ล้ น ใ จ รั ก ชุดรักคือเธอ (บุษบา + คาวี)

ตอนที่ 11 : ... กลัวสิ่งไหน ได้อยู่กับสิ่งนั้น [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 645
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    14 ธ.ค. 63

‘สามี…จ๋า…’ การโต้เถียงเมื่อเช้าเล่นเอาบุษบาถึงกับหลอนตลอดทั้งวัน หญิงสาวขับไล่อาการจิตตกโดยออกไปดูเรือนเพาะชำ มะยมถูกตามตัวมาอำนวยความสะดวกให้ ความจริงเธอพยายามปฏิเสธแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรสมทรงก็ย้ำคำเดิม ‘เพื่อความสงบสุขของฟาร์ม’ คิ้วโก่งเรียวขมวดมุ่น ไม่เข้าใจว่าการที่เธอจะเดินไปดูโน่นนี่ มันจะไปเกี่ยวกับความสงบสุขของฟาร์มตรงไหน

“ช่วงนี้ที่ฟาร์มจะยุ่งๆ ครับ อีกไม่ถึงเดือน สวนกล้วยทางด้านโน้นก็จะได้เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต” มะยมอธิบายขณะพาหญิงสาวเดินชมเรือนเพาะชำ เธอเคยถามเขาว่าทำการเกษตรไปด้วยแบบนี้ ทำไมไม่เรียกว่าไร่ไปเสีย ซึ่งเขาตอบอย่างคนรู้ลึกว่า เมื่อก่อนมากบารมีฟาร์มเลี้ยงแค่โคขุน ไม่ได้ทำการเกษตรหลายอย่างเหมือนทุกวันนี้ อีกทั้งชาวบ้านก็ต่างเรียกฟาร์มมากบารมีกันจนติดปากเสียแล้ว

“ปลูกโน่นปลูกนี่เยอะแยะแบบนี้ คนงานก็ทำงานหนักแย่สิคะ” หญิงสาวอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ เนื่องจากตั้งแต่มาเนี่ย เธอรับรู้ว่าฟาร์มมากบารมีทำการเกษตรอีกทั้งทำฟาร์มปศุสัตว์หลายอย่างเหลือเกิน

“ไม่เหนื่อยหรอกครับ ก็อย่างที่เคยอธิบายให้คุณฟังแต่แรก ทุกคนถูกวางหน้าที่เอาไว้แล้ว อีกอย่างนายเองก็วางแผนจัดการงานในฟาร์มได้อย่างรัดกุม ผลผลิตมันไม่ได้เก็บเกี่ยวพร้อมกัน เลยทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคนงาน” คนตอบยิ้มกว้าง งานที่ฟาร์มแห่งนี้ไม่หนักเลยจริงๆ หากทุกคนต่างช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อีกทั้งเวลาสิ้นปี ที่นี่ก็มีเงินโบนัสที่หากว่าใครได้รู้จำนวนเงินต้องอ้าปากค้างทีเดียว รายได้จากผลผลิตยิบย่อยที่ให้คนงานทำเสริม คาวีกันไว้เป็นเงินโบนัสให้คนงานในไร่ จึงไม่แปลกอะไรที่อายุงานแต่ละคนจะยาวนานถึงสิบปีขึ้น

บุษบารับฟังด้วยอคติ ปากสีชมพูเรื่อเชิดงอน ไม่อยากจะเชื่อว่าคนหน้าตาโหดๆ เถื่อนๆแบบนั้นจะมีจิตใจดีอย่างกับพ่อพระ! ยิ่งวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ต่ำมากๆ ด้วยแล้ว มันทำให้เธอเชื่อยากว่านายถึกนั่นจะเป็นที่รักของคนงาน หญิงสาวเดินทำหูทวนลมดูงานในฟาร์มปล่อยให้มะยมพูดจายกย่องเทิดทูนเจ้านายของเขากับสายลม แสงแดด และโค!

หญิงสาวนั่งรถกอล์ฟแวะมาที่คอกโค เธอยืนมองโคตัวใหญ่ หูยาวมาก โครงสร้างลักษณะของมันดูแข็งแรงมากๆ มันก็จ้องมองมาที่เธอด้วยเช่นกัน เสียงมะยมดังมาจากด้านหลัง

“ตัวนี้ชื่อ ‘จากัวร์’ ครับ คุณเดหลี”

‘แหม…ชื่อโคของนายถึกฟังดูหรูหราพิลึก’ บุษบาคิดในใจ

ต่อมาหญิงสาวก็ได้รู้ว่าเจ้าจากัวร์ตัวนี้เป็นสายพันธุ์ ‘อินดูบราซิล’ ครั้นแล้วเธอต้องทำหน้ามุ่ยอย่างไม่เข้าใจ เวลาที่มะยมกล่าวถึงลักษณะของมัน ไม่ว่าจะเป็นหล่อเหลาหน้าหวานดั้งคม หัวกบาลเต็มโหนกนูน ใบหูยาวใหญ่ครบสูตรตำราโค แถมยังเล่าตบท้ายถึงบรรพบุรุษของเจ้าตัวนี้อีกด้วย แต่อะไรก็ไม่ทำให้หญิงสาวตื่นตาตื่นใจได้เท่า ‘ราคา’ ของมัน

“สิบล้านเหรอคะ!”

“ใช่ครับ จากัวร์เป็นพ่อพันธุ์ ลูกๆ มันก็ล้านต้นๆ กันทั้งนั้น” มะยมชี้ไปยังแม่พันธุ์ซึ่งมีราคาค่างวดงามพอกัน อาจจะไม่เท่าพ่อพันธุ์แต่ก็สูสี

บุษบาห่อปากเป็นรูปตัวโอ โคเลี้ยงประกวดเนี่ยนะราคาเป็นล้านเลย หญิงสาวหันไปยังเจ้าตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มนั่นอีกครั้ง ไม่ได้แพงแต่ชื่อนะเนี่ย! ไหล่บางๆ ไหวเล็กน้อย ถือเสียว่าเป็นความชอบส่วนบุคคลแล้วกัน

 

คาวีกดตัดสายเมื่อลูกน้องคนสนิทโทร. รายงานความเคลื่อนไหวของสาวดอกไม้จบแล้ว ชายหนุ่มกดยิ้มเมื่อมะกอกแอบรายงานว่าดูเธอตกใจมากที่ได้รู้ราคาของจากัวร์ พยุงตัวลุกเดินกะเผลกๆ ไปยังโต๊ะทำงานตรงมุมห้อง ใกล้สิ้นเดือนแบบนี้ มีเอกสารให้เขาตรวจสอบหลายอย่าง แม้จะมีลูกน้องช่วยทำ แต่ชายหนุ่มก็ยังอยากตรวจสอบทุกขั้นตอนด้วยตัวเองอยู่ดี เอกสารกองพะเนินตรงหน้าดึงความสนใจ กระทั่งมีเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ

“ไงไอ้คาว (Cow) ลูกพ่อ!”

คนรับสายทำหน้าเบ้ ทุกครั้งที่ได้ยินผู้ให้กำเนิดเรียกชื่อเขาแบบนี้ เขามักจะขนลุกอยู่เสมอ ก็หูเขามันฟังเพี้ยนเป็น ‘ไอ้ควาย’ ทุกทีสิน่า

“ผมจำได้ว่าพ่อตั้งชื่อผมว่าคาวี” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงจริงจัง

“เออสิ มันแปลว่าโค”

“ก็แล้วพ่อไม่เรียก ‘ไอ้โค’ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเล่า”

คนเป็นลูกฉุนกึกทุกครั้งที่โดนตอกย้ำความหมายชื่อตัวเอง ทำไมน้า…ชื่ออื่นมีหมื่นแสนทำไมพ่อไม่ตั้ง ดันมาตั้งชื่อเขาให้พ้องกับสิ่งที่พ่อชอบ

“ก็อยากจะเรียกอยู่ แต่เกรงใจ” คนปลายสายตอบกลับมาว่าอย่างนั้น

“โหย อย่าได้เกรงใจเลยพ่อ ตามสบาย” ชายหนุ่มว่าประชด บรรณถึงกับหัวเราะลั่นกับคำพูดของลูกชาย

“ไม่เอาอะ อยากพูดภาษาปะกิดกับเขาบ้าง นะลูกคาวนะ…”

“ว่าแต่พ่อโทร. มาทำไม ตอนนี้งานผมยุ่ง” คาวีบอกปัด

“ยุ่งงานจริงหรา” คนเป็นพ่อลากศัพท์วัยรุ่นถาม เล่นเอาคนเป็นลูกเพลียไปถึงตับ “ยุ่งงานหรือยุ่งเรื่องหัวใจ ได้ข่าวว่า…พาสาวมาอยู่ที่บ้านด้วย ไหนจะเจ็บป่วยทุพพลภาพแบบนั้นทำงานได้เหรอวะลูกคาว…”

คาวีถึงกับกลอกตา อย่างนี้แล้วแสดงว่าไม่มะกอกก็มะยมที่เป็นคนโทร. ไปรายงานเสียละเอียดยิบ

“แค่นี้นะพ่อ ผมยุ่ง!” ชายหนุ่มตั้งใจจะกดตัดสาย หากไม่ได้ยินเสียงร้องท้วงไว้ก่อน

“เฮ้ยๆ เดี๋ยวก่อนลูกชาย พ่อพูดยังไม่ทันจบเลย”

คาวีพ่นลมหายใจดังพรืด “อะไรอีกล่ะพ่อ ก็บอกแล้วไงว่ายุ่ง นี่จะสิ้นเดือนแล้ว บัญชงบัญชียังไม่ได้ดูเลย” บ่นหวังจะหันเหความสนใจของผู้เป็นพ่อ

“เออๆ รู้แล้วว่ายุ่งเรื่องหัวใจ” บรรณยังไม่เลิกแหย่ลูกชาย “พ่อก็แค่เป็นห่วงแก ไปพาลูกสาวเขามาแบบนี้ พ่อแม่เขารู้หรือเปล่า เกิดเขาจับได้ว่าแกโกหก ดีไม่ดีโดนเก็บไม่รู้นะโว้ย” คนที่สืบประวัติสาวดอกไม้มาอย่างดี เตือนลูกชายด้วยความเป็นห่วง

“พูดแบบนี้ พ่อสืบประวัติลูกสะใภ้มาแล้วละซี้”

“ชิชะ! พูดมาเต็มปากว่าลูกสะใภ้ เขาตอบตกลงกับแกหรือยังวะ ไอ้ถึก!” บรรณตบท้ายด้วยหัวเราะลั่น

คนถูกเรียกว่าไอ้ถึกถึงกับทำหน้าอิหลักอิเหลื่อ แต่ละชื่อของเขานี่ดีๆ ทั้งนั้น

“ขอเวลาหน่อยน่าพ่อ” คาวียิ้ม คะเนจากฤทธิ์เดชแม่คุณแล้วคงกินเวลานานทีเดียวกว่าจะจีบติด

“ไม่คิดว่าแผนการของแกจะสำเร็จว่ะ ลูกชาย” ผู้เป็นพ่อบอกไปตามตรง ฟังจากที่มะยมเล่าเป็นฉากๆ แบบละเอียดยิบ ต่อให้นึกเข้าข้างลูกตัวเองอย่างไรก็ไม่มีทางที่สาวเจ้าจะยอมตกลงปลงใจ

‘ช่างให้กำลังใจกันดีเหลือเกิ๊น…’ คนเป็นลูกคิด

“ไม่รู้ล่ะ เข้ามาอยู่ในอาณาจักรผมแล้ว อย่าคิดว่าจะเดินออกไปมือเปล่า”

“เฮ้ย! อย่าบอกว่าจะตีหัวลากเข้าห้อง ปลุกปล้ำทำเมียเลยน่ะ” คนปลายสายทำเสียงตกอกตกใจ ซึ่งอีกคนก็รู้เป็นอย่างดีว่าแสร้งทำ

“คิดเผื่อไว้อยู่พ่อ” คาวีพูดยิ้มๆ

“ถึกเถื่อนเหลือเกิ๊น…”

“ผมก็เหมือนพ่อละน่า อย่าคิดว่าไม่รู้เชียวว่าตอนเป็นหนุ่มน่ะลวงแม่เข้าป่า” คาวีได้ทีเลยแซ็ว

“ไอ้ลูกบ้า แค่บังเอิญไปเจอกันตอนออกแคมป์โว้ย ลวงที่ไหนเล่า”

“อ้าว ก็ได้ข่าวว่า ‘กิ้วๆ’ กันในนั้นไม่ใช่เหรอพ่อ” คาวีหัวเราะตบท้าย

“บ้าสิ ลามปามจริงๆ พูดเรื่องของแกต่อเลย อย่ามานอกเรื่อง”

“เรื่องอะไรอีกล่ะพ่อ ตอนนี้ยังไม่มีอะไร” ชายหนุ่มบอกไปตามตรง ว่ากันตรงๆ เขายังไม่ทันได้เริ่มทำอะไรด้วยซ้ำไป

“พูดแบบนี้ อีกหน่อยจะมีใช่ป่าวว้า…” บรรณถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน “แกจะปล้ำลูกสาวชาวบ้านเขาจริงๆ เหรอ”

“พ่อก็…หาคุกหาตะรางให้ลูก ผมไม่ทำหรอกน่า”

“แต่แกบอกคิดเผื่อไว้แล้ว”

“ก็คิดเล่นๆ” แต่ทำจริง…คาวีพูดต่อในใจ

“แล้วถ้าแม่หนูนั่นรู้ว่าแกโกหก แล้วยืนยันจะกลับบ้านล่ะ”

“ก็ให้กลับ”

“ง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ” คนที่เลี้ยงลูกมาคนเดียวตั้งแต่คาวีสองขวบถามอย่างกังขา

คาวียักไหล่ ยิ้มบางบนใบหน้า “ก็ไม่เห็นมันจะยากตรงไหน”

“ก็ไหนแกบอกจะไม่ให้เขากลับไปมือเปล่า”

“แน่นอนสิพ่อ เธอจะเดินออกไปได้…” คาวีหยุดพูดพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “ก็ต่อเมื่อมี‘หัวใจ’ ผมติดมือไปด้วยเท่านั้น” พูดต่อด้วยสีหน้ามุ่งมั่น มีเสียง ‘ฮิ้ววว’ ดังมาตามสาย จากนั้นสองพ่อลูกก็คุยกันต่ออีกสักพัก โดยที่ผู้เป็นพ่อย้ำเตือนว่าไม่ให้ใช้วิธีป่าเถื่อนเด็ดขาด! คาวีรับปากผู้เป็นพ่อ ทว่าวางสายไปแล้วชายหนุ่มก็ยังนั่งยิ้มไม่หยุด

‘บรรณ มากบารมี’ คือผู้บุกเบิกฟาร์มแห่งนี้ และเลี้ยงลูกชายคนเดียวมากับมือ แม่ของคาวีเสียชีวิตด้วยโรคร้ายตั้งแต่คาวีอายุสองขวบ หลังจากเสียภรรยา บรรณก็หันมาทุ่มเทให้ลูกชายและฟาร์ม คาวีโตมากับความเข้มแข็งของผู้เป็นพ่อ บรรณเป็นแบบอย่างในชีวิตของชายหนุ่ม ต่อมาเมื่อเขาโตขึ้น คาวีตอบแทนผู้เป็นพ่อด้วยการสานต่อภาระหน้าที่ซึ่งผู้เป็นพ่อลำบากสร้างมาทั้งชีวิต บรรณในวัยห้าสิบกว่าตอนนี้ได้ออกท่องเที่ยว หลังจากที่ต้องบากบั่นสร้างเนื้อสร้างตัวมาหลายสิบปี

มากบารมีฟาร์มมีกิจการหลายอย่าง นอกจากปลูกพืชเศรษฐกิจเสริมรายได้จากการเลี้ยงโคแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ชายหนุ่มมีแผนจะสร้างรีสอร์ตกึ่งธรรมชาติในพื้นส่วนหนึ่งของฟาร์ม การทำงานมากๆ ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด คาวีมีผู้ช่วยมือดีและซื่อสัตย์ ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างแรก หากไม่ได้คนเหล่านั้นชายหนุ่มคงไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน การปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างพวกมันสำปะหลังไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด แค่มีคนที่เชี่ยวชาญคอยหมั่นดูแลใส่ปุ๋ยถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็ใช้เครื่องจักร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,631 ความคิดเห็น