ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 27 : เส้นทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    27 ต.ค. 63

“พูดจริงเหรอคะ!?” แฟร์ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

โดยปกติแล้วไม่มีใครปล่อยทาสไปให้เป็นอิสระ ถึงจะไม่ใช้ทาสเหล่านั้นแต่ก็ยังสามารถนำไปขายต่อได้ การปล่อยทาสก็เหมือนกับการทิ้งเงินไปฟรีๆ

“แน่นอนค่ะ พวกเราสามารถทำสัญญาได้เพื่อความมั่นใจค่ะ” วารีกล่าว

แฟร์กับแคลมองหน้ากันด้วยสีหน้าประหลาด

“งานของพวกเราต้องทำอะไรบ้างเหรอคะ?” แฟร์ถามอย่างสงสัย

“งานหลักเป็นการดูแลคนป่วยคนหนึ่งค่ะ ส่วนงานรองคือเก็บเกี่ยวสมุนไพรแล้วนำส่งไปที่เมืองเอเดนค่ะ”

“เอเดน? จากที่นี่เหรอคะ?”

“เปล่าค่ะ จากหมู่บ้านของหนูใกล้ๆเมืองคูเนส แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ การส่งสมุนไพรจะใช้เทเลพอร์ตเป็นตัวช่วยค่ะ เรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งหมดหนูจะเป็นคนออกเอง แฟร์กับแคลแค่ขนสมุนไพรโดยใช้กระเป๋ามิติมาที่เมืองคูเนสเพื่อใช้วงเวทย์เทเลพอร์ตค่ะ” วารีนำกระเป๋ามิติมาแสดงให้พวกเธอดู

กระเป๋ามิติมีราคามหาศาล แม้แต่ขุนนางหรือผู้มีรายได้สูงก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนที่จะซื้อกระเป๋ามิติ คนธรรมดาไม่มีทางมีเงินมากถึงขนาดนั้น

แฟร์คาดว่าวารีจะต้องมีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ไม่มีทางที่เด็กธรรมดาจะมีเงินมากขนาดนี้

‘ผู้สืบทอดของ 10 ตระกูล? ลูกศิษย์ของปราชญ์เวทย์?’ แฟร์เริ่มคาดเดาต่างๆนาๆ

“คิดว่ายังไงคะ?” วารีถามด้วยรอยยิ้ม

แฟร์เพิ่งได้สติสะดุ้งตัวก่อนพยักหน้าทันที

“ไม่มีปัญหาค่ะ” แฟร์ตอบ

“แล้วแคลล่ะคะ?”

แคลรีบพยักหน้ารัวๆ

วารียิ้มอย่างพึงพอใจ

 

 

วารี แคล และแฟร์ เดินออกจากร้าน ก่อนจะตรงไปยังจุดที่นัดกับพวกไรท์เอาไว้

มุมหนึ่งของเมือง ทาสที่ถูกทิ้งจำนวนมากรวมตัวกันเพื่อรับอาหารและยา

ไรท์กับรินรวมถึงทาสที่ถูกทิ้งคนอื่นๆกำลังช่วยกันแจกจ่ายยาและอาหารกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งการทำให้เหล่าผู้ที่หิวโหยและเจ็บป่วยอยู่ในความเป็นระเบียบขณะรับอาหารและยาเป็นเรื่องที่ยากอย่างไม่น่าเชื่อ แต่พวกไรท์กลับจัดการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยม

ไรท์เคยเป็นพ่อค้าเก่าส่วนรินก็เคยช่วยธุรกิจครอบครัว ทั้งสองจึงมีความสามารถในการจัดการที่ดี 

ทั้งสองคนกำลังยุ่งอยู่จึงไม่ทันสังเกตวารีที่กำลังเดินมา

“ให้หนูช่วยนะคะ” วารีกล่าวกับริน

รินตกใจเสียงเรียกของวารี เธอไม่ทันสังเกตสักนิดว่าวารีมาอยู่ข้างๆแล้ว

“นายท่านมาตั้งแต่เมื่อไรคะ?”

วารีสะดุ้งกับคำเรียกของริน

“นายท่านนี้...หมายถึงหนูเหรอคะ?” วารีถาม

“ใช่ค่ะ การเรียกเจ้านายว่านายท่านเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอคะ?”

“หนูไปเป็นเจ้านายคุณรินตั้งแต่เมื่อไรคะ?!”

“เรียก ริน อย่างเดียวก็ได้ค่ะ ข้าตัดสินใจที่จะเข้าสมาคมของนายท่านแล้ว ดังนั้นนายท่านคือเจ้านายของข้าค่ะ” รินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ยินดีต้อนรับเลยค่ะ แต่สมาชิกของสมาคมก็ไม่ได้ถือว่าเป็นลูกน้องของหัวหน้าสมาคมนะคะ ผู้คนในสมาคมจะทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกัน ถึงจะมีตำแหน่งสูงกว่าก็ไม่สามารถบังคับสมาชิกระดับต่ำให้ทำตามได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะตอบรับหรือปฏิเสธก็ได้ มีสิทธิ์ที่จะรับงานหรือไม่รับงานก็ได้ แม้สมาคมอาจมีกฎหรือข้อห้ามบางอย่างที่ต้องทำตาม แต่ทุกคนมีอิสรเสรีที่ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของใคร ดังนั้นหนูไม่ใช่เจ้านายของรินหรอกค่ะ”

สมาคมควรเป็นอย่างที่วารีพูด ซึ่งสมาคมส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การบีบบังคับและการใช้อำนาจคือสิ่งที่สมาชิกใหม่ต้องพบเจอเมื่อเข้าสมาคม มีเพียงสมาคมใหญ่อย่างสมาคมนักผจญภัยเท่านั้นที่เป็นไปอย่างที่สมาคมควรจะเป็น แต่วารีกลับพูดว่าสมาคมของเธอจะเป็นไปอย่างที่สมาคมควรจะเป็น

รินเคยเข้าสมาคมมาก่อนและพบกับสิ่งเลวร้ายมากมาย แต่ว่า วันนี้เธอกลับตัดสินใจเข้าสมาคมอีกครั้ง สมาคมที่มีหัวหน้าสมาคมเป็นเด็กผู้หญิงซึ่งช่วยเหลือทาสที่ถูกทอดทิ้งทั้งหมดในเมืองแบล็คเล็ค เธอคิดว่าจะต้องเกิดสิ่งแปลกใหม่หากติดตามหัวหน้าคนนี้ไป และวารีก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเลย

รินมีนิสัยขี้กังวล แต่ไม่รู้ทำไมเธอกลับรู้สึกไว้วางใจในตัววารี

“ต่อจากนี้ช่วยดูแลข้าด้วยนะคะ” รินยื่นมือออกมา

วารีจับมือนั้นพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นั้นเป็นคำพูดของหนูต่างหาก”

 

 

ทาสที่ถูกทิ้งจำนวน 500 คน นั่งอยู่รอบๆวารี

สุดท้ายก็มีเพียง 500 คน ที่ต้องการเข้าร่วมสมาคมของวารี ซึ่งเป็นไปตามที่วารีคำนวณไว้

“ขอขอบคุณทุกคนที่ไว้ใจในตัวหนูและเข้าร่วมสมาคม อย่างที่ได้กล่าวไปบ้างแล้ว ว่าสมาคมนี้เป็นสมาคมที่ยังไม่ได้ก่อตั้ง รวมถึงไม่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง สมาคมนี้จะเติบโตขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกๆคน...” วารีเกริ่นมาสักพักก็เริ่มเข้าเรื่องหลัก

“สมาคมของพวกเราจะเริ่มต้นที่เมืองเอเดนค่ะ ดังนั้นพวกเราจึงต้อเดินทางไปที่เมืองเอเดน สำหรับค่าเดินทางและค่าอาหาร รวมถึงค่าเสียเวลาค่ะ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ในสัญญาค่ะ ส่วนใครที่อ่านไม่ออก ยกมือขึ้นค่ะ สักพักจะมีคนไปช่วยค่ะ...” วารีค่อยๆอธิบายพลางแจกหนังสือสัญญาด้วยความช่วยเหลือจากพวกไรท์

ไม่นาน หนังสือสัญญาทั้ง 500 ฉบับ ก็ถูกส่งคืน บนหนังสือสัญญามีลายเซ็นของทาสที่ถูกทอดทิ้งทั้ง 500 คน

วารีมองหนังสือสัญญาในมืออย่างยินดี ก่อนจะเก็บพวกมันไว้ในกระเป๋ามิติ

“ไว้เจอกันที่เมืองเอเดนค่ะ”

วารีจ้างรถม้า 52 คัน ซื้ออาหารและน้ำดื่มสำหรับ 500 คน เป็นเวลา 2 อาทิตย์ รวมเป็นเงิน 100 เหรียญทอง

รถม้าที่บรรทุกคน 10 คน ค่อยๆทยอยออกไปทีละคัน ผู้คนที่นั่งอยู่หลังกระบะโบกมือลาวารี

หลังจากที่ทุกคนหายลับตาไป วารีก็พาแฟร์กับแคลไปที่จุดเทเลพอร์ต

“ไปเมืองคูเนสค่ะ” วารีกล่าวกับทหาร แล้วจ่ายเงิน 6 เหรียญทอง สำหรับค่าเทเลพอร์ตของวารีกับพวกแฟร์

วงเวทย์เทเลพอร์ตเรืองแสง ร่างของพวกวารีก็หายไป แล้วปรากฏตัวอีกครั้งที่เมืองคูเนส

วารีเช่ารถม้าให้กับแฟร์และแคลเพื่อใช้เดินทางกลับหมู่บ้านเอมมาลี ส่วนตัววารีก็ใช้วงจรเวทย์บินกลับ เนื่องจากการบินใช้เวลาน้อยกว่าการนั่งรถม้ามาก

2 วันถัดมา วารีก็มาถึงหมู่บ้านเอมมาลีได้อย่างปลอดภัย

วารีเดินมาถึงหน้าบ้านของตัวเธอเอง บ้านไม้เก่าโทรมที่แสนคุ้นเคย

สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจออกยาวๆ

สิ่งที่เธอจะต้องทำหลังจากนี้คือบอกเล่าแผนการให้อารีฟัง จากนั้นก็เตรียมพร้อมสำหรับการสอบเข้าโรงเรียนเอเดน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก แต่ไม่ว่ายังไววารีก็ต้องบอกเรื่องนี้กับอารี

วารีเปิดประตูเข้าไปในบ้าน

อารีนั่งอ่านหนังสืออยู่กลางบ้าน ไซเรนกำลังมัดสมุนไพรพิสุทธ์มนตราที่เก็บเกี่ยวได้ในวันนี้

ไซเรนพยักหน้าทักทายวารีก่อนจะกลับไปทำงานของตัวเอง อารียิ้มต้อนรับวารี

“ยินดีต้อนรับกลับจ๊ะ” อารีกล่าว

“กลับมาแล้วค่ะ” วารีตอบ

“ทานกลางวันมาหรือยัง มีซุปเหลืออยู่ในครัว ถ้าหิวก็ไปตักทานได้เลยนะ”

“วารีทานมานิดหน่อยแล้วค่ะ เอ่อ แม่คะ วารีมีเรื่องบางอย่างที่ต้องบอกแม่...” วารีกล่าวอย่างลังเล

อารีไม่ได้ประหลาดใจกับคำพูดของวารี ราวกับคาดไว้อยู่แล้ว วารีเริ่มเล่าเรื่องที่เธอจะทำหลังจากนี้ ทำให้เธอไม่อยู่บ้านเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งอารีก็รับฟังอย่างนิ่งเงียบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

หลังจากพูดจนจบแล้ว ความเงียบก็ปกคลุมบรรยากาศรอบๆ

วารีรู้ดีว่าบางที การออกเดินทางครั้งนี้อาจสูญเปล่า บางทีวารีอาจไม่มีโอกาสอยู่กับอารีอีกเป็นครั้งที่2 แต่ว่านี้เป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ เธอคาดว่าอารีจะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน แต่อารีกลับยิ้มพลางกล่าว

“ระวังตัวเองด้วย จะไปวันไหน?” อารีถาม

“เอ๊ะ...น่าจะอาทิตย์หน้าค่ะ” วารีแปลกใจเล็กน้อย

อารีนิ่งคิดสักพักแล้วบอกให้วารีรอ จากนั้นก็เดินไปหลังบ้าน แล้วกลับมาพร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง

หนังสือเก่าที่มีหน้าปกสีน้ำตาลอ่อนและหน้ากระดาษเหลืองกรอบ

“ลูกรู้ไหมว่าทำไมถึงแบ่งประเภทของพลังออกเป็น 3 แบบ คือพลังปราณ พลังจิต และพลังเวทย์?” อารีถาม

“เพราะต้นกำเนิดของพลัง รวมถึงคุณสมบัติ มีความแตกต่างกันใช่ไหมคะ?”

“ถ้าตามทฤษฎีที่อยู่ในตำราหรือประวัติศาสตร์ก็คงเป็นแบบนั้น แต่ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ความจริงล่ะ”

“ไม่ใช่...ความจริง?”

“พลังปราณ พลังจิต และพลังเวทย์มีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่ถูกแยกออกมาเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกฝน ทุกๆคนฝึกฝนพลังปราณ พลังจิต และพลังเวทย์ จนสุดท้ายก็หลงลืมพลังที่เป็นต้นกำเนิดไปตามกาลเวลา” อารีวางหนังสือไว้บนพื้น

“ระดับพลังมีทั้งหมด 6 ระดับ เหตุผลที่มันมีเพียง 6 ระดับ ไม่ใช่เพราะระดับ 6 คือขีดสุดของมนุษย์ แต่เป็นเพราะพลังที่ฝึกกันอยู่เป็นเพียงพลังที่ถูกแยกให้ฝึกได้ง่าย เหนือยิ่งกว่าระดับ มหาปราชญ์เวทย์ จักรวาลลมปราณ และจิตแห่งปราชญ์ มีอยู่จริง และมีวิธีเดียวที่จะไปถึงระดับนั้นก็คือการฝึกฝนพลังที่เป็นต้นกำเนิดของพลังปราชญ์ พลังจิต และพลังเวทย์” สีหน้าของอารีจริงจังขึ้นเมื่อพูดประโยคถัดไป

“พ่อของลูกเรียกพลังต้นกำเนิดนั้นว่า ‘พลังเทวะ’ เหล่าผู้ปกครองของโลกเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอด ในขณะเดียวกันพวกเขาก็รวบรวมข้อมูลของ ‘พลังเทวะ’ เพื่อที่จะก้าวข้ามระดับ 6 และไปยังขอบเขตใหม่”

“ระดับ7? ทำไมอยู่ดีๆแม่ถึงเล่าเรื่องนี้ให้วารีฟังเหรอคะ?” สำหรับวารีแล้ว ระดับ6 ก็อยู่ไกลเกินเอื้อมแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงระดับ7 ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวเธอมาก วารีไม่เข้าใจว่าทำไมอารีถึงพูดเรื่องนี้ให้เธอฟัง

อารีมองหนังสือสลับกับวารี ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเล หลังจากผ่านไปนาน อารีก็พูดออกมา

“2 ปีที่ผ่านมา ลูกได้เติบโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านความสามารถหรือด้านจิตใจ แม่รู้ว่าลูกพยายามมากแค่ไหน ลูกต้องเสียสละมากแค่ไหน นั้นทำให้ไม่อยากปิดบังเรื่องนี้ไว้อีก ทั้งหมดที่แม่ต้องการคืออยากให้ลูกได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข แต่นั้นเป็นความเห็นแก่ตัวของแม่เอง ลูกมีสิทธิ์ที่จะรับรู้และเลือกเส้นทางของตัวเอง”

“เส้นทางของวารี?” วารีถามกลับอย่างมึนงง เธอไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับตัวเธอได้ยังไง

“พ่อของลูกไม่ได้ถูกฆ่าตายเพราะมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนพลังเวทย์จนไปถึงระดับ มหาปราชญ์เวทย์ แต่เป็นเพราะเขาเป็นผู้ที่เข้าใกล้พลังเทวะมากที่สุด หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับพลังเทวะที่พ่อของลูกใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเก็บรวบรวมมา”

“...เหตุผลที่พ่อถูกฆ่าก็เพราะ...” วารีมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เธอคิดมาตลอดว่าบิดาของเธอ มาวิน ธารา ถูกฆ่าเพราะความเป็นไปได้ในการเป็นมหาปราชญ์เวทย์ แต่ความจริงแล้วมันเหนือยิ่งกว่านั้น

“สิ่งที่เหล่าชนชั้นสูงสุดของโลกหวาดกลัวที่สุด...ผู้ฝึกฝนพลังเทวะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #64 ไจแอนท์คุง (@auar) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2563 / 08:27

    โอ้ ..วิชาใหม่ พยายามเข้านะเธอทำได้แน่นอน

    #64
    0
  2. #63 อัมพร? (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 13:26

    ขอบคุณค่ะ

    #63
    0
  3. #62 swankissall (@swankissall) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2563 / 05:49
    รอติดตาม
    #62
    0
  4. #61 Mietsuka (@mietsuka) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 22:45
    ขอบคุณครับ มาต่ออีกเยอะๆ นะครับ
    #61
    0