ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 13 : นักสลักอักขระ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 236 ครั้ง
    8 ส.ค. 63

หนังสือทั้งหมดที่วารีสั่งมา คือ หนังสือที่เกี่ยวกับวงเวทย์

แม้อาชีพนักปรุงยา เป็นที่อาชีพที่ยากถึงขนาดติด 1 ใน 5 อาชีพที่ยากที่สุดในโลก แต่บนโลกนี้ก็ยังมีอาชีพที่ยากกว่านักปรุงยาถึง 4 อาชีพ ซึ่งอาชีพ นักสลักอักขระ ก็คือหนึ่งในนั้น

บนโลกนี้มีวงเวทย์หลายรูปแบบจนนับไม่ถ้วน ความหลากหลายที่ต่อให้มีเวลาอีกเป็นพันปีก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้หมด เพียงแค่นี้ก็ทำให้ นักสลักอักขระเป็นอาชีพที่ยากที่สุดในโลกแล้ว ตั้งแต่ถือกำเนิดอาชีพนักสลักอักขระ ก็ไม่เคยมีอาชีพไหนที่สามารถแซงหน้าอาชีพนักสลักอักขระได้ในเรื่องของความยาก

วารีเริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือเคล็ดลับอ่านเร็ว ขั้น1 ที่เธอซื้อมา เมื่อถ่ายพลังจิตลงไปในอักษรรูนที่อยู่หน้าแรก หนังสือก็ลอยขึ้นก่อนจะเปิดหน้าด้วยตัวมันเอง ตัวอักษรในหนังสือค่อยๆลอยเข้ามาในสมองของวารี ผ่านไปสักพักเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือก็ถูกวารีจดจำได้ทั้งหมด

เคล็ดลับอ่านเร็ว ขั้น1 คือการใช้พลังจิตที่ดวงตาเพื่อให้อ่านหนังสือได้เร็วขึ้น

ปกติแล้ววารีใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง 2 ชั่วโมง แต่ด้วยเคล็ดลับอ่านเร็ว ขั้น1 ทำให้ลดเวลาอ่านหนังสือลง 70% ตามระดับพลังจิตของเธอ กล่าวคือเธอสามารถลดเวลาอ่านหนังสือได้ถึง 90% เมื่อพลังจิตอยู่ในระดับ จิตเริ่มต้น ขั้น9 ซึ่งเป็นขีดสูงสุดสำหรับเคล็ดลับนี้ ตอนนี้วารีสามารถลดระยะเวลาในการอ่านหนังสือเหลือเพียง 36 นาทีต่อเล่ม โดยรวมแล้วเธอต้องใช้เวลาเกิน 3600 นาที หรือ 60 ชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือเหล่านี้ให้หมด แต่วารีไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เธอเริ่มวิเคราะห์ปรับปรุงเคล็ดลับอ่านเร็ว ขั้น1 ให้ดียิ่งขึ้น

ผ่านไปนาน วารีก็สามารถเพิ่มความเชี่ยวชาญของเคล็ดลับอ่านเร็ว ขั้น1 ให้ถึงระดับเหนือล้ำ ซึ่งมีความสามารถเพิ่มเติมคือการอ่านความเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้และการอ่านหน้าคู่

ปกติแล้วเคล็ดลับอ่านเร็วนั้น ไม่ได้มีส่วนช่วยในการต่อสู้ แต่ด้วยการรับปรุงของวารีจึงทำให้เคล็ดลับนี้มีความสามารถที่ช่วยในการต่อสู้ขึ้นมา ซึ่งไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก เนื่องจากมีเคล็ดลับมากมายที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่ความสามารถในการอ่านหน้าคู่นั้นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้วารีสามารถอ่านหนังสือได้พร้อมกัน 2 หน้า ลดระยะเวลาในการอ่านลงอีกครึ่งหนึ่ง 36 นาที ต่อเล่มจึงเหลือเพียง 13 นาทีต่อเล่ม โดยรวมแล้วจะใช้เวลา 30 ชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือทั้งหมด วารีคาดว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน

เมื่อเห็นพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน วารีเข้าครัวเพื่อช่วยอารีและไซเรนทำอาหาร วันนี้เป็นเมนูเส้นที่ทานคู่กับซุปกระดูกที่เคี่ยวจนเข้มข้น หลังจากทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็ฝึกพลังจิตเล็กน้อยก่อนเข้านอน

เมื่อเธอตื่นขึ้นมากลางดึก ก็ดูแลอารีในขณะที่อ่านหนังสือไปด้วย

รุ่งเช้ามาถึง หลังจากทานอาหารเช้า วารีก็ไปที่สวนทันที ใน 3 วันนี้ วารีไม่คิดจะนั่งอ่านหนังสือเปล่า เธอเริ่มเพาะสมุนไพรพิสุทธิ์มนตรา 100 ต้น

วารีมีระดับพลังเวทย์อยู่ที่ นักเวทย์ฝึกหัด ขั้น9 แล้ว ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในระดับนักเวทย์ฝึกหัด เธอไม่สามารถเพิ่มพลังเวทย์ได้อีก นอกจากจะเลื่อนระดับเป็นนักเวทย์ แน่นอนว่าวารีไม่มีความคิดที่จะเลื่อนระดับขึ้นเป็นนักเวทย์เนื่องจากเมื่อเธอเลื่อนระดับเป็นนักเวทย์แล้ว จะทำให้ใช้พลังปราณและพลังจิตได้ยากขึ้น สำหรับเธอแล้วพลังปราณและพลังจิตมีประโยชน์มากกว่าการเลื่อนระดับเป็นนักเวทย์

แต่ว่าสิ่งที่วารีคาดไม่ถึงคือหลังจากที่ระดับพลังเวทย์ของเธอมาถึงระดับนักเวทย์ฝึกหัด ขั้น9 เธอรู้สึกว่าพลังเวทย์ฟื้นคืนเร็วขึ้น

ปกติแล้วพลังเวทย์จะมีเวลาฟื้นคืนคงที่ แม้การเพิ่มพลังเวทย์จะช่วยให้การฟื้นพลังเวทย์รวดเร็วขึ้น ซึ่งนักเวทย์ฝึกหัด ขั้น9 จะสามารถฟื้นพลังเวทย์จนเต็มได้ใน 2 นาที แต่เธอกลับรู้สึกว่าพลังเวทย์ฟื้นเร็วกว่านั้น ในช่วงแรกเธอยังไม่รู้สึกตัว เมื่อเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มรู้สึกตัว เนื่องจากความเร็วในการฟื้นพลังเวทย์ค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ระหว่างที่วารีดูแลสมุนไพร เธอก็รู้สึกว่าการฟื้นพลังเวทย์เร็วขึ้นอีก ความเร็วในการฟื้นคืนพลังเวทย์ของวารีในตอนนี้เร็วยิ่งกว่าตอนที่พึ่งเป็น นักเวทย์ฝึกหัด ขั้น9 ถึง 2 เท่า

วารีใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็ดูแลสมุนไพรทั้ง 100 ต้น จนครบ ซึ่งปกติแล้วต้องใช้เวลา 7 ชั่วโมง เธอคาดว่าเป็นเพราะพลังปราณที่เพิ่มขึ้นจึงทำให้เกิดผลเช่นนี้

แต่วารีไม่รู้เลยว่า ถ้าหากไม่ฝึกพลังปราณและพลังจิตพร้อมกัน ความเร็วในการฟื้นพลังเวทย์ก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น เรื่องนี้มีเพียงเหล่าผู้มีอำนาจเท่านั้นที่รู้ อีกทั้งทุกคนยังปิดเป็นความลับขั้นสุดยอดเนื่องจากไม่ต้องการให้ผู้คนฝึกฝนพลังทั้ง 3 พร้อมกัน วารีที่บังเอิญพบเรื่องนี้จึงถือว่าโชคดีมาก

วารีไม่รู้ตัวเลยว่าการฝึกฝนพลังทั้ง 3 พร้อมกันนั้นมีความหมายอย่างไร

หลังจากดูแลสมุนไพรเสร็จวารีก็ฝึกฝนพลังจิต

ด้วยพลังปราณที่เพิ่มขึ้นทำให้เธอฝึกฝนพลังจิตได้ถึง 5 ชั่วโมงต่อวัน แต่หลังฝึกพลังจิตได้ 3 ชั่วโมง วารีก็หยุดฝึกเนื่องจากได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว

เมื่อทานอาหารเสร็จเธอก็ฝึกพลังจิตต่อจนถึงขีดจำกัด จากนั้นก็เริ่มอ่านหนังสือ หลังจากอ่านได้ 20 เล่ม ก็ถึงช่วงเวลาอาหารเย็น

หลังจากทานอาหารเสร็จ วารีก็ฝึกพลังปราณอีกสักพัก ก่อนเข้านอน

ไม่รู้ว่าวารีคิดเช่นนี้กี่รอบแล้ว แต่เธอก็ยังคงปรารถนาให้วันหนึ่งมีเวลา 48 ชั่วโมง ก่อนจะหลับไป

 

 

3 วันผ่านไป

วารีอ่านหนังสือทั้งหมดจนครบ

หลังจากไปดูแลสมุนไพรที่สวนแล้ววารีก็นำกระเป๋าซึ่งเธอได้รับมาพร้อมกับหนังสือเมื่อ 4 วันที่แล้ว ภายในกระเป๋ามีอุปกรณ์ต่างๆมากมาย เช่น แท่งเหล็ก สิ่วเหล็ก ค้อน ขวดโหลที่ใส่ของเหลวสีดำคล้ายน้ำหมึก พู่กัน กระดาษและผลึกใส

วารีทยอยนำของออกมาทีละชิ้น

แท่งเหล็กนั้นไม่ใช้แท่งเหล็กธรรมดา แต่เป็นแร่ชนิดพิเศษที่จะกักเก็บพลังเวทย์ของผู้ใช้ แล้วกระจายคลื่นเชื่อมต่อกับแท่งเหล็กที่มีพลังเวทย์แบบเดียวกันอยู่ภายใน หรือก็คือเป็นตัวส่งสัญญาณระหว่างแท่งเหล็กที่มีพลังเวทย์แบบเดียวกัน หากวารีใส่พลังเวทย์ลงไปในแท่งเหล็กทั้งสอง ถ้าหากเธอถือแท่งเหล็กอันหนึ่งไว้ แม้แท่งเหล็กอีกอันจะอยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตร แต่ก็ยังสามารถรับรู้ตำแหน่งของแท่งเหล็กนั้นได้

สิ่วเหล็ก ค้อน และผลึกใสนั้นเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับนักสลักอักขระ ถ้าหากนักสลักอักขระไม่มีของสองสิ่งนี้ ก็จะไม่สามารถวาดวงเวทย์ได้

ขวดโหลที่ใส่ของเหลวสีดำคล้ายน้ำหมึกนั้นเป็นของเหลวที่ถูกใช้ในหนังสือมนตรา ซึ่งถูกเรียกว่าน้ำหมึกมนตรา มีคุณสมบัติสื่อนำพลังเวทย์ได้ดี ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในการเขียนหนังสือมนตราหรือใช้ในการทดลองวงเวทย์ก่อนที่จะถูกนำไปใช้งานจริง พู่กันที่ทำมาจากขนของสัตว์อสูรนั้นจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของวงเวทย์ที่ถูกเขียนด้วยน้ำหมึกมนตรา

วารีนำแท่งเหล็กอันหนึ่งใส่กระเป๋าตามเดิม กระเป๋าอันนี้เองก็เป็นของที่วารีสั่งไว้เช่นกัน นอกจากจะทนทานยังมีขนาดใหญ่กว่ากระเป๋าเดิมมาก เพียงพอให้ใส่ศิลาวิเศษได้ถึง 100 ก้อน

วารีเตรียมข้าวกล่อง ธนู ซองธนู ดาบคาตานะ และกระเป๋าที่ด้านในมีแท่งเหล็ก เพื่อเข้าป่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 236 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น