Midnight Cinderella #ร้านค้าเที่ยงคืน (kaisoo)

ตอนที่ 1 : Midnight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 มิ.ย. 63

 

 

 

เส้นผมสีดำเข้มยุ่งเหยิงเป็นผลงานจากมือที่ขยี้จนไม่เป็นทรง บนแก้มมีรอยคล้ายสีม่วงหรือสีเขียวช้ำรอยหนึ่ง มุมปากที่อยากจะยกยิ้มหรือหัวเราะให้กับชะตาชีวิตก็ยังไม่สามารถทำได้เพราะรอยแผลเล็ก ๆ ที่ยังมีโลหิตสีแดงสดซึมออกมาเล็กน้อยสร้างความเจ็บแสบได้เป็นระยะ ถึงอย่างนั้นรอยช้ำก็ดีรอยแผลก็ช่าง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ลบความดูดีบนใบหน้าส่วนอื่น ๆ ได้

เขาปิดเปลือกตายอมให้มวลอากาศเย็นชื้นหยอกล้อผิวกายอยู่อย่างนั้น เสื้อโค้ทราคาหกหลักไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่หนาวเหน็บอบอุ่นขึ้นมาได้ ริมแม่น้ำในช่วงฤดูหนาวไม่ได้เงียบเหงารอบกายยังมีคู่รักหลายคู่ที่นัดกันออกมาเดทเพราะพยากรณ์อากาศเมื่อไม่กี่วันก่อนออกมาคาดการณ์ว่าหิมะแรกจะมาถึงภายในสัปดาห์นี้

ห่างออกไปจากม้านั่งไม่ไกลนักมีคู่รักหลายคู่เดินจับจูงมือกันให้ความรู้สึกอุ่นซ่านในใจหลายส่วน

เป็นโชคดีของพวกเขาเหล่านั้นที่อย่างน้อย..ช่วงเวลาที่หนาวเหน็บที่สุดอย่างวันนี้ยังมีคนคอยอยู่ข้างกาย ต่างกับเขาที่กำลังเหลือตัวคนเดียว

คิมจงอินฝืนกลืนก้อนขมขื่นก้อนหนึ่งลงในลำคอใบหน้าคล้ายจะร่ำไห้แต่ดวงตาสองข้างกลับปราศจากน้ำตา

ความรู้สึกที่จุกจนพูดไม่ออกจะร้องไห้ก็ยังไม่มีแรงจะทำได้นั้นเป็นเช่นไรเขารู้ซึ้งแล้วในวันนี้

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน เขาลงมือเซ็นยอมรับช่วงต่อบริษัทจากคุณอาแท้ ๆ ที่รับหน้าที่บริหารบริษัทของคุณพ่อของเขาระหว่างที่คิมจงอินยังต้องเรียนต่อปริญญาโท ตลอดชีวิตที่ผ่านมาใครต่อใครต่างอิจฉาในชะตาชีวิตของเขาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย ได้รับการศึกษาในโรงเรียนชื่อดัง มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไม่ได้ไกลเกินเอื้อมแต่อย่างใดหลังจากจบปริญญาตรี การศึกษาต่อขั้นต่อไปด้วยผลการเรียนระดับนี้มหาวิทยาลัยมากมายแทบจะส่งบัตรเชิญให้เข้าไปศึกษา อนาคตที่ดูสดใสจนมองไม่เห็นหนทางจะหมองหม่นแบบนั้นทำให้เขาไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งชีวิตจะได้มาถึงจุดที่ยืนอยู่ในตอนนี้

จนกระทั่งเมื่อไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ผ่านมา…ความจริงแล้ววันนี้ควรเป็นวันแรกที่เขาได้กลับมาทำงานในบริษัทที่คุณพ่อและคุณแม่สร้างขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกอยู่เสมอ

ทันทีที่เขาก้าวขาข้างหนึ่งผ่านประตูบ้านใหญ่ที่บนนั้นมีชื่อของบริษัทแปะเด่นหราอยู่บนนั้น ด้านในตึกกลับมีคนมากมายมาพร้อมกับใบแจ้งชำระหนี้มูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นผลมาจากการบริหารที่เกิดข้อผิดพลาดทั้งมีการฉ้อโกงภายใน สุดท้ายผลเหล่านั้นกลับตกอยู่ในมือคนรับช่วงต่อโดยยังไม่ทราบถึงที่มาที่ไปชัดเจนของปัญหาทั้งยังไม่มีส่วนในความผิดพลาดใหญ่หลวงนั้นแต่กลับต้องเป็นคนที่ต้องกลับมาแบกรับภาระส่วนอดีตผู้บริหารที่ไหวตัวทันต่างยื่นลาออกก่อนหน้านี้ไปหลายเดือน ทั้งอดีตประธานบริหารหรือผู้ที่ศักดิ์เป็นคุณอาแท้ ๆ ของคิมจงอิน คน ๆ นั้นวางแผนลวงให้เขาเซ็นรับทุกอย่างเอาไว้โดยอ้างปณิธานของผู้ก่อตั้งบริษัทหรือคุณพ่อของเขาเป็นเหตุให้คนเป็นหลานอย่างคิมจงอินหลงเชื่อจนหมดหน้าตักยอมเซ็นรับทุกอย่างเอาไว้เอง

หนี้ก้อนใหญ่ขนาดนั้นกับคนที่เพิ่งเรียนจบกลับมาในวัยยี่สิบหกอย่างคิมจงอิน

คล้ายชีวิตพบทางตันสายหนึ่งไม่มีแม้แต่ทางจะให้เดินกลับไปแต่จะเดินต่อหนทางก็ยังมืดมนไม่ว่าจะหลับตานึกคิดอีกสักกี่หนคล้ายกับหนทางสายนั้นกำลังบีบรัดเขาเข้ามาทุกทาง

นั่นยังไม่นับรวมไปถึงหนี้สินนอกระบบอื่นที่ถูกผูกเข้ากับบริษัทอย่างลับ ๆ กลุ่มเจ้าหนี้เหล่านั้นฝากรอยไว้บนใบหน้าของเขาไม่น้อยทั้งตามร่างกายอีกหลายจุดรอยช้ำเริ่มส่งผลความเจ็บปวดเป็นระยะแต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจจะไปโรงพยาบาล

คิมจงอินเงยหน้า..เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนมันออกมาช้า ๆ เปิดเปลือกตามองบรรยากาศรอบกายอีกครั้งความหนาวเหน็บเริ่มรุนแรงมากขึ้นจนต้องกระชับเสื้อคลุมตัวนอก ดวงตาเหม่อมองบนผิวน้ำนิ่ง ๆ ความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าหนึ่งลมหายใจ

 

หากเขากระโดดลงไปในนั้นจริง ๆ เรื่องหนักหนาพวกนั้นจะหายไปพร้อมกับลมหายใจของเขาหรือไม่?

 

นึกคิดภายในใจรอบกายมีเพียงเสียงลมที่หวีดร้องเป็นคำตอบ ท้องฟ้าไร้ดวงดาวดวงจันทร์เข้าไปซ้อนตัวในหมู่เมฆราวกับต้องการหลบหลีกสายตาอ้อนวอนจากคนบนพื้นดิน

 

คิมจงอินส่ายหน้าไปมาก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นและสืบเท้าเดินตรงไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีจุดที่จะสิ้นสุดได้

 

เขาหันหน้ามองซ้ายขวาไปพลาง พยายามสุดความสามารถที่จะละทิ้งเรื่องหนักหนาเหล่านั้นลงชั่วขณะสักเสี้ยววินาทีก็ยังดี

 

สองขาก้าวเดินยังคงมั่นคงอย่างเช่นที่เคยเป็นมาตลอดทว่าร่างกายกลับรู้สึกหมดเรี่ยวแรงจนอยากจะทรุดตัวลงที่ใดสักแห่ง เมื่อหลายชั่วโมงก่อนเขาจอดรถยนต์เอาไว้ค่อนข้างไกลจึงต้องเดินย้อนกลับไปคงใช้เวลาราวชั่วโมงในช่วงเวลาที่อีกไม่ถึงสิบนาทีจะเป็นเวลาเที่ยงคืนทั้งอากาศยังหนาวจับจิตแบบนี้เขาอยากจะไปถึงรถให้เร็วกว่านี้สักหน่อยจึงเลือกใช้ทางลัด เขาเดินหายเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ แม้ไม่คุ้นกับถนนสายนี้นักแต่ก็พอจะมั่นใจได้ว่าจะไม่หลง

เขาเร่งความเร็วในการเดินขึ้นมาเล็กน้อยเพราะอุณหภูมิที่ลดลง มือสองข้างสอดเข้าในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวนอก คิมจงอินก้มหน้าก้มตาตั้งใจเดินให้ถึงถนนสายหลักให้เร็วที่สุด ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างแม้แต่น้อยจนกระทั่งห่างตาเห็นแสงไฟสีเหลืองส้มสายหนึ่งพร้อมกับกลิ่นซุปบางอย่างที่คล้ายว่าเขาจะคุ้นเคยจนอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้า

 

'At the midnight'

 

 

ตัวอักษรภาษาอังกฤษฟอนต์เรียบ ๆ แปะอยู่บนร้านเล็ก ๆ ร้านนั้น มองผ่านกระจกใสปราศจากผู้คนนั้นไม่น่าแปลกใจ เขาไม่คิดว่าในตรอกซอยเล็ก ๆ แบบนี้จะมีร้านอาหารแบบนี้อยู่ด้วย ทั้งที่ร้านไม่มีลูกค้าแต่กลับยังเปิดจนดึกดื่นขนาดนี้

กลิ่นซุปลอยเข้าสู่ประสาทรับรู้อีกครั้งชั่วอึดใจคิมจงอินรู้สึกถึงความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง

 

กลิ่นซุปที่คล้าย ๆ กับที่เขาเคยทานตอนเด็ก ๆ

 

ตอนที่คุณแม่ยังอยู่

 

ก้อนเนื้อในอกเต้นดังโครมคราม ซุปไก่ในแบบที่คุณแม่ชอบทำเครื่องเทศสูตรเฉพาะไม่น่าจะมีใครเลียนแบบได้เหมือนขนาดนี้มาก่อน นึกได้ดังนั้นราวกับว่าไม่สามารถจะควบคุมร่างกายได้อีกแล้ว ปลายเท้าเปลี่ยนทิศทางทว่าทุกย่างก้าวคล้ายไม่มั่นคงอยู่บ้าง เป็นผลมาจากจิตใจที่สับสนว้าวุ่นเกินจะทานทน

มือสีแทนออกแรงผลักเพียงเล็กน้อยบานประตูเหล็กเย็นเฉียบก็เปิดออกจากอากาศด้านนอกที่หนาวเหน็บจนแทบยืนไม่ไหวแต่ภายในร้านเล็ก ๆ ที่ดูจะทรุดโทรมไปบ้างกลับอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ ดวงตาคู่คมมองสำรวจไปรอบ ๆ ร้านนอกจากจะปราศจากลูกค้าผู้ใช้บริการแล้วก็ยังไม่เห็นเงาของเจ้าของร้านแต่อย่างใด

คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันช้า ๆ คล้ายกำลังถกเถียงกับตัวเอง

คิมจงอินส่ายหัวสองสามครั้งพร้อมกับพึมพำต่อว่าตนเองสองสามคำ ก้อนจะตัดสินใจถดกายช้า ๆ หมายจะหันหลังออกจากร้านไป

“ซุปของคุณลูกค้าได้แล้วครับ”

 

คิมจงอินหยุดฝีเท้า

 

“คุณนั่นแหละ นี่ซุปของคุณ ทานก่อนเถอะครับแล้วค่อยไป”

 

คิมจงอินหันกายกลับไปยังต้นเสียงก็พบกับผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่ง บนริมฝีปากอิ่มของฝ่ายตรงข้ามปรากฏร่องรอยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เสื้อเชิ้ตสีขาวดูสะอาดสะอ้านแม้ไม่ได้เข้ากับบรรยากาศของร้านนักแต่ก็ไม่นับว่าขัดตา ผมสีน้ำตาลเข้มที่ไม่ได้ยาวมากนัก ดวงตากลมโตคู่นั้นให้ความรู้สึกน่ามองอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาลืมไปชั่วขณะว่าควรจะไปจากที่แห่งนี้

 

“ผมยังไม่ได้สั่งอะไรเลยนะครับ”

 

เขาคนนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ

 

“คุณไม่ได้สั่ง แต่มีคนสั่งให้คุณเรียบร้อยแล้วล่ะครับ ร้านเราขึ้นชื่อเรื่องความรู้ใจลูกค้าไม่ต้องห่วงเรื่องรสชาติไม่ถูกปาก”

 

ว่าจบก็ผายมือไปที่ซุปชามใหญ่ คิมจงอินมองซุปถ้วยนั้นคล้ายความหนาวเหน็บในใจถูกหลอมละลาย หน้าตาของซุปไก่ที่เหมือนกับฝีมือของมารดาวางอยู่ต่อหน้ากลิ่นหอมที่คุ้นเคยแบบนั้น หลายปีหลังจากมารดาจากไปก็ได้แต่นึกโทษความไม่เอาไหนของตัวเองที่ไม่เคยสนใจเรื่องสูตรอาหารพวกนั้น ชีวิตสุขสบายที่มีคนคอยประเคนทุกอย่างให้จนเมื่อวันหนึ่งไม่มีสิ่งเหล่านั้นแล้วคิมจงอินเพิ่งจะได้รู้ว่าชีวิตนี้สิ่งใดสำคัญ

 

“ทานก่อนเถอะ หลังจากนั้น..อยากจะไปไหนก็ไป ชามนี้ผมไม่คิดเงิน” เขาพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่ยี่หระกับมูลค่าของซุปชามนั้น คิมจงอินมองนิ่ง ๆ อดจะแปลกใจไม่ได้กับการกระทำของคนแปลกหน้าคนนี้ ทั้ง ๆ ที่ร้านดูเก่าทรุดโทรมขนาดนี้แต่กลับไม่คิดค่าอาหาร

 

เขาถอนหายใจเสียงหนึ่งอดจะมองที่ชามซุปอีกสักครั้งไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจทิ้งน้ำหนักลงบนเก้าอี้บาร์ตัวนั้นตรงข้ามกับเขาคนนั้น

 

“ตามสบายครับ”

 

แม้ร้านจะดูทรุดโทรมไปบ้างแต่ถ้วยชามกลับดูมีราคามากทีเดียว เครื่องเซรามิคดูจากลวดลายและเนื้องานคงไม่ใช่ราคาถูกจริง ๆ แม้จะดูขัดตากับบรรยากาศร้านไปบ้างก็ได้แต่เลือกจะมองข้ามจุดนั้น คิมจงอินหยิบช้อนเอาไว้ในมืออย่างมั่นคง ความรู้สึกประหลาดประเภทหนึ่งก่อตัวขึ้นในใจหากคิดให้ดีเรื่องราวดูไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง ความจริงเขาไม่ควรไว้ใจบรรยากาศเหล่านี้คนแปลกประหลาดตรงหน้า ร้านอาหารเก่า ๆ กับซุปที่หน้าตาคล้ายกับซุปของคุณแม่

 

แต่ถึงจะแปลกอย่างไรเขาก็ไม่ลังเลที่จะตักซุปหนึ่งคำส่งเข้าปากช้า ๆ

 

อุณหภูมิของน้ำซุปไม่ร้อนจนเกินไปจัดว่าอุ่นกำลังดีกลิ่นหอมของเครื่องตุ๋นยาจีนเนื้อไก่ละมุนลิ้นบ่งบอกว่าใช้เวลาตุ๋นไปค่อนข้างมากรสชาติหวานกลมกล่อมที่คุ้นเคยซ่านซึมทั่วช่องปากดวงตามีความรู้สึกอบอุ่นเกิดขึ้น ขอบตาร้อนผ่าวรสชาติที่ไม่ผิดเพี้ยนจากฝีมือมารดาทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเจ้าของร้านคนนั้น

 

เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม..บนเก้าอี้ตัวตรงข้ามกันนั้น

 

เราสบตากัน

 

ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มทว่าดวงตากลับบ่งบอกว่ากำลังขำขันบางสิ่ง

 

“คุณรู้อะไรไหม ทุกคนที่มาร้านของผมต้องทำหน้าแบบนี้ทุกคนเลย”

 

คิมจงอินกลืนซุปอย่างยากลำบากในช่วงเวลาต่อมา เขาวางช้อนลงอย่างเบามือใจอยากจะทานอีกสักคำแต่ตอนนี้ในใจพลันเกิดคำถามขึ้นมาแล้ว

 

“คุณ…ทำได้ยังไง”

 

“ไม่ยากนี่ ผมเคยเจอเจ้าของสูตรนี้เขาบอกว่าคุณน่ะชอบมันมาก ๆ ”

 

“คุณเคยเจอแม่ของผมเหรอ”

 

สุดท้ายเขาก็ยิ้ม..ยิ้มกว้างริมฝีปากคล้ายรูปหัวใจ รอยยิ้มนั้นเป็นคำตอบเขาไม่ได้ตอบคำถามอะไรอีกแต่กลับเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาดื้อ ๆ

 

“คุณรู้อะไรไหม คำถามแบบนี้ผมเจอมาเกือบพันครั้งได้ แต่เอาเถอะ ผมไม่มีสิทธิ์จะตอบเรื่องนี้หรอก เอาเป็นว่าวันนี้คุณช่วยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับผมหน่อยแล้วกันแลกกับการทานซุปนี้ฟรี ๆ ใช้เวลาไม่นาน เผื่อหลังจากเราคุยกันเสร็จผมจะเปลี่ยนใจตอบในสิ่งที่คุณถามบ้าง”

 

คิมจงอินยังคงนิ่งเงียบ เขาไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับไปอย่างไรทั้งรู้สึกแปลกประหลาดไม่สมเหตุสมผลแต่ก็ยังพยักหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ

 

คนตรงหน้าถอดผ้ากันเปื้อนออกมากองไว้ข้างกายขยับตัวเล็กน้อยเพื่อนั่งในท่าทางสบาย ๆ

 

“เราทุกคนต่างต้องใช้ชีวิตเอาตัวรอดในโลกโสมมแบบนี้คุณว่าไหม” คิมจงอินสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย ออกจะเหนือความคาดหมายไปหน่อยที่อยู่ ๆ คนแปลกหน้าเจ้าของร้านอาหารคนนี้หยิบยกเรื่องราวประเภทนี้ขึ้นมาพูด

“เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายหลายประเภททั้งแบบที่คุณเองได้เห็นและไม่ได้เห็น ทั้งได้สัมผัสและมุมที่ไม่มีวันจะได้แตะต้องอะไรทำนองนั้น บางจุดในชีวิตที่เราไม่เคยคิดฝันแต่โชคชะตาก็ดันเล่นตลก บางเส้นทางราวกับว่าไม่มีวันจะข้ามผ่านมันมาได้แต่ถ้าลองกลั้นใจเดินต่อสักนิดบางทีอาจจะเจอทางออก”

 

เขาส่ายหน้าสองสามครั้งก่อนยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่คิมจงอินตรง ๆ “คนอย่างคุณน่ะ อย่าคิดเรื่องแบบนั้นอีกเชียว ยังไม่ถึงเวลาของคุณหรอก ใช้ชีวิตต่อเถอะนะเจ้าของซุปชามนี้เขารักคุณมาก สำหรับเธอคนนั้น…คุณมีค่ามากรู้ไหม เพราะฉะนั้น หลังจากคุณทานซุปถ้วยนี้หมดหวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีกเร็ว ๆ นี้นะ”

รูปประโยคฟังดูแปลกประหลาดจะเข้าใจและเชื่อมโยงในเวลาสั้น ๆ คิมจงอินนิ่งอึ้งยังคงไม่แน่ใจในสิ่งที่เจ้าของร้านคนนี้ต้องการจะสื่อให้เขาเข้าใจ

เขาก้มมองซุปในมือยกขึ้นทานอีกหนึ่งคำ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายนาทีแต่ซุปในถ้วยไม่ได้เย็นลงแต่อย่างใด ความอุ่นซ่านยังคงเท่าเดิมกับคำแรกแม้จะห่างกันหลายนาทีวินาทีนั้นเขาเพิ่งจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาช้า ๆ

ไม่นานซุปถ้วยนั้นก็หมดลงหัวสมองพลันว่างเปล่าในก้อนหินหนัก ๆ ที่เคยถ่วงอยู่ในอกเหมือนลอยออกไปแล้ว

 

ใบหน้าปรากฏอาการคล้ายอยากพูดแต่พูดไม่ออกอย่างชัดเจน

 

“…ผมเจอคนแบบคุณมาเยอะมากจริง ๆ ตลอดเวลาที่ผมทำงานตรงนี้ ทุกคนเจอผมด้วยสาเหตุเดียวกันกับคุณ แต่ละคนมีเรื่องราวร้อยพันเป็นของตัวเองผมรับฟังเรื่องพวกนั้นมาเยอะไปหมด เยอะจนหัวเล็ก ๆ ของผมแทบจะจำไม่ไหวแล้ว” เขาพูดพลางใช้นิ้วชี้เคาะไปที่ศีรษะของตัวเองมุมปากยกน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มบาง ๆ “เพราะฉะนั้นจนกว่าจะถึงเวลานั้น เราอย่าได้กลับมาเจอกันอีกเลยนะ”

เขาพูดจบก็วางสายตาลงบนชามซุปก่อนจะเอื้อมมือดึงเอาชามกลับมาไว้กับตัว

“ร้านผมจะปิดแล้ว คุณกลับดี ๆ ล่ะ” เขาทำหน้าที่เจ้าของร้านที่ดีโดยการเดินอ้อมออกจากเคาน์เตอร์ไปเปิดประตูร้านเป็นการส่งแขกเพียงคนเดียวในค่ำคืนนี้ แต่คุณลูกค้ายังคงนั่งนิ่งบนใบหน้าปรากฏเครื่องหมายคำถามนับร้อย ทำเอาคนมองนึกอยากจะหัวเราะออกมาอยู่บ้างแต่เกรงว่าจะเสียมารยาทกับลูกค้าเพียงคนเดียวในวันนี้

คิมจงอินค่อย ๆ ลุกออกจากเก้าอี้ช้า ๆ ความรู้สึกมึนงง กอปรกับไม่เข้าใจเรื่องราวหลายส่วนเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เขาจ้องมองคนที่ยืนอยู่หน้าข้างบานประตูนิ่ง ๆ เขาสลัดความรู้สึกประหลาดออกจากใจอย่างยากลำบากหนึ่งก้าวเดินหน้าอีกหนึ่งก้าวผ่านพ้นบานประตูจึงหมุนกายกลับมามองหมายจะกล่าวคำลาและคำขอบคุณเป็นจังหวะเดียวกันกับที่บานประตูเหล็กปิดลงแต่คุณเจ้าของร้านยังคงยืนอยู่ตรงนั้นบนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

 

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาละอองสีขาวร่วงล้นสัมผัสกับเส้นผมผ่านคงสู่พื้นดินหยาบ ๆ

 

หิมะแรกตกลงมาแล้ว

 

เราสบตากันอีกครั้งมีเพียงกระจกใสที่กั้นอยู่

 

 

 

 Tbc.

#ร้านค้าเที่ยงคืน 

 


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น