หมากม้าเบี้ย

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 33 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    0

    Overall
    33

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

แล้วเราจะรู้ว่ามันคือเกมของผู้เล่น


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ก่อนอื่นต้องขออธิบายไว้เบื้องต้นว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้ มันคือเรื่องสั้น
และขอย้ำว่ามันก็แค่เรื่องสั้น ไม่ต้องการให้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นดราม่า
หรือสร้างความเกลียดชังใดๆ 

เราทุกคนล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์ เช่นกัน
การเขียนเรื่องสั้นก็คืออุดมการณ์อย่างหนึ่งของผู้เขียน

ขอให้เปิดใจมองเรื่องสั้นเรื่องนี้ ในฐานะเรื่องแต่ง


ขอบคุณผู้อ่านทุกๆท่านค่ะ

เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 10 มี.ค. 59 / 21:40

บันทึกเป็น Favorite


เสียงประชาชนโห่ร้องกึกก้องดังสนั่น  ประชาชนทุกคนต่างมาด้วยใจเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม  เพื่อต่อต้านรัฐบาลทรราชที่บริหารบ้านเมืองให้ตกต่ำถึงขีดสุด เกิดการทุจริตขึ้นมามากมาย โดยเมื่อเดือนก่อนที่ผ่านมา เรื่องการกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ ที่คนในคณะรัฐบาลต่างฮุบกินและตักตวงเงินทองจากภาษีของประชาชนเกิดแดงขึ้นเพราะคลิปลับภายในห้องประชุมลับสุดยอด ถูกเผยแพร่ออกมาโดยมือดีคนหนึ่งในห้องประชุม

          “เราก็ตั้งงบไปสักสองพันล้านสิ  อย่างเก่งโครงการนี้ขี้หมูขี้หมาก็ไม่กี่ร้อยล้าน เราก็ถัวเฉลี่ยกันสิว่าจะเอาคนล่ะกี่ล้าน ก็ว่ากันไป” เสียงในคลิปกล่าว หลายๆ คนฟังแล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คล้ายกับเสียงของรัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งดูแลเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

          ด้วยเหตุนี้ก่อให้เกิดกลุ่มก้อนการทวงคืนความถูกต้องกลับสู่สังคม  โดยแกนนำมาจากฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นนักการเมืองหน้าเก่าหลายคน สื่อมวลชนบางสำนัก และนักธุรกิจหลายราย บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐบาลมานาน จากกลุ่มที่มีหัวเรือใหญ่ๆ รวมกันไม่กี่คน ก็เริ่มเพิ่มจำนวนคนไปเรื่อยๆ จากการให้ข้อมูล การเชิญชวน และการปลุกใจผ่านช่องโทรทัศน์ซึ่งแกนนำบางคนเป็นเจ้าของอยู่

          “พี่น้องที่รักความยุติธรรมทั้งหลาย...ขอให้ท่านออกมาร่วมกับพวกเรา ขับไล่พวกทรราชย์ ขับไล่รัฐบาลชั่ว ที่มันเอารัดเอาเปรียบพี่น้องทั้งหลาย ออกไปให้พ้นแผ่นดิน...” คำแถลงของนายชาติชาย เสี้ยมเจริญ ประธานกลุ่มตรช. (ต่อต้านรัฐบาลชั่ว) ออกผ่านสื่อต่างๆ เรียกมวลชนทั้งหลายให้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว

          ชนะพลมองดูประชาชนราวๆห้าแสนคนที่เขารักจับจิตอย่างปลื้มอกปลื้มใจ แม้จะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวทั้งห้าแสนคน แต่เขาก็รู้สึกรักด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ดวงตาของชนะพลเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแห่งความปีติยินดี  ชนะพลคือบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของประธานตรช. ชาติชาย  เขาเป็นคนที่ประชาชนรักและให้ความสนใจฟังคำปราศรัยของเขาอย่างเนืองแน่น ด้วยวาทศิลป์ที่มีลีลาเร้าใจ รวมทั้งเนื้อหาข้อมูลต่างๆ ล้วนแล้วแต่โจมตีรัฐบาลชนิดที่รัฐบาลดิ้นไม่หลุด สื่อมวลชนมักจะจับประเด็นการพูดของเขาไปเป็นหัวข้อข่าวในตอนเช้าของวันต่อๆ ไป ชนะพลจึงได้ทำการพิสูจน์ว่าเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าร่วมประชุมลับของเหล่าแกนนำ หลังจากที่เขาถูกคัดค้านจากแกนนำรุ่นเก๋าคนอื่นๆ ที่ผ่านการชุมนุมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  แต่เมื่อพ่อของเขาชี้ให้คนอื่นๆ เห็นว่าชนะพลพร้อมทำเพื่อกลุ่มตรช.แค่ไหน แกนนำคนอื่นๆ จึงจำเป็นต้องยอมให้เขาเข้าประชุมด้วยความไม่เต็มใจ

                เมื่อประชาชนมาร่วมฟังปราศรัยมากขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นจำนวนมหาศาล ก็เปรียบเสมือนผลทุเรียนที่ใกล้สุกงอม และจะมีกลิ่นหอมเย้ายวนใจตามมา คงใกล้ถึงเวลาที่จะเกิดการชุมนุมใหญ่เสียที ชนะพลคิด

          ชนะพลเดินกลับเข้ามาข้างหลังเวทีพร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ หลังจากพ่อของเขากล่าวปราศรัยขอบคุณประชาชนที่มาเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลพร้อมทั้งกล่าวว่าจะมีปราศรัยใหญ่ ให้ประชาชนรอฟังคำสั่งจากแกนนำโดยจะประชุมหารือกันก่อนที่จะมีประกาศออกมา

          “วันนี้แกพูดได้ดีมาก” ชาติชายบอกชนะพลด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ “รัฐบาลกำลังอ่อนแอ ยิ่งเจอข้อมูลเรื่องทุจริตโครงการสั่งซื้อของประดับห้องรัฐมนตรีเข้าไปยิ่งดูแย่เข้าไปใหญ่”

          “กว่าผมจะหาหลักฐานมาได้ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน” ชนะพลตอบ ชาติชายตบบ่าลูกชายแรงๆ

          “ไม่เสียแรงจริงๆ ที่เป็นลูกพ่อ” ชาติชายชื่นชม “จะดีกว่านี้ถ้าแกหล่อเหมือนพ่ออีกสักหน่อย” ชนะพลหัวเราะ พ่อชอบพูดตลก ผิดกับการปราศรัยบนเวทีที่ดุเดือดเร้าอารมณ์ จนบางทีชนะพลเองก็ยังสงสัยว่าพ่อของเขาทำได้ยังไงที่สามารถแยกบุคลิกออกเป็นสองบุคลิก บนเวทีอย่างหลังเวทีอย่าง

          แล้วชาติชายก็ดึงแขนชนะพลให้เข้าไปในที่ประชุมลับซึ่งบอดี้การ์ดได้จัดเตรียมเอาไว้ให้  มีแกนนำเก้าคนมานั่งอยู่ก่อนแล้ว  และมีที่นั่งว่างอยู่สองที่  ซึ่งแน่นอนว่าตรงหัวโต๊ะคือที่สำหรับชาติชาย  และที่นั่งติดกับด้านขวามือของหัวโต๊ะคือที่ของชนะพล  เมื่อชาติชายและชนะพลนั่งลง แกนนำทั้งหมดก็เริ่มพูดจาปราศรัยกันเพื่อปรึกษาหารือ

          “วันนี้คนมากันเยอะมาก” วันชัยผู้ประเมินสถานการณ์ทั่วไปของการชุมนุมกล่าว “สื่อฝ่ายรัฐบาลรายงานว่าเรามีคนประมาณสามแสนคน สื่อต่างประเทศบอกว่ามีห้าแสนคน”

          “แล้วสื่อฝ่ายเราล่ะ” ชาติชายถาม วันชัยยิ้มก่อนจะบอกว่า

          “ผมประสานงานกับพวกเขาแล้ว บอกให้รายงานไปว่าหนึ่งล้านคน” ชนะพลเลิกคิ้ว

          “แต่ผมดูยังไงก็ไม่ถึงหนึ่งล้านคน” ชนะพลกล่าวเสียงแข็งใส่วันชัย “คุณบอกให้เขาออกประกาศไปอย่างนั้น พวกฝ่ายตรงข้ามจะไปพูดเอาได้ว่าเรายกหางตัวเอง” วันชัยทำหน้าบึ้งตึง

          “เป็นคำสั่งของคุณชาติชาย” ชนะพลเงียบเขาหันไปเลิกคิ้วใส่ผู้เป็นพ่อเชิงตั้งคำถาม แต่ชาติชายไม่สนใจ เขาตั้งคำถามกับแกนนำคนอื่นๆ

          “ผมจะนัดชุมนุมใหญ่อีกสองวันข้างหน้า ผมคิดว่าเราน่าจะเดินขบวนไปเยี่ยมเยียนฝ่ายรัฐบาลเสียหน่อย พวกคุณคิดว่ายังไง” แกนนำทุกคนมองหน้ากันเชิงปรึกษา

          “ผมเห็นว่าคนของเรากำลังเครื่องร้อน กระแสของเราจุดติดมาอย่างดี  ผมคิดว่ายิ่งประกาศชุมนุมใหญ่เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” ธเนศแสดงความเห็น ไม่มีใครคัดค้านอะไร ทุกคนเห็นดีด้วย ชนะพลเองก็เห็นดีด้วย แม้จะมีบางอย่างค้างคาใจอยู่ก็ตาม

          “แล้วคิดว่าเราควรนำคนของเราไปยังไง” ชาติชายถามต่อ

“ถ้าคนของเรามาเยอะ เราน่าจะแบ่งขบวนออกเป็นหลายส่วนเพื่อไปเจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล” เทิดศักดิ์เสนอ  “ให้แกนนำสำคัญแต่ละคนเป็นคนนำไป แยกไปสักห้าหกขบวน ให้คนอื่นๆ เห็น ว่าเรามีคนเยอะขนาดไหน”

“แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลต้องเตรียมตัวรับมือพวกเรา แล้วถ้ารัฐบาลทำรุนแรงล่ะก็ ความชอบธรรมก็จะเกิดกับเรา คนจะให้ความเห็นอกเห็นใจเรามากขึ้น” ยงยศเสริมอย่างผู้รู้ ชาติชายยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ก็ดี ถ้าคนของเราเป็นอะไรไป รัฐบาลก็ต้องรับลูกไปเต็มๆ” ชาติชายกล่าว

“แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไรล่ะครับ” ชนะพลกล่าวถามอย่างสงสัย สายตาหลายคู่จ้องมองดูเขา แต่ไม่มีใครให้คำตอบชนะพลแม้แต่คนเดียว

 หลังจบประชุมทุกคนนัดแถลงข่าวในเช้าวันพรุ่งนี้ ชนะพลอยู่รั้งท้ายรอให้แกนนำทุกคนออกจากห้องไปให้หมดก่อนเพื่อหาโอกาสคุยกับชาติชาย ซึ่งพ่อของเขากำลังพูดคุยอย่างเงียบๆกับยงยศซึ่งพยักหน้ารับเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้พูดอะไร เมื่อยงยศผละจากพ่อของเขาแล้วเดินออกจากห้องไป ชนะพลจึงเดินเข้าไปหาพ่อแล้วเริ่มต้นตั้งคำถามด้วยความสงสัย

“ทำไมพ่อถึงให้สื่อบอกจำนวนคนเกินกว่าจำนวนจริง”

“เพราะจะทำให้เกิดความกลัวกับฝ่ายรัฐบาล แล้วคนของฝ่ายเราที่เขายังไม่ออกมาก็จะออกมาเพิ่มยังไงเล่า กระแสมันกำลังดี” ชาติชายตอบขณะเก็บหลักฐานสำเนาบิลค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่สุรชัยเป็นคนนำมาให้หลังเลิกประชุมใส่ลงกระเป๋าเอกสาร

“พ่อพูดอย่างกับว่าคนออกมาเพื่อตามกระแส ไม่ได้มาเพื่ออุดมการณ์” ชนะพลกล่าว

          “แล้วแกคิดจริงๆ หรือว่าทุกคนที่มาชุมนุมทั้งหมดมาเพื่ออุดมการณ์” ชาติชายย้อนถาม ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไป ทิ้งให้ชนะพลยืนอยู่ในห้องแล้วครุ่นคิดเพียงลำพัง

                การแถลงข่าวในวันรุ่งขึ้นเป็นไปอย่างครึกครื้น สื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจกับการประกาศชุมนุมใหญ่ เดินขบวนไปทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มตรช.

                “เราจะเดินขบวนในวันพรุ่งนี้ เพื่อไปแสดงพลังของพวกเราหน้าทำเนียบรัฐบาล เราจะเดินขบวนอย่างสงบ ไม่มีการทำร้าย ไม่มีการทำลายสิ่งของ เราแค่ไปแสดงพลัง พลังของประชาชนผู้รักความถูกต้องให้ทุกคนได้เห็น...” ชาติชายประกาศต่อหน้าสื่อมวลชน รวมทั้งแกนนำอีกกว่าสิบชีวิตที่นั่งอยู่เป็นดังสักขีพยานในการประกาศรวมพลเดินขบวน

          หลังจากสื่อมวลชนทำข่าวนัดรวมพลชุมนุมใหญ่เสร็จแล้วนั้น ชาติชายและแกนนำบางส่วนยังอยู่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวหลายสำนักที่ต้องการถามอย่างเจาะลึก แกนนำที่เหลือรวมทั้งชนะพลก็เข้ามานั่งรวมตัวกันในห้องประชุมอีกครั้งเพื่อแจกแจงว่าใครจะนำมวลชนเดินไปตามเส้นทางย่อยเส้นไหน เพื่อไปรวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาล ในการจัดขบวนชนะพลมีความรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นว่า แทบจะทุกขบวนจะมีรถของแกนนำอยู่ตรงกลาง และประชาชนต่างๆล้อมรอบ

          “ทำไมเราไม่เดินนำพวกเขาล่ะครับ” ชนะพลถาม “ประชาชนเดิน เราก็ควรเดิน แล้วเราก็ไม่น่าจะอยู่ตรงกลางด้วย เราควรจะนำหน้าพวกเขา เพราะพวกเราเป็นแกนนำนะ”

          วันชัยหัวเราะหึหึ ในขณะที่ยงยศและทรงพลส่ายหน้าอย่างระอา ธเนศยิ้มอย่างมีเลสนัยก่อนจะถามชนะพลกลับว่า

          “เคยเล่นหมากรุกหรือเปล่าคุณชนะ”

          “ผม...เคย” ชนะพลตอบอย่างระมัดระวัง เขาไม่เข้าใจว่าธเนศถามเรื่องหมากรุกทำไม

          “ถ้าอย่างนั้นคุณก็น่าจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่เดินนำหน้า” ธเนศบอก “เปิดเกมทุกครั้ง เบี้ยเป็นฝ่ายเดินก่อน” ชนะพลรู้สึกไม่พอใจ

          “ทำไมคุณพูดแบบนั้น” ชนะพลขึ้นเสียง “ประชาชนรักและศรัทธาเรานะ ถ้าพวกเขาได้ยินเราพูดแบบนี้ล่ะก็ ผมว่าคงไม่เหลือประชาชนแม้แต่คนเดียวเป็นเบี้ยให้คุณ” ธเนศยักไหล่อย่างไม่ให้ราคาในคำพูดของชนะพล

          “พวกผมผ่านการชุมนุมมามากกว่าคุณนะ ชนะ” ยงยศกล่าวเขาจ้องหน้าชนะพล “คุณยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะในการเป็นแกนนำ เหตุผลที่พวกผมไม่อยากให้คุณมาประชุมด้วย ก็เพราะอะไรล่ะ ก็เพราะคุณยังอ่อนประสบการณ์ แล้วก็โลกสวยเกินกว่าจะเข้าใจธรรมชาติของการชุมนุม” ชนะพลสะอึก เขารู้ดีว่ายงยศเป็นนักต่อต้านตัวยงและทำงานร่วมกับพ่อของเขามาโดยตลอด จนเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของชนะพลไปโดยปริยาย แต่การที่เขาว่าชนะพลต่อหน้าแกนนำคนอื่นๆ ทำให้ชนะพลโกรธเสียจนต้องเดินออกมาจากห้องประชุม

          ชนะพลพบพ่อของเขาเดินกลับเข้ามาหลังเวทีเพื่อจะมาเข้าห้องประชุม เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ชาติชายฟัง รวมทั้งบอกถึงความรู้สึกของเขาด้วยว่าเขาไม่พอใจธเนศมากแค่ไหน และโกรธยงยศที่ว่าเขาโลกสวยเกินไป ชาติชายมองลูกชายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

          “พ่อเห็นด้วยกับธเนศ” ชาติชายบอก

          “เห็นด้วยที่ว่าประชาชนเป็นเบี้ยน่ะเหรอครับ” ชนะพลบอกอย่างหัวเสีย

          “แกนนำก็เปรียบเหมือนขุน ถ้าโดนรุกฆาต ก็ถือว่าจบเกม” ชาติชายอธิบาย

          “แต่...นี่มันไม่เหมือนกับหมากรุกนะครับ”

          “พ่อไม่มีเวลามานั่งอธิบายให้แกฟังทั้งวันหรอกนะ” ชาติชายพูดน้ำเสียงเบื่อหน่าย “พ่อมีเรื่องต้องคุยกับยงยศ แกจะออกไปปราศรัยหรือจะไปไหนก็ไปเถอะไป” แล้วชาติชายก็เดินเลี่ยงเข้าห้องประชุมไป ชนะพลพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนที่จะเดินออกไปพบปะประชาชนด้านนอกเพื่อความสบายใจ

          และแล้ววันชุมนุมใหญ่ก็มาถึงกลุ่มตรช. เคลื่อนขบวนจากจุดนัดพบ แบ่งขบวนออกเป็นห้าสายเพื่อไปเจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล ชนะพลจำใจนั่งรถประจำขบวนที่สี่ร่วมกับยงยศ เขายังไม่ให้อภัยที่ยงยศว่ากล่าวเขาวันนั้น แต่อย่างไรก็ตามเพื่อมวลชนของเขา ชนะพลจึงต้องพักความขุ่นเคืองส่วนตัว กล่าวคำปราศรัยร่วมกับยงยศบนรถแกนนำที่มีเครื่องขยายเสียงพร้อมเปิดเพลงปลุกใจคลอไปด้วย

          ประชาชนมากมายเหลือที่จะคาดคะเนได้ว่ากี่หมื่นคนล้อมหน้าล้อมหลังรถของแกนนำไปตลอดทาง ต่างแสดงสัญลักษณ์ความเป็นหนึ่งด้วยการสวมเสื้อสีเหมือนกัน ยงยศกล่าวปลุกใจไปเรื่อยๆ ในขณะที่ชนะพลก็ให้กำลังใจและเสริมคำพูดของยงยศเป็นอย่างดี

          อีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล หัวใจของชนะพละกำลังพองโตด้วยความรู้สึกฮึกเหิมและมีพลัง นี่แหละคือพลังของประชาชน ต่อต้านรัฐบาลทรราชย์

          บึ้มส์!!!!!!!!

          เสียงระเบิดดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว รถแกนนำหยุดชะงัก ประชาชนกรีดร้องด้วยเสียงตกใจแตกตื่น หลายคนหมอบลงกับพื้น ชนะพลตกใจเป็นอย่างมากเมื่อเขามองเห็นกลุ่มควันลอยคุ้ง เขาโยนไมโครโฟนทิ้งแล้วถลาโดดลงจากรถ เพื่อจะวิ่งไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่มืออันแข็งแกร่งของยงยศก็ดึงรั้งเขาไว้ทัน เห็นได้ชัดว่ายงยศเองก็โดดลงจากรถเพื่อมาคว้าตัวเขาไว้ก่อนที่เขาจะวิ่งเข้าไป

                “อย่าไป!” ยงยศสั่งเสียงเข้ม ชนะพลพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของยงยศแต่ไม่เป็นผล เขาหันไปตะโกนใส่ยงยศด้วยความโมโห

          “ปล่อยผมมมมมม”

          บึ้มส์!!!!!!!

          ระเบิดลูกที่สองดังขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้อยู่ไม่ไกลจากลูกแรก และถ้าชนะพลวิ่งเข้าไปดูแล้วล่ะก็คงจะไม่พ้นโดนระเบิดอย่างแน่นอน ชนะพลตกตะลึงพูดไม่ออก เขาหยุดดิ้น มองเห็นร่างประชาชนที่ล้มกองอยู่กับพื้นแน่นิ่งในฝุ่นควัน ก่อนจะหันกลับไปมองยงยศ ซึ่งนิ่งเงียบและไม่มีทีท่าใดๆ ทั้งสิ้น

                หลังจากเหตุการณ์นั้น มีผู้เสียชีวิตทันทีสามคน และบาดเจ็บอีกสามสิบสองคน เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนแถวหน้าทิ้งห่างระยะจากตัวขบวนจึงทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายไม่เยอะเท่าที่ควรจะเป็น แต่นั่นก็ทำให้เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไม่ใช่น้อยในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังขบวนทุกขบวนมาจนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล แกนนำถกกันอย่างเคร่งเครียด นักข่าวบันทึกภาพเหตุการณ์นี้ไว้เพราะรู้ว่าเป็นวินาทีทองที่จะนำไปทำเป็นภาพข่าวได้ หลังจากแกนนำได้พูดคุยกัน ก็พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว

          “ในวันนี้พี่น้องเรา...ต้องสูญเสียชีวิต เราตั้งใจจะชุมนุมอย่างสงบ แต่หากรัฐบาลหยิบยื่นความไม่สงบให้เรา เราจะขอชุมนุมยื้อเยื้อเพื่อขับไล่รัฐบาลที่ได้สูญเสียความชอบธรรมไปแล้ว เราจะไม่ยอมแพ้ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมเคารพความต้องการของประชาชน” ชาติชายกล่าวกับสื่อด้วยท่าทีแข็งกร้าว

          ชนะพลโดนดึงตัวจากสื่อหลายสำนักเพื่อจะสัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ชนะพลเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกเสียใจและรู้สึกโทษตัวเองที่ช่วยประชาชนไม่ได้ ยงยศเองก็ให้สัมภาษณ์ร่วมกับเขา แต่ยงยศไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนชนะพล เขากล่าวสั้นๆว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สูญเสียทั้งหมด

          หลังจากให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ เรียบร้อย ชาติชาย พร้อมทั้งแกนนำทุกคนต่างขึ้นบนเวทีและกล่าวคำไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตที่เพิ่มจากสามคนเป็นห้าคน ชนะพลได้เห็นน้ำตาของพ่อ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเองก็เศร้าจับใจเหลือเกิน ประชาชนเหล่านั้นไม่สมควรตาย หากเป็นไปได้ แกนนำอย่างเขาจะขอตายแทนเอง

          บรรยากาศการปราศรัยหน้าทำเนียบเต็มไปด้วยความเศร้าโศกระคนโกรธแค้น ทุกคนฝากความแค้นไว้กับรัฐบาลทั้งหลาย แกนนำให้คำสัญญากับประชาชนว่าจะสู้ไปพร้อมๆ กัน เพื่อไล่รัฐบาลชั่วออกไป ชนะพลเห็นประชาชนมองแกนนำด้วยความเลื่อมใสอย่างสุขใจ

          หลังจากแกนนำใหญ่ปราศรัยจนครบทุกคนแล้ว ก็กลับเข้ามาประชุมกันในห้องประชุมที่บอดี้การ์ดได้จัดไว้ให้ใหม่  ชนะพลเห็นรอยยิ้มจากแกนนำทุกคนซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ไม่ปรากฏอยู่บนเวทีเมื่อครู่

          “เข้าทางเราแล้วล่ะทีนี้” ทรงพลเปิดประเด็นด้วยความบันเทิงใจ “รัฐบาลหมดความชอบธรรม คะแนนสงสารกำลังจะเทมาทางเรา” ชนะพลขมวดคิ้วมองบรรยากาศที่รื่นเริงผิดกับบนเวทีด้วยความไม่ชอบใจ

          “งานนี้ถ้าไม่ได้ยงยศล่ะก็คงไม่ดีเท่านี้หรอก” ชาติชายบอก ชนะพลหันไปมองยงยศที่ค้อมศีรษะรับอย่างสบายอารมณ์

          “ตอนนี้ฝ่ายเรากำลังเป็นต่อ รัฐบาลเป็นรอง ผมว่าไม่พ้นเดือนนี้ยังไงก็ชนะแน่” ยงยศกล่าว “ถ้าฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมล่ะก็ ระเบิดอีกสักสองสามลูกก็น่าจะพอให้หลายฝ่ายกดดันรัฐบาลอยู่แล้ว” ชนะพลเข้าใจแล้วว่ายงยศหมายถึงอะไร ระเบิดในวันนี้ไม่ใช่ฝีมือรัฐบาล แต่เป็นพวกเขา พวกแกนนำกันเอง

          “คุณทำได้ยังไง” ชนะพลโพล่งขึ้นมาอย่างเหลืออด “ทำกับประชาชนพวกนั้นได้ยังไง”

          “ใจเย็นๆ ชนะ” ชาติชายปรามลูกชายที่กำลังเดือดพล่านราวกับน้ำร้อน

          “พ่อเองก็เหมือนกัน ทำไมทำแบบนี้”

          “การชุมนุมมันก็ต้องมีเสียสละกันบ้าง” ธเนศตอบแทนชาติชาย

          “แล้วทำไมไม่เป็นคุณที่เสียสละ” ชนะพลหันไปถามธเนศ “ทำไมไม่เป็นพวกเรา ผมหมายถึง เราเป็นแกนนำนะ”

          “ก็เพราะพวกเราเป็นแกนนำยังไงล่ะ!” ยงยศพูดตวาดใส่หน้าชนะพล “แกนนำก็เหมือนกับตัวขุน ต่อให้เบี้ยตายทั้งกระดาน แต่ถ้าขุนยังอยู่ก็ยังเล่นเกมต่อได้” ชนะพลหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว

          “ผมพูดจริงๆนะคุณชาติ ถ้าคุณไม่ห้ามปรามลูกชายคุณบ้างเรื่องการควบคุมอารมณ์ และก็ความเข้าใจเรื่องเกมการเมืองล่ะก็ ผมคงต้องขอให้เอาเขาออกไปให้พ้นๆการประชุมของเรา” ยงยศหันไปกล่าวประโยคทั้งหมดกับชาติชายโดยตรง ชาติชายมีสีหน้าโกรธจัด แล้วไล่ให้ชนะพลออกไปสงบสติอารมณ์นอกห้องประชุม

          เมื่อทุกคนประชุมเสร็จชาติชายก็ลากตัวชนะพลที่รออยู่ข้างนอกห้องไปคุย ปรามเรื่องการใช้อารมณ์ รวมทั้งอธิบายเรื่องที่ยงยศทำลงไปเพื่อให้ชนะพลเข้าใจ โดยที่ชนะพลทำเป็นเข้าใจเพื่อจะไม่โต้เถียงใดๆ กับพ่ออีก เพียงแต่เขาคิด ต่อไปนี้เขาจะไม่ยอมให้ประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์ของเขาเป็นอะไรไปอีก เว้นเสียแต่เขาจะมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้มีอันเป็นไปไปด้วย

                แกนนำอย่างเขาจะอยู่ร่วมหัวจมท้ายกับประชาชน ชนะพลกล่าวกับตัวเองในใจ

          พวกแกนนำทั้งหลายส่วนใหญ่จะนอนในห้องหลังเวที รวมถึงชาติชายและชนะพลด้วย แรกๆ ก็ไม่มีใครรู้สึกลำบาก เพราะอาหารการกินอยู่ดีกินดี แม้ชนะพลจะรู้สึกกระดากบ้างที่ตัวเองได้กินของดีๆ จำพวกหูฉลาม เป็ดปักกิ่งจากโรงแรมที่แกนนำคนอื่นๆ เป็นคนสั่งมา ในขณะที่ประชาชนด้านนอกได้กินแกงพะโล้ หรือบางวันก็แค่กุนเชียงทอดธรรมดา แต่ความรู้สึกกระดากเหล่านั้นก็ค่อยๆ ลดน้อยลงตามกาลเวลา

รัฐบาลไม่มีทีท่าว่าจะยอมอ่อนข้อให้พวกเขาโดยง่าย ผ่านมาหนึ่งเดือนกว่าแล้วที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล  ข่าวคราวการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มตรช. เริ่มซบเซาลง แม้จะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ระเบิด หรือคนในที่ชุมนุมถูกยิง กลับไม่ได้สร้างกระแสบวกให้กับพวกเขาอีกต่อไป กลับมองว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ ประชาชนก็เริ่มลดน้อยลง เพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกับตนเอง

          “งบที่ได้มาก็เริ่มจะหมดแล้วนะครับ” สุรชัยผู้เป็นคนดูแลเรื่องการเงินของตรช.รายงานกับชาติชาย “ถ้าภายในเดือนนี้ไม่จบ ผมว่าเดือนหน้าจะลำบากแล้วนะ”

          “มันต้องจบภายในเดือนนี้แน่นอน” ชาติชายกัดฟันตอบ

          “อาหารค่ำวันนี้เป็นไก่ทอดจากร้านชื่อดังนะครับ” สุรชัยกล่าวต่อ

          “แค่ไก่ทอดเองหรอ” ธเนศบ่น “วันก่อนยังมีตั้งเยอะ”

          “เราต้องประหยัดงบ” ยงยศบอกกับธเนศ “เราใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายมากเกินไป คนก็น้อยลงทุกที รัฐบาลก็ไม่มีทีท่าอะไรเลย แม้แต่สถานการณ์รายวันก็ไม่ช่วยอะไร”

          “ผมว่าสถานการณ์รายวันของคุณเป็นการไล่คนไม่ให้มาชุมนุมกันเสียมากกว่า” ทรงพลว่า

          “แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่ใช้วิธีนี้แล้วจะให้ใช้วิธีไหน” ยงยศสวน

          “พอทีเถอะ” ชาติชายห้ามปราม “ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังรออะไรสักอย่าง” ทุกคนเงียบ ชนะพลซึ่งไม่มีปากมีเสียงอะไรมานานแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่มีการระเบิดเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน ก็เสนอความคิดเห็นของเขาขึ้นมาว่า

          “ผมว่ารัฐบาลกำลังรอให้คนของเราน้อยพอที่จะเข้ามาสลายการชุมนุม” ชนะพลบอกเรียบๆ แกนนำทุกคนมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ

          “ทำไม่ได้หรอก ถ้าทำล่ะก็รัฐบาลก็จะ...”

          “ไม่มีความชอบธรรม” ชนะพลต่อคำพูดให้ “คุณจะพูดแบบนี้หรือเปล่า คุณธเนศ” ธเนศพยักหน้า

          “ผมจะบอกให้นะฝ่ายรัฐบาลก็จะอ้างความชอบธรรมมาปราบปรามเราเหมือนกัน พวกเราทำให้การชุมนุมของพวกเราขาดความชอบธรรม”

          “พูดเป็นเล่น” ยงยศพูดสั้นๆ

          “ผมไม่ได้พูดเล่น...”ชนะพลว่าแล้วหันไปจ้องตายงยศโดยตรง “นี่ไงเกมหมากรุกของคุณ คุณทำลายเบี้ยไปเสียจนหมด ทีนี้ก็เหลือแต่เฉพาะขุน แล้วคุณจะทำยังไง ในเมื่อหมากของฝ่ายรัฐบาลยังเหลืออยู่เต็มกระดาน”

          “รุกฆาต” ชนะพลกล่าวเบาๆ เขาไม่รู้ว่าแกนนำคนอื่นๆ ได้ยินเขาหรือไม่ เพราะตอนนี้มีเสียงที่ดังกว่ากลบเสียงพูดของพวกเขาจนหมดสิ้น

          เสียงปืนดังรัวๆ มาแต่ไกล

          แกนนำหลายคนลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากห้อง ชนะพลเองถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้ รัฐบาลส่งกองกำลังเข้ามาสลายการชุมนุมแล้ว แต่เขาไม่อาจขยับไปไหนได้ อาจเป็นเพราะความตื่นตระหนก เพราะชนะพลไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ผิดกับชาติชายที่ลุกขึ้นอย่างรู้งาน เขาออกแรงดึงชนะพลให้วิ่งออกไปจากห้อง ก่อนจะออกไปพบกับบอดี้การ์ด ที่ยืนรออารักขาความปลอดภัย

“ไปที่รถ” ชาติชายสั่งเสียงเฉียบ ชนะพลมองไปรอบๆไม่รู้ทิศทาง มีประชาชนราวๆพันคนที่อยู่ร่วมชุมนุมกับแกนนำในคืนนี้ เสียงประชาชนที่อยู่ภายนอกกรีดร้อง ชนะพลอยากจะวิ่งไป วิ่งไปตามต้นเสียงที่ร้องระงมด้วยความเจ็บปวด แต่เขาไม่เข้าใจตัวเอง เขาวิ่งตามพ่อของเขาไปเรื่อยๆ ขณะที่แกนนำคนอื่นๆ หายไปกันหมด อาจจะเป็นเพราะการตระเตรียมทางหนีทีไล่นั้นแตกต่างกัน ชาติชายสั่งให้คนนำรถตู้มาจอดไว้ข้างทำเนียบสำหรับพาหนียามเกิดเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ชนะพลยังได้ยินเสียงปืนดังอยู่ พ่อของเขาส่งกุญแจรถให้บอดี้การ์ด พวกเขาวิ่งถึงรถตู้แล้ว ชาติชายกระโดดขึ้นไปนั่งบนรถตู้อย่างรวดเร็ว ส่วนชนะพลลังเลเขาหันหลังกลับไปมองที่ชุมนุมที่มีทั้งเสียงปืนและเสียงกรีดร้อง

“ขึ้นมาเร็วๆ เข้า” ชาติชายตะโกน

“เราเป็นแกนนำนะ” ชนะพลพึมพำอย่างแผ่วเบา เหมือนจะพูดย้ำกับตัวเอง “เราเป็นแกนนำ”

“ขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้!” ชาติชายสั่งเด็ดขาด ชนะพลกระโดดขึ้นรถไปนั่งข้างๆพ่อ ก่อนที่เขาจะกระแทกประตูปิดเสียงดัง ปั้ง! แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกไปสู่ท้องถนนที่ร้างผู้คน ทิ้งซากประชาชนไว้เพียงเบื้องหลัง

 

  

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ สายธารแห่งราตรี จากทั้งหมด 10 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น