Demon story : บันทึกของจอมมารแห่งปราสาทลำดับที่ 11

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 572 Views

  • 17 Comments

  • 29 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    140

    Overall
    572

ตอนที่ 13 : บทที่ 12 : ผู้ปรากฎกายจากความมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    20 ม.ค. 62

บทที่ 12

 




หลังจากได้ของที่ต้องการมาครบ กับแวะดูกิจวัตรประจำวันพวกมนุษย์เสียจนพอใจแล้ว พวกเราจึงเริ่มออกเดินทางกันต่อ ไปยังเมืองหลวงแคว้นลาเซีย

 



เป็นที่น่าเสียดายนิดหน่อยที่การเดินทางที่สะดวกที่สุดมีให้เลือกเพียงแค่สองแบบ คือการเช่าเกวียนม้าไปกับขบวนพ่อค้า และการโดยสารโดยการล่องเรือ

 



แน่นอนว่าข้าเลือกแบบแรกโดยไม่ต้องคิด

 




ข้าหาวหวอดๆ เกวียนม้าที่ข้า เจ้าเด็กเอเดน และไอริสอยู่นั้นเป็นเกวียนพ่อค้าที่เต็มไปด้วยสัมภาระที่ซื้อมา แต่การเดินทางในครานี้ไม่ได้มีแต่พวกเราตามลำพัง พวกผู้คนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงต่างก็เดินทางโดยใช้วิธีนี้เพื่อความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เองขบวนเกวียนม้าจึงต่อกันยาวเรียงรายเป็นสายมุ่งหน้าสู่เมืองอย่างช้าๆ เหมือนกับขบวนพ่อค้าขายของที่เดินทางอย่างไม่รีบร้อนอะไรนัก

 




เท่าที่นับดูพวกที่เดินทางมาด้วยน่าจะมีประมาณสิบคนได้ ปกติทุกคนก็ใช้เวลาอยู่ในเกวียนขบวนของตัวเอง จนกว่าหัวขบวนจะหยุดพักนั่นแหละ ถึงจะพอได้เห็นคนออกมายืดเส้นยืดสาย แวะทักทายกันตามประสามนุษย์

 


การเดินทางวันแรกผ่านไปได้ด้วยดี และไม่มีอะไรมากนัก และเป็นไปอย่างล่าช้าเอื่อยเฉื่อย

 



แน่นอนว่าข้าใช้เวลางีบตลอดการเดินทางแทบทั้งหมด ส่วนไอ้เจ้าเด็กเอเดนนั่นก็ใช้เวลาหยุดพักไปทำความรู้จักกับชาวบ้านเขาไปทั่ว ป่านนี้คงรู้ญาติกับสกุลเหล่ากอคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยแล้วมั้ง บางครั้งลับสายตาพวกมนุษย์ก็เห็นมันไปหัดดาบเงียบๆลำพังกับไอริส เหมือนนางมังกรเองก็เบื่อกับการเดินทางอัดอุดอู้เช่นกัน

 


สำหรับไอริสแล้ว ดูเป็นการเดินทางที่ทุลักทุเลไปนิดหนึ่ง แต่นางเหมือนเลือกจะอยู่กับเจ้าเด็กเอเดนมากกว่าข้า คงเหมือนสตรีที่ชอบอยู่กับเด็กๆมากกว่าผู้ใหญ่กระมัง

 




เส้นทางระหว่างเมืองหน้าด่านกับเมืองหลวงไม่มีอะไรมาก นอกจากพื้นที่เวิ้งว้างขนาดใหญ่ และหมู่บ้านประปรายคล้ายๆกับเมืองที่เดินทางผ่านมา ส่วนใหญ่ถ้าไม่เป็นทุ่งกว้างสุดสายตาก็จะเป็นไร่ของชาวนา สลับกับเมืองเล็กๆ ที่ดูเงียบสงบ แต่เกวียนม้าก็ผ่านเมืองแต่ละเมืองไปอย่างเชื่องช้าโดยไม่หยุดแวะแต่ประการใด

 


ทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นและไม่มีปัญหา ตราบใดที่นอนอยู่ในเกวียนที่มีหลังคาคุ้มไว้อยู่โดยไม่ต้องทนเดินเท้าตากแดด ข้าก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก

 


ม้าของขบวนเดินทางค่อยๆพาพวกเราเดินทางข้ามมาได้นิดหน่อย และนี่ก็เป็นตอนเย็นของวันที่สอง ภาพเบื้องหน้าเผยให้เห็นทะเลสาบกว้างสุดลูกหูลูกตา เบื้องหน้าคือเมืองที่ก่อกำแพงด้วยปราสาทขาวงดงาม พระราชวังเวสเทิร์นที่ตั้งอยู่กลางเมืองหลวงแคว้นลาเซีย แลเห็นอยู่ไกลลิบๆ

 


เจ้าเด็กเอเดนมองตามแล้วมัวแต่อุทานว่าโอ้โห ส่วนข้ามองตามไปอย่างเนือยๆ ไอ้กำแพงขาวๆนั่นเห็นกี่ทีก็น่าลักลอบแอบปีนขึ้นไปทุกที พับผ่าสิ

 



วัดจากระยะที่ต้องเดินทางแล้วกว่าจะถึงน่าจะมืดค่ำพอดี ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มลับสายตาไปแล้ว ท้องฟ้าก็มืดมิดจนชวนให้ร้อนใจว่าควรรีบเร่งมากกว่านี้เสียหน่อย ส่วนขบวนก็เดินลากเคลื่อนกันเหมือนกับว่าถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

 



ข้ากำจี้รูปนกในมือแน่น ส่วนเจ้าเด็กเอเดนที่นั่งอยู่ข้างๆนั่นมองอย่างสงสัยว่าข้ากำลังทำอะไร ข้าเอ่ยเวทย์ไม่กี่คำ จี้รูปนกโลหะก็กลายเป็นวิหคเพลิงซึ่งโบยบินอยู่กลางอากาศ

 

“บอกเจ้านั่นว่าข้ามาถึงแล้ว มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย แล้วก็บอกมันว่าไม่ต้องหลบเพราะรอบนี้ข้าไม่ได้มาลักพาตัวใคร”

 


ข้าเอ่ยคำสั่งกับวิหคเพลิง ก่อนที่มันจะโบยบินไปทางปราสาทขาวซึ่งอยู่ไกลลับตา เอาเถอะนี่ถือว่าเป็นคำเทียบเชิญที่สุภาพที่สุดเท่าที่ข้าจะหาได้แล้ว

 


น่าจะดีกว่าการปีนปราสาทไปดักตีหัวเอาตรงๆเมื่อสามสิบปีก่อน

 



เจ้าเด็กเอเดนมองข้าอย่างสงสัย

 

“เหมือนได้ยินว่าท่านลักพาตัวใครเลย”

ข้าเหลือบมองมันอย่างติดจะรำคาญนิดๆ เอ่ยตัดบทมัน

 


“หูไวจริงนะ”

“เอ๋ ท่านทำจริงๆอ่ะ”

 

ไอ้เจ้าเด็กนั่นจ้องข้านิ่ง ส่วนข้าหันไปทางอื่นเป็นเชิงตัดบทสนทนากับมัน

 

 


พลันก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ข้าหันไปมองตามทิศที่ข้ารู้สึก

 

 

ในความมืดนั้น ข้ารู้สึกว่าบางอย่างกำลังเคลื่อนที่จากที่ไกลๆ ในคราแรกข้าคิดว่ามันเป็นหมาป่าซึ่งมีเยอะเป็นปกติในแถบนี้ แต่ว่ามันวิ่งมาเร็วเกินไป ดวงตาสีแดงที่มันจ้องมองมาเหมือนจะบ่งบอกว่าไม่ใช่ เห็นได้โดยเฉพาะเป้าหมายของพวกมันคือเกวียนเดินทางที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆอยู่นี่

 


“ก้มลง”

 


ข้าเอ่ยตะโกนเสียงดังเมื่อเสียงคำรามเฉียดผ่านหลังคาของเกวียนไป ลากเอาโครงของเกวียนพังไปเป็นแถบ พวกม้าต่างพากันเตลิด ส่วนพวกมนุษย์ที่ร่วมเดินทางในเกวียนขบวนข้างๆก็ร้องตกใจอย่างเสียขวัญ

 



“เอเดนกับไอริส พาเจ้าพวกมนุษย์ที่อยู่รอบๆนี่วิ่งเข้าไปในเมืองหลวงซะ”

 

ข้าเอ่ยสั่ง เจ้าเด็กนั่นทำหน้ามึนงง ส่วนนางมังกรรับรู้อันตรายได้จึงรีบลากเจ้าเด็กบื้อนั่นให้ไปกับนางได้อย่างรวดเร็ว

 




เบื้องหน้า สตรีผิวขาวซีดราวกับศพนางหนึ่งกำลังแย้มพราย ภายใต้ผ้าคลุมสีหม่น ผมสีทองซีดของนางโผล่มาเหนือเสื้อคลุมเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าซีดของนางทอดยาวราวกับวิญญาณไร้ชีวิต การแต่งกายของนางราวกับเคยเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ผู้หนึ่ง เนื่องจากชายผ้าของนางนั้นประกอบด้วยดิ้นทอง แต่มันลุ่ยและถูกฉีกขาดไปตามสภาพกาลเวลา นางมองโดยรอบพร้อมๆกับหมาป่าลูกสมุนที่รายล้อมนาง

 


นางปรากฏตัวเบื้องหน้าราวกับภูตผี สิ่งที่บ่งบอกว่านางไม่ใช่มนุษย์คือไอดำๆที่มาจากร่างที่เหมือนสิ้นชีวิตไปแล้วนั่น พวกหมาป่าก็เช่นกัน

 


นางยิ้ม พร้อมๆกับความรู้สึกที่น่าหวาดหวั่นเข้าควบคุมจิตใจ

 



“สายัณฑ์สวัสดิ์ ท่านเซเนธ เอเดียร์”

“เจ้าเป็นใคร”

 

ข้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยถาม มองสตรีตรงหน้าผู้เอ่ยนามข้าราวกับรู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่นางยังคงยิ้มราวกับจะกุมความลับ นิ้วของนางทาบริมฝีปากเป็นสัญญาณว่าควรเงียบเอาไว้ นางเอ่ยกลับมาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจอะไรนักละเลยถึงคำที่ข้าเอ่ยถามประโยคนั้น

 

 

“ข้าโดนสั่งให้จับตามองดูท่านนานแล้ว”

“จับตาดูงั้นเหรอ งั้นที่ข้ารู้สึกแปลกๆตลอดที่ออกมาจากปราสาทนั่นก็ฝีมือเจ้าสินะ” ข้าเอ่ย

“ถูกต้องแล้ว”

 

นางยิ้ม พลางเอ่ยประโยคถัดไป

 

“และวันนี้ข้ามาแสดงตนเพื่อทักทายเล็กน้อย ท่านคงไม่ว่ากระไรหรอกนะ”

 

สิ้นคำ พวกหมาป่าต่างวิ่งกรูกันเข้ามาโจมตีอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันที่ข้าหลบได้อย่างรวดเร็ว แต่พวกมันกระโจนไปทางด้านหลัง โดยมีเป้าหมายอยู่ที่มนุษย์ที่กำลังวิ่งหนีกันอย่างอลหม่านอยู่ ข้ามองตาม สตรีตรงหน้ายิ้มราวกับว่านั่นเป็นแผนการที่นางได้วางไว้แล้ว

 


“นี่เจ้า!

“เอาล่ะ เหลือแค่พวกเราสองคนแล้ว ทีนี้เราจะได้คุยกันอย่างสบายใจเสียที”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น