ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 11 : ล่าสัตว์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,915
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 217 ครั้ง
    5 ส.ค. 63

เวลาปัจจุบัน

ณ ป่าเอมมาลี ชั้นกลาง

“ถอยออกมา!” พอลตะโกนบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

คนทั้งหมดถอยตามที่พอลบอก

พอลยืนอยู่ด้านหน้าทุกคนในกลุ่ม ขณะเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าตัวหนึ่ง นั้นคือฟีรอซ

ฟีรอซ มันสัตว์กินเนื้อที่ดุร้ายมากรองลงมาจากสัตว์อสูร มันเดิน 4 ขา มีส่วนสูงถึง 2 เมตร น้ำหนักตัว 1 ตัน มีขนสีเทาปกคลุมทั่วร่างกาย และดวงตาสีแดงก่ำ ความแข็งแกร่งของมันมากกว่าสัตว์ป่าทั่วไปมาก ใกล้เคียงกับสัตว์อสูรที่สุด ชาวบ้านเรียกฟีรอซว่า ‘กึ่งสัตว์อสูร’ อีกเพียงก้าวเดียวมันก็จะกลายเป็นสัตว์อสูรเต็มตัว

“เราจะทำยังไงดี?” มาเรียถามอย่างร้อนรน พวกเขาไม่มีทางเอาชนะฟีรอซได้ด้วยจำนวนคนแค่ 6 คน

ปกติแล้วพวกเขาจะระวังฟีรอซเป็นพิเศษในป่าชั้นกลาง น้อยครั้งที่จะได้พบกับฟีรอซ เนื่องจากขนาดตัวที่ใหญ่ของมันนั้นสังเกตได้ง่าย น้ำหนักตัวที่มากก็ยิ่งทิ้งร่องรอยอย่างชัดเจน แต่พวกเขากลับพบฟีรอซโดยที่ไม่เห็นร่องรอยของฟีรอซเลย และที่สำคัญฟีรอสก็เห็นพวกเขาเช่นกัน

แม้จะมีโอกาสน้อย แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่ อย่างการที่ฟีรอซเดินทางในเส้นทางตรงกันข้ามทำให้ไม่เห็นร่องรอย หรือ บริเวณนั้นเป็นพื้นที่โล่งกว้างทำให้ทั้งสองฝ่ายเห็นกันอย่างชัดเจน ซึ่งบังเอิญว่ากลุ่มพวกเขาเจอทั้งหมดที่กล่าวมาพร้อมกัน ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่พบฟีรอซได้อย่างไร แต่เป็นวิธีรับมือในสถานการณ์นี้

“มันเคลื่อนที่ได้ช้า ข้าจะดึงความสนใจจากมัน ในจังหวะนั้น พวกเธอก็วิ่งหนีไป” พอลกล่าว

ฟีรอซนั้นมีความเร็วเคลื่อนที่ที่ช้า แต่ก็ยังเร็วกว่าการวิ่งของมนุษย์ พวกเขาไม่มีทางสลัดมันหลุดถ้าวิ่งไปพร้อมกัน

“ไม่ ฉันจะอยู่ด้วย!” มาเรียปฏิเสธข้อเสนอของพอล เธอรู้ดีว่าถ้าพอลเป็นตัวล่อเพียงคนเดียวจะต้องตายอย่างแน่นอน

“ถ้าเธอทำแบบนั้นก็มีแต่เสี่ยงไปด้วยเปล่าๆ ข้าหนีไปคนเดียวดีแล้ว คล่องตัวกว่า แล้วอาจหาที่ซ่อนเหมาะๆได้” พอลรีบพูด เนื่องจากฟีรอซกำลังวิ่งเข้ามาใกล้

“ไม่! ฉันไม่ไป” มาเรียพูดด้วยดวงตาที่รื้นขึ้น

“อย่าทำตัวเป็นเด็ก ข้าฝากเธอดูแลวารีกับคนอื่นๆด้วย” พอลพูดก่อนจะเริ่มวิ่ง

มาเรียพยายามจะห้าม แต่ก็มีเสียงขัดขึ้นมาก่อน

“เดี๋ยวค่ะ พี่พอล” วารีเรียกพอลที่กำลังวิ่งออกไป

“มีอะไรเหรอ?!” พอลหยุดวิ่งก่อนจะหันมาถามวารีอย่างรีบร้อน

“พี่ไม่จำเป็นต้องล่อมันหรอกค่ะ พวกเราสามารถฆ่ามันได้” วารีกล่าว เธอรู้อยู่แล้วว่ามีฟีรอซอยู่ตรงนี้จากจิตเตือนภัย แต่การอ้อมมันนั้นเสียเวลามาก อีกทั้งเธอยังมั่นใจว่าสามารถสังหารฟีรอซได้

“นี่เธอพูดอะไรออกมา นั้นเป็นไปไม่ได้!” นักล่าชายคนหนึ่งกล่าวอย่างโมโห เขาไม่อยากเสียเวลาอยู่ตรงนี้แม้แต่นาทีเดียว

“ลองฟังแผนการของวารีก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยตัดสินใจ ใช้เวลาไม่นานหรอกค่ะ” วารีกล่าว

ทั้งหมดมองหน้ากัน พวกเขาไม่มีอะไรจะเสียแล้ว แค่ลองฟังแผนการของวารีก็ไม่เสียหายอะไร

ทุกคนพยักหน้า วารียิ้มก่อนจะเล่าแผนที่เธอคิดไว้

10 วินาทีต่อมา

ทุกคนมองวารีอย่างตกตะลึง

“เธอทำแบบนั้นได้จริงเหรอ?” นักล่าหญิงอีกคนในกลุ่มถาม

วารีพยักหน้า

ทั้งหมดมองหน้ากัน

“ถ้าวารีพูดแบบนั้น ก็คงทำได้จริงๆ ข้าจะทำตามแผนของเธอ” พอลกล่าว

“ใช่ วารีต้องทำได้แน่” มาเรียกล่าว

นักล่าอีก 3 คน ไม่มั่นใจนักแต่ก็พยักหน้า แม้จะเสี่ยงอันตรายอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่อยากปล่อยให้พอลเป็นตัวล่อ ถ้ายังพอมีโอกาสก็อยากลองดู ดังนั้นพวกเขาพยักหน้า

“งั้น...มาเริ่มกันเถอะค่ะ” วารีกล่าวก่อนจะหยิบคันธนูและลูกธนูออกมา

ทุกคนกระจายตัวออกไปรอบๆ ยกเว้นวารีที่ง้างธนูเตรียมยิง

เวทมนตร์บอลลม ขั้น1 รูปแบบที่2 เสริมลม

ลูกธนูที่กำลังถูกยิงห่อหุ้มไปด้วยลมหมุน

“ฟู่” ลูกธนูพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่มากกว่าปกติ 3 เท่า ทำให้เกิดคลื่นลมกระจายออกไปรอบทิศทางที่ลูกธนูผ่าน ด้วยความเร็วระดับนี้ฟีรอซไม่สามารถตอบสนองได้ทัน

ลูกธนูพุ่งแทงตาของฟีรอซอย่างแม่นยำ เลือดสีแดงไหลนองจากดวงตาของมัน

 “โฮกกกกกก!” ฟีรอซร้องด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังคงพุ่งเข้าหาวารีอย่างโกรธแค้น

แม้ฟีรอซจะใกล้เคียงกับสัตว์อสูร แต่ก็ยังไม่ใช่สัตว์อสูร ไม่ว่าจะเป็นพละกำลัง ความเร็ว การป้องกัน และสติปัญญาก็ล้วนด้อยกว่าสัตว์อสูรมาก

นักล่าทั้ง 3 คน อ้าปากค้าง พวกเขาไม่รู้ว่าวารีใช้เวทมนตร์อะไร แต่อนุภาพที่มันแสดงออกมาก็ทำให้พวกเขาอยากลองเรียนดู

ปกติแล้วเวทมนตร์ขั้น1 นั้น ไม่ค่อยมีประโยชน์ในด้านการต่อสู้มากนัก แต่ด้วยการดัดแปลงของวารีทำให้เวทมนตร์ขั้น1 ก้าวไปสู่จุดใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แน่นอนว่าความยากในการใช้งานก็สูงขึ้นตามไปด้วย คนธรรมอาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี เพื่อฝึกฝนเวทมนตร์รูปแบบหนึ่งที่วารีคิดค้นขึ้น

ลูกธนูนั้นนอกจากจะพุ่งด้วยความความเร็วสูงแล้ว ยังมีพลังทำลายที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ดวงตาของฟีรอซบาดเจ็บอย่างรุนแรงได้ โดยปกติแล้วแม้ว่าดวงตาจะเป็นส่วนที่เปลาะบางที่สุด แต่ก็เป็นส่วนที่ไวที่สุดในการตอบสนอง ถ้าเป็นการยิงธนูทั่วไป ฟีรอซจะสามารถหลบได้ทันหรือใช้เปลือกตาที่แข็งของมันในการรับความเสียหายบางส่วน แต่ด้วยเวทมนตร์ของวารี ทำให้ฟีรอซหลบไม่ทัน และถึงมันจะใช้เปลือกตารับการโจมตี ลูกธนูก็ยังคงทะลุเปลือกตาได้อย่างไม่มีปัญหา

นอกจากจะมีเวทมนตร์แล้ว ยังต้องมีทักษะการยิงธนูที่เป็นเลิศ เพื่อให้ยิงดวงตาของฟีรอซได้อย่างแม่นยำ

พอลกับมาเรียไม่ตกใจในเรื่องนี้เท่าไรนัก พวกเขารู้เรื่องความสามารถของวารีตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว พอลและมาเรีย เรียกความสามารถของวารีว่า ‘สุดยอดการเรียนรู้’

วารีไม่ได้แข็งแกร่งหรือทรงพลังมาตั้งแต่แรก แต่เธอสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

หากนับจากพรสวรรค์ในการเพิ่มพลังเวทย์ไอรีนอาจเป็นผู้โดดเด่นที่สุด แต่ถ้าเป็นความสามารถในการเรียนรู้แล้วล่ะก็ คงไม่มีใครเกินกว่าวารีอีกแล้ว

มาเรียเชื่อว่า พรสวรรค์ในการฝึกฝนพลังเวทย์ได้อย่างรวดเร็วจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้กับความสามารถในการเรียนรู้ 

บนโลกใบนี้มีความรู้และศาสตร์ต่างๆมากมาย ซึ่งทำให้วารีแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นในอนาคต ในขณะที่ไอรีนมีเพียงพลังเวทย์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การจะก้าวพ้นขอบเขตระหว่างขั้น จำเป็นต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่สูง แม้พลังเวทย์ของไอรีนจะเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจไม่สามารถก้าวผ่านขอบเขตเหล่านั้นได้

วารีจะไปได้ไกลยิ่งกว่าไอรีน แต่เธอกลับไม่มีโอกาสได้ก้าวออกจากจุดนั้น ภาระที่อยู่บนไหล่ของเธอนั้นมีมากเกินกว่าที่ใครหลายคนจะรับไหว

เพียงแค่นี้วารีก็มีความสามารถขนาดนี้แล้ว มาเรียไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ถ้าวารีได้ไปเรียนที่โรงเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ความรู้มากมายถูกรวบรวมไว้ วารีจะเก่งกาจมากกว่านี้แค่ไหน

กลับกันไอรีนไม่มีภาระเหล่านี้ และกำลังจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอเดน ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนเวทมนตร์ที่ดีที่สุดในโลก

มาเรียมองวารีอย่างเสียดาย

วารีไม่รู้ความคิดของคนอื่น ความสามารถระดับนี้ยังไม่เพียงพอดึงดูดความสนใจจากมหาปราชญ์ เธอง้างธนูอีกครั้ง ลมหมุนห่อหุ้มลูกธนู

“ฟู่!” ลูกธนูพุ่งออกไป ทิศทางที่เล็งคือดวงตาอีกข้างที่ไม่บาดเจ็บของฟีรอซ

ถ้าหากเป็นสัตว์อสูร มันจะสามารถเรียนรู้และเตรียมตัวสำหรับการโจมตีแบบเดิมไว้ แต่ฟีรอซไม่ใช่สัตว์อสูร ดังนั้นดวงตาอีกข้างของฟีรอซจึงถูกธนูแทงใส่ เลือดสีแดงพุ่งออกมาจากดวงตาของมัน

“โฮกกกกกกกกกก!” ฟีรอซกรีดร้องอีกครั้ง ตอนนี้มันสูญเสียการมองเห็นกะทันหันในขณะที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้ไม่สามารถรักษาสมดุลร่างกายได้ก่อนจะล้มลงตัวไถลไปกับพื้น

“ตอนนี้แหละค่ะ” วารีกล่าว ทุกคนพยักหน้าก่อนจะโจมตีพร้อมกัน

แผนของวารีนั้นไม่ได้ซับซ้อนเลย เธอจะทำให้ฟีรอซตาบอด จากนั้นก็ให้ทุกคนโจมตีพร้อมกัยเพื่อสังหารมัน

ฟีรอซที่สูญเสียการมองเห็นนั้น ไม่สามารถป้องกันตัวหรือโจมตีสวนกลับได้ เมื่อโดนโจมตีมากๆเข้าก็ตายลงในที่สุด

“ฮ่าฮ่าฮ่า...วันนี้ถูกรางวัลใหญ่” พอลกล่าวอย่างดีใจพลางมองซากของฟีรอซ

เนื้อของมันอร่อยมาก แม้จะไม่แพงเท่าเนื้อโพคัสแต่ก็มีปริมาณมากจากน้ำหนักตัวของมัน หนังของมันทั้งเหนียวและทนทานสามารถนำไปทำชุดหรือกระเป๋าได้ และด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน พวกเขาสามารถทำเงินได้ถึง 12 เหรียญเงิน จากซากของฟีรอซ อีกทั้งระหว่างทางพวกเขายังล่าสัตว์ไปหลายตัว แม้ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ป่าขนาดเล็ก แต่ก็มากพอให้ได้เงินเพิ่มอีก 2 เหรียญเงิน

“ทั้งหมดต้องขอบคุณวารีเลยนะ” มาเรียพูดยิ้มๆพลางลูบหัววารีอย่างเอ็นดู

“ไม่หรอกค่ะ เพราะทุกๆคนช่วยกันต่างหาก” วารีกล่าว ถ้าเธอมาคนเดียวจะไม่ใช้วิธีนี้ และจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับฟีรอซ เพราะการเผชิญหน้ากับฟีรอซโดยไม่มีใครช่วยโจมตีเพิ่มนั้นค่อนข้างเสียเวลาและสิ้นเปลืองพลังเวทย์ อีกทั้งเมื่อฆ่าไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์ เพราะวารีก็ไม่มีปัญญานำร่างของฟีรอซกลับไป

แต่วันนี้วารีมากับกลุ่มนักล่า แม้พวกเขาจะไม่สามารถนำกลับไปได้หมดในรอบเดียว แต่ถ้าขนมากรอบหน่อยหรือเรียกคนในหมู่บ้านให้มาช่วย ก็สามารถนำกลับไปได้หมด แต่วารียังต้องเข้าป่าชั้นใน ไม่มีเวลาขนหลายๆรอบหรือออกไปเรียกคนให้มาช่วยขน ศิลาวิเศษนั้นมีค่ามากกว่าซากของฟีรอส

“ต้องให้ส่วนแบ่งวารีมากๆหน่อย ทุกคนคิดว่าไง?” พอลถามมาเรียและนักล่าทั้ง 3 คน ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้าน

“เอ๊ะ?! ไม่เป็นไรค่ะ วารีจะเข้าป่าชั้นในต่อไม่มีเวลาช่วยขน ทุกคนเอาไปเถอะค่ะ” วารีกล่าว

“แค่เสียเวลาขนนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป? วารีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเราล่าฟีรอซได้เชียวนะ ข้าไม่ยอมรับหรอกนะถ้าวารีไม่รับมันไปบ้าง” พอลกล่าว มาเรียพยักหน้าเห็นด้วย

วารีนิ่งคิดสักพัก

“งั้น วารีขอเนื้อบางส่วนของฟีรอซได้ไหมคะ?” วารถาม

“ได้แน่นอน เดี๋ยวจะเอาไปส่งให้ถึงบ้านเลย!” พอลกล่าวอย่างมั่นใจ

วารีกล่าวขอบคุณก่อนจะแยกตัวออกมา

การมากับกลุ่มนักล่าทำให้วารีย่นระยะเวลาไปได้มาก ไม่นานเธอก็มาถึงป่าชั้นใน

 

 

“ว่าแต่เมื่อกี้เธอ...ร้องไห้เหรอ?” พอลหันไปถามมาเรีย เขาถามอย่างเขินๆเมื่อนึกถึงตอนที่จะเสียสละตัวเองเพื่อให้ทุกคนหนีไป

มาเรียได้ยินเช่นนั้นก็หน้าขึ้นสีแดงก่ำไปจนถึงใบหู ตัวสั่นระริก พอลจะชะโงกหน้ามาดูก็โดนกำปั่นซัดเข้าที่หน้าเต็มๆ และคนที่ต่อยก็ไม่ใช่ใครนอกจากมาเรีย

“ใช่ที่ไหนกันยะ!” มาเรียกล่าวเช่นนั้นก่อนจะรีบเดินจากไป ไม่กล้ามองพอลอีก

พอลล้มลง จับแก้มที่โดนต่อยก่อนจะคิดในใจว่า ‘ไม่น่าถามเลย’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 217 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #25 Nidmitsu789 (@Nidmitsu789) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563 / 17:50

    แสดงออกว่าเก่งมากๆให้คนรู้เยอะๆก็เป็นภัยต่อตนเองและครอบครัว เลยนะเนี่ย

    #25
    0