ข้าเป็นตัวประกอบที่ไม่ได้อยู่อย่างสงบ

ตอนที่ 2 : ช่วยจางจื่อรั่วด้วยเถิด(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,641
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,074 ครั้ง
    31 ม.ค. 63

ณ ตำหนักเซี่ยจี้

 

บรรดาขุนนาง ฮูหยินและคุณหนูต่างมากันครบแล้ว เหล่าเชื้อพระวงศ์ก็ทยอยกันมาประทับบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งตน ผ่านไปไม่นานวรกายสูงใหญ่น่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้น ผู้คนต่างถวายความเคารพด้วยการคุกเข่า แล้วกล่าวอย่างพร้อมเพียงกัน

 

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

 

“ขอให้ทุกคนทำตัวตามสบาย” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ก่อนหันไปกระซิบกงกง

 

กงกงค้อมกายลงอย่างนอบน้อม ก่อนถอยหลังออกไป เขาปรบมือสามครั้งเป็นการส่งสัญญาณ เพียงครู่หนึ่งนางกำนัลก็ทยอยยกสุราอาหารเข้ามา การแสดงระบำรำฟ้อนเริ่มขึ้น และหยุดลงหลังจากการแสดงชุดที่สาม

 

“จี้อ๋อง งานเลี้ยงในคืนนี้เจ้าชอบหรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามอย่างใส่พระทัย และอ๋องจี้ก็ตอบรับสั้นๆ ว่า

 

“พะย่ะค่ะ”

 

ในขณะที่ผู้คนต่างสนใจในสุราและอาหารเลิศรส หลีหมิ่นก็พยายามเงี่ยหูฟังว่าฮ่องเต้พูดอะไรกับอ๋องจี้บ้าง

 

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของเจ้า ในใจเจ้าปรารถนาสิ่งใดหรือไม่”

 

เมื่อได้ยินคำตรัสนี้ ในสายตาเหล่าขุนนางต่างมองว่าฮ่องเต้มีน้ำพระทัยกว้างขวางดุจมหาสมุทรเช่นเดิม

 

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” อ๋องจี้กวาดตาไปมองบรรดาคุณหนู ก่อนสบพระเนตรของฮ่องเต้ “กระหม่อมอยากขอให้พระองค์พระราชทานสมรสให้กระหม่อมพะย่ะค่ะ”

 

ฮ่องเต้เลิกพระขนงขึ้น “เจ้าต้องตาคุณหนูสกุลใดอย่างนั้นรึ”

 

“กระหม่อมต้องตาคุณหนูสกุลจาง บุตรีแม่ทัพจางพะย่ะค่ะ”

 

สิ้นเสียงอ๋องจี้ ภายในตำหนักก็ตกอยู่ในความเงียบ หลีหมิ่นสังเกตเห็นว่าครู่หนึ่งนัยน์ตาของฮ่องเต้ไหววูบ ในนิยายแม้ใจของฮ่องเต้ไม่ยินยอม แต่หากปฏิเสธก็อาจจะเป็นที่ครหาของเหล่าขุนนางในราชสำนักได้ หลีหมิ่นหลุบตามองจางจื่อรั่ว เห็นมือของจางจื่อรั่วบีบกันแน่น จึงก้มลงไปกระซิบปลอบ

 

“คุณหนูไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ หลีหมิ่นเชื่อว่าจะต้องมีคนช่วยคุณหนูเจ้าค่ะ” หลีหมิ่นรู้ดีว่าคำปลอบโยนไม่ได้ทำให้จางจื่อรั่วคลายความกังวลลง แต่ในนิยาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็มีคนช่วยจางจื่อรั่วไว้จริงๆ ซึ่งคนผู้นั้นก็คืออัครเสนาบดีของจวนสกุลใดสกุลหนึ่ง

 

ขณะที่หลีหมิ่นกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงอ๋องจี้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ฝ่าบาท ว่าอย่างไรพะย่ะค่ะ”

 

หลีหมิ่นลอบกวาดตามองเหล่าขุนนาง เห็นเพียงเหล่าขุนนางก้มหน้าก้มตา ไม่มีผู้ใดมีทีท่าว่าจะออกมาช่วยพูด เพื่อให้จางจื่อรั่วรอดพ้นจากสมรสพระราชทานเลยสักคน

 

“คุณหนูจาง” สุรเสียงของฮ่องเต้ราบเรียบแต่ก็แฝงไปด้วยอำนาจ

 

จางจื่อรั่วจำต้องลุกขึ้นแล้วก้าวออกไป “หม่อมฉันจางจื่อรั่ว ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” กล่าวจบ ก็ย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย

 

หลีหมิ่นภาวนาในใจ ใครก็ได้พระโพธิสัตว์ โปรดส่งคนมาช่วยจางจื่อรั่วด้วยเถิด...

 

หนึ่ง...

 

สอง...

 

สาม...

 

ฟุบ!

 

โป๊ก!

 

ผู้ที่คุกเข่าลงแล้วโขกศีรษะอยู่ตอนนี้ก็คือหลีหมิ่น “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันขอกล่าวในฐานะคนของจวนสกุลจางเพคะ หากพระองค์จะทรงพระราชทานสมรส รอให้ท่านแม่ทัพกลับมาก่อนได้หรือไม่เพคะ” กล่าวจบ หลีหมิ่นก็อยากจะตบปากตนเอง นี่นางกำลังรนหาที่ตายอยู่ใช่หรือไม่

 

ในขณะที่หลีหมิ่นกำลังจะจินตนากาลถึงยมโลก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับบ่าวน้อยนางนี้พะย่ะค่ะ ตระกูลจางกรำศึกเพื่อบ้านเมืองมาตลอด หากบุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพจางจะแต่งงาน ก็ควรจะให้แม่ทัพจางตัดสินใจพะย่ะค่ะ”

 

“กระหม่อมเห็นด้วยพะย่ะค่ะ”

 

“กระหม่อมก็เช่นกันพะย่ะค่ะ”

 

“กระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะ”

 

เมื่อมีหลายเสียงคัดค้านฮ่องเต้ก็รู้สึกโล่งพระทัย พระองค์ตรัสถามอ๋องจี้ว่า “ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเลือกหญิงงามให้เจ้าเองดีหรือไม่”

 

พอเรื่องเป็นเช่นนี้ อ๋องจี้ก็ยากที่จะปฏิเสธ “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

 

หลังจากนั้นฮ่องเต้ก็เลือกคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย บุตรีราชครูเซี่ยไฉ่ฝู แม้เซี่ยไฉ่ฝูมีตำแหน่งสูงในวังหลวง แต่อำนาจกลับเทียบแม่ทัพจางไม่ได้เลย

 

 

 

งานเลี้ยงรับรองอ๋องจี้ผ่านไปได้ไม่นาน ข่าวแม่ทัพจางถูกข้าศึกจับไปเป็นตัวประกันก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง

 

“คุณหนู แย่แล้วเจ้าค่ะ” ชิวยวี่ที่เพิ่งกลับมาจากร้านตัดเสื้อ วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาจางจื่อรั่วจนดูเสียกิริยา

 

“เกิดอะไรขึ้น” จางจื่อรั่วขมวดคิ้วถาม สีหน้าของนางดูไม่พอใจที่บ่าวรับใช้ข้างกายทำกิริยาเช่นนี้ แม้จางจื่อรั่วจะเกิดในตระกูลแม่ทัพ ตอนเด็กๆ ชอบขี่ม้าและฝึกดาบกับพี่ชาย แต่พอโตขึ้น จางจื่อรั่วก็อยู่ในกฎเกณฑ์ของสตรีที่มีมาแต่โบราณ

 

“มีข่าวว่าท่านแม่ทัพถูกข้าศึกจับไปเป็นตัวประกันเจ้าค่ะ”

 

จางจื่อรั่วพยายามตั้งสติ ก่อนบอกบ่าวรับใช้เพื่อเป็นการปลอบใจตนเองไปด้วย “อาจเป็นเพียงข่าวลือ”

 

“ไม่ใช่ข่าวลือเจ้าค่ะ ตอนนี้ชิงหวินอ๋องก็ประทับอยู่ที่จวนอ๋องเจ้าค่ะ”

 

อ๋องชิงหวินคือพระอนุชาลำดับที่เจ็ดของฮ่องเต้ไท่หมิง หย่งหยาชิงหวินคือหนึ่งในผู้บัญชาการทหาร เขามีตำแหน่งเท่าเทียมกับแม่ทัพจาง และถึงแม้ว่าหย่งหยาชิงหวินไม่มักใหญ่ใฝ่สูงเฉกเช่นพี่น้องคนอื่น แต่อำนาจทางทหารทำให้เขาเป็นหนึ่งในคนที่ฮ่องเต้หวาดระแวง และเมื่อเป็นเช่นนี้ หย่งหยาชิงหวินจึงเนรเทศตนเองไปอยู่ชายแดน ไม่ย่างกรายมาเมืองฉางซื่ออีก

 

สองมือของจางจื่อรั่วบีบกันแน่น “ชิงหวินอ๋องกลับเมืองหลวงแสดงว่าเป็นเรื่องจริง ข้าจะไปเข้าเฝ้าท่านอ๋อง” กล่าวจบ จางจื่อรั่วก็เรียกหลีหมิ่น “หลีหมิ่น”

 

“เจ้าคะคุณหนู”

 

“ไปจวนอ๋องกับข้า”

 

“หา...” หลีหมิ่นครางเสียงยาว พลางมองจางจื่อรั่วเป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงเป็นนาง เพราะโดยปกติ ไม่ว่าจะทำอะไรจางจื่อรั่วก็เรียกใช้แต่ชิวยวี่ แล้วหลีหมิ่นก็ได้รับคำตอบว่า

 

“เพราะเจ้าเป็นคนที่ควบคุมสติได้ดี”

 

หลังจากจางจื่อรั่วเอ่ยคำนี้ ชิวยวี่ถึงเพิ่งรู้ว่าตนขาดสติ และรีบร้อนจนเผลอเสียกิริยา “บ่าวขออภัยคุณหนูเจ้าค่ะ”

 

เฮ้อ...หลีหมิ่นลอบถอนใจ ข้าขอเป็นตัวประกอบที่อยู่อย่างสงบเท่านั้น...

 

หลีหมิ่นเผลอยกมือขึ้นลูบหน้าผาก คิดถึงงานเลี้ยงรับรองในคืนนั้น หากคืนนั้นนางไม่ปกป้องจางจื่อรั่ว แล้วจะมีใครออกหน้าปกป้องจางจื่อรั่วหรือไม่

 

 

 

ณ จวนอ๋องชิงหวิน

 

พ่อบ้านพาจางจื่อรั่วและหลีหมิ่นมายังเรือนรับรอง เขาบอกให้พวกนางรออยู่ที่นี่ เพราะตอนนี้อ๋องชิงหวินไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวังหลวง แต่อีกไม่นานก็จะกลับจวน หลังจากนั้นพ่อบ้านก็จากไป

 

หลีหมิ่นพอจะรู้จักนิสัยอ๋องชิงหวินอยู่บ้าง โดยปกติอ๋องชิงหวินไม่ชอบให้สตรีมาวุ่นวาย หากไม่เพราะจางจื่อรั่วเป็นบุตรีของแม่ทัพจาง พวกนางคงไม่ได้มานั่งรออยู่ที่นี่ และที่อ๋องชิงหวินมาเมืองหลวงในครั้งนี้ เพราะสืบรู้มาว่ามีข้าศึกแฝงกายอยู่ในเมืองหลวง ซึ่งพอดีกับช่วงที่แม่ทัพจางถูกจับไปเป็นตัวประกัน นี่ก็ใกล้ถึงเวลาที่องค์ชายรองจะก่อกบฏแล้ว พอคิดมาถึงตรงนี้ หลีหมิ่นก็อยากรู้ว่าหากนางได้กระทำการบางอย่าง เนื้อเรื่องจะดำเนินต่อไปเช่นเดิมหรือไม่ และความอยากรู้ก็ทำให้หลีหมิ่นนึกถึงของสิ่งหนึ่งขึ้นมา

 

“คุณหนูเจ้าคะ หลีหมิ่นขอตัวไปทำธุระก่อนนะเจ้าค่ะ” หลีหมิ่นกล่าวพลางยกมือขึ้นกุมท้อง

 

“รอพ่อบ้านก่อนดีหรือไม่”

 

“ไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ”

 

“แล้วเจ้ารู้ทางหรือ”

 

“ไม่รู้เจ้าค่ะ”

 

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปด้วย”

 

“อย่าเลยเจ้าค่ะ หากพ่อบ้านกลับมาแล้วไม่พบคุณหนู อาจจะเกิดเรื่องขึ้นก็ได้นะเจ้าคะ”

 

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปเถิด”

 

“เจ้าค่ะ”

 

หลีหมิ่นหมุนกายเดินออกไปจากเรือนรับรอง และตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามทางเล็กๆ สายหนึ่งที่ไร้ผู้คน สองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้สูงที่นางไม่รู้ว่าคือดอกอะไร แต่ดอกของมันมีขนาดใหญ่และมีสีสันสดใส ทั้งยังมีกลิ่นหอมหวานอย่างน่าประหลาด เมื่อเดินไปไม่นาน ในที่สุดก็พบกับเรือนไม้หลังหนึ่ง ซึ่งเร้นกายอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ หลีหมิ่นเร่งฝีเท้าไปยังเรือนไม้หลังนั้น ก่อนผลักประตูแล้วรีบผลุบหายเข้าไปทันที

 

ภายในเรือนคล้ายห้องเก็บของเก่า มีทั้งเตียงเก่า โต๊ะเก่า ชุดถ้วยชาเก่า เครื่องเคลือบเก่า ม้วนหนังสือถูกสอดไว้ตามชั้น และภาพวาดเก่าๆ ที่ดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไรเพราะสีซีดจางแขวนอยู่

 

หลีหมิ่นยื่นมือไปหยิบม้วนหนังสือขึ้นมาม้วนหนึ่ง พอคลี่ออกก็ปรากฏภาพแผนที่ของแคว้นๆ หนึ่ง จากในนิยาย แผนที่นี้คือแผนที่ของแคว้นซีเปียน หลีหมิ่นม้วนแผนที่ก่อนยัดเข้าไปในอกเสื้อ หลังจากนั้นก็หมุนกายเดินออกไป แล้วก็ได้พบกับร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง

 

บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสีดำผู้นี้ดูหล่อเหลา เขามีผมดำยาวดุจหมึก มันถูกเกี้ยวสีนิลรัดไว้สูง ดวงตาทั้งสองข้างใต้คิ้วที่กำลังมองนางดูสงบนิ่งและลึกล้ำเป็นที่สุด ริมฝีปากบางใต้จมูกโด่งตรงกำลังเม้มสนิท พาให้ใบหน้าของเขาดูเฉยชาจนน่ากลัว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.074K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

216 ความคิดเห็น

  1. #185 1988yongsi (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2563 / 20:01
    ไหนความสงบหลี่หมิ่น
    #185
    0
  2. #150 orn2515 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 / 11:21
    หลี่หมี่หาเรื่องใส่ตัว
    #150
    0
  3. #131 Matissa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:55
    เพราะเปลี่ยนชุดรึป่าว ถึงได้ไม่มีคนออกมาช่วย?
    #131
    0
  4. #6 Ma-i (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มกราคม 2563 / 01:43
    ไหนว่าจะอยู่อย่างสงบ ไปขโมยอะไรของเขาล่ะเนี่ย ยุ่งละ
    #6
    0