Os/sf "BAEKDO" , "KRISYEOL"

ตอนที่ 65 : (SF) ดารารายณ์ 5/? 100% ครบแล้วค่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 116
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    1 พ.ค. 64













ากกล่าวถึงทีรวิทย์ ทุริจวรรธนา นักธุรกิจคนดังที่มีข่าวแพร่หลายว่าเจ้าตัวมีธุรกิจทั้งสีขาวและสีดำมากมายจนหลายคนเรียกเขาว่า มาเฟีย แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธ ก็นะ มันเป็นเรื่องจริงนี่


“นายครับตอนนี้คุณสุธินอยู่ที่โรงพยาบาลครับ”   


สิ่งที่ คราม มือขวาของเขาบอกทำเอามาเฟียใหญ่เงยหน้าขึ้นมาจากการอ่านเอกสาร


“มึงว่าไงนะ” ทีถามก่อนจะขมวดคิ้วให้กับคำตอบของคราม


“คุณสุธินตกลิฟต์ทำให้กระดูกขาแตกทั้งสองข้างตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลครับที่สำคัญเขาเอาแต่บอกว่าเห็นงู..........”


“................”


เหมือนกับทุกคนที่เราส่งไปบริษัทนั้นเลยครับ


ปัง!!


สิ้นเสียงรายงานของลูกน้องคนสนิท ทีรวิทย์ก็ทุบโต๊ะทำงานก่อนจะตวาดออกมาอย่างหัวเสีย


“อะไรกับงูนักหนาว่ะ!!


“นายครับผมรู้ว่าเรื่องนี้มันแปลกๆผมพอจะเดาได้แต่มันค่อนข้างจะ....ไม่น่าเป็นไปได้เท่าไหร่”


“มึงลองบอกมาเหอะ มันคงไม่มีเหี้ยไรน่าเชื่อกว่านี้แล้ว”  ทีรวิทย์ว่าก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้เหมือนเดิม


“ผมคิดว่านายบุศยนาคอาจจะบูชาพวกของขลังหรือเชื่อแล้วทำพิธีกรรมเกี่ยวกับเรื่องพวกพญานาคน่ะครับ”     คนเป็นนายกุมขมับทันทีฟังสิ่งครามพูด


“ผมรู้ครับว่ามันน่าเหลือเชื่อผมจึงจะขออนุญาติพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเองครับ” 


“...................เออ ไปหาคำตอบมากูจะรอดู”  ทีรวิทย์ก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนอย่างบุศยนาคมันกากขนาดต้องอาศัยของขลังบ้าบอพวกนี้เลยหรือเปล่า

 

 

 

 

ภายในป่าที่ลึกเข้าไปหลายสิบกิโลเมตรเป็นที่ตั้งของเขาลูกหนึ่งที่อยู่ระหว่างกลางประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านเขาลูกนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำและป่าดงดิบเชื่อกันว่าเขาลูกนั้นคือที่ตั้งของเมืองสัปปะคีรีเมืองในตำนานที่เล่ากันว่ามีสระน้ำที่เต็มไปด้วยอัญมณีอยู่ในถ้ำใต้ภูเขา




สมบัติล้ำค่าที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบ

 




กึกๆๆๆๆๆ




หินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติสั่นสะเทือนก่อนจะค่อยๆเลื่อนเปิดทางให้กลับนาคทั้งสองไปยังน้ำตกที่ไหลย้อนขึ้นจากพื้นขึ้นไปด้านบนทั้งคู่เลื้อยทะลุเข้าไปด้านในร่างของนาคทั้งสองจึงค่อยๆหายรูปกายเข้าสู่ร่างมนุษย์ดังเดิม


“ที่นี่ยังคงงดงามเช่นเดิม” บุศยนาคตอนนี้อยู่ในสภาพกายละเอียดหรือกายทิพย์ยืนมองรอบๆด้วยความคิดถึงและปลื้มปิติเพราะที่นี่คือบ้านสำหรับเขาจริงๆ 




ภาพที่เห็นตอนนี้คือสระน้ำที่เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายสีที่เกิดมาจากแสงของอัญมณีที่นอนแน่นิ่งอยู่ภายในสระบุศญายืนมองสระน้ำอยู่ไม่นานแขนเล็กของดาราที่อยู่ในร่างมนุษย์ก็สอดเข้ามาจากด้านหลังแล้วกอดเอวหนาไว้


“ท่านพี่ใคร่อยากเล่นน้ำหรือไม่”  ดาราถามร่างหนาที่มีผมยาวสยายเต็มหลังสวมโจงกระเบนสีทองปกปิดท่อนล่างส่วนท่อนบนมีสะไบพาดไว้ที่ไหล่ขวาพร้อมกับสังวาลย์อัญมญีเจ็ดสีอีกหนึ่งเส้น กายทิพย์ของบุศย์นั่นก็คือบุศญา


“อืม เอาสิ”  บุศญาตอบแล้วเดินลงไปหยุดอยู่ตรงกลางสระ ดาราค่อยๆเดินตามลงไปยืนตรงหน้าพญาบุศญา


“เรามีบางสิ่งจักคืนแก่ท่าน” ดาราว่าก่อนมือเล็กถอดสร้อยประจำตัวออกแล้วดึงจี้อัญมณีออกมาค่อยๆนำอัญมณีไปแตะบริเวณหน้าผากบุศญา แล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอัญมณีเม็ดนั้นค่อยๆกลายเป็นรัดเกล้ารัดศีรษะของบุศญา ดวงตากลายเป็นสีเท่าหม่น เกล็ดสีทองปรากฏขึ้นตามแขนขาของบุศญา

เกล็ดสีทองสะท้อนกับอัญมณีทำให้เกิดแสงสว่างไปทั่วบริเวณ ดารายิ้มด้วยความปลื้มปิติยินดีก่อนน้ำตาแห่งความสุขจะไหลออกมา นัยน์ตาคู่นั้นที่เขาเฝ้าทวิลหามานับร้อยๆปี บัดนี้นัยน์คู่เดิมกำลังจ้องมองเขาอีกครั้ง


“ดารารายณ์เทวี”


เวลาที่แสนทรมานนับหลายร้อยปี


“พี่คืนสู่เจ้าโดยสมบูรณ์แล้ว”


บัดนี้ทุกสิ่งได้สิ้นสุดลงแล้ว







......ต่อค่ะ.......






 

 มือหนาเกลี่ยน้ำตาบนแก้มขาวอย่างถนุถนอม เป็นครั้งแรกตั้งแต่เจอกันที่เขาไล่สายตามองสังเกตุความงามตรงหน้า


“ความงดงามของเจ้าไม่ควรถูกน้ำตาบดบังนะดารารายณ์เทวี” บุศญาส่งยิ้มบางให้กับเทวีที่ตอนนี้ร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิม


“เรา..ฮึก......คิดถึง...ทะ...ฮึก...ท่านพี่มาก”  


“..........”


“ฮึก....ตอนที่....ฮึก..ไม่มีท่าน...ยะ..ฮึก..อยู่...ฮึก...มันทรมานมากเลยนะ..ฮึก...ฮื่ออออ” น้ำตาของดารารายณ์พรั่งพรูออกมาเมื่อบอกความในใจจบ บุศญารวบตัวดารารายณ์มากอดไว้พร้อมกับนึกสงสารคนที่รักสุดหัวใจ


“ความรักของเราสองช่างอาภัพนัก แต่บัดนี้เจ้ามิต้องกังวลต่อสิ่งใดอีกแล้วเทวีของพี่ จากนี้......

แม้แต่ความตายก็มิอาจพรากจากเรากันได้อีก” บุศญาว่าก่อนจะพรมจูบไปทั่วใบหน้าของคนตัวเล็ก คุกแห่งกาลเวลากักขังเทวีเขามานานมากพอแล้วเขาควรจะพยายามเพื่อเราทั้งสองมากกว่านี้ เพื่อความรักของเขาทั้งสองให้เป็นนิรันดร์ 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

เป็นเวลากว่าสองอาทิตย์แล้วที่ คราม เฝ้าจับตาดูบุศย์ทุกฝีก้าวไม่ว่าจะเป็นที่บริษัทหรือที่อื่นๆที่บุศย์จะต้องไปพบลูกค้า บุศยนาคอาจจะเหมือนนักธุรกิจทั่วๆไปถ้าหากครามไม่ได้สังเกตเห็นถึงบางอย่าง สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาไม่เคยตามไปถึงบ้านของบุศยนาคเลยซักครั้ง แรกๆเขาคิดว่าคงเป็นแค่เรื่องผิดพลาดที่เขาตามรถของบุศย์นาคไม่ทันจนกระทั่งเมื่อวาน เป็นอีกครั้งที่ครามพยายามขับรถตามบุศยนาคและครั้งนี้เหมือนจะมีหวังมากที่สุดเพราะเขาขับตามได้ติดๆแต่ทว่าในขณะที่พวกเรากำลังขับผ่านอุโมงค์รถของบุศย์นาคก็หายไป ครามยิ่งนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเขายิ่งประหลาดและตกใจ สิ่งที่เขากำลังตามอยู่ มันคืออะไรกันแน่  


    เป็นอีกวันที่ครามติดตามบุศย์เหมือนตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง ครามคิดดังนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในลิฟท์ของบริษัทบุษยนาค....












บุศย์วางปากกาปิดแฟ้มเอกสารเล่มสุดท้ายลงก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย เขามองแฟ้มเหล่านั้นแล้วยิ้มขำๆ ต่อให้มีพลังเหนือมนุษย์แต่ก็ช่วยให้เขาเซ็นเอกสารเร็วขึ้นไม่ได้ แถมยังไม่เหนื่อยน้อยลง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่างานของมนุษย์นี่มีพลังมากว่าพลังวิเศษของพญานาคาอย่างเขา ทว่าความคิดกลับถูกขัดจังหวะเพราะเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้น 



ติ๊ด 



"บอสครับ คุณ ภูคินทร์ ขอเข้าพบครับ" 


"ให้เข้ามา" นัยน์ตาของบุศย์เปลี่ยนสีทันทีที่บุคคลที่เลขากล่าวย่างก้าวเข้ามาในห้องทำงานของเขา 


"สวัสดีครับ" ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่หน้าตางดงามของลูกชายของหมอภูเคณทร์ยกมือไหว้ญาติห่างๆที่มีอายุมากกว่าของตนแล้วมองมาที่บุศย์ก่อนที่จะนัยน์ตาสีแดงฉานราวทับทิมล้ำค่าจะฉายแววขึ้น บุศย์มองด้วยสายตาเย็นเหยียบก่อนน้ำเสียงเรียบนิ่งของบุศย์จะเอ่ยขึ้น


"มีธุระอะไร ภูคินทร์"  


"ผมต้องการเจอ..ดารารายณ์" นัยน์ตาสีเทาของบุศย์วาวโรธทันทีที่ได้ยิน ก่อนจะส่งกระแสจิตให้อีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น


"หากรู้ว่าข้ามิใช่เพียงบุศยนาคแล้ว จงอย่าได้บังอาจมาท้าทายข้า" 


 ถึงกระนั้นภูคินทร์ก็ไม่ได้แสดงอาการกลัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังพูดปากเปล่าอย่างปกติ


"ผมเพียงต้องการจะเอาบางอย่างไปให้เขาเท่านั้น คุณอย่าวิตกไป ผมไม่ได้คิดร้ายอะไร" บุศย์มองภูมินทร์อย่างใช้ความคิดก่อนที่สายตาจะอ่อนลง อย่างไรเสียอาภูเคณทร์ก็ให้ความหวังดีกับเขามาตลอดในตอนที่เขาเป็นเพียงบุศยนาค อีกทั้งคนตรงหน้านี้ก็ใช่ว่าจะไม่คุ้นเคยกัน เพียงแต่ภูคินทร์ไม่ค่อยพูดเพียงเท่านั้น 


" เป็นความลับแค่ไหนผมถึงรู้ไม่ได้" ภูคินทร์ชะงักไปนิดนึงก่อนจะรีบปรับตัวเองให้เป็นปกติ 


"จริงๆก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรมากมายแต่ผมต้องไปดูด้วยตัวเอง" 


"ทำไม"


"มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดที่นี่ และที่สำคัญคุณควรพาผมไปโดยเร็ว"  


บุศย์มองหน้าภูคิณทร์อย่างใช้ความคิดอีกครั้งใช้เวลาเพียงครู่ก่อนจะหยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นเดินนำหน้าภูคินทร์ไป 


"ตามมา" 




เป็นอีกครั้งที่รถของครามต้องจอดข้างฟุตบาทของถนนเส้นนี้ เพียงแต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาตามบุศยนาคเพราะเขาคิดว่าหลักฐานพวกนี้คงเพียงพอแล้วที่คุณทีรวิทย์จะเชื่อเขาว่า สิ่งที่เขาเจอคือเรื่องจริง......




ทีรวิทย์มองวิดีโอทั้งจากที่ครามเป็นคนถ่ายและภาพจากวงจรปิดทางของถนนทุกเส้นที่บุศยนาคใช้เพื่อการเดินทางตลอด2อาทิตย์ที่ผ่านมา กับกล้องแอบถ่ายในลิฟท์ประธานบริษัทของบุศยนาค แม้มันยากที่จะเชื่อแต่เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรจะมาอธิบายเรื่องนี้ คุณมีเหตุผลให้ผมมั้ยว่าทำไม เงาของบุศยนาคที่สะท้อนอยู่ในลิฟท์ถึงเป็น....ใครอีกคนที่หน้าตาเหมือนกันแต่มีหางเป็น งู .......

ทีรวิทย์หนักใจกับสิ่งที่ได้เห็นหากเป็นแบบนี้แล้วสิ่งที่เขาอยากได้เขาก็ต้องขว้าน้ำเหลวล่ะสิ

“นายครับมีคนมาข้อเข้าพบครับ”








.......60%.......

ต่อค่ะ

















 ร่างบางของเจ้าของกิจการร้านจิวเวอร์รี่กำลังนั่งมองดูแบบคอลเลคชั่นของร้านอย่างใช้สมาธิทว่าจดจ่ออยู่ไม่นานเขาก็ยกยิ้มออกมาเมื่อรับรู้ถึงการกลับมาของคนรักที่เขาเฝ้ารอมาทั้งวัน ดาราไม่มัวแต่คิดร่างบางรีบลุกขึ้นแล้วเดินทะลุประตูห้องทำงานไปยังหน้าบ้านเพื่อต้อนรับคนรักอย่างเช่นที่เคยทำทุกวัน พอดีกับที่บุศย์เดินลงมาจากรถแต่แล้วดาราก็ต้องชะงักไปเมื่อรับรู้ถึงการมาของใครอีกคน


“วางใจเถอะเขามาเพื่อช่วย”  แววตาของดาราอ่อนลงทันทีที่ได้ยินเสียงบุศย์ก่อนที่เขาทั้งหมดจะเดินไปยังห้องรับแขกของบ้าน


“เอาล่ะ พูดธุระของคุณมาเถอะ” บุศย์เอ่ยปากอีกครั้งเมื่อเขาทั้งสามคนนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่นเรียบร้อยแล้ว


“ดารารายณ์เทวี พ่อข้าฝากสิ่งนี้มาให้แก่ท่าน”  ภูคินทร์ไม่รอช้ายื่นกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินให้ดารารายณ์ สิ่งนั้นทำเอาเจ้าของบ้านสงสัยอยู่ไม่น้อยดารารับมาแล้วเปิดดูก่อนจะเห็นเป็นพลอยมุกดา


“นี่มัน...”  ดาราตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นพลอยเม็ดนี้เพราะมันหายสาบสูญไปนานแล้วตั้งแต่เมืองสัปปะคีรีล่มสลาย เขาจำได้ดีเพราะพลอยเม็ดนี้เป็นส่วนนึงในเครื่องประดับของเขาตอนที่เขายังคงเป็นมนุษย์


“มีบางคนกำลังทำบางอย่างเกี่ยวกับเทวีเจ้าอย่างเงียบๆโดยท่านพ่อของข้าได้สันนิฐานไว้ว่าบางที........มีบางคนกำลังปองร้ายท่านโดยการ....” ภูคินทร์กล่าวก่อนที่บุศย์จะสำทับเพิ่ม


“ถอนวิญญาณดาราออกจากอุบลสาคร”


“เพื่ออะไรหรือท่านพี่”  ดาราถามอย่างสงสัย


“สิ่งที่เราปกป้องมาตลอดอย่างไรเล่าเทวีข้า”


“.....................”


“อัญมณีล้ำค่าพวกนั้น”


“.....................”


 “มีบางคนพยายามจะครอบครองมัน”   หลังจากบุศย์พูดจบทั้งห้องก็ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบที่แฝงไปด้วยความดุดัน แต่ทว่าไม่นานนักเสียงโทรศัพท์ของบุศย์ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเลขาคนเก่งที่กำลังบอกข่าวร้ายอีกเรื่องนึงที่เกิดขึ้นกับเขาในวันนี้



“บอสครับ!! เพรชคอลแลคชั่นใหม่หายไปครับ!!

 

 







เป็นเวลาดึกมากแล้วแต่บุศย์ก็ยังไม่ได้กลับมาที่บ้าน ดารารายณ์ยืนมองแสงจันทร์ที่ค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆ ความงามของมันกำลังถูกเงาแห่งความมืดครอบงำ เช่นเดียวกับเขาที่ แม้จะทำตัวให้เข้มแข็งเพียงใดก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขากำลังกลัว....


“เหนือหัวแห่งข้า” เป็นคนสนิททั้งสองที่ปรากฎกายขึ้นข้างกายเทวีเจ้าก่อนจะโอบกอดนายอย่างเช่นทุกครั้งที่รู้ถึงความของนายเหนือหัวที่พวกเขารักจนสุดหัวใจ


ชลัมพุ โอฆชล ข้ากลัวเหลือเกิน”  เพียงแค่สิ้นเสียงของดารารายณ์นัยน์ตาของทั้งสามก็วาวโรจน์ขึ้น เมื่อรู้สึกดึ้งบางอย่างที่ย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา เร็วเท่าความคิดก็มีชายร่างใหญ่ใส่เสื้อคลุมตัวยาวเก่าๆพร้อมกับสะพายย่ามถุงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น


“ท่านมิจำเป็นต้องกลัวสิ่งใดพวกข้าจักปกป้องท่านจนถึงที่สุด”  คนมาใหม่แสยะยิ้มให้กับประโยคที่โอฆชลพูดก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด


“หึ พวกมึงนี่ช่างเป็นสัตว์เดรัจฉานที่จงรักภักดีเสียจริง กูใคร่อยากรู้นักว่ามึงจักปกป้องนายมึงได้ซักเท่าใด” 


“มึงเป็นผู้ใด รู้หรือไม่ว่าที่นี่หาใช่ที่ที่มึงควรหาเรื่องใส่ตัวไม่!!”  ชลัมพุเอ่ยถามเสียงเข้มก่อนจะดันร่างดารารายณ์ไว้ด้านหลังของเขากับโอฆชล


“หึ มึงคิดจักข่มกูแล้วมึงรู้หรือไม่ว่าผู้ที่มึงข่มคือคนที่ฆ่าพญาบุศญานาคาเจ้าชีวิตมึง!!” สิ้นเสียงมันก็ดึงผ้าคลุมหัวออกทำให้เหล่านาคาทั้งตกตะลึงไปตามกัน


“ทุริจะพรามหมณ์!” ทั้งสามส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกันอย่างตกใจต่างจากอีก่ายที่หัวเราออกมาอย่างบ้าคลั่ง


“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ กูปลื้มใจแท้ที่พวกมึงมิเคยลืมกู ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” 


“เป็นไปไม่ได้...” ดารารายณ์เอ่ยขึ้นเสียงเบา


“มึงคิดว่ามีมึงผู้เดียวหรือที่ได้โอกาสอยู่มานานถึงเพียงนี้ มึงมันโง่นักดารารายณ์ฮ่าๆๆๆ”  ชายร่างใหญ่หัวเราะออกมาคล้ายคนวิกลจริตก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากย่าม ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง


“ความโง่ของมึงทำให้มึงจักต้องตายตกไปพร้อมกับบุศญานาคราชยอดรักของมึง ดารารายณ์ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”

 















ควันบุหรี่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณระเบียงคอนโดชั้นสูงใจกลางเมืองนัยน์ตาสีเข้มมองไปยังดวงจันทร์ที่ถูกความมืดบดบังจนไม่เหลือแสงใดๆก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างสะใจ


“หึ”


ครืดดดด ครืดดดด


“ไปตามที่ผมบอกทุกอย่างเรียบร้อยดี”


(..........)


“ทำตามที่ผมบอกทุกอย่างถ้าคุณไม่อยากตาย แล้วเจอกัน”  เขากดวางสายทันทีโดยไม่รอปลายสายพูดต่อแต่อย่างใด ก่อนเข้าจะมองไปยังดวงจันทร์ของคืนนี้อีกครั้ง


สิ่งใดที่เป็นของข้ามันก็เป็นของข้าอยู่วันยังค่ำเจ้าไม่มีสิทธิ์ชุบมือเปิบดารารายณ์ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งใด ข้าก็จะทวงสิ่งที่เป็นของข้าคืน









#ดารารายณ์










.....................

Talk


พี่บุศย์หายไปไหนมาช่วยน้องเร็ววว

เม้นให้กำลังใจกันได้นะคะ ใกล้จบละนะคะเป็นกำลังใจให้ไรท์กับน้องดาราด้วยน้าา





...


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

203 ความคิดเห็น

  1. #201 Saowaphamind (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2563 / 14:08

    คือแบบดีมากอ่ะ

    คำพูดสวย

    ทุกอย่างสวยมากๆดีมากๆ

    ไรท์เก่งมากเป็นกำลังใจให้นะ😍😍
    #201
    0
  2. #200 specialgirl20 (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2563 / 00:48
    ไม่เบื่อค่าา ลุ้นตั้งแต่ตอนดารารายณ์เผยตัวตนแล้ว555😆
    #200
    0