ล้ น ใ จ รั ก ชุดรักคือเธอ (บุษบา + คาวี)

ตอนที่ 36 : ตีเหล็กมันต้องตีตอนร้อน กะเทาะหัวใจสาวต้องทำตอนตั้งตัวไม่ติด [3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    27 ม.ค. 64

ช่วยกันล้างจานเสร็จแล้ว คาวีชวนหญิงสาวไปนั่งเล่นที่เฉลียงข้างตัวบ้าน บุษบาไม่ปฏิเสธ หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้สำหรับนอนดูดาวซึ่งวางเคียงกันสองตัว ชายหนุ่มนอนหงายประสานมือไว้ใต้ท้ายทอย มองดาวบนฟากฟ้า แม้ไม่มีบทสนทนา สาวดอกไม้ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด เธอกลับโล่งอกโล่งใจและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

“เดี๋ยวฉันมานะคะ เมื่อตอนเย็นต้มน้ำกระเจี๊ยบไว้ จะเอามาให้คุณลองชิมดู” หญิงสาวบอก หลังจากนั่งดูดาวได้พักใหญ่

ร่างบอบบางหายเข้าไปในบ้าน คาวีที่ทำเป็นนอนดูดาวสบายๆ ยกมือลูบอกป้อยๆพร้อมเป่าลมออกจากปาก

‘ไอ้หัวใจทรยศ! สั่งแล้วไม่ยอมฟัง แค่นอนดูดาวใกล้ๆ สาว ใจจะเต้นแรงไปไหน ขืนเธอได้ยินเสียงเต้นของแก มีหวังอายตายห่าเลย’

บุษบากลับมาพร้อมถาดในมือที่ไม่ได้มีแต่แก้วน้ำกระเจี๊ยบ ยังมีเค้กขนาดหนึ่งปอนด์พร้อมเทียนตัวเลขปักอยู่ด้วย

“สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังค่ะ” หญิงสาววางถาดไว้บนโต๊ะด้านข้าง ยกเค้กที่วางอยู่บนถาดเล็กๆ อีกใบส่งให้เขา

คาวีมองเค้กตรงหน้าด้วยแววตาประหลาดใจ มันเป็นเค้กสีขาว หน้าเค้กเป็นรูปโคหูยาวสีแดง ซึ่งถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นจากัวร์ รอบๆ มีผลไม้อย่างสตรอว์เบอร์รีผ่าครึ่งและกีวีประดับประดา ด้านล่างมีตัวหนังสือสุขสันต์วันเกิด ต่อท้ายด้วย…ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง อ่านตัวหนังสือบนหน้าเค้กซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายที

สุขสันต์วันเกิด

…พี่ถึก…

“ไม่เห็นมีเพลงอวยพรวันเกิดเลย” ชายหนุ่มท้วง

“ขอมากไปละ อธิษฐานแล้วเป่าเทียนได้แล้วค่ะ” คนถือเค้กบอก แสงจากเทียนต้องใบหน้างามที่ซับสีเลือด ชายหนุ่มไม่อิดออด กุมมือแล้วหลับตาอธิษฐานก่อนจะลืมตาขึ้นจ้องมองเธอ

“ปีหน้าคุณต้องร้องเพลงให้ผมนะ” พูดจบเขาก็เป่าเทียน ลมจากปากต้องใบหน้าหญิงสาว พาให้ความร้อนที่จับอยู่ทวีขึ้นอีกเท่าตัว จากที่ร้อนแต่หน้าบัดนี้บุษบาร้อนไปทั้งตัวและหัวใจ

“ขอบคุณครับ” คนพูดไม่ค่อยเพราะกล่าวขอบคุณ รับเค้กมา แล้วใช้ช้อนตักแบบไม่ใช้มีดพลาสติกตัดแบ่งอย่างที่ควรทำ เขาตั้งใจจะกินสองคนอยู่แล้ว ดังนั้นมีดไม่เกี่ยว…

“เอ้าอ้ำ…” ชายหนุ่มยื่นช้อนที่มีเค้กจ่อริมฝีปากสาว

“เอ่อ…” บุษบาอึกอัก ไม่คิดว่าจะเขาป้อน

“อ้าม…” เสียงห้าวดังลากยาวจนอีกคนอดไม่ไหว อ้าปากรับเค้กคำแรก จากนั้นเธอก็เกือบระเหยกลายเป็นไอไปในอากาศ เมื่อเขาใช้ช้อนคันเดียวกันนั้นตักเค้กเข้าปากตัวเองบ้าง

แบบนี้เขาเรียก ‘จูบ’ ทางอ้อมหรือเปล่านะ!

บุษบาเบือนหน้าหนีพยายามเป่าลมออกจากปาก รู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงเกินจุดเดือด ตับไตไส้พุงแทบมอดไหม้ไปหมดแล้ว

“อร่อย” คนไม่พิสมัยของหวานเอ่ยปากชม

“ขอบคุณค่ะ”

“น้ำกระเจี๊ยบเนี่ย แทนไวน์แดงหรือเปล่าเดหลี” ชายหนุ่มถามกลั้วเสียงหัวเราะ พร้อมกับยกขึ้นดื่มทีเดียวครึ่งแก้ว “อร่อยอีกแล้ว” เขาบอกพร้อมขยิบตา

สาวดอกไม้ค้อนน้อยๆ เป็นรางวัล คนบ้ากินอะไรก็อร่อยไปหมด หญิงสาวนึกอยากลองทำอาหารมั่วๆ ให้กิน ดูสิยังจะบอกว่าอร่อยอีกหรือเปล่า

“เล่าเรื่องครอบครัวคุณให้ผมฟังมั่งสิ” คาวีบอกหลังจากจัดการเค้กไปครึ่งหนึ่งแล้ว

บุษบามองคนนอนหงายข้างๆ แล้วค่อยๆ เอนตัวมองท้องฟ้า จะว่าไปเตียงมันชิดกันมากจนแอบเผลอคิดว่านอนเตียงเดียวกัน

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เราก็เหมือนครอบครัวอื่นๆ ที่มีพ่อแม่ลูก จะต่างก็ตรงบางทีมันอุ่นจนร้อน” หญิงสาวยิ้มออกมาใช่ว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเสียเมื่อไร ปัญหาและอุปสรรคหลายอย่างเคยโผล่เข้ามาพิสูจน์ความรักของคนในครอบครัวหลายต่อหลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

นั่นเพราะความรักที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจทุกดวง…

“อุ่นจนร้อนแบบไหน เล่าให้ผมฟังมั่งสิ แม่ผมตายตั้งแต่ผมยังเด็กมาก แถมผมเป็นลูกคนเดียว เลยอยากรู้ว่าครอบครัวที่พร้อมหน้ากันอย่างคุณใช้ชีวิตกันยังไง” คาวีตะแคงข้างมองหญิงสาว

แม้คำพูดเขาจะราบเรียบ แต่ลึกๆ แล้วหญิงสาวรู้ว่าเขาอ้างว้างและขาดความอบอุ่น

“วุ่นวาย” หญิงสาวคลี่ยิ้ม ยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของคนในครอบครัวให้เขาฟัง

“วุ่นวาย” คาวีทวน

“ค่ะ วุ่นวายเพราะมีกันหลายคน ยิ่งคุณป๋ากับน้องรักแม่มากเท่าไร ยิ่งวุ่นวาย” เสียงหวานติดจะขำ “แม่เป็นเหมือนศูนย์รวมของบ้าน ทุกคนต่างอยากอยู่ใกล้แม่ โดยเฉพาะน้องชายคนสุดท้องของฉัน รายนั้นติดแม่มาก…มากจนคุณป๋าต้องส่งให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ”

“เอ่อ พ่อคุณไม่รักน้องเหรอ”

“รักสิคะ คุณป๋ารักลูกทุกคนแหละ เพียงแต่รักแม่มากด้วยไง น้องชายฉันติดแม่แจ จนดึงเวลาที่จะอยู่กันสองต่อสอง เขาไม่ยอมเล่นกับใคร เขาไม่กินอาหารฝีมือใคร เอาง่ายๆ คือไปโรงเรียนเขายังพกข้าวกล่องไปด้วย ได้ยินแบบนี้แล้วคุณคงไม่แปลกใจว่าทำไมคุณป๋าถึงต้องส่งน้องชายฉันไปอยู่โรงเรียนประจำ”

คาวียิ้มแหย…คนแบบนี้ก็มีด้วย ตกลงน้องเธอมันเต็มบาทหรือเปล่า ชายหนุ่มยั้งปากที่เกือบถามว่าน้องชายเธอเป็น ‘เด็กพิเศษ’ หรือเปล่า เห็นว่าเป็นแฝดสามและคนสุดท้องเนี่ยติดแม่ เหมือนคนงี่เง่าปัญญาอ่อน ไม่แน่ว่าตอนอยู่ในท้องอาจได้รับสารอาหารไม่ครบ เลยออกมาเอ๋อกว่าพี่น้อง

เหมือนบุษบาจะเดาความคิดจากสีหน้าเขาออก “มหาเสน่ห์เป็นเด็กปกติค่ะ” แต่ออกจะเกินๆ ในบางเรื่อง “เขาแค่เป็นลูกแหง่…ตอนนี้โตแล้วไม่ติดแม่แล้วค่ะ แต่หันไปติดพี่ๆแทน” หญิงสาวชี้แจงอย่างต้องการให้เครดิตน้องชาย ถึงจะป่วนที่สุดในบ้าน แต่อย่างไรก็เป็นน้อง

“อืม…ฟังคุณเล่าแล้วผมชักอยากเห็นพี่น้องคุณซะแล้วสิ”

ขนอ่อนในกายหญิงสาวลุกชัน ภาพยามคาวีเจอกับน้องๆ ผุดวาบขึ้นมา มันไม่ได้มีภาพอะไรชัดไปกว่าคราบเลือด!

“อย่าเลย…คุณต้องไม่อยากเจอพวกนั้นแน่ๆ” ยิ่งคิดยิ่งหวาดหวั่น ความรู้สึกอยากกลับบ้านจู่โจมเข้ามาอีกระลอกใหญ่

คาวีที่ตั้งใจจะ ‘ขจัด’ ความรู้สึกครึ่งๆ กลางๆ เอื้อมไปกุมมือบางมาแนบอก โดยที่ยังนอนหงาย ดวงตาจับจ้องดาวบนฟ้า ด้านที่เธอนั่งอยู่คือด้านซ้าย มือที่วางบนอกเขาก็วางบนอกซ้าย…

“สักวัน…ผมต้องเจอพวกเขาอยู่ดีละน่า คุณจะกลัวอะไร” ชายหนุ่มบอก

‘สักวัน’ บุษบาขนลุก ความอุ่นซ่านตรงฝ่ามือทำให้หญิงสาวนิ่งเงียบ หรือมันถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองสักที

‘ถ้าผมจะรักใครสักคน ผมรักด้วยหัวใจ’

แล้วเธอล่ะ หากลงว่าจะรักใครสักคน เธอใช้หัวใจหรือว่าสมอง มือน้อยกระชับมือใหญ่แนบแน่น ที่ผ่านมาเธอคงใช้สมองมากไป มากจนกลายเป็นคนคิดมาก คิดไปก่อนล่วงหน้าเก็บเอามากลุ้มใจ

เธอกลัวเขาบาดเจ็บ แล้วหัวใจเธอจะเจ็บด้วย…

“ฉันกลัวจริงๆ นั่นแหละ” หญิงสาวรับเสียงแผ่ว

สองหนุ่มสาวต่างพูดคุยโดยไม่มองหน้ากัน หยิบยื่นหน้าที่ให้ดาวบนท้องฟ้า ให้ทำหน้าที่เป็น ‘กระจกส่องหัวใจ’ คาวีกระชับมือน้อย ใช้นิ้วคลึงหลังมือเบาๆ อย่างปลอบประโลม

“อย่าได้กลัว ผมมัน ‘อึด’ ยิ่งกว่าแมวเก้าชีวิต” บอกกลั้วขำ รู้สึกดีเหลือเกินที่ได้พูดคุยแบบนี้กับบุษบา แม้จะไม่ใช่การพูดจาแบบตรงไปตรงมา แต่อ้อมๆ แบบนี้ก็กันอายได้ดีเหมือนกัน ขืนให้พูดว่า…ผม ‘ชอบ’ คุณนะ เราสองคนมาคบหาดูใจเป็นแฟนกันเถอะ แล้วอีกไม่นานจะให้พ่อไป ‘สู่ขอ’

โอ๊ย…เลี่ยนตายชัก!

“ถึกด้วย…” บุษบาต่อให้อย่างหมั่นไส้หมั่นพุง ผู้ชายอะไรหาความหวานไม่มี…ไม่เหมือนคุณป๋าที่คอยออดอ้อนบอกรักแม่ แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใย ปกป้องดูแลอย่างกับไข่ในหิน

“หลอกด่าผมได้ตลอดเลยนะ” คาวียกมือน้อยที่เกาะกุมไว้มาขบอย่างมันเขี้ยว

“โอ๊ย…” หญิงสาวโอดเกินจริงเพราะต้องการกลบเกลื่อนความอาย

มันไม่เจ็บสักนิด แต่มันซ่าน…ไปถึงหัวใจ

“สม…อยากหลอกด่าผมดีนัก อ๊ะ แล้วไม่ต้องเถียงเลยนะ” คาวีพลิกตัวตะแคงข้างชี้หน้าคนกำลังอ้าปากค้าน “ตั้งแต่มาเนี่ย สบโอกาสเข้าหน่อย คุณหลอกด่าผมตลอดเลย ผมไม่เข้าใจว่าผมเนี่ย มัน ‘ถึก’ ตรงไหน เห็นตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกา ลูกเมียไม่มีอย่างนี้ผมก็มีพ่อนะคุณ จู่ๆ จะมาด่ามาว่าลอยๆ แล้วไม่คิดจะรับผิดชอบไม่ได้นะ”

บุษบาอึ้งกิมกี่ ปรับอารมณ์ไม่ทัน เย็นอยู่ดีๆ บางทีก็ร้อนวาบขึ้น ร้อนอยู่ดีๆ บางทีก็เย็นลงอย่างไม่มีสัญญาณ ไม่เหมือนไฟจราจร หยุด…ระวัง…ไป…ส่วนเขาบทจะร้อนก็พุ่งขึ้นเฉยๆ บทจะเย็นก็ลดฮวบฮาบจนตั้งตัวไม่อยู่

คาวีถอนใจอย่างโล่งอก เกือบลุกขึ้นไปจูบตั้งแต่ได้ยินเจ้าของเสียงหวานสารภาพว่ากลัว…บ้าบอจริงๆ ผู้หญิงคนนี้ ชอบทำให้เขาใจเต้นแรงอยู่เรื่อย

“รับผิดชอบบ้าบออะไร ฉันไม่ได้ทำอะไรคุณสักหน่อย มีแต่คุณแหละที่โกหก” สาวดอกไม้ว่าอย่างแง่งอน

เจ้าของบ้านหนุ่มมองผู้ร้ายปากแข็งขโมยหัวใจเขาไปแล้วยังกล้าพูดเต็มปากเต็มคำว่าไม่ได้ทำอะไร…เดี๋ยวเถอะเขาจะขโมยหัวใจเธอบ้าง

“ผมโกหกเพราะขาดแม่บ้านหรอกน่า”

‘โอ้โฮ…ไม่มีใครล้ำลึกเท่าเขาอีกแล้ว’ คาวียกย่องตัวเองในใจ

“อะไรนะ! ที่คุณโกหกว่าเป็นอัมพาตอะไรนั่น เพราะไม่มีแม่บ้านเหรอ” เส้นเลือดตรงขมับหญิงสาวเต้นตุบๆ นี่เขาหลอกเธอมาทำกับข้าวให้กินอย่างนั้นสิ หญิงสาวคิดอย่างโมโหโดยไม่เฉลียวใจเลยว่า ‘แม่บ้าน’ ที่หลุดออกจากปากสีสดนั้นแท้จริงแล้วสื่อถึงอะไร

“ใช่ บ้านผมขาดคนดูแล” คาวีอยากจะบอกว่าบ้านพี่ขาดคนหุงข้าว อยากให้เจ้าเป็นคนช่วยหุง แต่ก็นะ…มันเลี่ยนอะ เลี่ยงๆ ไปแหละดีแล้ว “ส่วนคุณ…ชอบทำอาหาร แต่ไม่มีความฝันอยากเปิดร้านอาหาร คุณรู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไรคุณถึงคิดแบบนั้น”

ความร้อนที่กำลังแตะเพดานตกฮวบฮาบจนกลายเป็นความเยียบเย็นแกมเหน็บหนาวบุษบาส่ายหน้าช้าๆ สมองโดนแช่แข็งไปเรียบร้อยแล้ว

ดวงตาคมกริบจ้องเข้าไปในตาหญิงสาวราวกำลังสะกดจิต “คุณชอบทำอาหาร แต่ไม่มีความฝันว่าจะเปิดร้านอาหารเพราะ…คุณแค่อยากทำอาหารให้คนที่รักกิน”

“แล้วคุณมาเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ” บุษบาขึ้นเสียงสูง ผู้ชายคนนี้มองเธอทะลุทีเดียวเจอกันไม่นานก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอปรารถนาอะไร

“เกี่ยวสิ” คาวียกมือน้อยขึ้นมาแนบแก้ม “ผมชอบกินอาหารอร่อยที่คุณทำ และยังไม่มีคนทำให้กิน” ปากสีสดทาบกับหลังมือหญิงสาว ความร้อนจากสัมผัสอุ่นละลายน้ำแข็งในร่างกาย

“และอีกอย่างนะ ผมไม่ใช่ผู้ชายเหยาะแหยะนิดหน่อยก็กลัวตาย ผมพร้อมจะสู้นะเดหลีไม่ว่าจะต้องเจออะไรผมก็รับได้ ถ้ามันทำให้ผมได้กินอาหารอร่อยฝีมือคุณไปตลอดชีวิต”

คาวีจ้องเข้าไปในดวงตาแววหวานอย่างต้องการสื่อความหมายลึกซึ้ง สองหนุ่มสาวสบตากันนิ่งนาน

เมื่อหัวใจยอมรับรัก…นั่นคือต้องรักกันให้สุดหัวใจ!

รักแล้วต้องสู้…กับอุปสรรคที่เข้าแถวรอรับบัตรคิว เพื่อดาหน้ากันมาให้หนุ่มสาวพิสูจน์รักแท้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น