Demon story : บันทึกของจอมมารแห่งปราสาทลำดับที่ 11

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 589 Views

  • 17 Comments

  • 29 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    4

    Overall
    589

ตอนที่ 6 : บทที่ 5 : การต่อสู้ยามค่ำคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 65
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 ม.ค. 62

บทที่ 5

 




ยิ่งดึกมากขึ้นเท่าไหร่ อากาศยิ่งเย็นมากขึ้นเท่านั้น

 




อากาศในป่าต้องห้ามมักเป็นเช่นนี้เสมอ เยือกเย็น ปกคลุมไปด้วยหมอกและความลึกลับ

และเป็นที่รู้กันดีในแถบนี้ว่าหากอยากจะหลีกเลี่ยงอันตรายจงอย่าสัญจรในตอนกลางคืน

 




ข้ามองเปลวไฟสีส้มในยามดึกที่เริ่มจะมอดลงในขณะนั่งอยู่กลางร่างขดตัวของไอริสที่อยู่ในร่างเต็มขนาด อาจฟังดูแล้วประหลาด แต่ข้าแค่ไม่อยากนอนโดยให้เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นและเต็มไปด้วยเศษดินก็เพียงเท่านั้น

 



ที่จริงข้าก็คิดถึงปราสาทของข้า ถ้าในขณะนี้ข้าคงนอนอยู่บนเตียง ในห้องที่สุดแสนจะกว้างขวาง มีเปลวเทียนตั้งไว้อย่างสวยงามและวิจิตร สมกับตำแหน่งจอมมารแม้เป็นจอมมารที่ไม่มีใครรู้จักก็ตามที



แต่อย่างน้อยๆความไร้ชื่อเสียงของข้าก็ไม่นำพาผู้กล้ามาแวะทักทายกลางปราสาทในยามดึก เดือดร้อนต้องมาแต่งองค์ทรงเครื่องนั่งเก๊กท่าเอามือเท้าคางวางบนบัลลังก์แบบฉบับจอมมารพิมพ์นิยมชอบทำกัน ปากเอ่ยประโยค มาจนได้นะผู้กล้า แบบที่พูดกันจนแทบจะท่องตามกันมา ว่าตามตรงแทนที่ต้องมารับมือพวกเสียมารยาทบุกรุกบ้านคนอื่นไม่ดูเวลา สู้ไปนอนเสียยังจะดีกว่า

 



 

ขณะเดียวกันที่เจ้าเด็กเอเดนนั่นก็หลับขดตัวข้างๆกองไฟ หลับปุ๋ยตามประสาเด็ก พอมาดูเด็กนี่ชัดๆอีกที อายุของมันน่าจะประมาณสิบสองถึงสิบสาม สภาพมอมแมมเสียจนดูไม่ได้ เหมือนเด็กจรจัดเสียมากกว่าลูกชายของหนายพราน ถ้ามันไม่แบกธนูและสัมภาระของมันไว้ด้านหลัง

 


พอนิ่งเงียบเงื้อหูฟัง เสียงต่างๆในป่าก็ดังแว่วเป็นระยะ ที่นี่ยังถือว่าเป็นเขตแดนที่ก้ำกึ่งระหว่างอาณาจักรมนุษย์และปิศาจ หากไม่ระมัดระวังตัวอันตรายก็เกิดขึ้นกับตัวได้โดยไม่ยาก

 

 

 



ยกเว้นในกรณีที่ว่าข้าเองก็เป็นปิศาจอยู่แล้ว ข้าจึงไม่ใส่ใจหรือต้องระวังตัวอะไรมากนัก

ข้าหาวหวอด พร้อมกับปิดตาลงนอนพลางบังคับให้รู้สึกเหมือนยังอยู่ในปราสาทที่คุ้นเคย

 


ปล่อยให้ตัวเองเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสบายอารมณ์

 

 

 

 

 




เสียงฝีเท้าปลุกข้าให้ตื่นขึ้นมากลางดึก

 

 


ข้ากระพริบตาเนื่องจากยังไม่ชินกับความมืด กองไฟได้ดับลงไปแล้ว เหลือเพียงแต่เถ้าถ่าน นางมังกรเองก็หลับสบายดี มีเพียงแต่ร่างหนึ่งที่หายไป

 

 


เจ้าเด็กเอเดนนั่น

 

 


ข้าเหลือบมองตำแหน่งที่เจ้านั่นหลับ สลับกับมองสัมภาระของเจ้านั่นที่ทิ้งไว้ ธนูกับอาวุธจำพวกมีดดาบของมันยังทิ้งไว้ที่นี่ครบ แต่เจ้าตัวกลับหายหัวไปเสียเฉยๆ

 



 

มองไปเบื้องหน้าเห็นรอยเท้าจางๆเดินเข้าป่าไป ข้าเห็นแล้วนึกบ่นอุบในใจ

ยังเด็กแต่รนหาที่ตายเองชัดๆ เดินไปไหนในป่าเองตามลำพังแต่ไม่เอาอาวุธไปด้วย

 



 

ข้ามองอย่างหงุดหงิด เสียงดังแว่วจากที่ไกลๆนั่นทำให้ข้าขมวดคิ้ว พอรับรู้ได้ว่ามันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นี่เอง น้ำเสียงนั้นหวานพอให้เดาได้ว่าผู้พูดเป็นอิสตรี อาจทำให้ผู้ฟังถูกสะกดจนต้องคล้อยตาม แต่แน่นอนว่าคงใช้ไม่ได้กับพวกปิศาจระดับสูงเช่นข้า

 

 



“เอเดน กลับมาหาแม่เสียสิ”

 

 



ประโยคนั้นเอื้อนเอ่ยถ้อยคำชวนให้ตกอยู่ในมนต์สะกด พร้อมกันกับเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินไกลออกไป จากรูปประโยคเดาได้เลยว่าเจ้าเด็กนี่โดนเล่ห์ของบางอย่างในป่าหลอกให้หลงกลเข้าให้แล้ว เจ้านั่นคงโดนอ่านความคิดพร้อมกับตอบเรียกเสียงจากป่าต้องห้ามกลางดึกจนเดินตามไปแล้วเป็นแน่แท้



 

ข้าขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด นึกกับตัวเองสักพัก

 

 

 






แล้วมันยังไงล่ะ ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้าที่ต้องไปดูเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อย….

ข้าก้มตัว หันหลังพลางหลับต่อ

 




 

สามนาทีผ่านไป ข้าลุกขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

“ไอ้เจ้าเด็กโง่นั่น

 



ว่าแล้วข้าก็คว้าเอาบางอย่างติดมือกับข้าไปด้วย พร้อมกับเดินไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว

 


 

 

 



ต้นเสียงมาหยุดอยู่ที่หน้าต้นไม้ใหญ่ ซึ่งจากการคาดการณ์ของข้านั้นดูเหมือนจะไม่ผิดนัก

 



เจ้าเด็กงี่เง่านั่นยืนอยู่หน้าต้นไม้ด้วยสายตาเหม่อลอย ถ้าสังเกตให้ดีแล้วหน้าต้นไม้นั่นปรากฏร่างของหญิงสาวซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายกับเถาวัลย์มามัดรวมกัน ผมของนางประกอบด้วยรากไม้ ผิวของนางเป็นสีเขียวสีเดียวกันกับบรรดาไม้ป่าที่ขึ้นงอกงามแถบนี้ ใบหน้านางชวนให้พิศและลุ่มหลง ตราบเท่าที่ไม่เผยเขี้ยวที่แสยะพร้อมจะกินมนุษย์หนึ่งคนทั้งเป็นนั่นบ่งบอกได้เลยว่าเป็นเผ่าพันธุ์ห่างๆกับข้า

 



นางไม้หรือพรายไม้ ผู้ล่อลวงผู้คนมายังต้นไม้เพื่อสูบพลังชีวิต

 

 



ดูเหมือนทั้งคู่ยังไม่รู้ตัวว่าข้าได้ตามมาโดยสังเกตอยู่ห่างๆ เด็กนั่นก็เหมือนจะหลงเดินมาตามเสียง ดูตาลอยๆคล้ายกับตกอยู่ในห้วงฝัน ส่วนนางไม้ก็เอ่ยล่อลวงให้ไปใกล้ต้นไม้ใหญ่นั่นเรื่อยๆ เถาวัลย์เริ่มเกาะตามร่างของเจ้าเด็กนั่นจนแทบจะกลืนมิดเลยทีเดียว

 



เดาได้ว่าถ้าข้าไม่มาเห็น รุ่งสางเจ้านี่คงเหลือแค่กระดูกนอนเฝ้ารากไม้อย่างแน่นอน

 



 

ข้าหรี่ตา เอาจริงๆข้าจะไม่ช่วยก็ได้ เพียงแค่เดินหันหลังกลับ แล้วเข้านอนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ข้าอยากลองพิสูจน์ดู ว่ามันจะเอาตัวรอดในสถานการณ์นี้ได้ยังไง อย่างน้อยๆก็ควรให้โอกาศมันสักหน่อย


 



 

อาวุธของเจ้านั่นถูกข้าเขวี้ยงไปโดนหัวเจ้าของๆมันเสียดิบดี มันสะดุ้งขึ้นมาได้สติพร้อมกับหันซ้ายหันขวามองอย่างงงๆ ก่อนที่จะร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นเถาวัลย์เริ่มจะพันร่างของมันเข้าไปยังรากไม้

 



เจ้าเด็กนั่นก็ยังจะแหกปากโวยวายได้อีก น่าหนวกหูเสียจริง

 



ดูท่านางไม้เองก็เริ่มเห็นท่าไม่ดีที่เหยื่อของมันตื่นขึ้นมาจากการถูกสะกดกลางคัน นางเข้ามาคว้าร่างเจ้าเด็กเอเดนหมายจะเอาชีวิตให้ได้ ยิ่งทำให้เจ้าเด็กนั่นส่งเสียงหนวกหูมากขึ้นไปกว่าเดิม

 


คงไม่รอดแล้วกระมัง ข้านึกอยู่ในใจ

 



พลันสายตามันเหลือบไปเห็นสิ่งที่ข้าเขวี้ยงไปโดนมัน มีดสั้นที่มันพกติดตัวตลอด เจ้าเด็กเอเดนเริ่มได้สติรีบคว้ามีดของตัวเองออกมาจากฝักก่อนจะปักไปที่ร่างนางไม้อย่างรวดเร็ว นางไม้กรีดร้องลั่นก่อนที่จะส่งเถาวัลย์พันร่างเจ้านั่นให้หนากว่าเดิม

 



เจ้าเด็กเอเดนทำเอาข้าแปลกใจอยู่ไม่น้อย ตรงที่มันตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วทั้งๆที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงโหยหวนไม่เป็นภาษาอยู่ มันรีบตัดเถาวัลย์ที่พันอยู่กับร่างของมันอย่างรวดเร็วก่อนที่จะหลบระลอกการโจมตีซ้ำ ก่อนเจ้าเด็กนั่นจะกลิ้งหลุนๆมาทางข้า

 



ข้าเพียงแสยะยิ้มให้มันเมื่อเห็นว่ามันทำหน้าแปลกใจก่อนเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น พอจะอ่านออกจากสายตาของมันได้ว่ามันไม่พอใจที่ข้าไม่ช่วยให้เร็วกว่านี้

 




“ข้าเคยบอกแล้วนะว่าเกิดอะไรขึ้นมาก็ดูแลตัวเอง อย่าทำตัวเป็นภาระ

 

ข้าเอ่ย ยึดมั่นในคำพูดที่ตัวเองกล่าวออกไปเสมอ เจ้าเด็กนั่นชะงักไปก่อนที่จะไปหลบด้านหลังเมื่อเห็นว่านางไม้ที่บาดเจ็บไล่ตามมา เจ้าเด็กนี่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มากนัก ขณะที่ข้าเผชิญหน้ากับนางตรงๆอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ

 



 

ทันทีที่ข้าสบตากับนาง แววตาข้าพลันเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีเพลิงอันเป็นสัญญาณเตือนว่าอย่าได้ก้าวล้ำมามากกว่านี้เป็นอันขาด เถาวัลย์ของนางที่จะมาโจมตีพลันชะงัก ก่อนนางจะสัมผัสได้ถึงพลังที่แตกต่างกันจนรู้ว่านางไม่มีทางต่อกรได้ ข้ามองอย่างท้าทายให้นางเอื้อมมาเพื่อที่จะได้มอดไหม้เป็นจุณ นางเพียงมองอย่างหวาดๆก่อนที่จะถอยหลังแล้ววิ่งหนีไปด้วยความกลัว

 


พร้อมกับต้นไม้ปิศาจตรงหน้าก็หายไปด้วย เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น




มีแต่เจ้าเด็กโง่ที่อยู่ข้างหลังข้าที่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่าสิ่งลึกลับตรงหน้าถอยห่างไปเพราะอะไร เจ้านั่นได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งลงอย่างหมดแรงพร้อมกับเอ่ยพร่ำกับตัวเอง

 

“โอย เกือบตาย”

 

ความเงียบสงบในยามค่ำคืนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ข้าหันกลับ ก่อนเดินกลับไปยังที่พัก พร้อมกับเจ้าเด็กเอเดนที่วิ่งตามมา เหมือนเจ้านั่นยังบ่นกระปอดแปดว่าข้ายืนอยู่เฉยๆตรงนั้นเสียเนิ่นนาน จนมันเกือบโดนต้นไม้กินคนกินเข้าไป

 



ข้าหาวหวอดๆอย่างนึกรำคาญคิดในใจว่ารู้งี้คงไม่ช่วยมันเสียตั้งแต่ต้นก็คงดี



-------------------------------------------------------------------------------------------------------

Talk


คนเขียนขอพิมพ์หน่อย ในที่สุดก็อัพเนื้อเรื่องได้ถึง 5 ตอนติดกันแล้ว XD


ก็ขอบคุณสำหรับการเข้ามาอ่านและคอมเม้นของทุกคนค่ะ นี่ตอบเม้นดีเลย์ไปมาก แบบโผล่แว้บมาเอานิยายลงแล้วก็แว้บไปมา พอได้เห็นยอดวิวกับเฟฟแล้วชื่นใจ๋ นึกว่าจะร้างซะแล้ว เพราะนี่ทิ้งเด็กดีไปนานจนไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเสพแฟนตาซีแนวไหนกัน อันนี้ออกแนวอยากลงแล้วก็ลงเลย แต่ก็วางพล็อตและแต่งต่อไปเรื่อยๆแล้วนะ


สำหรับช่วงต้นๆของเรื่องนี้อาจจะไม่เปิดเผยเนื้อเรื่องอะไรมากนักค่ะ เบาๆไปก่อน พวกรายละเอียดไม่ได้ทิ้ง แต่จะค่อยๆทยอยโผล่มาในแต่ละตอนแบบเล็กๆน้อยๆ ยัดหมดตอนต้นกลัวคนถอยหนี เอาเป็นเรื่อยๆมาเรียงๆดีกว่าเนอะ 


พูดถึงเนื้อเรื่องคือไม่มีนางเอกนะคะ เน้นชีวิตวันๆของจอมมารก็บ่นไปงั้น ยุชาวบ้านตีกัน ลงไปตีกับชาวบ้านบ้างเป็นบางที แนวเรื่องคือหาสาระมิได้ 555 


เรื่องเวลาอัพนี่อาจค่อนข้างตามเวลาคนเขียน ถ้าว่างอัพก็จะเจอกันสักน่าจะสองทุ่ม แต่ช่วงนี้พอมีเวลาว่างเลยอาจจะอัพถี่หน่อย (แอบอยากถามว่ามีใครตามอ่านทันทุกวันไหมนี่555)


ก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันเน้อ


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #12 ??? (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:16

    เป็นห่วงเด็กอ่ะดิ ????

    #12
    0