ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 3 : เข้าป่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,887
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 321 ครั้ง
    7 ส.ค. 63

 ป่าเอมมาลี อยู่ทางทิศตะวันออกใช้เวลาเดินจากหมู่บ้านเอมมาลีประมาณ 20 นาที

 แม้นักล่าในหมู่บ้านเอมมาลีจะแข็งแกร่งกว่านักล่าในหมู่บ้านอื่นมาก แต่ป่าเอมมาลีก็เป็นสถานที่ที่อันตรายมากสำหรับพวกเขา

 ป่าเอมมาลีถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

 ป่าชั้นนอก มีเพียงสัตว์ป่าและพืชทั่วไป

 ป่าชั้นกลาง เหมือนกับป่าชั้นนอก แต่มีสัตว์อสูรและสมุนไพรให้เห็นบ้างประปราย

 ป่าชั้นใน คือส่วนที่อันตรายที่สุด เต็มไปด้วยสัตว์อสูร แต่ก็มีสมุนไพรจำนวนมาก

 สัตว์อสูรเป็นสิ่งมีชีวิตดุร้ายและทรงพลังมาก สัตว์อสูรขั้น1 มีพลังเทียบเท่า นักเวทย์ขั้น1

นักเวทย์ขั้น1 แข็งแกร่งถึงขนาดที่ไม่ว่าจะมีระดับนักเวทย์ฝึกหัดจำนวนกี่คนก็ไม่มีทางล้มระดับนักเวทย์ได้

 ระหว่างเดิน วารีเจอกลุ่มชาวบ้านที่แบกร่างของสัตว์ป่าที่ล่าได้ กำลังเดินกลับหมู่บ้านสวนทางกับวารี

 “ไง” ชายหนุ่มร่างกำยำที่หลังสะพายหอกทักทายวารี

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ วันนี้ก็ล่าได้อีกแล้วนะคะ” วารีทักทายกลับ

“ฮ่าฮ่าฮ่า วันนี้ข้าโชคดีน่ะ...เธอล่ะ จะไปล่าสัตว์เหรอ?”

“เปล่าค่ะ วารีจะไปเก็บสมุนไพร” วารีพูดด้วยรอยยิ้ม

ใบหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดทันที จากนั้นสีหน้าของเขาก็คลายลงพลางหัวเราะ

“ถ้าเธอไปล่าสัตว์ข้าก็ว่าจะร่วมด้วยสักหน่อย”

“นายอยากได้กำไรแบบสบายๆล่ะสิ ไปกับวารีถ้าล่าไม่ได้สัก 4 - 5 ตัวก็แปลกแล้ว” หญิงสาวด้านหลังชายหนุ่มพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“ใช่ที่ไหน ข้าแค่อยากช่วย...”

“ไม่ต้องเลย วันนี้นายก็ทำพลาด ไปเป็นตัวถ่วงวารีเปล่าๆ” หญิงสาวดึงชายหนุ่มออกมา ก่อนจะก้มมองวารีด้วยรอยยิ้ม

“พวกพี่ไปก่อนนะ...ระวังตัวด้วยนะ” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้ากังวล

เธอรู้ดีว่าสถานที่ที่วารีจะไปเก็บสมุนไพรคือป่าชั้นในที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร

“ไว้เจอกันค่ะ” วารีพูด

ชายหนุ่มและหญิงสาวทั้ง 2 คนนี้คือพอลและมาเรีย พวกเขาเป็นนักล่าที่มีฝีมือในหมู่บ้าน พอลเป็นนักเวทย์ฝึกหัดขั้น5 มาเรียเป็นนักเวทย์ฝึกหัดขั้น6 สำหรับวารีพวกเขาเป็นพี่ชายและพี่สาวที่ดูแลเธอมาตลอด

วารีโบกมือลาทั้งสองคนและคนในกลุ่มของพวกเขา แล้วเดินทางต่อ

ไม่นานวารีก็มาถึงชายขอบของป่าเอมมาลี

หน้าทางเข้ามีป้ายเขียนว่า ‘อันตราย’

วารีเดินผ่านป้ายพลางมองรอบๆด้วยความระมัดระวัง แม้จะเป็นป่าชั้นนอก แต่สัตว์ป่าก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายเช่นกัน หากไม่ระวังก็อาจเจ็บตัวหรือเสียชีวิตได้

มองไปรอบๆ เธอก็เห็นรอยเท้าและร่องรอยของสัตว์ป่าจำนวนมาก วารีเคยอ่านหนังสือการล่าสัตว์ในห้องสมุด อีกทั้งยังมีประสบการณ์จำนวนมากในการเข้าป่าชั้นใน เธอเดินผ่านป่าชั้นนอกเข้าสู่ป่าชั้นกลางอย่างรวดเร็วโดยไม่เจอสัตว์ป่าแม้แต่ตัวเดียว

ในป่าชั้นกลาง วารีระวังตัวมากขึ้น เนื่องจากป่าชั้นนี้มีโอกาสพบสัตว์อสูร

สัตว์อสูรจะมีร่องรอยที่แตกต่างจากสัตว์ป่า วารีพยายามหลีกเลี่ยงทางที่มีสัตว์อสูร การพบสัตว์ป่ายังดีกว่าสัตว์อสูรหลายเท่า และด้วยเหตุนี้เธอได้พบกับสัตว์ป่าตัวหนึ่ง

มันเดินด้วยขา 4 ข้าง ดวงตาดุร้าย จมูกที่ยื่นออกมา ฟันอันแหลมคมกำลังกัดกินซากสัตว์ป่าตัวอื่น เขาทั้งสองข้างบนหัวมันเปรอะไปด้วยเลือดของเหยื่อ ผิวหนังปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล ความสูง 1.2 เมตร มีน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม สัตว์ป่าตัวนี้มีชื่อว่า ‘โพคัส’ เป็นสัตว์กินเนื้อที่น่ากลัวมาก

วารีต้องผ่านทางที่โพคัสอยู่เพื่อเข้าสู่ป่าชั้นใน

วารีอยากรอโพคัสกินเสร็จแล้วไปเอง แต่เธอก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น อีกทั้งการล่าโพคัสก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอ

วารีหยิบธนูออกมา ลูกธนูพาดบนคันธนู สายธนูง้างจนสุดก่อนปล่อยสาย ลูกธนูพุ่งไปอย่างแม่นยำตรงหัวของโพคัส

ฉึก

ลูกธนูปักคาหน้าโพคัส  มันร้องด้วยความเจ็บปวด หันมาทางวารีแล้วพุ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธ

วารีถอยหลังพลางยิงลูกธนูออกไปเรื่อยๆ ลูกธนูบนตัวโพคัสเริ่มมีมากขึ้น เลือดสีแดงไหลออกมาจากบาดแผลของมันแต่ระยะห่างระหว่างวารีกับโพคัสก็ใกล้กันมากขึ้น เนื่องจากความเร็วในการถอยของวารีช้ากว่าความเร็วการพุ่งตัวของโพคัส เมื่อระยะของทั้งสองห่างกันไม่ถึง 1 เมตร วารีก็เตรียมหลบ

ปกติแล้วการพุ่งชนของโพคัสเป็นการโจมตีที่หลบได้ยากมาก เพราะการตอบสนองของโพคัสรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะหลบไปทางซ้ายหรือทางขวา โพคัสจะตอบสนองอย่างรวดเร็วโดยการหันหัวตาม ดังนั้นแล้วหากไม่มันใจเรื่องความเร็ว การหลบไปทางซ้ายหรือทางขวาต่อหน้าโพคัสเป็นการตัดสินใจที่โง่มาก การล่าโพคัสสำหรับนักล่าทั่วไปจะล่าเป็นกลุ่มโดยมีคนหนึ่งที่ล้อโพคัส ส่วนคนอื่นๆจะโจมตีมันจากระยะไกล โพคัสจะเบนความสนใจมาทางคนที่โจมตีมัน ซึ่งคนที่ถูกเบนความสนใจก็จะกลายเป็นตัวล้อ คนที่เป็นตัวล้อก็จะเป็นคนโจมตี สุดท้ายโพคัสก็จะเข้าใกล้ใครไม่ได้และตายในที่สุด แต่หากอยู่ตัวคนเดียว ทางเดียวที่ทำได้คือหนีไปให้ไกลจากมัน

วารีมองโพคัสที่เข้ามาใกล้ ปรากฏหยดน้ำเล็กๆจำนวนมากแล้วหยดน้ำทั้งหมดก็รวมกันกลายเป็นหยุดน้ำหยดเดียวตรงหน้าเธอ

เวทมนตร์ขั้น1 บอลน้ำ รูปแบบที่1 แท่นน้ำ

วารีกระโดนเหยียบบนหยดน้ำ เธอสร้างหยดน้ำอีกอันให้อยู่สูงขึ้นแล้วกระโดดขึ้นไปบนหยดน้ำใหม่ หยดน้ำอันเก่าพุ่งใส่โพคัส แต่ด้วยความเร็วที่ต่ำและความเปราะบาง หยดน้ำนั้นทำอะไรโพคัสไม่ได้ก่อนจะแหลกสลายไป แต่ในตอนนี้เธอยืนอยูเหนือหัวโพคัสไปแล้ว จากนั้นวารีก็กระโดดลงพื้นข้ามตัวโพคัสที่กำลังพุ่งเลยไปอย่างสบายๆ ระหว่างกระบวนการเธอไม่เคยลืมยิงธนูใส่โพคัส

การใช้เวทมนตร์มีหลักการพื้นฐาน 3 ขั้น คือ ควบคุม รวบรวม และปลดปล่อย โดยการควบคุมมานา ให้รวบรวมตรงจุดใดจุดหนึ่งแล้วปลดปล่อยให้กลายเป็นเวทมนตร์ชนิดนั้นๆ แน่นอนว่าเวทมนตร์ระดับสูงจะมีขั้นตอนมากกว่านี้ แต่ก็จะต้องมี 3 ขั้นตอนพื้นฐานอยู่ด้วยเสมอ

เวทมนตร์ขั้น1 บอลน้ำ มีหลักการใช้เพียงแค่ 3 ขั้นพื้นฐานเท่านั้น เป็นเวทมนตร์ที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่สุด แต่การใช้เวทมนตร์บอลน้ำของวารีแตกต่างจากการใช้แบบทั่วไป

ควบคุม รวบรวม ควบแน่น และปลอดปล่อย

ควบคุมมานาให้รวมกันหลายๆจุดจนกลายเป็นหยดน้ำหลายหยด ควบแน่นหยดน้ำเหล่านั้นให้กลายเป็นหยดเดียวจากนั้นก็ปลดปล่อยให้หยดน้ำพุ่งออกไป

น้ำที่ถูกควบแน่นจะมีความแข็งคล้ายวัตถุ ก่อนที่จะปลดปล่อย บอลน้ำจะลอยค้างกลางอากาศ วารีใช้ช่วงเวลานั้น ทำหยดน้ำเป็นแท่นเหยียบ 

วิธีใช้บอลน้ำเช่นนี้ ถ้าระดับนักเวทย์มาเห็นจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน เนื่องจากการจะทำวิธีนี้จำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้เวทมนตร์ขนานหรือความสามารถในการใช้เวทมนตร์หลายบทพร้อมกัน ซึ่งยากกว่าการใช้เวทมนตร์เดี่ยวหลายสิบเท่า ทำให้ต้องใช้สมาธิที่สูงมาก

วารีใช้ความสามารถที่คนส่วนใหญ่ต้องยืนนิ่งเพื่อให้มีสมาธิเพียงพอ ขณะกระโดดไปมาพร้อมกับยิงธนู

นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเด็กในหมู่บ้านถึงเรียกวารีว่า สัตว์ประหลาด

วารีสร้างหยดน้ำ กระโดดข้ามหัวโพคัส หลบการพุ่งชนของมัน และยิงธนูอย่างแม่นยำและต่อเนื่อง วารีทำเช่นนี้ 3 รอบ จนในที่สุดโพคัสทนพิษบาดแผลไม่ไหวล้มลง

วารีไม่สามารถแบกร่างโพคัสไปที่หมู่บ้านได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกส่วนที่แพงที่สุดคือหนังของมัน

วารีแล่หนังโพคัส ม้วนแล้วมัดด้วยเชือกเถาวัลย์ผูกติดกับกระเป๋า เธอมองเนื้อของโพคัสอย่างเสียดาย

เนื้อของโพคัสมีรสชาติดี ไม่ว่าจะนำไปทำเมนูอะไรก็อร่อย มีราคาขายในตลาดอยู่ที่ 2 เหรียญทองแดงต่อกิโลกรัม ซึ่งแพงกว่าเนื้อทั่วไปที่มีราคา 1 เหรียญทองแดงต่อ 2.5 กิโลกรัม

วารีตัดใจพลางเดินเข้าป่าชั้นในที่มีบรรยากาศมืดครึ้มกว่าป่าชั้นกลางมาก

ป่าชั้นในอันตรายกว่าป่าชั้นกลางมาก วารีย่องอย่างระมัดระวัง เมื่อเธอเห็นเส้นทางที่มีร่องรอยของสัตว์อสูรก็จะหลีกเลี่ยง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้เธอจะหมอบคลานในเส้นทางนั้น แต่ไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงยังไงเธอก็พบกับอสูรตัวหนึ่ง

มันยืนด้วยขาสองข้างคล้ายมนุษย์ แขนทั้งสองข้างถือกระบองหิน ร่างกายบึกบึน มีความสูงราว 3 เมตร ดวงตาสีแดงฉาน ผิวหนังปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาล ฟันแหลมคมกำลังกัดกินสัตว์อสูรตัวอื่น สัตว์อสูรตัวนี้ถูกเรียกว่า มิโนทอ

วารีไม่รีบเหมือนตอนเจอโพคัส เธอรออย่างใจเย็น

ผ่านไป 15 นาที ในที่สุดมิโนทอก็เดินจากไป วารีก็หมอบคลานไปต่อ ระหว่างทางเธอได้สมุนไพรมาหลายต้น แต่เป้าหมายของเธอไม่ใช่สมุนไพรพวกนี้

หลังจากหมอบคลานมาได้ครึ่งชั่วโมง ในที่สุดวารีก็เห็นถ้ำแห่งหนึ่ง เธอเริ่มลุกขึ้นเดินไปที่ถ้ำ

ภายในถ้ำมืดครึ้ม วารีหลับตาสักพักก่อนลืมตาเพื่อปรับสายตาแล้วเดินลึกเข้าไปในถ้ำ

วารีเริ่มมองเห็นแสงสีแดงสว่างตามผนัง สิ่งที่ให้กำเนิดแสงคือหินชนิดหนึ่ง มันถูกเรียกว่า ศิลาวิเศษ

ศิลาวิเศษนั้นเป็นก้อนแร่ที่เกิดจากการดูดซับมานาจำนวนมาก ศิลาวิเศษมีประโยชน์มากในหลายๆด้าน เช่น การใช้เป็นตัวเร่งเวทมนตร์หรือวงเวทย์ การใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์เวทมนตร์ การใช้เป็นพลังงานสำรองของวงเวทย์บางชนิด เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ใช้ในด้านการเพาะปลูก ศิลาวิเศษคือของวิเศษที่ไม่ว่าใครก็ต้องการ ซึ่งเวทมนตร์ดินวิเศษถูกสร้างขึ้นมาให้ใช้คู่กับศิลาวิเศษ ถ้าไม่มีศิลาวิเศษ เวทมนตร์ดินวิเศษก็จะไร้ประโยชน์

ป่าชั้นในมีมานาที่หนาแน่น ซึ่งเป็นสถานที่ที่สัตว์อสูรชื่นชอบ สมุนไพรเองก็ชอบขึ้นอยู่ตามสถานที่ที่มีมานาจำนวนมาก ทำให้ในป่าชั้นในมีสัตว์อสูรและสมุนไพรจำนวนมาก และสถานที่เช่นนี้มีโอกาสเกิดเหมืองศิลาวิเศษ

ด้วยความอันตรายทำให้ชาวบ้านไม่กล้าเข้าป่าชั้นใน เหมืองศิลาวิเศษจึงไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน วารีเองก็พบที่นี่ด้วยความบังเอิญ

รอบเหมืองศิลาวิเศษมีมานาที่เบาบางเนื่องจากศิลาวิเศษจะดูดกลืนมานาที่อยู่รอบๆ ทำให้สัตว์อสูรไม่ชอบเข้าใกล้เหมือง ดังนั้นเหมืองศิลาวิเศษจึงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในป่าชั้นใน

ศิลาวิเศษขั้น1 มีราคาที่ 10 เหรียญทองแดง แต่คนทั่วไปไม่มีทางหาซื้อได้ เนื่องจากเหมืองศิลาวิเศษส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยผู้มีอำนาจ ซึ่งแทบจะเป็นธุรกิจแบบผูกขาด การจะซื้อศิลาวิเศษจากคนเหล่านี้ต้องมีเส้นสาย พวกเขาจะไม่ขายให้กับคนที่ไม่รู้จัก แน่นอนว่าอาจมีหลุดมาในตลาดบ้าง แต่ราคาก็แพงกว่าปกติมาก

วารีจะให้ใครรู้เรื่องเหมืองศิลาวิเศษไม่ได้เด็ดขาด ถ้าพวกผู้มีอำนาจรู้เข้า เหมืองศิลาวิเศษก็จะถูกยึดครองทันที นั้นคือเหตุผลที่เธอไม่ขายศิลาวิเศษแม้จะได้ราคาดี เพราะถ้าเธอขายออกไป เรื่องที่เธอมีเหมืองศิลาวิเศษก็จะกระจายออกไปทันที ถึงเธอจะมีรายได้จำนวนมากในช่วงแรกจากการขายศิลาวิเศษ แต่เหมืองจะถูกยึดทันทีหลังจากนั้นเธอก็จะไม่ได้รับศิลาวิเศษอีก ซึ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย

วารีหยิบอีเตอร์บนพื้นซึ่งเป็นสิ่งที่เธอนำมาวางไว้ ก่อนจะเริ่มขุดศิลาวิเศษจากผนัง

ศิลาวิเศษเริ่มหลุดจากผนัง วารีนำศิลาวิเศษ 20 ก้อนใส่กระเป๋า เธออยากนำไปให้มากกว่านี้ แต่ถ้าหนักเกินไปจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเธอ 

วารีวางอีเตอร์ไว้ในถ้ำ ทานอาหารก่อนจะออกมา เธอใช้เส้นทางเดิมในการออกจากป่าชั้นใน ตลอดทางราบรื่นดี จนในที่สุดเธอก็มาถึงป่าชั้นกลาง

ความรู้สึกตึงเครียดหายไป วารีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก มองท้องฟ้าสีส้มในยามสนทยาก็ทำให้เธอรู้ว่าต้องรีบกลับ แต่เธอก็ยังไม่ลืมระวังสัตว์อสูรที่อยู่ในป่าชั้นกลาง จนในที่สุดเธอก็ทะลุผ่านป่าชั้นกลางไปยังป่าชั้นนอก จากป่าชั้นนอกก็ออกจากป่าเอมมาลี เธอรีบตรงกลับบ้านทันที

พอกลับมาถึงบ้านวารีได้กลิ่นหอมของเนื้อย่าง เธอวางกระเป๋าแล้วเดินเข้าไปในครัว เห็นอารีกำลังทำอาหาร

“แม่ไปนั่งพักนะ เดี๋ยววารีทำต่อเองค่ะ” วารีรีบพูด

“มันจะเสร็จแล้วนะ ไปล้างมือแล้วมาทานกันเถอะ” อารีพูดยิ้มๆให้กับความเป็นห่วงที่มากเกินไปของวารี ถึงเธอไม่สามารถใช้แรงได้มากนัก แต่ก็ลุกเดินได้ตามปกติ ซึ่งการทำอาหารไม่ได้ใช้แรงมาก อาการบาดเจ็บของเธอก็มาจากภายใน ความร้อนจากภายนอกไม่ส่งผลกระทบต่อเธอ

วารีมองอารีอย่างกังวลก่อนจะไปล้างมือ

คืนนั้นพวกเขาทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย เนื้อย่างที่อารีเป็นคนทำสุกกำลังดี มีความนุ่มและชุ่มช่ำ แกงที่เหลือตอนกลางวันมีความข้นกว่าเดิม ทำให้รสชาติเข้มข้นยิ่งขึ้น

หลังจากทานอาหารเสร็จ วารีอาบน้ำเข้านอนทันที

 

 

วารีมองไปรอบๆ

พื้นที่สีขาวโพลน เม็ดแสงสีฟ้า และร่างของชายคนหนึ่ง

วารีรู้ว่าตัวเองกำลังฝัน เพราะเธอเห็นร่างของชายคนหนึ่งที่ควรตายไปแล้ว

เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี มีเส้นผมสีขาวราวหิมะ ดวงตาสีแดงฉาน มองมาทางวารีด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

ชายผู้มีพรสวรรค์มากที่สุดในตระกูล มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะขึ้นเป็น มหาปราชญ์เวทย์

มาวิน ธารา พ่อของวารี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 321 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #34 [chen] (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 08:02
    โอเค...พูดผิดแต่น้องก็ยังมีความพยายามกับสายเลือดนักเวทย์ ถือว่ายังมีเหตุผลอยู่
    #34
    0
  2. #14 kteelee (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 23:33
    สนุกมากค่ะ
    #14
    0
  3. #2 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 07:55

    ขอบคุณค่ะ

    #2
    0
  4. #1 LukiMemory (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 01:01
    รอนะคะ
    #1
    0