ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 10 : อดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,063
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 213 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

2 ปีก่อน

ณ หมู่บ้านเอมมาลี

ชายชราเคราขาวกำลังเดินเล่นรอบหมู่บ้านในยามเช้ามืด เขามองท้องฟ้าที่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า

“...ช่วยด้วย” เสียงบางเบาดังขึ้น

ชายชรามองรอบๆอย่างสับสน แต่ก็ไม่เห็นใคร เขาคิดว่าตัวเองหูฝาด

“...ช่วยด้วย” เสียงดังขึ้นเล็กน้อย

ชายชรารู้สึกขึ้นลุกซู่พลางมองรอบๆอย่างร้อนรน แต่ก็ไม่เห็นใคร เขารีบหันหลังกลับบ้านอย่างรีบร้อน

“...ช่วยด้วย”

ชายชราหยุดเดิน เขามีสีหน้าหวาดกลัว แต่ก็ยังมองไปรอบๆอย่างค้นหา

“อยู่ไหน!” ชายชราตะโกนเสียงดัง

ผ่านไปชั่วครู่ เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“...ในป่า...” เสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงยิ่งขึ้น

แม้ชายชราจะกลัวอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังออกจากหมู่บ้าน แล้วเดินไปทางป่าเอมมาลี

เดินอยู่นาน ก็มองเห็นป่าอยู่ไกลสายตา อีกทั้งยังเห็นเงาลางๆอยู่บนพื้น เมื่อเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นมนุษย์ที่หมอบอยู่ตรงนั้น ชายชราเร่งเดินเข้าไปใกล้ ก็พบว่าคนที่หมอบอยู่เป็นหญิงสาวที่ไม่ได้สติกำลังโอบกอดเด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่ได้สติเช่นกัน

“เป็นอะไรหรือเปล่า?” ชายชราตะโกนเรียกแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เขาลองใช้นิ้วอังที่จมูกของทั้งสองก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจ เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

ชายชราเห็นว่าทั้งสองไม่มีบาดแผลภายนอก แต่สีหน้าของหญิงสาวกลับซีดเผือดมาก เขาไม่สามารถแบกร่างของทั้งสองได้เนื่องจากสังขารของชายชรา เขารีบกลับหมู่บ้านไปเรียกให้คนมาช่วย

ช่วงเช้ามืดเช่นนี้ มีน้อยคนที่จะตื่นขึ้นมา ชายชราพบกับชายหนุ่มและหญิงสาวที่บริเวณรอบนอกหมู่บ้าน

ชายหนุ่มกำยำกำลังฝึกฝนการใช้หอก ส่วนหญิงสาวกำลังฝึกฝนการใช้ธนู ชายชรารีบพุ่งเข้าหาทั้งสองคน

“พอลตามข้ามา มาเรียไปรุกหมอแล้วพาไปที่ป่า” ชายชรารีบพูด

“มีอะไรเหรอเฒ่าอคิราห์?” พอลถามอย่างสับสน

“คนบาดเจ็บนอนอยู่นอกป่า รีบตามมาเร็ว!” อคิราห์อธิบายสั้นๆก่อนจะเดินนำ พอลได้ยินเช่นนั้นก็คว้าตัวเฒ่าอคิราห์อุ้มไว้บนหลังก่อนจะรีบวิ่งไปที่ป่า มาเรียรีบกลับเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อเรียกหมอ

พอลวิ่งมาถึงป่าเอมมาลีก็พบร่างของหญิงสาวและเด็กสาวไม่ได้สติอยู่บนพื้น พอลมองอาการของเด็กสาวก่อนจะดูอาการของหญิงสาวแล้วทำสีหน้าเคร่งเครียด

“เด็กคนนี้ไม่เป็นไร แต่ผู้หญิงคนนี้น่าจะถูกพิษ” พอลกล่าวพลางมองอาการของหญิงสาว

“เจ้าแบกร่างเธอไปหมู่ได้ไหม?” ชายชราถาม

“ข้าทำได้ แต่ต้องรอหมอมาดูอาการ ข้ากลัวว่าถ้าขยับตัวมากไปพิษจะกำเริบ” พอลกล่าวอย่างกังวล

ไม่นาน มาเรียกับชายวัยกลางคนก็มาถึง

ชายวัยกลางคนคือหมอที่มีร่างกายกำยำและใบหน้าคมเข้ม รอยเหี่ยวบนใบหน้ายิ่งเหี่ยวย่นมากขึ้น เมื่อพบอาการของหญิงสาว

“พิษร้อนระอุ” หมอพึมพำ

“มันคือพิษอะไร?” ชายชราได้ยินหมอพึมพำก็ถามอย่างสงสัย

“เอาเป็นว่า พาสองคนนี้ไปพักที่บ้านข้า” หมอพูด

พอลพยักหน้าก่อนจะแบกร่างหญิงสาวบนหลัง มาเรียอุ้มเด็กสาวไว้ในอ้อมอก ทั้งหมดเดินทางกลับหมู่บ้าน

หลังจากกลับมาถึงหมู่บ้าน ร่างทั้งสองถูกพามาวางไว้ในบ้านของหมอ

หมอตรวจเช็คอาการของเด็กสาวกับหญิงสาวอย่างละเอียดอีกครั้ง

“เด็กคนนี้แค่สลบไป ไม่มีอาการบาดเจ็บ แต่ผู้หญิงคนนี้ถูกพิษร้อนระอุ ข้าไม่สามารถรักษาได้” หมอกล่าว

“แล้วถ้าพาไปให้หมอในเมืองรักษาล่ะ” เฒ่าอคิราห์ถาม

“บนโลกนี้มีคนเพียง 3 ประเภทที่สามารถรักษาพิษร้อนระอุได้ หนึ่งคือมหาเศรษฐีที่ไม่กลัวว่าล้มละลาย สองคือมหาปราชญ์ และสามคือหมอเทวดา นอกนั้นไม่มีทางรักษาพิษร้อนระอุได้” หมอพูดอย่างเศร้าๆ

ทุกคนมองหน้ากัน พวกเขาไม่ใกล้เคียงกับคนที่หมอกล่าวมาแม้แต่น้อย เฒ่าอคิราห์ถอนหายใจอย่างปลงๆ แต่ชายหนุ่มหญิงสาว พอลและมาเรียยังไม่ยอมแพ้

“เราช่วยอะไรเธอไม่ได้จริงๆเหรอคะ ท่านเมดิคุส?” มาเรียถามหมอหรือเมดิคุส

“ถ้าเป็นเรื่องที่ข้าทำได้ ข้าจะทำทุกอย่าง” พอลกล่าวอย่างตั้งมั่น

เมดิคุสเห็นความตั้งใจของทั้งสองคนก่อนจะถอนหายใจแล้วอธิบาย “มันก็เป็นไปได้อยู่หากปรุงยาสำเร็จ แต่ว่า...”

ตอนที่ได้ยินประโยคแรก พออลและมาเรียต่างก็ดีใจ แต่พอได้ยินประโยคต่อมา ความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด ความเคร่งเครียดก็เปลี่ยนเป็นหมดหวัง

“...นักปรุงยาระดับ 9 ดาว...” พอลพึมพำ

“...วัตถุดิบขั้น 9....” มาเรียพึมพำ

“ข้าก็บอกแล้วไงว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเจ้า” เมดิคุสเห็นสภาพสิ้นหวังของทั้งสองคนก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนมองหญิงสาวที่หลับอย่างทรมานบนฝูก

ทุกครั้งที่หลับ หญิงสาวจะทรมานราวกับโดนเผาทั้งเป็น แม้เมดิคุสจะเห็นใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

“ถ้าเป็นการบรรเทาอาการอาจทำได้” เมดิคุสพึมพำแต่ก็ไม่รอดพ้นพอลกับมาเรียที่ได้ยิน

““จริงเหรอ!?”” พอลและมาเรียพูดพร้อมกันพลางยื่นหน้าเข้าใกล้เมดิคุสทำให้เมดิคุสต้องถอยไปด้านหลัง

“ใช่ มันคือยาเพิ่มหยิน ช่วยบรรเทาอาการของพิษร้อนระอุได้...แต่ในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครปรุงยาเป็น จำเป็นต้องเข้าเมืองไปซื้อเท่านั้น” เมดิคุสอธิบาย

“ไว้ใจเราได้เลย! ถ้าเสี่ยงเดินทางหน่อย อาจไปถึงได้ใน 3 วัน ไปกลับก็ 6 วัน” มาเรียกล่าวอย่างตื่นเต้น

“6 วัน...ไม่มีปัญหา” เมดิคุสกล่าว

“อย่ารอช้า! ไปกันเถอะ” พอลพูดพลางเดินนำ

แต่ก่อนที่พอลกับมาเรียจะออกจากบ้าน เมดิคุสพูดขัด

“ยาเพิ่มหยิน ขั้น1 ราคาขวดละ 25 เหรียญเงิน”

ทั้งสองหยุดเดิน ก่อนจะหันมองเมดิอุสด้วยสีหน้าคาดไม่ถึง

“ปกติยาขวดหนึ่ง เต็มที่ก็แค่ 3 เหรียญเงินไม่ใช่เหรอ?” พอลถาม

“นั้นมันยาอะไรของเจ้า ปกติพวกเจ้าไม่เคยซื้อยาอาจไม่รู้ ยาขวดหนึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า 8 เหรียญเงิน ยาเพิ่มหยินเป็นยาที่ปรุงได้ยาก มีแต่นักปรุงยาระดับ 1 ดาว เท่านั้นที่ปรุงได้ ราคาจึงแพงกว่าปกติ” เมดิคุสอธิบาย

พอลและมาเรียมองหน้ากัน

“เธอมีเก็บเท่าไร?” พอลถาม

“10 เหรียญเงิน...และแกล่ะ?” มาเรียถาม

“8 เหรียญเงิน...” พอลตอบ

สำหรับนักล่าอย่างพวกเขา การมีกินในทุกวันก็โชคดีมากแล้ว อาจมีเงินเก็บจากการนำหนังสัตว์และสมุนไพรไปขาย แต่ก็ไม่ใช่เงินที่มากมายอะไร อาชีพของพวกเขามีเงินเก็บน้อยที่สุดของทุกๆอาชีพในหมู่บ้าน

เมดิคุสเห็นสภาพอนาถของพอลและมาเรียที่แม้จะเอาเงินมารวมกันก็ยังซื้อยาได้ไม่ถึง 1 ขวด ก็หยิบถุงเงินในลิ้นชักของโต๊ะใกล้เคียง เข้านับเงินสักพักก่อนจะยื่นเงินให้ทั้งสองคน

“ว้าว...ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มากก่อน” พอลกล่าวพลางมองเงิน 1 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน ด้วยดวงตาเป็นประกาย

“หึ หยุดแสดงความยาจกของตัวเองได้แล้ว” มาเรียกล่าว แต่ก็ยังจ้องมอง 1 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน ด้วยดวงตาเป็นประกาย

เมดิคุสที่เป็นหมอเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน รายได้ของเขาก็ไม่น้อย แต่ 1 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน สำหรับเมดิคุสก็ถือว่าเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง

“สมแล้วที่เป็นเจ้า” เฒ่าอคิราห์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ข้าปล่อยให้คนไข้ตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้...เอาเงินไปซื้อยาเพิ่มหยิน 2 ขวด รีบไปรีบมา” เมดิคุสกล่าวกับพอลและมาเรีย

““รับทราบ!”” ทั้งสองกล่าวพร้อมกันพลางรับเงินจากเมดิคุสก่อนจะออกไป

2 วันผ่านไป

เฒ่าอคิรามาเยี่ยม หญิงสาวกับเด็กสาวที่บ้านของเมดิคุสอีกครั้ง

“เป็นยังไงบ้าง?” เมื่อเจอหน้าเมดิคุส เฒ่าอคิราห์ก็ถามทันที

“เหมือนเดิม แต่เด็กฟื้นแล้ว” เมดิอุสกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“เกิดอะไรขึ้น?” ตอนแรกเฒ่าอคิราห์ดีใจที่เด็กสาวฟื้นแล้ว แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเมดิอุส ชายชราก็รู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีบางอย่าง

“ข้าก็อธิบายไม่ถูก เข้ามาดูเองง่ายกว่า” เมดิคุสกล่าวก่อนจะนำอคิราห์ไปที่ห้องที่หญิงสาวนอนอยู่

หญิงสาวยังคงมีอาการย่ำแย่จากสีหน้าทรมานที่แสดงออกมา เด็กสาวนั่งอยู่ข้างกายหญิงสาว เธอมองหญิงสาวอย่างจดจ่อ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้ว่าจะมีคนเข้ามาในห้อง

เฒ่าอคิราห์เข้าไปใกล้เด็กสาว แต่เธอก็ยังไม่มีท่าทีที่จะสนใจชายชรา

“ไม่ต้องเป็นห่วง หญิงสาวคนนี้จะปลอดภัย” เฒ่าอคิราห์กล่าวพลางมองสีหน้าของเด็กสาว ชายชราคิดว่าเด็กสาวกำลังกังวลเกี่ยวกับหญิงสาวมากเกินไปจนไม่สนใจสิ่งรอบตัว แต่สีหน้าของเด็กสาวไม่เปลี่ยนแม้จะได้ยินเช่นนั้นแล้ว

 “นี่มันเรื่องอะไร?” เฒ่าอคิราห์หันไปคาดคั้นเมดุคุส

“ข้าเองก็ไม่รู้ ตรวจประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็ปกติดี ข้าต้องการถามเรื่องราวจากเธอเลยลองพูด ลองเขียน และลองทำท่าทาง แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง ไม่ยอมทานอาหารกับน้ำ อยู่สภาพนั้นตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา” เมดิคุสกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย

เฒ่าอคิราห์พยายามพูดคุยกับเด็กสาวอีกครั้งแต่ก็ไม่ได้ผล เขาได้แต่ฝากเมดิคุสให้ดูแลก่อนจะกลับ

1 วันผ่านไป

ณ บ้านของเฒ่าอคิราห์

เฒ่าอคิรากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกพลางอ่านหนังสือที่อยู่บนตัก

“ปัง!” ประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างแรง เฒ่าอคิราห์สะดุ้งรีบลุกขึ้นมองไปทางประตู ก็พบเมดิคุสที่สภาพเหงื่อโชกกายหอบหายใจ

“...เจ้าเห็น...เด็กไหม?” เมดิคุสถามอย่างติดขัดจากการหอบหายใจ

“เด็ก? เจ้าหมายถึงเด็กสาวคนนั้น? ข้าไม่เห็น...เกิดอะไรขึ้น?” เฒ่าอคิราห์ถาม

“เด็ก...คนนั้น...หายไป...” เมดิคุสกล่าว

“ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด” เฒ่าอคิราห์ยื่นน้ำให้ เมดิคุสกระดกดื่มจนหมดในรวดเดียวก่อนจะถอนหายใจยาว

“ข้าแค่ออกไปซื้อของ พอกลับมาก็ไม่เห็นเด็กแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านก็ช่วยกันหา แต่หาทั้งหมู่บ้านแล้วก็ยังไม่เจอ...” เมดิคุสอธิบาย ถ้าเด็กสาวเป็นอะไรขึ้นมา ก็เป็นความผิดของเขาที่ไม่ดูแลให้ดี

เฒ่าอคิราห์นิ่งคิด ‘ที่ที่เด็กซังกะตาย’ จะไป

“ข้าพอรู้แล้วว่าเด็กคนนั้นไปไหน” เฒ่าอคิราห์กล่าว

“ที่ไหน?” เมดิคุสรีบถาม

“ข้าไม่แน่ใจนัก พวกเจ้าลองหาในหมู่บ้านดูอีกรอบ ข้าจะลองไปดูที่ที่ข้าคิดไว้” เฒ่าอคิราห์กล่าว

“...ได้” เมดิคุสนิ่งคิดก่อนตอบแล้วออกจากบ้านของอคิราห์

เฒ่าอคิราห์หยิบไม้เท้าแล้วเดินออกจากบ้าน

 

 

ทางทิศตะวันตก ห่างออกไปจากหมู่บ้านไม่ไกลนัก มีหุบเหวอยู่แห่งหนึ่งที่ลึกจนไม่สามารถเห็นก้นของหุบเหว ชาวบ้านในหมู่บ้านเอมมาลีเชื่อว่าหุบเหวนี้เชื่อมต่อกับนรก แต่เฒ่าอคิราห์คิดว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ สิ่งที่รออยู่หลังความตายมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

ที่ขอบของหุบเหว ชายชราเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง

เธอมีเส้นผมสีดำขลับ นัยน์ตาสีแดงก่ำ ดวงหน้างดงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดดูซูบผอม เด็กสาวกำลังมองลงไปในหุบเหว เฒ่าอคิราห์โล่งใจแต่ก็เคร่งเครียดในเวลาเดียวกัน ชายชราเดินเข้าไปหาเด็กสาว

“ถ้าตกลงไปคงสามารถตายได้โดยไม่เจ็บปวด” เฒ่าอคิราห์กล่าวลอยๆโดยไม่หันมองเด็กสาว

“ข้าเองก็มีชีวิตอยู่มานานแล้ว ตายไปก็ไม่รู้สึกเสียดาย” เฒ่าอคิราห์กล่าวต่อ ก่อนจะหันมองเด็กสาว

“เจ้ารู้สึกเสียดายไหม หากชีวิตของเจ้าต้องจบลง” เฒ่าอคิราห์ถามเด็กสาว แต่เด็กสาวยังคงมองก้นหุบเหวโดยไม่สนใจเฒ่าอคิราห์

เฒ่าอคิราห์เห็นสีหน้าของเด็กสาวก็รู้ว่าไม่ได้ผล ชายชราพูดคำพุดที่เตรียมไว้

“เจ้าไม่เป็นห่วงหญิงสาวคนนั้นเลยเหรอ? เธอดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือ ทั้งหมดก็เพื่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่โดยไม่เสียดายชีวิตของตัวเอง” เฒ่าอคิราห์กำหมัดแน่น ชายชรารู้แล้วว่าเสียงที่ดังขึ้นในหัวเพื่อขอความช่วยเหลือจะต้องเป็นของหญิงสาว

เด็กสาวได้ยินคำพูดนั้นก็ตัวสั่นน้อยๆ

เฒ่าอคิราห์เห็นว่าได้ผลและกำลังจะพูดต่อ แต่ก็หยุดกะทันหัน ชายชราเห็นสีหน้าเด็กสาวที่ไร้ซึ่งบาดแผล แต่กลับทำสีหน้าเจ็บปวด

“ข้ามีชีวิตอยู่มานาน ในระหว่างช่วงชีวิตอันยาวนานนั้น ข้าเคยคิดที่จะตายอยู่หลายครั้ง การมีชีวิตอยู่ช่างเจ็บปวด แต่ข้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ เจ้ารู้ไหมว่าทำไม?”

เด็กสาวนิ่งเงียบ เฒ่าอคิราห์ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเด็กสาวจะตอบ ชายชราเริ่มเล่าต่อ

“ข้ามีชีวิตอยู่ เพราะยังมีคนที่ต้องการให้ข้ามีชีวิตอยู่” เฒ่าอคิราห์เล่าพลางมองท้องฟ้าราวกับรำลึกความหลัง

นิ่งเงียบไปนาน เด็กสาวอ้าปาก พยายามพูดแต่ไร้เสียง คอของเธอแห้งผากหลังจากที่ไม่ได้ดื่มน้ำมานาน เฒ่าอคิราห์โยนถุงน้ำที่เตรียมไว้ให้เด็กสาว

เด็กสาวมองถุงน้ำแล้วมองเฒ่าอคิราห์ก่อนจะดื่มน้ำอย่างกระหาย

“หนู...ทำเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้ ไม่ควรมีชีวิตอยู่...” เด็กสาวกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง

“...ใครล่ะที่อภัยให้เจ้าไม่ได้? คนอื่นหรือว่าตัวเจ้าเอง?” เฒ่าอคิราห์ถาม

“...ทั้งหมด” เด็กสาวกล่าว

“ข้าไม่คิดแบบนั้นนะ อย่างน้อยก็ต้องมีคนหนึ่งอภัยให้เจ้า” เฒ่าอคิราห์พูดขณะคิดไปถึงหญิงสาวที่กำลังหลับอยู่ในบ้านของเมดิคุส

เด็กสาวส่ายหน้า

เฒ่าอคิราห์จ้องมองท่าทีไม่ยอมรับของเด็กสาวก่อนจะถอนหายใจ

“ถ้าเจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าทำไม่สามารถอภัยให้ได้ เจ้าก็ไม่ควรคิดจะตาย”

“...ทำไม...”

“เพราะว่า การมีชีวิตอยู่ทรมานยิ่งกว่าความตายหลายเท่า แม้แต่ตอนนี้เจ้าก็ยังทรมานอยู่ หลังจากตายไปแล้วก็จะเหลือเพียงความว่างเปล่า แล้วเจ้าจะชดใช้สิ่งที่เจ้าทำได้อย่างไร” เฒ่าอคิราห์กล่าว

เด็กสาวจ้องมองเฒ่าอคิราห์อย่างสับสน

“...หนู...ควรทำอะไร...เพื่อชดใช้...”

“เจ้าควรมีชีวิตอยู่! เพื่อชดใช้คนที่พยายามช่วยชีวิตเจ้า เพื่อชดใช้สิ่งที่เจ้าได้ทำไป และเพื่อชดใช้ข้าที่ทำให้เจ้ามีชีวิตอยู่” เฒ่าอคิราห์กล่าว แม้อย่างสุดท้ายจะดูแปลกๆก็ตาม

“แค่เจ้ามีชีวิตอยู่ ก็ถือว่าเจ้ากำลังชดใช้ทุกอย่าง ถ้าเจ้าไม่รู้ว่าการมีชีวิตอยู่ต้องทำยังไง ข้าก็จะสอนให้” เฒ่าอคิราห์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

เด็กสาวนิ่งคิดก่อนจะพยักหน้า “หนู...จะมีชีวิตอยู่!”

“ดีมาก...ว่าแต่เจ้าชื่ออะไร?”

เด็กสาวลังเลเล็กน้อยก่อนจะบอกชื่อออกไป

“วารี ธารา ค่ะ”

อีก 1 วัน ผ่านไป

พอลและมาเรียกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็รีบนำยาไปให้เมดิคุส

เมดิคุสกรอกยาใส่ปากหญิงสาวอย่างระมัดระวัง หลังจากเดิมยาไปได้ 1 นาที หญิงสาวก็ค่อยๆฟื้นสติ เธอลืมตาขึ้นพลางมองไปรอบ แต่เมื่อไม่เห็นหน้าของคนที่คุ้นเคย เธอก็เริ่มตื่นตระหนก

“ด...เด็กคนนั้น อยู่ไหน?” เสียงเธอแหบแห้งเล็กน้อย ขณะพยายามลุกขึ้นยืนโดยไม่สนใจสภาพของตัวเอง

“แม่” เสียงแหลมเล็กดังขึ้นด้านหลังเมดิคุส

เด็กสาวหรือวารีมองหญิงสาวหรือแม่อย่างกังวล

หญิงสาวพุ่งไปเบื้องหน้าวารี...ก่อนจะโอบกอดวารีอย่างอ่อนโยน

วารีน้ำตาไหลพรากก่อนจะโอบกอดกลับ

พอลและมาเรียมองดูด้วยรอยยิ้ม เมดิคุสถอนหายใจอย่างโล่งอก

วันรุ่งขึ้น

“ข้าอยากให้พวกเจ้าสอนวิธีการล่าสัตว์ให้กับวารี” เฒ่าอคิราห์กล่าวกับมาเรียและพอลที่กำลังฝึกฝนในยามเช้า

“ห๊ะ? ให้ข้าสอนเด็กเนี้ยนะ?” พอลกล่าวอย่างสับสน

“เธอเป็นแค่เด็กนะคะ...” มาเรียมีสีหน้ากังวลพลางมองวารีที่อยู่ข้างกายเฒ่าอคิราห์

“ฝากด้วยนะ” เฒ่าอคราห์ทิ้งงานให้ทั้งสองคนก่อนจะรีบจากไป

วารีมองพอลและมาเรียอย่างเขินๆ

“เจ้าอยากล่าสัตว์จริงๆเหรอ? มันอันตรายนะ เจ้าอาจตายได้เลยถ้าไม่ระวัง” พอลถาม

วารีพยักหน้า สายตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

พอเห็นสายตามุ่งมั่นนั้นแล้ว พอลก็ได้แต่ถอนหายใจ

“ได้ แต่ถ้าเจ้าบ่นว่าเหนื่อยหรือเจ็บ ข้าจะไม่สอนอะไรเจ้าอีก แล้วถ้าเจ้าไม่ผ่านการทดสอบจากข้า ก็อย่าหวังว่าจะได้ไปล่าสัตว์ เจ้าตกลงไหม?” พอลถาม

“ตกลงค่ะ” วารีตอบ

“ดี ไปหยิบหอกไม้ตรงนั้นมา แล้วมาสู้กับข้า” พอลกล่าว

วารีรีบไปหยิบหอก

“วิ่งเข้ามาได้เลย ไม่ต้องออมแรง” พอลกล่าว

วารีพุ่งเข้าใส่พอลแต่ก็ถูกตอกกลับ แน่นอนว่าด้วยพละกำลังและประสบการณ์ วารีไม่มีทางชนะพอลได้ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นยืนก่อนพุ่งเข้าใส่พอลอีกครั้ง

มาเรียมองดูวารีอย่างเป็นห่วง ก่อนจะเริ่มฝึกยิงธนู

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

วันนี้มาเรียมาฝึกสายเล็กน้อย เมื่อเธอมาถึงก็เห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อตรงหน้า

คนที่ล้มลงอยู่บนพื้นคือพอล ส่วนคนที่จี้หอกไปที่คอของพอลก็คือวารี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 213 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #12 นักอ่านนิยายจีน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 21:43

    ขอบคุณค่ะ

    #12
    0
  2. #11 อัมพร? (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2563 / 20:19

    ขอบคุณค่ะ

    #11
    0