกุกวี

ตอนที่ 2 : Chapter I 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    15 พ.ค. 63

Chapter I

'เสียงบรรเลงที่แสนคุ้นเคย'

 

 

ช่วงสายๆของวัน เรนเดลแต่งตัวและขับรถออกไปจากบ้านของตนเอง โดยเขามุ่งหน้าไปยังบ้านของเพื่อนสนิท เรนเดลต้องรีบไปเล่าสิ่งที่เขาได้ไปเห็นมากับตาของตัวเองให้กับอลาโน่ฟังให้ได้ เขาทนเก็บเอาไว้กับตัวเองมาตั้งแต่เมื่อวาน และพยายามที่จะไม่นึงถึงมัน แต่พอเรนเดลหลับตาลงทุกครั้ง ภาพของสวนลึกลับและเสียงพิณนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอดเวลา

เรนเดลไม่อาจลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปได้ และเขาก็ได้สัญญากับตัวเองเอาแล้วตั้งแต่ตอนนั้น ว่าเขาจะต้องพิสูจน์ความจริงที่ว่านั่น...มันคือเรื่องจริง

กว่าจะถึงบ้านของอลาโน่ก็ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง เรนเดลกดกริ่งอยู่สองครั้ง ร่างสูงใหญ่ของอลาโน่ก็ปรากฏขึ้นหลังประตูไม้สีขาว

“ว่าไง มาหาฉันมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”อลาโน่เอ่ยทัก ก่อนจะเชิญชวนเพื่อนสนิทเข้าไปนั่งพักในบ้าน

บ้านของอลาโน่เป็นบ้านกึ่งสองชั้นสไตล์โมเดิร์นและมีบ้านแบบนี้แทบทุกหลังที่เขาขับรถผ่านมา เนื่องจากอลาโน่ซื้อผ่านโครงการหนึ่งซึ่งเป็นหมู่บ้าน แต่โดยรอบนั้นไม่ได้วุ่นวายอย่างที่ใครคิด ออกจะเงียบสงบและอยู่ใครอยู่มันไปเลยเสียด้วยซ้ำเรนเดลเองก็เคยมาพักที่บ้านของอลาโน่หลายครั้งเพราะเราสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กๆ

อลาโน่เป็นเพื่อนคนแรกและเพื่อนคนสุดท้ายที่อยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด เป็นทั้งพี่ชายอยู่กรายๆของเรนเดล เพราะความคิดของอลาโน่นั้นดูโตเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาอยู่มาก

“ฉันไปที่ร้านกาแฟที่นายแนะนำมาแล้ว”

“แล้วเป็นไงบ้าง ถูกใจหรือเปล่า”

คิ้วของเรนเดลขมวดเป็นปมแน่น นิ้วมือเรียวสวยเผลอยกขึ้นมาขบกัดอย่างลืมตัว เรนเดลมักจะชอบกัดเล็บของตัวเองเมื่อเขารู้สึกหนักใจ และกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่าง แม้ว่าทั้งมือและเล็บของเรนเดลจะถูกบำรุงและทำทรีตเมนต์มาด้วยราคาที่แพงแสนแพงก็ตามที

“ก็ดีนะ..แต่มันมีอะไรแปลกๆ”

“อะไรที่นายว่ามันแปลก รสชาติหรอ หรือร้าน”

อลาโน่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ เขาไม่คิดว่าร้านนั้นมันจะมีอะไรที่เรียกว่าแปลกได้เลย ทั้งการต้อนรับและบริการลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม บรรยากาศในร้านก็ดูน่าค้นหา มันเป็นร้านกาแฟที่เขาภูมิใจนำเสนอที่สุด

“คือว่า...ฉันเจอเรื่องแปลกๆที่ร้าน”

ความตึงเครียดของเรนเดลทำให้เพื่อนสนิทเริ่มเอะใจขึ้นบ้าง อลาโน่ปรับสีหน้าของตัวเองใหม่เมื่อเห็นเรนเดลกำลังมีท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง เขาว่าเขาก็พอที่จะอ่านใจของเรนเดลได้มากพอสมควร

“ยังไง”

“อลาโน่ นายต้องห้ามบอกให้ฉันไปหาหมอนะ”

“อืม ฉันรู้ว่านายไม่ได้เป็นบ้า”

เรนเดลมองหน้าของเพื่อนสนิทเขามองลึกเข้าไปถึงในดวงตาของอลาโน่ ว่าจะเชื่อใจเขามากพอหรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันไม่ควรไปเล่าให้ใครฟังเท่าไหร่นัก มีแต่จะหาว่าเขาเป็นบ้า ทั้งๆที่เรนเดลไม่เคยมีอาการของคนเสียสติเลยสักนิด

“คืออย่างนี้...ฉันเห็นทางเข้าสวนข้างร้านกาแฟ และฉันก็ได้เข้าไปด้านในนั้น ฉันได้ยินเสียงพิณด้วย แต่พอลองถามเจ้าของร้านดู กลับไม่มีใครเห็นและได้ยินแบบฉัน แต่ฉันเห็นมันจริงๆนะ มันแปลกไหมล่ะ”

“สวนข้างร้านกาแฟหรอ?”อลาโน่เอ่ยขึ้นพลางนั่งนิ่งใช้ความคิด เขายังไม่ได้เอ่ยความเห็นอะไรตอบเรนเดลไปแต่ทำเพียงนึกถึงภาพของร้านกาแฟที่เขาไปเป็นประจำ “แปลกจริงๆด้วยแฮะ มันไม่มีสวนข้างร้านนะ นั่นเป็นกำแพง”

“เห็นไหมเล่า แต่ฉันกลับเห็นมัน..คนเดียว

“แน่ใจนะว่าไม่ได้ฝัน”

“นี่ จะให้ฉันสาบานก็ได้นะ เพราะฉันได้เข้าไปจริงๆ ก่อนที่จะกลับ ฉันก็ยังเห็นทางเข้านั้นอยู่”

จะว่าไปพอเรนเดลนึกถึงทางเข้าของสวนลึกลึบนั่นแล้วก็ต้องวิตกกังวลอีกครั้ง ถ้าหากว่าที่แห่งนั้นมันเป็นอาถรรพ์ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นมันจะต้องตกอยู่ในอันตรายล่ะ

เอ...จะว่าไปตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเรนเดลก็ไม่ได้พบเจอกับเรื่องเลวร้ายอะไร แถมเจ้าของสำนักพิมพ์ที่มาติดต่อเสนอให้เรนเดลทำหนังสือเกี่ยวกับร้านของคาวและของหวานก็ส่งเมล์มาขอนัดพบ อีกทั้งยอดคนเข้าชมเว็บของเขาก็มีมากขึ้น นอกจากจะไม่มีอันตรายใดๆแล้ว เรนเดลกลับรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเสียมากกว่า

“ฉันว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่ทำให้นายเห็นมันได้คนเดียว”

“แล้วมันคืออะไรล่ะ?”

“นั่นน่ะสิ ถึงแม้ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่นายเล่าหรอกนะ แต่เพราะว่ามันเป็นนายนะเรนเดล คนที่ฉันรู้จักมาตลอดชีวิต นายไม่มีทางแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาแน่ๆ และแน่นอนว่านายไม่ได้เสียสติหรือว่าเห็นภาพหลอน ฉันเป็นเพื่อนนายมานานฉันรู้ดี”

“ขอบคุณที่นายเข้าใจฉัน ฉันก็อยากจะกรีดร้องระบายออกมาแทบตาย”

ประสานมือไว้ระหว่างกลางหน้าอกแล้วถอนลมหายใจออกมาอย่างแรงเมื่อเขาได้คลายความอึดอัดลงไปบ้างแล้ว เรนเดลยันตัวลุกขึ้นจากโซฟาก่อนที่จะตรงปรี่เข้าไปดึงแขนยาวๆของอลาโน่

“ไปกับฉัน เราต้องไปร้านกาแฟด้วยกัน”

“เฮ้ย..ไม่คิดจะให้ฉันเตรียมตัวหน่อยเหรอ จู่ๆก็มาลากฉันเนี่ย

อลาโน่โอดครวญเล็กน้อย แต่เมื่อมองรอยยิ้มของเรนเดลมันก็ทำให้เขาใจอ่อน ยอมโดนลากออกไปด้านนอก โดยที่เขาไม่ลืมที่จะควานหยิบกุญแจบ้านและสวมใส่รองเท้าให้เรียบร้อย

ให้ตายอย่างไรอลาโน่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อเรนเดลอยู่ดี เขารู้ว่าเรนเดลนั้นเป็นคนเอาแต่ใจ แต่อลาโน่ก็เป็นฝ่ายยอมตามใจเรนเดลเสียเอง ต้องไม่มีใครเชื่อแน่ๆว่าเรนเดลเป็นผู้ชายที่หน้าตาน่ารักมากๆ แต่ก็ยังคงความหล่อเอาไว้บางมุม ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ไม่เคยมองเรนเดลเป็นอื่นได้...นอกเสียจากน้องชายที่น่ารัก

เรนเดลนั่งเอนหลังอย่างสบายใจเมื่อทิ้งกุญแจรถใส่มือของเพื่อนสนิทแล้วขึ้นมานั่งฝั่งด้านข้างแทน เขากดเปิดเพลงฟังก่อนที่จะเอี้ยวตัวไปด้านหลังรถเพื่อหยิบหมอนรองคอมาสวมใส่ต้นคอของตัวเองเอาไว้พลางหลับตาลง

“แหม เกิดเป็นนายนี่สบายเหลือเกินนะ”

“บ่นมากน่า ถึงแล้วปลุกด้วยนะ ฉันง่วง”

แนบแก้มลงซบกับหมอนพลางทำท่าเหมือนกำลังเคี้ยวอะไรบางอย่างแต่แท้จริงแล้วมันไม่มี เจ้าของผมสีบลอนด์ชมพูหันหน้าไปมองคนด้านข้างแล้วก็ต้องส่ายหน้า หลุดหัวเราะเบาๆในลำคอแล้วกลับไปตั้งใจขับรถ

 

เรนเดลรู้สึกว่าตนเองกำลังดำดิ่งลงไปในห้วงแห่งความฝัน เสียงเพลงคอยบรรเลงขับกล่อมให้เกิดความเคลิบเคลิ้ม ทว่าเมื่อดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มถูกเปิดขึ้น เรนเดลกลับพบว่าตนเองไม่ได้นั่งอยู่บนรถเหมือนก่อนหน้านี้เสียแล้ว

สายลมพัดผ่านใบหน้าน่ารัก เส้นผมนุ่มหยักศกสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วไหว กิ่งไม้ลู่ลิ้วไปกับกระแสลม ต้นหญ้าสีเขียวขจีสั่นไหวเช่นเดียวกับหัวใจของเรนเดลที่กำลังเต้นระสับระส่าย เมื่อยามที่นัยน์ตาหวานสวยเพ่งมองไปยังเบื้องหน้า ศาลาโดมกลางน้ำที่ตั้งอยู่ห่างออกไป มีร่างของผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เขา

ชุดสีขาวสะอาดตา แผ่นหลังกว้างใหญ่จนมิอาจจะโอบกอดได้มิดเพียงรอบวงแขน เส้นผมสีดำสนิทตรงยาว มันไม่อาจทำให้เรนเดลละสายตาไปได้เลย

อีกครั้งแล้วสินะที่เรนเดลเห็นชายคนนี้ ศาลาโดมกลางน้ำและเถาวัลย์ที่พันเกี่ยวเสาโรมันสีขาวตัดกับสีเขียวเข้มและดอกของมันทำให้ดูน่าค้นหามากยิ่งกว่าเดิม แต่...สถานที่แห่งนี้ต่างจากที่เรนเดลเคยเห็นมากนัก มันเป็นทุ่งดอกไม้ทอดยาวไปจนถึงริมแม่น้ำสีฟ้าสดใส ย่างเยื้องกันไปมีสะพานไม้ที่มีมอสสีเขียวผุดเต็มตลอดทางข้ามฝั่ง ถัดไปก่อนที่จะถึงสะพานก็มีเรือลำไม่เล็กไม่ใหญ่เทียบท่าเอาไว้ด้านหน้าศาลาโดมที่ห่างออกไป

ไม่มีใครรู้ว่าที่นี่คือสถานที่แห่งใด มีเพียงเรนเดลและเขาคนนั้นเพียงสองคนที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนี้ จู่ๆเท้าเล็กก็เริ่มก้าวเดินออกไป เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังไปที่ใด เพราะมันไม่สามารถหาเหตุผลได้เลยว่าทำไมเท้าของเรนเดลถึงขยับเดินมาเอง

ราวกับโดนเวทมนตร์สะกด เพียงเรนเดลเดินไปหยุดบริเวณริมฝั่งธารน้ำ เรือลำนั้น...ที่จอดอยู่กลางน้ำก็ไหลทวนกระแสน้ำมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเรนเดล

“โอ้!”

เสียงอุทานของเรนเดลทำเอาเจ้าตัวต้องยกมือขึ้นมาปิดปากตนเองเอาไว้ เรนเดลมองเรือลำนี้อย่างกล้าๆกลัวๆ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเรนเดล ปลายเท้าจึงค่อยๆเหยียบลงบนเรือลำนั้นไปเสียแล้ว โดยที่เขาไม่รู้สึกว่ามันกำลังโคลงเคลงเหมือนตามปกติที่ขึ้นเรือเลยสักนิด มันกับนิ่งเสียจนไม่ต่างอะไรกับกำลังยืนเหยียบบนพื้นดิน

เมื่อเรนเดลขึ้นไปนั่งบนเรือได้สำเร็จ สายน้ำก็เป็นกระแสผลักดันให้เรือมาถึงศาลโดมกลางน้ำ โดยที่เขาไม่ได้ออกแรงพายเลยสักนิด ราวกับมีเวทมนตร์แสนวิเศษอยู่ที่นี่จริงๆ นั่น...มันยิ่งทำให้เขาเริ่มที่จะสนใจเรื่องราวเหล่านี้เพิ่มขึ้นอีกแล้ว

ดวงตาสวยยังคงจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มในชุดสีขาวสะอาด คราวนี้เรนเดลเห็นใบหน้าด้านข้างของเขา สันจมูกโด่งช่างเข้ากันได้ดีกับสันกรามที่คมชัด ดวงตาของชายหนุ่มปริศนาจดจ้องแค่เพียงหนังสือที่ถือบนฝ่ามือเท่านั้น หาได้สนใจผู้บุกรุกอย่างเรนเดลไม่

เสียงของพิณดังกังวานมากยิ่งขึ้นเมื่อเรนเดลก้าวฝีเท้าเข้ามาเหยียบศาลาโดมแห่งนี้ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเพ่งมองไปรอบๆ และเขาก็ได้คำตอบว่าเสียงพิณบรรเลงอยู่นี้ มันมาจากที่ใด...

พิณสีทองอร่ามถูกวางอยู่บนศาลาแห่งนี้ สายของมันขยับเคลื่อนไหวไปเองโดยที่ไม่มีใครจับต้องมัน เรนเดลหลับตาพริ้ม ฟังเสียงบรรเลงของมันอย่างเคลิบเคลิ้ม ความไพเราะรื่นหูของมันช่วยทำให้เขาผ่อนคลายลงไปมาก เรนเดลค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น แล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาเขาคนนั้นที่ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติงใดๆ

หากเรนเดลอยากจะมองใบหน้าของชายคนนั้นให้ชัดๆ ก็คงจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่

ร่างผอมบางค่อยๆหยุดลงอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มปริศนา เรนเดลเอียงศีรษะพลางย่อตัวลงเล็กน้อยอย่างใคร่รู้ แต่เขาก็ไม่เห็นอะไรนอกเสียจากปลายจมูกโด่งรูปทรงสวยและริมฝีปากบางกระจับ

แต่เพียงแค่เท่านี้เรนเดลกลับเริ่มรู้สึกเหมือนเคยเห็นปากกระจับแบบนี้กับใครสักคนที่เขานึกชื่อและใบหน้าของเขาคนนั้นไม่ออก

ขนาดเรนเดลยืนอยู่ตรงหน้า ชายคนนี้ก็ไม่คิดจะสนใจอะไรเขาเลย

“คุณ”

น้ำเสียงทุ้มหวานของเรนเดลทำให้ชายหนุ่มเลิกคิ้วเข้มขมวดกันแน่น ลดหนังสือในมือลงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้น เพียงแต่เรนเดลไม่เห็นใบหน้านั้นราวกับมีแสงอะไรบางอย่างที่สว่างจ้าส่องดวงตาของเขา

‘เรนเดล เรนเดล!’

นั่นมันเสียงของอลาโน่ไม่ใช่หรอกหรือ

“ตื่นได้แล้วน่า ถึงแล้วนะ”

แรงเขย่าที่แขนเรียวเล็กทำให้เรนเดลเริ่มขยับตัวและลืมตาขึ้นมาในที่สุด ดวงตาสวยกวาดมองไปรอบๆ–เขากำลังนั่งอยู่บนรถยนต์ของตนเองโดยมีอลาโน่กำลังจ้องมองมาอย่างไม่เข้าใจ

เมื่อสักครู่ เรนเดลคล้ายกับกำลังยืนอยู่ในศาลาโดมกลางน้ำ ท่ามกลางสิ่งวิเศษมากมายราวกับมีเวทมนตร์เสกสรรเอาไว้ เรือที่เคลื่อนไหวได้เองพิณสีทองที่เล่นเองโดยไม่มีนักดนตรีเป็นคนขับเคลื่อนและชายหนุ่มปริศนาที่เขายังไม่ทันจะได้เห็นหน้า

“เป็นอะไรของนายน่ะเรนเดล ตื่นแล้วก็ลงไปเสียทีเถอะ”อลาโน่ส่ายหน้าพลางอมยิ้มแล้วเปิดประตูออกไปก่อนจะปิดเสียงดังทำให้เรนเดลสะดุ้งหลุดออกจาภวังค์รีบตามเพื่อนสนิทลงไปเช่นกัน

พวกเขาทั้งคู่เดินเข้าไปพร้อมกันโดยที่เรนเดลเป็นฝ่ายดึงแขนของอลาโน่เอาไว้ ทำให้ทั้งสองหยุดเดินกะทันหัน อลาโน่หันมามองเพื่อนสนิทเพื่อจะถามว่าเป็นอะไร แต่พอเห็นเรนเดลมองไปยังกำแพงด้านข้าง นั่นเลยทำให้เขาพอจะคิดได้ ว่าเรนเดลกำลังต้องการอะไรอยู่

“นี่นาย...นายเห็นไหม ซุ้มดอกไม้เลื้อยยาวๆน่ะ”

“ไม่ ฉันไม่เห็นอะไรเลยนอกจากกำแพง”

“แล้วเสียงล่ะ เสียงพิณ”เรนเดลเอ่ยถามโดยที่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องทางเข้าสวนอยู่ตลอดเวลา

“ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย”

อีกแล้วสินะ...เหตุใดถึงต้องเป็นเขาคนเดียว

ความรู้สึกในตอนนี้มันตีวนรวมกันไปเสียหมด เรนเดลอธิบายออกมาไม่ถูกว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่เขารู้สึกโหยหาและต้องการที่จะหวนกลับเข้าไปในสวนลึกลับนี่อีกสักครั้ง เหมือนมีบางอย่างที่เขาผูกพันอยู่ที่นั่น

“เข้าไปข้างในกันเถอะ”

ร่างผอมบางเดินตัวปลิวเข้าไปในร้านโดยที่ไม่รอเพื่อนสนิท เขาได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าหนักที่ก้าวเดินตามมาเท่านั้น แม้ว่าเสียงบรรเลงของพิณจะยังคงรบกวนความคิดของเรนเดลอยู่ก็ตาม ยิ่งแต่ละบทเพลงที่มันบรรเลงให้เขาได้ยิน มันยิ่งทำให้เขาต้องพยายามนึกว่าเคยได้ยินเพลงนี้มาจากที่ไหน เพราะมันช่าง...คุ้นเคย...ราวกับเขาเคยได้ฟังมันมาก่อน ในห้วงความทรงจำที่ไม่อาจจะเปิดเข้าไปได้

50%

 

ภายในร้านยังคงความบรรยากาศดีและกลิ่นอายที่น่าค้นหาเอาไว้ดังเดิม อลาโน่และเรนเดลเลือกนั่งลงตรงเคาน์เตอร์ที่ยังคงว่างอยู่ ก่อนที่พวกเขาจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากบาริสต้าหนุ่มทั้งสาม

“มาด้วยกันเหรอครับ”แกริคถามขึ้น เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินมาด้วยกัน ถ้าอย่างนั้นคุณอลาโน่และคุณเรนเดลก็คงจะรู้จักกันและกัน

“อ๋อ พอดีเราเป็นเพื่อนกันครับ”อลาโน่เอ่ย

“ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเพราะคุณอลาโน่เลยนะครับ”โอเว่นเอ่ยพลางทำบัญชีไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นน้ำเสียงที่กล่าวออกไปก็แสดงถึงความยินดีมากจริงๆ

ดวงตากลมโตจับจ้องที่เมนูด้านบนอยู่สักพัก เรนเดลไม่มีความชอบส่วนตัวในเรื่องของกาแฟแบบอื่นๆมากเท่าไหร่ เขาชอบทุกอย่าง แต่ที่ชอบมากกว่าก็คงจะเป็นกลิ่นหอมกรุ่นจากการคั่วใหม่ๆของเมล็ดกาแฟ หรือแม้แต่กลิ่นหอมของชาเขียวมัจฉะ 

“ผมเอาคาราเมลมัคคิอาโต้หนึ่งที่ครับ”

“รอสักครู่นะครับ”วัลดัสรับออเดอร์ของเรนเดลไปแล้วเริ่มลงมือทำเครื่องดื่มให้ลูกค้าทันที

รอไม่นานเจ้าของร้านที่เคลียร์งานบัญชีเสร็จสิ้นก็รับเครื่องดื่มของเรนเดลและอลาโน่มาเสิร์ฟที่เคาน์เตอร์บาร์ซึ่งใช้เคาน์เตอร์เดียวกับบาริสต้า และทำให้เขาเข้าหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น

“คุณเคยได้ยินเรื่องเล่าของพรหมลิขิตไหมครับ”

โอเว่นบาริสต้าหนุ่มที่พ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของร่างเอ่ยพลางค่อยๆวางแก้วคาราเมลมัคคิอาโต้และจานรองให้เรนเดลอย่างช้าๆพร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา

“ก็พอที่จะอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตบ้างนะครับ”เรนเดลตอบ

“แล้วคุณเรนเดลเชื่อไหมครับว่ามันมีจริงๆ”

“ผมเชื่อนะ”อลาโน่เป็นคนตอบแทนก่อนที่เรนเดลจะพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วยเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะเล่าเรื่องบางอย่างให้ฟังกัน”ชายหนุ่มเจ้าของร้านท้าวแขนลงบนเคาน์เตอร์บาร์พลางหยัดยิ้มขึ้นจนเห็นรอยบุ๋มที่ข้างแก้ม

สองเพื่อนสนิทพยักหน้าให้กันพลางตั้งใจฟังเรื่องเล่าของโอเว่นด้วยความสนใจ จนเรนเดลลืมเลือนเรื่องที่จะเอ่ยถามเจ้าของร้านไปจนหมด 

 

กาลครั้งหนึ่งเนิ่นนานมาแล้ว มากเสียจนผู้คนแทบจะลืมเลือนมันไปหมดสิ้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงจดจำเรื่องราวความรักที่เป็นดั่งพรหมลิขิตของพวกเขาทั้งคู่ แกรเซียส และเซเลน่า 

เซเลน่าเป็นเพียงบุตรสาวของครอบครัวที่แสนธรรมดา ณ ชุมชนแห่งหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามราวกับร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ริมฝีปากอิ่มสีสวย จมูกโด่งรั้น ดวงตากลมโตสีฟ้าสดใส และแพขนตาที่งอนยาวปรับให้ใบหน้าของนางดูสวยหวาน ยามที่ผมหยิกหยักศกสีน้ำตาลเข้มของเซเลน่าปลิวพลิ้วไปกับสายลม บุรุษนับร้อยแทบจะมอบหมายหัวใจให้นางทั้งดวง

ใครๆก็บอกว่าของงดงามของนางเปรียบเสมือนยาพิษ แต่ถึงจะอย่างไร...เซเลน่าก็มิเคยปรายสายตามองชายอื่นใดนอกจากคนในครอบครัวของตนเอง แม้นฐานะทางบ้านของนางจะแสนธรรมดา แต่ครอบครัวของเซเลน่าก็ยังคงอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

วันหนึ่ง...เซเลน่าได้ออกมาเดินซื้อของในตลาด นางสวมชุดกระโปรงที่ทำจากผ้าลินิน มันบาง...แต่เพราะนางตัดเย็บใส่ไว้หลายชั้นเลยทำให้มันไม่เป็นที่หมายตาของผู้คน อีกทั้งมันยังสวมใส่สบายมากกว่าชุดราคาแพงเป็นไหนๆ นางผูกผ้าสีขาวสะอาดไว้ใต้คาง ระบายด้านบนศีรษะของผ้า คลุมกันแสงแดดที่สาดส่องใส่ใบหน้านางได้อย่างดีเยี่ยม

ตะกร้าหวายใบพอดีถูกมือเรียวสวยถือมันออกมา ดวงตาสวยเพ่งมองขนมปังที่พึ่งถูกนำออกมาจากเตาใหม่ๆ ก่อนที่นางจะหยิบมันมาใส่ในตะกร้าแล้วจ่ายเงินให้กับคนขาย เซเลน่าแย้มยิ้มเมื่อยามที่นางพบของที่ถูกใจ นางย่อตัวลงพลางวางตะกร้าไว้ข้างตัวเพื่อหยิบสิ่งของชิ้นนั้นขึ้นมามอง แต่ทันใดนั้นสายลมที่พัดผ่านใบหน้าสวยหวาน ได้พาผ้าสีขาวสะอาดที่นางใช้กันแสงแดดปลิวลอยห่างออกไป

“ผ้าของข้า”นางวางสิ่งของลงก่อนจะรีบวิ่งตามไปเก็บผ้าของนาง แต่เพราะแรงลมที่มีมากกว่าปกติ ทำให้ผ้าผืนนั้นปลิวว่อนอยู่ในอากาศ ในยามที่นางพยายามจะไขว่คว้า นางก็ไม่สามารถเอื้อมมือได้ถึง จนกระทั่ง...ผ้าคลุมกันแดดของนางไปปะทะเข้ากับใบหน้าของชายคนหนึ่งซึ่งกำลังควบอยู่บนหลังม้า

มือหนาของชายหนุ่มคว้าผ้าผืนบางออกจากใบหน้า เขามองผ้าผืนนั้นด้วยความสงสัย ก่อนที่น้ำเสียงหวานรื่นหูจะดังพอให้เขาละความสนใจ

“ขออภัย ข้าขอผ้าผืนนี้คืนได้หรือไม่”

ชายหนุ่มแทบหยุดหายใจ เมื่อได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่งดงามมากว่าใคร และเขาไม่เคยเจอใครที่งามเท่านางมาก่อน เขาทำท่าคล้ายกับว่าจะคืนผ้าผืนนั้นให้กับสาวงาม แต่พอนางเอื้อมมือขึ้นมารับ เขาก็ยึกยักเอาไว้เสียเองพลางค่อยๆกระโดดลงจากหลังม้า

“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าผ้าผืนนี้...เป็นของเจ้า”ชายหนุ่มชูขึ้นตรงหน้าของหญิงสาว โดยที่เขาจ้องมองผ้าผืนนั้นด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่าง ก่อนที่จมูกโด่งจะเฉียดผ้าสีขาวสะอาด และแอบสูดลมหายใจรับกลิ่นหอมที่มาจากเจ้าของผ้า

ใบหน้าขาวนวลของเซเลน่าขึ้นสีระเรื่อ ปรางแก้มใสมีริ้วเลือดฝาดจางๆ นางก้มหน้าลงเก็บซ่อนรอยยิ้มหวานเอาไว้ บางทีความงามของนางอาจจะทำให้นางเชื่อมั่นมาเสมอ มิว่านางต้องการเรียกร้องสิ่งอื่นใด เหล่าบุรุษผู้หลงใหลก็จะคอยหามาให้นางจนได้

“มันมีชื่อของข้าปักเอาไว้อยู่”

“เซเลน่า...นั่นคือชื่อของเจ้าหรือ”

เซเลน่าพยักหน้า ก่อนที่เจ้าของใบหน้าหล่อคมคายจะค่อยๆโน้มตัวลงมาจนหน้าผากของพวกเขานั้นเกือบจะแนบชิดกัน ลมหายใจอุ่นๆของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อคมคายทำเอาหญิงสาวหัวใจเต้นสั่นระรัว

“ชื่อของเจ้านั้นไพเราะ..พอๆกับใบหน้าของเจ้า เซเลน่า”

“ข..ข้าขอผ้าของข้าคืนด้วยเถิด”

ชายหนุ่มหยัดรอยยิ้มขึ้นสูง พลางเฝ้ามองปรางแก้มนวลเนียนที่มีริ้วสีระเรื่อประดับประดาอย่างน่าชื่นชม เซเลน่ายกฝ่ามือขึ้นมาดันอกแกร่งของชายหนุ่มออก แต่ทว่ามือหนากลับรวบข้อมือของนางเอาไว้ แล้วประคองขึ้นมาบริเวณใกล้ริมฝีปาก พรมจูบลงบนหลังฝ่ามือขาวอย่างถือวิสาสะ

“ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าแกรเซียส”

ใบหน้าหล่อคมคายค่อยๆถอยห่างออกไปเพราะรู้ตัวดีว่าตนได้กระทำไปอย่างอุกอาด และมันอาจจะทำให้นางกลัวเขาเสียมากว่าที่จะเคอะเขิน

“ท..ท่าน ทำอะไร”

หญิงงามชักมือของตนกลับ ความรู้สึกเขินอายในคราแรกแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว เซเลน่าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อรู้สึกราวกับว่านางกำลังถูกชายหนุ่มคุกคาม เช่นเดียวกับแกรเซียสที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวนั่นทำให้ระยะห่างของพวกเขาเท่าเดิม

“ข้าไม่ขอโทษหรอกนะที่จูบมือเจ้า แต่ข้าจะขอโทษเจ้า..ที่เราเจอกันช้าไป”

“ข้าขอผ้าของข้าคืนด้วยเถิด ข้าขอร้อง”

ยกมือขึ้นมาประสานไว้ระหว่างกลางหน้าอก ดวงตาของนางฉายชัดว่ากำลังอ้อนวอนให้แกรเซียสช่วยคืนผ้าของนางไป แต่ภายในใจของแกรเซียสกลับกำลังนึกคิดสนุก 

หากแกรเซียสคืนผ้าให้นางตอนนี้ เขาก็ไม่มีข้ออ้างที่จะเจอนางอีก

“ถ้าข้าคืนผ้าให้เจ้า เรา..จะได้เจอกันอีกหรือไม่”

“นั่นเป็นเรื่องของโชคชะตา”

“แล้วถ้าข้าเป็นคนกำหนดโชคชะตาของเราเองล่ะ”

“ท่านอย่าทำให้ข้าลำบากใจไปมากกว่านี้เลย”

เซเลน่าแบมือขอรับผ้าของนาง ดวงตาหวานสวยของนางจ้องมองแกรเซียสด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่ว่าจะอยากไรบุรุษก็ยังคือบุรุษ พวกเขามักมองนางไม่ต่างจากแม่พันธุ์ชั้นดีที่จะมีลูกๆหน้าตาน่ารักให้ แต่คนอย่างเซเลน่าไม่ยอมที่จะไปเป็นเพียงแค่แม่พันธุ์ของบุรุษคนใดหรอก

“ข้าขอผ้าผืนนี้จะได้ไหม”

“ท่านช่างเป็นบุรุษที่พูดไม่รู้เรื่อง อยากได้ก็เอาไปเสีย”

หญิงสาวเดินหนีออกไปอย่างเหนื่อยหน่าย ต่างกับแกรเซียสที่ยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มเอาไว้บนหน้าคมคาย พลางยกผ้าสีขาวสะอาดที่ปักชื่อเจ้าของมันเอาไว้ขึ้นสูดดมกลิ่นหอมจากตัวนาง

 

ตั้งแต่คราวนั้น แกรเซียสก็สืบหาที่อยู่ของนางเพื่อที่จะเข้าไปทำความรู้จักนางให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่มีใครรู้ว่าแกรเซียสเป็นใครมาจากไหน เพราะเขาปกปิดตัวตนของตัวเองเอาไว้ ไม่ปริปากบอกแม้แต่เซเลน่า หญิงสาว...ที่เขามอบหัวใจให้ตั้งแต่แรกพบ

แกรเซียสไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดาอย่างที่เซเลน่าคิด เขาเป็นถึงเจ้าชายของเมืองนี้ แต่ถ้าหากเขาบอกนางออกไปตามตรง เซเลน่าคงจะไม่ทำตัวปกติกับเขาเหมือนอย่างตอนนี้...

“ท่านช่วยข้ายกถังน้ำนี้ไปใส่ตุ่มที่บ้านจะได้ไหม”

“ได้สิ”

หลังจากที่พวกเขาได้รู้จักกันมากขึ้น แกรเซียสก็ได้เลื่อนขั้นเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเธอ ทั้งๆที่เขาอยากจะเป็นมากกว่านั้น และให้ตายเสียเถอะ...

แกรเซียสเคยจับของหนักที่สุด นั่นก็คือดาบ!

แม้แกรเซียสจะตัวโตและแข็งแรงมากพอ แต่เขาก็มิเคยต้องทำงานแบกห้าม ดวงตาคมมองถังน้ำที่เซเลน่าตักไว้จนเต็มทั้งสองถัง นางนำไม้ยาวประมาณหนึ่งมาให้แก่เขา แกรเซียสถอนลมหายใจออกก่อนจะรับไม้มาและค่อยๆย่อตัวลง สอดไม้ใส่หูถังไม้โอ๊ก พยุงร่างหยัดยืนขึ้นให้มั่นคงมากที่สุด

“ท่านเหมือนคนไม่เคยหาบน้ำ”

เซเลน่าว่าพลางหาบน้ำอีกสองถังที่วางอยู่ขึ้นบนบ่าอย่างถนัดถนี่ นางหาบน้ำใส่บ่าเช่นนี้มาตั้งนานจนเกิดเป็นความเคยชิน ก้าวเท้าเดินนำหน้าชายหนุ่มออกไปพลางอมยิ้ม

“เคยสิ! ทำไมข้าจะไม่เคย”

“งั้นท่านก็เดินให้ดีเสียหน่อย น้ำหกจนเหลือครึ่งถังเสียแล้ว”

“หา!”

แกรเซียสชะโงกหน้าดูน้ำในถังปรากฏว่ามันเหลือแค่เพียงครึ่ง เหมือนอย่างที่เซเลน่าบอกเอาไว้ เสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวยิ่งเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ว่าเขา...ไม่เคยหาบน้ำจริงๆ

 

นานวันเข้าความรู้สึกดีๆที่แกรเซียสหมั่นมอบให้เซเลน่าด้วยความจริงใจ ก็ทำให้เขาสามารถคว้าหัวใจของเธอมาครอบครองได้สำเร็จ พวกเขาเป็นความรักให้แก่กันและกัน โดยที่ไม่สนใจว่าชาวบ้านคนอื่นจะกล่าวหานินทาอะไร ตราบใดที่แกรเซียสยังคงจับมือของนางอยู่ เซเลน่าก็มิจำเป็นต้องฟังเสียงนกเสียงกา

ฝ่ามือหนาอันอบอุ่นประคองใบหน้าหวานสวยหยดย้อยด้วยความรัก โอบรอบรัดเอวบางพลางเชยชมผิวแก้วนุ่มนิ่มที่ส่งกลิ่นหอมละมุน 

ชายแปลกหน้าที่เซเลน่าไม่เคยพบเห็นเขาในหมู่บ้านแห่งนี้ สามารถทำให้เธอตัดสินใจที่จะเชื่อใจเขา ทั้งที่แกรเซียสไม่มีความน่าไว้วางใจอย่างที่ชาวบ้านคนอื่นๆบอก แต่เพราะความจริงใจของแกเซียสที่แสดงออกมาให้เพียงแค่เซเลน่าได้เห็น นั่น...มันก็เพียงพอแล้วที่นาง..จะฝากชีวิตของนางให้แกรเซียสได้ดูแลต่อ

แต่สุดท้ายความลับที่ถูกปกปิดมาโดยตลอดก็ถูกเปิดเผย ในวันหนึ่งที่เซเลน่ากำลังนั่งรอคอยคนรักของนางที่ชิงช้าใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งพวกเขาทั้งสองคนเคยมาผูกเอาไว้นั่งเล่นด้วยกัน เซเลน่านั่งรอคนรักมาตลอดวันจนกระทั่งถึงเวลามืดค่ำนางจึงตัดสินใจที่จะกลับบ้าน 

แต่ทว่า...เสียงฝีเท้าของม้านับสิบกำลังมุ่งหน้าตรงเข้ามาใกล้นาง ร่างของชายหนุ่มคนที่เธอรักในชุดสูทสีขาวลวดลายหรูหราอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ควบม้าเข้ามาใกล้พลางก้มตัวลงโอบรอบเอวของนางเอาไว้แล้วดึงขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างกะทันหัน ทุกอย่างมันรวดเร็วเสียจนมองแทบไม่ทัน

เซเลน่าจ้องมองเครื่องแต่งกายของแกรเซียสอย่างไม่เข้าใจ เขาดูแปลกตาไปมาก จนไม่เหมือนแกรเซียสคนนั้น...คนที่นางมอบความรักและไว้วางใจให้

“ได้โปรด...อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้”

น้ำตาที่เอ่อคลอร่วงลงมาจากดวงตากลมโต หยดลงบนฝ่ามือที่โอบกอดรอบเอวบางของหญิงสาวที่เป็นดั่งหัวใจของแกรเซียส

“ท่านโกหกข้า...”

“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโกหกเจ้า...แต่”

“ท่านเป็นเจ้าชาย...ทำไมข้าถึงนึกไม่ถึง ว่าชื่อของท่าน...เหมือนชื่อของเจ้าชาย”

“ข้ารักเจ้า เซเลน่า”

“หม่อมฉัน รักกับพระองค์ไม่ได้หรอกเพคะ ฉลองพระองค์ที่ทรงสวมใส่อยู่ มันก็บ่งบอกอยู่ว่า มันเป็นชุดแต่งงาน”

หยาดน้ำตาที่ไหลรินของเซเลน่าทำให้หัวใจของแกรเซียสเจ็บปวด เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้มันออกมาเป็นแบบนี้ เพียงแต่ถ้าเขาเอ่ยบอกฐานะที่แท้จริงของเขาออกไปตั้งแต่แรก แกรเซียสจะไม่มีวันได้อยู่เคียงข้างนางเหมือนอย่างที่ผ่านมา

“เซเลน่า..ข้าขอโทษ”

“ปล่อยหม่อมฉันลงเถอะเพคะ แล้วกลับไปกับพวกเขา”เซเลน่ามองดูเหล่าทหารที่กำลังควบม้าตามมา นางไม่อยากเสียใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“ไม่ ข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้า เจ้าเป็นของข้า...เซเลน่า”

“แต่พระองค์...ไม่ได้เป็นของหม่อมฉัน พระองค์เป็นสามีของหญิงอื่น”

นัยน์ตาหวานสวยเหม่อมองแหวนเพชรเม็ดโตที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย และตราสัญลักษณ์ของกษัตริย์ -เจ้าชายแกรเซียส ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงอื่นที่ไม่ใช่หญิงสาวฐานะธรรมดาอย่างเซเลน่า

แกรเซียสหน้าชาไปขณะหนึ่งที่ได้ยินสิ่งที่นางพูด -เซเลน่าพูดถูกทุกอย่าง

พวกเขาเป็นพรหมลิขิตของกันและกัน เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ครองรักกันเหมือนอย่างคนอื่นๆ หลังจากคืนนั้นแกรเซียสก็ได้กลับเข้าวังเพื่อทำหน้าที่ของเจ้าชาย เขาจำใจทอดทิ้งเซเลน่า และผิดคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับนางไว้ แม้จะไม่อยากปล่อยนางไป แต่เขาก็ต้องจำยอมทำแบบนั้น...

ไม่นานเซเลน่าก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายออกมาหนึ่งคน ท่ามกลางความอับอายของครอบครัว...ที่นางดันตั้งท้องไม่มีพ่อ เซเลน่าเก็บความลับเรื่องที่นางตั้งท้องกับแกรเซียสเอาไว้กับตัวเอง แม้นางจะโดนประณามและโดนเหยียบย่ำเรื่องที่เชื่อใจหนุ่มแปลกหน้าจนมีครรภ์แล้วเขาก็ทิ้งนางไป แต่นางรู้เรื่องนี้ดีที่สุด...

หลังจากที่นางคลอดลูกได้ไม่ถึงเดือน...เซเลน่าก็เสียชีวิตลง ร่างกายของนางอ่อนแอตั้งแต่ตอนที่ยังตั้งท้อง และอาการก็พลันทรุดลงทุกครั้งที่เด็กน้อยนั้นเติบโตอยู่ในท้องของนาง โดยที่เซเลน่าทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากอดทนฝืนกลั้นเอาไว้จนกว่าลูกของนางจะปลอดภัย และการตายของนางก็ไม่มีผู้ใดรับรู้แม้แต่แกรเซียสคนที่เซเลน่าเคยฝากชีวิตเอาไว้ด้วยความรักทั้งหมดที่มี...

“ก..แกรเซียส”

ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าน่ารักของเรนเดลเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลริน ราวกับว่า...เขารับรู้ความรู้สึกของเซเลน่าเป็นอย่างดี 

เรนเดลไม่รู้เลยว่าน้ำตามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาแทบไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ทว่าหัวใจของเขากับรู้สึกเจ็บปวดมากมายเสียจนแทบขาดใจ ร่างกายผอมบางของเรนเดลเริ่มสั่นไหว มือเล็กวางประสานกันไว้บนหน้าตัก

“เรนเดล นายเป็นอะไร?”

อลาโน่ที่ได้ยินเสียงสะอื้นไห้และไหล่บอบบางที่กำลังสั่นเทิ้ม เขาก็รีบจับบ่าเล็กอย่างเบามือ พลางมองใบหน้าน่ารักที่เปียกชื้นไปทั้งน้ำตา อลาโน่ไม่คิดว่าเรนเดลจะอ่อนไหวได้อย่างง่ายดายกับเรื่องเล่าอะไรแบบนี้ เขาไม่เคยเห็นเพื่อนสนิทร้องไห้ปานจะขาดใจอย่างนี้มาก่อน นัยน์ตาของชายหนุ่มผมบลอนด์ชมพูเพ่งมองหน้าของเจ้าของร้านพลางสลับมองเรนเดล

คุณโอเว่น...เป็นใครกันแน่

“โอ้ ผมไม่คิดว่าคุณเรนเดลจะอินมากขนาดที่จะร้องไห้”มือหนาหยิบกล่องกระดาษทิชชู่วางลงบนเคาน์เตอร์บาร์เพื่อให้ลูกค้าคนพิเศษ...ได้ใช้มันซับน้ำตาที่เปื้อนไปทั้งใบหน้า

“ผมก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าทำไมถึงร้องไห้ได้ขนาดนี้”

นิ้วมือเรียวยาวดึงกระดาษทิชชู่ออกมาสองสามแผ่น ก่อนที่จะค่อยๆบรรจงเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า น่าแปลกที่เสียงของพิณดังประกอบจังหวะในขณะที่คุณโอเว่นเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี นั่นเลยทำให้เรนเดล...คล้อยตามไปกับเนื้อหา

“ที่จริงเรื่องมันก็ยังไม่จบหรอกนะครับ แต่พอผมเห็นคุณเรนเดลแล้ว เลยคิดว่าควรพอก่อนจะดีกว่า”

“ถ้าอย่างนั้น คราวหน้าผมขอฟังต่อนะครับ”

“นี่นายยังไม่พออีกเหรอ”อลาโน่เอ่ยกระซิบเบาๆให้ได้ยินเพียงสองคน แน่นอนว่าใครๆก็ชอบที่มีคนเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟัง แต่กับอลาโน่..เขาไม่ได้ชอบฟังเรื่องราวไร้สาระแบบนี้เท่าไหร่

“ก็สนุกดีออก”

เรนเดลว่าพลางยิ้มและพูดคุยกับคุณโอเว่นต่อ มีบ้างที่แกริคและวัลดัสล้อเลียนถึงตอนที่เรนเดลอินตามจนร้องไห้ แต่เรนเดลกลับไม่สังเกตตัวเองสักนิด ว่ามันมีบางอย่างที่แปลกไปจริงๆ

บางอย่างที่กำลังแอบมองเรนเดลผ่านความมืดมิด เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินทิ้งห่างออกไปปะปนกับเสียงของพิณ เขาก็ไม่ได้มีท่าทางต่างไปจากเรนเดลมากนัก

หยาดน้ำใสๆที่ไหลอาบแก้มของชายหนุ่มปริศนา และน้ำเสียงนุ่มทุ่มที่ทิ้งท้ายเอาไว้ ซึ่งมันทำให้เรนเดลถึงกับหยุดชะงัก หันซ้ายขวากวาดสายตามองหาเจ้าของเสียงที่เอ่ยเอื้อนออกมาราวกับกระซิบเบาๆ

“ขอบคุณ ที่กลับมา”

 

#สวนกาแฟกุกวี

50%:ขอลงแค่ครึ่งแรกก่อนนะคะ เป็นกันไงกันบ้างพอจะเดาอะไรออกบ้างไหม จริงๆเรื่องนี้ไม่ได้มีปมอะไรเยอะเลย เฉลยอยู่ในฉากเรื่อยๆ ต้องคอยสังเกตกันเอาเอง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ อีกครึ่งหลังเดี๋ยวเจอกันค่ะ

100%:เนื้อเรื่องกำลังดำเนินแล้วนะคะ ไม่ค่อยอยากทอล์กเพราะกลัวหลุดสปอยค่ะ ปมเราผูกเอาไว้ไม่แน่นลองๆเดากันดูได้นะคะ5555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

14 ความคิดเห็น

  1. #14 Wayvay_T (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2563 / 21:32
    นายเปนผีหลอออ!!
    #14
    0
  2. #8 KAEKAE_95 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 20:31
    คำว่าขอบคุณที่กลับมาฟังแล้วมันอบอุ่นหัวใจ เหมือนเวลาแห่งการรอคอยได้สิ้นสุดลงแล้ว .. สู้ๆค่าา
    #8
    0
  3. #4 Mr.Viewsual (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2563 / 00:04
    เขากลับมาเจอกันแล้วสินะคะ😭😭
    #4
    0
  4. #3 TaTa_p19 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2563 / 22:57
    น่าติดตามมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ

    ลุ้นๆตามเรนเดลว่าจะเจออะไรต่อไป
    #3
    0