ตำรับลับนักปรุงยา

ตอนที่ 1 : วารี ธารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,915
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 395 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

 ชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า เมิ่งตู่ เขากำลังใช้จอบขุดดินเพื่อเตรียมดินปลูกพืช

 แสงแดดร้อนระอุทำให้ทั้งร่างของเมิ่งตู่เต็มไปด้วยเหงื่อ แต่เขาก็ยังไม่ย่อท้อขุดดินต่อไป แม้ว่าดินจะแห้งกรังและแตกระแหงจนไม่คิดว่าจะสามารถปลูกพืชชนิดใดขึ้นนอกจากกระบองเพชร แต่นี่กลับเป็นทางเดียวที่เขาต้องจำใจทำ

 เมิ่งตู่เป็นคนของตระกูลเมิ่งที่มีชื่อเสียงกว้างไกลทั้งจักรวรรดิ ภายในตระกูลเมิ่งมีการแบ่งแยกระดับ แม้จะเกิดในตระกูลเดียวกันแต่ก็ไม่มีความเท่าเทียมกัน เมิ่งตู่คือคนในตระกูลระดับชนชั้นล่างสุด เขามีระดับชั้นมากกว่าทาสตระกูลเมิ่งแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยระดับชนชั้นที่ต่ำเตี้ย เขาจึงไม่ได้รับการดูแลจากตระกูลเมิ่งเลย

พ่อของเมิ่งตูตายไปเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากมีคนต้องการแก้แค้นตระกูลเมิ่ง แต่ไร้ความสามารถฆ่าผู้นำตระกูลเมิ่ง ทำให้เขาหันเหไปที่คนตระกูลเมิ่งระดับต่ำ สุดท้ายพ่อของเมิ่งตู่ถูกฆ่า แน่นอนว่าคนที่ฆ่าพ่อของเมิ่งตู่ถูกตระกูลเมิ่งลงทัณฑ์ แต่ครอบครัวของเมิ่งตู่ก็ไม่ได้รับการเยียวยา สิ่งที่ตระกูลเมิ่งทำก็เพื่อรักษาเกียรติยศชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ไม่ได้ทำเพื่อครอบครัวของเมิ่งตู่ พอไม่มีผู้นำครอบครัวสภาพทางการเงินก็เริ่มย่ำแย่ แม่ของเมิ่งตู่ทำงานอย่างหนักจนล้มป่วย ยารักษามีราคาแพงจนเมิ่งตู่ไม่มีปัญญาซื้อ 

เมิ่งตู่ไปขอยืมเงินจากทุกคนที่เขารู้จัก แต่กลับไม่มีใครให้ยืมเนื่องจากทุกคนคิดว่าเมิ่งตู่ไม่มีทางมีปัญญาจ่ายคืน แม้แต่คนที่เมิ่งตู่เคยช่วยเหลือในยามลำบากก็ไม่ได้เห็นแก่มิตรภาพและขับไล่ไสส่งเมิ่งตู่ออกไป เมิ่งตู่คับแค้นใจ ได้แต่ไปขอร้องตระกูลเมิ่ง อาของเมิ่งตู่ซึ่งรังเกียจพ่อของเขาก็ได้เสนอเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ว่า ให้ไปปลูกพืชในที่ดินที่กำหนดไว้ ถ้าหากได้ผลผลิตจะนำยารักษามาให้

ในตอนแรกเมิ่งตู่ดีใจคิดว่าอาของเขาเลิกรังเกียจครอบครัวของเขาแล้ว แต่เมิ่งตู่รู้ว่าเขาคิดผิด เมื่อเห็นพื้นดินที่แห้งแล้งราวกับทะเลทราย

เมิ่งตู่สาปแช่งอาของเขาในใจแต่ก็ไม่ได้ยอมแพ้ นี่คือทางเดียวที่สามารถหายารักษาให้แม่ของเขา ขุดดินโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาทางฟื้นฟูที่ดินให้สามารถปลูกพืชได้

1 วันผ่านไป 1 เดือนผ่านไป เมิ่งตู่ก็ยังขุดดินต่อไป ทุกคนที่เห็นเมิ่งตู่ก็ด่าทอว่าเขาบ้า เสียสติ อาของเมิ่งตู่พอได้ข่าวก็หัวเราะชอบใจและไม่สนใจเรื่องของเมิ่งตู่อีก

เมิ่งตู่ไม่สนใจคำครหาด่าทอของผู้อื่น ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่มีประโยชน์ แต่เมิ่งตู่ก็คิดหาทางอื่นไม่ออกแล้ว หากให้เขาทำงานหาเงินแบบปกติ เมิ่งตู่คำนวณได้ว่าแม้จะผ่านไป 10 ปี ก็ยังคงซื้อยาไม่ได้

ระหว่างขุดดิน หยดน้ำตาก็ไหลรินลงสู่พื้นดิน เมิ่งตู่มีนิสัยไม่ยอมแพ้และอดทน ตั้งแต่ที่พ่อเสียชีวิต เมิ่งตู่ก็รู้ว่าตนเองต้องเข้มแข็งเพื่อทดแทนหัวหน้าครอบครัว แต่เขาก็ไม่สามารถทดแทนหน้าที่ของพ่อได้จนทำให้แม่ทำงานหนักจนล้มป่วยเพื่อหาเงินให้เมิ่งตู่เข้าสำนักเล็กๆ เมิ่งตู่โกรธตนเองที่ไม่สามารถแบ่งเบาภาระของแม่ได้และตัวเขาเองก็ยังเป็นภาระของแม่ด้วย และในตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้คือการขุดดินอย่างโง่เขลา แล้วมองดูแม่ที่อ่อนแอลงทุกวันๆโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย

เมิ่งตู่ร้องไห้แต่ก็ยังขุดต่อไป ต่อไป ต่อไป...ในตอนนั้นเอง เขาพบเหรียญสีทองที่อยู่ในดิน เมิ่งตู่ตื่นเต้นรีบคว้ามันไว้ พลางปัดฝุ่นแล้วมองดู หลังจากได้มองดูอย่างละเอียดเมิ่งตู่ก็ได้แต่ผิดหวังเนื่องจากนี้ไม่ใช่เหรียญทองที่เป็นเงินตราที่มีมูลค่าสูง แต่เป็นเหรียญสีทองที่มีลวดลายแปลกประหลาดสลักไว้

ในตอนนั้นเมิ่งตู่ไม่รู้เลยว่า เหรียญสีทองนี้คือเหรียญกษาปณ์เทพสูงสุด ซึ่งมีพลังอำนาจมหาศาลและมันจะพาเขาไปสู่จุดสูงสุดของเทพทั้งปวง

 

“เฮ้อ” เด็กสาวปิดหนังสือชีวประวัติของเมิ่งตู่ลง

แม้จะไม่ใช่หนังสือที่มีราคาค่างวด แต่เด็กสาวก็ชื่นชอบที่จะอ่านประวัติศาสตร์ของผู้ยิ่งใหญ่ทุกๆท่าน โดยเฉพาะท่านเมิ่งตู่ที่มีชีวิตคล้ายกับเธอ 

มีชีวิตอย่างยากลำบาก ได้รับของฝืนชะตาฟ้ามาโดยบังเอิญ สุดท้ายก็กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เธอรู้ดีว่าเรื่องราวที่ราวกับเทพนิยายแบบนี้ มีแต่ในหนังสือและไม่มีทางเกิดขึ้นในชีวิตของเธอ

เด็กสาวมองไปด้านข้าง หญิงวัยกลางคนหรือแม่ของเธอนอนอยู่

แม่ของเธอหรืออารี ธารา มีเส้นผมสีดำยาว ดวงหน้าซูบผอมแต่ก็ยังคงร่องรอยความงดงามหลงเหลืออยู่ มีสีหน้าซีดเผือด เม็ดเหงื่อเต็มหน้าผาก เด็กสาวบิดผ้าจากถังน้ำแล้วนำมาเช็ดหน้าอารีอย่างเบามือ

เด็กสาวรู้ดีว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เกิน 1 ปี อารีคงต้องจากโลกนี้ไป

‘พิษร้อนระอุ’ คืออาการที่แม่ของเธอกำลังเผชิญอยู่ เมื่อนอนหลับจะรู้สึกร้อนระอุราวกับนอนอยู่บนกองไฟ กระตุ้นอวัยวะภายในให้ทำงานหนักจนอ่อนล้า แม้ตื่นขึ้นมาจะรู้สึกดีขึ้นบ้างแต่ทุกครั้งที่หลับก็จะเกิดอาการร้อนระอุทุกครั้ง และสะสมมากขึ้นๆจนในที่สุดร่างกายรับไม่ไหวจนเสียชีวิต

มนุษย์ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้นอนได้ ทุกครั้งที่แม่ของเธอนอนหลับ เด็กสาวจะดูแลแม่ไม่ห่าง

พิษร้อนระอุเป็นพิษร้ายแรงติดอันดับ 50 ของพิษที่ร้ายแรงที่สุด แม้เป็นพิษที่ออกอาการช้า แต่ก็เป็นพิษถึงตายหากไม่รีบรักษา เหตุผลที่พิษชนิดนี้ติดอันดับ 50 ไม่ใช่เพราะเป็นพิษที่ถึงตาย แต่เป็นเพราะยารักษาอาการของพิษร้อนระอุนั้นหายากมาก แม้จะเป็นมหาเศรษฐีก็ต้องก็ต้องล้มละลายเพื่อที่จะซื้อยา

สถานการณ์ตอนนี้ย่ำแย่ แต่เธอก็ไม่เคยมีความคิดที่จะไปขุดดินในพื้นที่แห้งแล้งเหมือนกับชีวประวัติของเมิ่งตู่ เธอไม่ใช่พวกช่างฝัน และอยู่บนหลักของเหตุและผลเสมอ อย่างน้อยเธอก็พอมองเห็นความเป็นไปได้ที่จะนำยารักษามาให้อารี

อารีลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีแดงจ้องมองเด็กสาวพลางยิ้ม

“อรุณสวัสดิ์” อารีทักทาย

เด็กสาวเห็นรอยยิ้มนั้นเธอก็รู้ว่าอารีฝืนยิ้มเพื่อให้เธอสบายใจ เธอรีบยื่นหลอดแก้วที่มีของเหลวสีฟ้าข้างใน อารีรับมาก่อนจะแกะจุกไม้แล้วดื่มลงไป สีหน้าของอารีดูดีขึ้นมาก

‘ยาเพิ่มหยิน’ เป็นยาขั้น 1 ที่วารีปรุงขึ้นเอง ดื่มในช่วงตื่นนอนและก่อนเข้านอนจะช่วยลดผลกระทบและความเจ็บปวดจากอาการร้อนระอุ หากนำไปขายในตลาดจะมีราคาถึง 25 เหรียญเงิน

“แม่ วารีไปฝึกก่อนนะ” เด็กสาวหรือ วารี ธารา รับขวดยาที่ว่างเปล่า แล้วยกถังน้ำไปทางหลังบ้าน

สวนหลังบ้านมีพืชทั้งหมด 9 ชนิด ชนิดละ 3 ต้น  ซึ่งทั้งหมดเป็นพืชสวนครัวที่ใช้ในครัวเรือน อีกทั้งยังตากเนื้อสัตว์ ผลพืชและสมุนไพรต่างๆบนที่ตากซึ่งทำจากไม้ หนังสัตว์บางส่วนห้อยไว้ตรงหลังคา มีโอ่งทั้งหมด 5 ใบ โดยโอ่ง 3 ใบ ไว้สำหรับรองน้ำฝน โอ่งอีก 2 ใบ ไว้สำหรับรดน้ำต้นไม้และการฝึกของวารี

วารีเทน้ำในถังออก ใช้น้ำจากโอ่งน้ำฝนล้างหน้าแปรงฟันและทำความสะอาดหลอดยา จากนั้นเธอก็นำน้ำจากโอ่งที่ใช้เก็บน้ำเวทมนตร์รดน้ำต้นไม้

น้ำเวทมนตร์มีความใสมากกว่าน้ำฝนซึ่งภายในน้ำเวทมนตร์เต็มไปด้วยมานาบริสุทธ์ที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชและช่วยกำจัดศัตรูพืช โดยพืชทั้ง 27 ต้น สามารถดูดซึมน้ำเวทมนตร์ได้ 2 โอ่งต่อวัน

ระหว่างที่รดน้ำ วารีก็มองผลที่ดกเต็มต้นด้วยรอยยิ้ม จนโอ่งทั้ง 2 ใบว่างเปล่า

หลังจากรดน้ำจนเสร็จ วารีมองดูพืชสวนครัวทั้งหมดอีกรอบ ก่อนจะเริ่มฝึกประจำวัน

เธอยืนใกล้ๆโอ่ง ก่อนยื่นมือออกกลางอากาศ

กระแสอากาศรอบๆสั่นไหว ละอองน้ำปรากฏรอบตัววารีก่อนจะรวมกันบนฝ่ามือที่ยื่นออกมา กลายเป็นบอลน้ำกลางฝ่ามือ

ละอองน้ำปรากฏมากขึ้น รวมไว้บนบอลน้ำให้ใหญ่ขึ้น

เส้นผ่านศูนย์กลางของบอลน้ำค่อยๆใหญ่ขึ้นจาก 30…40…50 จนถึง 59 เซนติเมตร

วารีกัดฟันแน่นจากอาการปวดศีรษะ จนในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ปล่อยบอลน้ำลงไปในโอ่งที่อยู่ใกล้ๆ เธอนั่งลงพลางขมวดคิ้วจับศีรษะด้วยความเจ็บปวด หลังจากพักได้ 5 นาที เธอก็ลุกขึ้นแล้วฝึกฝนแบบเดิมอีกครั้ง

บอลน้ำก่อกำเนิดแล้วก็ใส่ไปในโอ่ง นั่งพัก 5 นาที ทำซ้ำๆเช่นนี้ครึ่งชั่วโมง จนโอ่งทั้ง 2 ใบก็เต็มไปด้วยน้ำเวทมนตร์

บนโลกใบนี้มีแก่นแท้แห่งพลังหลักๆ 3 รูปแบบ ได้แก่ พลังปราณ พลังจิต และพลังเวทย์

อาณาจักรลีน่าที่วารีอาศัยอยู่นั้น ผู้คนภายในอาณาจักรส่วนใหญ่ใช้พลังเวทย์เป็นหลัก วารีเองก็เช่นกัน

พลังเวทย์เป็นพลังงานลึกลับที่อยู่ในสมองของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา พลังเวทย์มีอำนาจในการควบคุมมานารอบตัว มานาเป็นส่วนสำคัญของเวทมนตร์ที่สร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และผู้ใช้พลังเวทย์ควบคุมมานาเพื่อสำแดงเวทมนตร์ถูกเรียกว่า ‘ผู้ใช้เวทย์’

ผู้ใช้เวทย์ถูกแบ่งระดับตามความสามารถในการควบคุมมานาจากน้อยไปมาก ได้แก่ นักเวทย์ฝึกหัด นักเวทย์ จอมเวทย์ ปรมาจารย์เวทย์ ปราชญ์เวทย์ และมหาปราชญ์เวทย์ ตามลำดับ โดยในแต่ละขั้นแบ่งเป็น 9 ระดับ

วารีเป็นนักเวทย์ฝึกหัด ขั้น5 และกำลังฝึกฝน ‘เวทมนตร์ขั้น1 บอลน้ำ’ ซึ่งเป็นเวทมนตร์ธาตุน้ำพื้นฐานที่สุด จุดประสงค์ที่เธอฝึกบอลน้ำไม่ใช่เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ แต่เพื่อใช้พลังเวทย์ให้หมดไป หลังจากพลังเวทย์ฟื้นคืนมาจะมีโอกาสเล็กน้อยที่พลังเวทย์จะมากขึ้นกว่าเดิม

หลังจากเติมน้ำเวทมนตร์จนเต็มโอ่งก็ถือว่าเสร็จสิ้นการฝึก วารีรู้สึกว่าพลังเวทย์เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เธอมั่นใจว่าถ้าใช้เวทมนตร์บอลน้ำอีกครั้งจะสามารถสร้างบอลน้ำเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตรได้ ซึ่งเป็รเครื่องหมายว่าเธอได้กลายเป็นนักเวทย์ฝึกหัด ขั้น 6 แบฃล้ว

เธอกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมอาหารเช้าสำหรับตัวเธอและแม่

ในครัวมีเครื่องครัว เช่น กระทะ หม้อ แขวนไว้พร้อมกับเนื้อสัตว์บางส่วน ไหที่ใส่เครื่องเทศต่างๆ 5 ใบ และกระสอบที่ใส่พืชผักข้าวสาร วางเรียงรายข้างกำแพง

วารีเตรียมฟืนจุดไฟ ตั้งหม้อ ใส่น้ำรอจนเดือด ใส่เนื้อสัตว์ ผักและเครื่องเทศ...เช้านี้เธอตั้งใจทำซุปเนื้อง่ายๆทาน

อาหารถูกตักใส่ถ้วยสองใบ วารีนำถ้วยทั้งสองเข้ามากลางบ้านที่อารีอยู่ นั่งลงก่อนจะยื่นถ้วยใบหนึ่งให้อารี ก่อนที่ทั้งสองคนจะทานพร้อมกัน

วารีไม่เคยประหยัดค่าอาหาร แม้ราคาของเครื่องเทศจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อแลกกับความอร่อยที่ทำให้แม่ทานอาหารได้มากกว่าเดิมก็ถือว่าคุ้มค่ามาก ที่สำคัญที่สุดเงินจำนวนนี้ไม่ได้กระทบกับแผนการของเธอ

วารีมองอารีทานซุปอย่างเอร็ดอร่อยด้วยรอยยิ้ม อารีเห็นแบบนั้นก็ยิ้มอย่างเขินอาย

“เติมอีกไหมคะ?” วารีถาม

“อีกถ้วยละกันจ๊ะ” อารีตอบพลางยื่นถ้วยที่ว่างเปล่าให้วารี

วารีรีบรับถ้วยก่อนตักซุปเนื้อให้อารี

“เที่ยงนี้แม่อยากทานอะไรคะ?”

“ลูกทำอะไรมา แม่ก็ทานหมดแหละจ๊ะ”

“งั้นเป็นแกงเนื้อกับผัดผักไหมคะ ?”

“อืม...ก็ดีเหมือนกันนะ” อารีพูดยิ้มๆ

“แล้วมื้อเย็นล่ะคะ?”

“แล้วแต่ลูกเลยจ๊ะ”

วารีแสร้งทำสีหน้าไม่พอใจ “อีกแล้วเหรอคะ...”

อารียิ้ม “แม่อยากทานเนื้อย่างจ๊ะ”

“วารีจะเตรียมหมักเนื้ออย่างดีเลยค่ะ!” วารีพูดด้วยรอยยิ้มสดใสพลางตักซุปเนื้อเข้าปาก ‘อร่อย’

หลังจากทานเสร็จวารีก็ออกไปซื้อของที่ตลาดหน้าหมู่บ้าน

หมู่บ้านเอมมาลีที่วารีอาศัยอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ห่างจากตัวเมืองค่อนข้างมาก รอบด้านมีเพียงป่าไม้และภูเขา โดยทั่วไปหมู่บ้านเช่นนี้จะแร้นแค้น อาหารทั้งหมดได้มาจากการล่าสัตว์และเก็บของป่า แต่หมู่บ้านเอมมาลีแตกต่างจากหมู่บ้านทั่วไป

ตลาดหน้าหมู่บ้านเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย บางร้านขายผลไม้ บางร้านขายเนื้อสัตว์ บางร้านขายไข่ บางร้านขายภาชนะกระเบื้องเคลือบ บางร้านขายงานไม้ บางร้านขายผัก บางร้านขายอาวุธ ซึ่งทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความรอบรู้ของผู้คนในหมู่บ้าน ที่เป็นเช่นนี้ต้องขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าอคิราห์ที่นำหนังสือจำนวนมากมาเผยแผ่ให้กับคนในหมู่บ้านได้อ่าน

หนังสือเหล่านี้เฒ่าอคิราห์ได้มาจากการเดินทางในสมัยหนุ่มๆของเขา ซึ่งมีหลากหลายประเภทได้แก่ หนังสือเพาะปลูก หนังสือการตีเหล็ก หนังสือการปรุงยา หนังสือเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น จำนวนหนังสือมีมากถึงขนาดที่นำไปสร้างห้องสมุดขนาดย่อมได้ ประเด็นคือเฒ่าอคิราห์ได้สร้างห้องสมุดขึ้นมาจริงๆ อีกทั้งยังเรียกเก็บเงินค่าเข้าห้องสมุด ชาวบ้านไม่ค่อยพอใจนักแต่ถึงอย่างไรหมู่บ้านเอมมาลีพัฒนามาได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณความรู้จากหนังสือของเฒ่าอคิราห์

วารีเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังเลือกซื้อผักบนแผงลอยแห่งหนึ่ง

เด็กชายหรือ จอน คุค มีอายุเท่ากับวารี คือ 13 ปี ผมสั้นประบ่า มีดวงหน้าอ่อนหวานจนคนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิง นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองผักบนแผงลอยอย่างพิจารณา

“อรุณสวัสดิ์” วารีทักทายจอน

“อรุณสวัสดิ์ วารีมาซื้ออะไรเหรอ?” จอนทักทายตอบ

“พวกผักน่ะ เย็นนี้ว่าจะทำเนื้อย่าง เลยอยากได้ผักย่างทานคู่กันด้วย” วารีมองดูผักบนแผงลอย

“ให้ผมช่วยเลือกไหม? ผมเลือกผักเก่งมากเลยนะ” จอนอาสาอย่างกระตือรือร้น

“ม...ไม่เป็นไร” วารีรีบปฏิเสธ ถ้าให้จอนเลือก 1 ชั่วโมงก็ยังเลือกไม่เสร็จ

จอนทำหน้าเสียดาย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “วันนี้มีพ่อค้าเร่มาด้วยนะ”

แม้หมู่บ้านเอมมาลีจะอยู่กลางป่ากลางเขา แต่ด้วยผลผลิตจำนวนมากทำให้พ่อค้าเร่เกิดความสนใจซื้อสินค้าไปขายต่อในเมืองอีกทั้งยังสามารถขายสินค้าจากในเมืองให้กับชาวบ้านได้อีก เป็นเหตุผลให้พ่อค้าเร่หลายคนแวะเวียนมาที่หมู่บ้านเอมมาลี

“จริงเหรอ....วารีไปดูหน่อยดีกว่า” วารีรีบเลือกผักจำนวนมาก ก่อนจะจ่ายเงินให้แม่ค้า 1 เหรียญทองแดง บอกลาจอนแล้วเดินไปยังแผงลอยของพ่อค้าเร่

พ่อค้าเร่ไม่มีสิทธิ์ตั้งแผงลอยในหมู่บ้าน ดังนั้นบริเวณรอบนอกของหมู่บ้านจึงเป็นอาณาเขตของพ่อค้าเร่

รถลากถูกใช้เป็นแผงลอยของพ่อค้าเร่ มีสินค้ามากมายที่ไม่มีในหมู่บ้าน เช่น น้ำหอม เครื่องเทศต่างๆ กระดาษ และน้ำหมึก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพืชผลที่ไม่สามารถปลูกได้ในพื้นที่นี้

“ยึย! ยัยสัตว์ประหลาด” เด็กชายที่กำลังมุงดูสินค้าชี้มาทางวารี ใบหน้าแฝงความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

“น่าเกลียดน่ากลัว” เพื่อนข้างเด็กชายที่ชี้วารี พูดเสียงดังเพื่อให้วารีได้ยิน พลางยิ้มเยาะ

เด็กคนอื่นๆ หันมามองวารี แม้จะไม่ได้ว่าร้ายวารีเหมือนเด็กสองคนนั้น แต่ทุกคนก็มีสีหน้ารังเกียจ ไม่อยากเข้าใกล้ มีเด็กบางคนเพิ่งรู้ตัวว่าวารีอยู่ข้างๆ ก็ตกใจรีบวิ่งหนีไปที่อื่น เด็กสองคนที่เป็นตัวต้นเรื่องหัวเราะชอบใจก่อนที่จะหันไปสนใจสินค้าบนแผงลอยของพ่อค้าเร่

วารีไม่สนใจ ค่อยๆดูสินค้าของพ่อค้าเร่อย่างละเอียด เด็กที่อยู่แถวนั้นทำท่าตกใจ บางคนว่าร้ายวารีให้เธอได้ยิน บางคนซุบซิบนินทากับเพื่อนข้างๆ บางคนเดินหนีอย่างรังเกียจ ซึ่งผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆก็ไม่ได้ตักเตือนเด็กเหล่านี้เลย ราวกับว่าคุ้นชินไปแล้ว

ชาวบ้านบางส่วนนำสินค้าของตัวเองมาขาย ชาวบ้านบางคนก็ซื้อสินค้าจากพ่อค้าเร่ พ่อค้าเร่ยิ้มหน้าบานกับรายรับที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าหรือการขายสินค้า ทุกอย่างคือกำไรจำนวนมาก

วารีไม่ค่อยสนใจสินค้าเท่าไรนัก อีกทั้งในวันพรุ่งนี้วารีก็เตรียมเข้าเมืองอยู่แล้ว การซื้อของเหล่านี้ในเมืองคูเนสที่อยู่ใกล้ที่สุดซึ่งมีราคาที่ถูกกว่ามาก ขณะที่กำลังดูสินค้าเธอก็เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง หน้าปกสีน้ำตาลมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า เวทมนตร์ขั้น1 ดินวิเศษ วารีรีบเรียกพ่อค้าเร่

“หนังสือเล่มนี้มีใบรับรองไหมคะ?”วางรีถาม

พ่อค้าเร่เห็นวารีก็ตกใจในตอนแรก ก่อนจะยิ้มรับพลางยื่นใบรับรองให้วารีดู เธอมองดูอย่างตั้งใจเพื่อวินิจฉัยว่ามันเป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตราประทับ ลายเซ็น และวงเวทย์ ทุกอย่างเป็นใบรับรองของสมาคมเวทมนตร์เอเดนของจริง

หนังสือมนตราเป็นหนังสือที่บันทึกเวทมนตร์บทใดบทหนึ่งเอาไว้ หนังสือมนตราแตกต่างจากหนังสือทั่วไป หนังสือมนตราสามารถอ่านได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นหนังสือมนตราก็จะกลายเป็นหนังสือไร้ค่าในทันที วารีเคยอ่านหนังสือมนตราเพียงแค่เล่มเดียวคือเวทมนตร์ขั้น1 บอลน้ำ ที่อารีซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 6 ปี

หนังสือมนตราเล่มนี้จะเป็นเล่มที่สองของเธอ

“เท่าไหร่คะ?” วารีถาม

“5 เหรียญทอง” พ่อค้าเร่บอกราคาพลางรับซื้อหนังสัตว์จากชาวบ้านคนหนึ่ง

พ่อค้าเร่คิดว่าวารีไม่มีทางมีเงินพอ

1 เหรียญทองเท่ากับ 40 เหรียญเงิน

1 เหรียญเงินเท่ากับ 40 เหรียญทองแดง

อาหารดีๆ 1 มื้อ มีราคา 3 เหรียญทองแดง ดังนั้นคนๆหนึ่งจะใช้เงิน 9 เหรียญทองแดงต่อวัน สรุปคือ เงิน 5 เหรียญทองเพียงพอให้คนๆหนึ่งอยู่ได้อย่างสบายๆเกือบ 3 ปี หากใช้เงินอยากประหยัดอาจอยู่ได้นานเกิน 5 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านเอมมาลีมีรายได้มากกว่าชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นเกือบ 2 เท่า ยังต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี เพื่อเก็บเงินจำนวน 5 เหรียญทอง

เด็กคนหนึ่งไม่มีทางเก็บเงินได้มากขนาดนั้น

วารีนิ่งคิด…5 เหรียญทองเป็นราคาที่แพงกว่าในเมืองคูเนสเล็กน้อย วารีมั่นใจว่าพ่อค้าเร่คนนี้จะต้องซื้อหนังสือเล่มนี้มาจากเมืองเอเดนซึ่งเป็นผู้ผลิตที่อยู่ห่างไกลมาก พ่อค้าเร่คงได้กำไรจากมันไม่น้อยถ้าวารีซื้อด้วยราคานั้น แต่วารีคิดว่าราคานี้คุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ต้องเสียไปจากการเดินทางไปที่เมืองคูเนส

“อีก 2 เหรียญทองจ่ายเป็น ‘ยาเติมเวทย์’ ขั้น1 2 ขวดได้ไหมคะ?” วารีถาม

พ่อค้าเร่คาดไม่ถึงว่าวารีมีเงินเพียงพอ เขามองไปรอบๆ ก็เห็นสีหน้าของชาวบ้านที่เฉยชา ไม่แปลกใจกับคำพูดของวารีแม้แต่น้อย ทำให้พ่อค้าเร่รู้ว่าวารีไม่ได้พูดปดหรือพูดเล่น เธอมีเงินพอซื้อหนังสือมนตราจริงๆ

พ่อค้าเร่พิจารณาข้อเสนอของวารี

ยาเติมเวทย์ ขั้น1 มีราคาตลาดอยู่ที่ 1 เหรียญทอง 20 เหรียญเงิน อีกทั้งยังเป็นสินค้าขายดีที่มีคนซื้อเรื่อยๆเนื่องด้วยประโยชน์ของยาเติมเวทย์ที่เมื่อทานเข้าไปจะช่วยนักเวทย์ฟื้นคืนพลังเวทย์ได้ หากเป็นนักเวทย์ฝึกหัดจะเพิ่มพลังเวทย์สูงสุดเล็กน้อย

คนธรรมดาส่วนใหญ่ไม่เคยฝึกฝนเวทมนตร์ เนื่องจากราคาที่แพงของหนังสือมนตรา การฝึกฝนที่ยากลำบากและประโยชน์ใช้สอยที่จำกัดของเวทมนตร์ระดับต่ำ แต่ก็มีคนบางส่วนทำอาชีพที่ต้องใช้เวทมนตร์ เช่น ช่างตีเล็ก นักปรุงยา และนักผจญภัย เป็นต้น ซึ่งยาเติมเวทย์จะมีประโยชน์อย่างมากทั้งในยามวิกฤติและในยามที่ต้องการทะลวงผ่านคอขวด

สำหรับคนธรรมดาสามารถเพิ่มพลังเวทย์จนเป็นนักเวทย์ฝึกหัดขั้น 3 โดยไม่ใช้ยานั้นก็เก่งมากแล้ว เพราะโดยปกติคนธรรมดาจะพบกับคอขวดที่ไม่สามารถก้าวผ่านได้ตอนเป็นนักเวทย์ฝึกหัดขั้น 1 ไป นักเวทย์ฝึกหัดขั้น 2 ทำให้ไม่ว่าจะฝึกฝนเท่าไรพลังเวทย์ก็ไม่มีทางเพิ่มขึ้น

นอกจากจะมีประโยชน์กับคนทั่วไปแล้ว ยังมีประโยชน์กับสำนัก โรงเรียนและสมาคม เพื่อใช้เร่งความเร็วในการฝึกให้กับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ และยังใช้เป็นของตอบแทนให้ศิษย์ที่ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม

พ่อค้าเร่คิดว่าหากลดราคาให้เหลือ 1 เหรียญทอง 10 เหรียญเงิน ก็สามารถขายออกได้ไม่ยาก หากมี 2 ขวด พ่อค้าเร่จะสามารถทำกำไรอีก 20 เหรียญเงินได้อีกอย่างสบายๆ

“ได้ครับ แต่ต้องมีใบรับรองนะครับ” พ่อค้าเร่พูดด้วยรอยยิ้ม

แม้อีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็ก แต่การพูดสุภาพก็ไม่ได้ทำให้เขาขาดทุน การผูกมิตรไว้ย่อมดีกว่าสำหรับพ่อค้าเร่อย่างพวกเขา

วารีพยักหน้าก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่บ้าน ใต้ฟูกที่เธอใช้นอนมีแผ่นไม้ชิ้นหนึ่งที่เปิดออกได้ ใต้แผ่นไม้มีขวดยาที่มีขนาดเท่าหลอดทดลองหลายขวด ภายในขวดมีของเหลวที่เป็นยาอยู่ วารีหยิบขวดยาที่มีของเหลวอยู่ข้างในออกมาสองขวด และถุงเงินโปงพองที่ทำจากหนังสัตว์ถุงหนึ่ง

วารีนับเงิน 120 เหรียญเงิน ใส่ไว้ในถุงหนังใบใหม่ นำกระดาษและปากกามาเขียนใบรับรอง เซ็นชื่อประทับตรา ยาสองขวดถูกห่อด้วยหนังสัตว์อย่างมิดชิด เธอหอบห่อยา ถุงเงินและใบรับรองกลับไปหาพ่อค้าเร่

พ่อค้าเร่ดูสินค้า นับเงิน จากนั้นก็อ่านใบรับรอง หลังจากส่องจนแน่ใจว่าทุกอย่างครบถ้วนก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะยื่นมือออกมา วารีจับมือนั้น เท่านี้การซื้อขายก็สมบูรณ์

วารีมองหนังสือในมือ เมิ่งตู่มีเหรียญกษาปณ์เทพสูงสุด เธอมีหนังสือมนตราดินวิเศษขั้น1...แม้จะเทียบกันไม่ได้แต่สำหรับวารีเวทมนตร์บทนี้สามารถเปลี่ยนโชคชะตาของเธอได้

 ความจริงแล้ววารีตั้งใจไปซื้อหนังสือนี้ที่เมืองคูเนสในวันพรุ่งนี้ ซึ่งใช้เวลาเดินทาง 2 สัปดาห์ แต่ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องไปที่เมืองคูเนสอีกแล้ว

“คือผมขอสอบถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” แม้จะกำลังยุ่งอยู่แต่พ่อค้าเร่ก็ยังเจียดเวลาถามคำถามกับวารี สำหรับเขาเรื่องที่จะถามต้องสำคัญมาก อาจเป็นหนทางที่จะนำไปสู่กำไรที่มากขึ้น

“ผมอยากทราบว่าคุณรู้จักกับนักปรุงยา วารี ธารา ที่อยู่ในใบรับรองไหมครับ คือผมอยากจะพบเขา...ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไรนะครับ” พ่อค้าเร่รีบพูด

วารียิ้มๆ

“หนูชื่อ วารี ธารา ค่ะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 395 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #73 Anonymous (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 / 12:24

    ไรท์มีศักยภาพ

    มุ่งมั่นต่อไปนะคะ

    ความผิดหวังวันนี้เป็นเรื่องธรรมดา


    #73
    0
  2. #19 Bangalore (@Bangalore) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2563 / 20:48
    เวรกรรมกำลังฟินนึกว่าพระเอกดันเป็นนิยายอีกทอดหนึ่ง
    #19
    0
  3. #8 JTSaRo (@JTSaRo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2563 / 08:07

    นิยายสนุก จะติดตามตอนต่อๆไปนะค้าบบบ มาลงบ่อยๆนะค้าบบบ
    #8
    0
  4. #6 666 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2563 / 16:36

    น่าสนใจ จะติดตามเรื่อยๆนะคะ

    #6
    0