✯Vicious Love ✯ ร้ายนักก็รักซะให้เข็ด [Re-Up]

ตอนที่ 14 : ✯Vicious Love ✯ : You make me become a luckiest man.

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 125
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ต.ค. 61

             
CH 13

You make me become a luckiest man.

คุณทำให้ผมเป็นคนที่โชคดีที่สุด

“ว่าไงแม่ตัวดี”

“ภาคิน!”

โอ๊ย สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นรุนแรง!่ เรากำลังมองหน้ากันแต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา แถมภาคินกลับส่งสายตาเฉยชามาไม่เลิก ฮือ ขอเถอะ ต่อให้โดนทำอย่างนี้มากี่ครั้งก็ไม่ชินอยู่ดี

“ใช่ ฉันเอง จะตกใจทำไม ก็บอกแล้วไงว่าจะมารับ”

“ไม่คิดว่านายจะมาเร็วขนาดนี้ กำลังกลับพอดี”

“เหรอ แต่ดูเหมือนเธอกำลังหนีอะไรมากกว่า”

“ไม่ได้หนีซะหน่อย ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากให้มา ตั้งใจกลับก่อนอยู่แล้ว”

“ไม่ได้จะกลับกับมันรึไง”

คำถามและสายตาขอคนตรงหน้าเล่นเอาหยุดกึก ภาคินจงใจมองไปทางจินต์และดูเหมือนจินต์เองก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน

"ไม่ใช่ซะหน่อย เราแค่มาด้วยกัน" ฉันพยายามตีหน้าซื่อ แต่อีกฝ่ายกลับมองมาที่ข้อมือและถาม "แล้วนั่นอะไร?"

ท่าทางของเขายิ่งเพิ่มความกดดดันกันสุดกู่ ขอเถอะ ปกติท่าทางเฉยชาของนาย ฉันก็เกลียดอยู่แล้ว ขอเพิ่มข้อหาไล่ต้อนอีกข้อได้ไหม?

"ก็คนรีบนี่น่าเลยต้องเผลอลากเพื่อนมาด้วย"

"เพื่อนแบบไหนกัน แบบเดียวกับที่เธอดูแลฉันเหรอ" ได้ยินคำถามเล่นเอาแทบสะอึก!

“ไม่ใช่...”

“เธอตอบไม่ชัดเจนพอรึไงวะ เพื่อนของแกมีหลายแบบรึไง ทำไมถามแปลก ๆ” ไม่ทันจะได้ตอบอะไร จินต์กลับสวนทันควัน... เอ้า! อยู่เฉย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว

“ฉันถามไอรีน ไม่ได้ถามแก!”

“ขอเถอะ เลิกทำนิสัยอย่างนี้ สนุกเหรอวะกับการไล่ต้อนผู้หญิง”

“ไม่เข้าใจรึไงว่าอย่าแส่ไม่เข้าเรื่อง!”

“เอาสิ! แกแน่ใจเหรอว่าจะมีเรื่องกับฉัน”

ถูกแล้วล่ะที่ภาคินชะงักกลางคันทั้งที่เขาเข้ากระชากจินต์ได้แล้ว โชคดีที่จินต์ไหวพริบดี เขากวาดตามองรอบตัวก่อนจ้องมองภาคินและเหยียดยิ้มมุมปาก

“พอ เบรกทั้งคู่ พวกนายไร้สาระมาก เอาเป็นว่าฉันกลับกับนาย

ละกัน มีเรื่องอยากคุยด้วย แล้วเดี๋ยวเคลียร์อะไรเสร็จจะทักหานะจินต์ วันนี้ขอบคุณมาก” นังไอรีนกอบกู้โลกอีกแล้ว! นับวันยิ่งเหมือนซูปเปอร์ฮีโร่เข้าทุกที น่าเสียดายที่ไม่มีพลังวิเศษสักอย่าง ยกเว้นสมองกับไหวพริบล้วน ๆ

ฉับพลันพอคว้ามือภาคินได้ก็รีบจูงออกมาทันที เรื่องจินต์ค่อยว่ากัน ขอเคลียร์ปัญหาผู้ชายขี้หึงคนนี้ก่อน!

“เฮ้!”

“...”

“เฮ้... ไอรีน” ไม่ฟังหรอก คนกำลังงอนอยู่!

“...”

“ไอรีน!”

“อะไร!”

“เดินนำอย่างนี้ เธอรู้รึไงว่าฉันจดรถไว้ไหน?"

เพล้ง*!*

สวัสดี ได้ยินเสียงอะไรแตกแถวนี้ไหม?

“ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้!”

“ก็จะบอกตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว เธออยากไม่ตอบเอง”

“เดินนำไปสิ!” สุดท้ายเราก็เดินวนหารถเขาอีกรอบ ไม่อยากบอกเลยว่าแอบไกล แต่เรื่องน่าเครียดคือสถานการณ์ของเราสองคนมากกว่า!

“เธอมากับมันตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็ตอนนายประชุม... เขาทักมาตอนฉันคุยกับเชลลี เห็นไม่มีอะไรทำก็เลยออกมาคุยเล่น”

“รู้อยู่ว่าฉันไม่ชอบมัน”

“จะให้ทำไงล่ะ! นายบอกไม่เกินสองชั่วโมง แต่มันก็เกินนี่น่า”

“ไม่รู้ปะวะว่ามันจะนานอย่างนั้น”

“นั่นไง! นายไม่รู้หรอกว่าการนั่งรออย่างนั้นน่าเบื่อแค่ไหน”

“เธอก็ไม่รู้หรอกว่าการออกมาไม่เจอเธอ แถมเธอไม่คิดติดต่อมา มันเป็นไง”

“เฮอะ! ถ้าห่วงกันจริง นายควรส่งข้อความมาบอกบ้างว่าจะเลิกประชุมช้า”

“โทษกันทำไม ฉันออกมาก็ต้องทำงานต่อ ทำไมเธอไม่คิดบอกบ้างว่าจะไปไหน”

“แล้วต่างยังไง สุดท้ายนายก็ไม่ยอมให้ฉันไปกับจินต์อยู่ดี ”

“ฉันยอมให้ไปแน่ ถ้ามันเป็น **‘เพื่อน’** จริง ๆ” เขาถอดแว่นสีชาออก จ้องมองกันไม่วางตา

“จินต์ก็เพื่อนฉันนะ คิดมากอีกละ”

“เฮอะ! เธอก็ไม่เคยคิดอะไรเลย”

“ถามหน่อย ฉันทำอะไรให้นายคิดว่าเขาไม่ใช่เพื่อนบ้าง”

สาบาน! ถึงจะอยู่กับจินต์ตลอด แต่เราไม่เคยเกินเลยซะหน่อย

“ขอเถอะไอรีน เธอก็รู้อยู่แล้ว”

“ยังไงล่ะ อธิบายมาสิ!”

“ไปไหนมาไหนด้วยกัน จับมือกัน สบตากัน ถามจริง... เธอดูแลเพื่อนแบบที่ทำกับฉันเหรอ”

การกระทำทุกอย่างหยุดลงตอนได้ยินคำถามดังกล่าว มันเจ็บนะที่ได้ยินว่าอะไรดีๆ ที่เคยทำให้ เขากลับคิดว่าฉันทำกับคนอื่นเหมือนกัน

“จำได้มั้ย เราเคยตกลงกันไว้ว่าถ้าเจอคนที่ใช่ หรือถูกใจกว่า ก็ให้ไปได้เลย”

“อ้อ ตอนนี้เจอแล้วสินะ” ดูเขาประชดเด่ะ!

“จำได้ว่าเคยบอกชอบนายตั้งหลายครั้ง ไม่ได้ฟังบ้างรึไง... คนอื่นก็เพื่อนหมดแหละ เข้าใจมั้ย”

สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ต้องอ้อนเขาอีกครั้ง เห็นเขาคิดมากแล้วไม่มีความสุขเลย... ดังนั้นฉันตัดสินใจเขยิบเข้าใกล้อีกฝ่าย โน้มหน้าจ้องตาจนหน้าผากเราแตะกัน... คิดมากจริงนะ

“แล้วคนนี้ล่ะ” หัวใจเต้นแทบบ้าตอนเห็นรอยยิ้มของเขาและคำถามที่รู้ว่าเจ้าตัวก็รู้คำตอบดี... โอ๊ย เขินชะมัด!

“ส่วนคนนี้เป็นเพื่อน ‘พิเศษ’ คนเดียวแหละ ส่วนจะพัฒนาเป็นอย่างอื่นมั้ย ก็ต้องแล้วแต่เจ้าตัว”

“ของอย่างนี้ก็อยู่ที่ใครบางคนจะดื้อแค่ไหนด้วย" เราสบตากันก่อนภาคินยกมือขึ้นมายีหัวกันจนได้

“แกล้งกันได้คือหายโกรธแล้วสินะ!”

“ฉันโกรธเธอตอนไหน =O=” งะ... สีหน้าเรียบเฉยมาก หน้าไม่ด้านจริง ทำไม่ได้นะ!

“เมื่อกี้คืออะไร! งอแงคือไม่โกรธเหรอ!”

“เมื่อกี้แค่อยากรู้เฉย ๆ ไง” โอ๊ย เพลียกับผู้ชายคนนี้!

“เลิกเถียงละ กลับกันเถอะ”

“ฮึ ๆ” เสียงหัวเราะอะไรเจ้าเล่ห์ปานนั้น!

“เธออยากทำอะไรมั้ย”

“หมายความว่าไง”

เรากลับมาถึงห้องที่คอนโดแล้ว ฉันกำลังหาชื่อออสตินในเฟซเพื่อตั้งใจบอกเรื่องข้อตกลงกับจินต์ เพื่อให้เขาไม่ต้องห่วง แต่ช่วยไม่ได้ที่เกิดเป็นคนฮอต มีเพื่อนในเฟซเต็ม ผลเลยหาชื่อจนตาแทบลาย!

“ลองคิดดู ฉันไม่สามารถพาเธอไปทำงานได้ ระหว่างนั้นกลัวเธออยู่คนเดียวจะเบื่อ”

“ลืมรึเปล่าว่าฉันต้องทำงาน ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ซะหน่อย”

“งานที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะใช้หนี้หมด บอกให้ลาออกแล้วมาดูแลวงแทนก็ไม่เชื่อ”

“ไม่เอา เบื่อขี้หน้านายจะตาย ถ้าต้องอยู่ด้วยกันทุกวันคงตีกันตาย วงนายจะแย่”

“ได้ เดี๋ยววันไหนไม่เจอ อย่างอแงล่ะ” โถ แค่แกล้งนิดเดียวดันดีดหน้าผากกันจนได้! “เจ็บนะ!”

“เฮ้ย ขอโทษ... พลาดอะ =O=” เหรอ แต่สีหน้านายดูตอแหลมาก!

พอละ ไม่อยากใส่ใจ ก้มหน้าหารายชื่อพี่ชายต่อดีกว่า... เจอละ!

‘พี่อยู่มั้ย?’

เอ่อ... ลืมดูเวลา เวลาที่นั่นช้ากว่าตั้งเจ็ดชั่วโมงแหน่ะ

“อ้าว เงียบ... จริงจังนะเว้ย ตอบก่อน”

“ฮะ หมายถึงอะไร”

“เธออยากทำอะไรมั้ย อะไรสักอย่างที่ชอบ เอาไว้แก้เซ็งตอนฉันไม่อยู่ หรืออยากไปไหน เรายังไม่เคยเที่ยวด้วยกันเลย”

“เป็นอะไร อยู่ ๆ ก็จริงจัง ตอนแรกไม่เห็นเป็นอย่างนี้”

ตอนแรกชวนทะเลาะ ตอนนี้พูดดีเฉย นังไอรีนตามไม่ทันแล้ว :C

“แค่นั่งคิดดู ช่วงนี้ยังว่างอยู่ก็อยากอยู่กับเธอให้เต็มที่ พอเริ่มโปรโมตอัลบั้ม เราคงไม่มีเวลาอยู่ด้วย นอกจากเธอจะยอมทำงานให้ และไม่คิดว่าเธอจะทนได้นานนักหากออกคอนเสิร์ตทั่วโลก”

“ทำไมคิดอย่างนั้น”

รู้หรอกน่าว่ามันเป็นเรื่องหนักใจสำหรับเราทั้งคู่ เหมือนอย่างที่เคยบอก... รักไม่ได้มีแค่คนสองคน มันยังมีปัจจัยอื่นตั้งเยอะ ต่อให้อยากปิดหูปิดตาไม่รับรู้ก็ทำไม่ได้

“เธอรู้ดี ฉันยังอยากทำงานบนเส้นทางนี้ แต่มันก็ต้องแลกกับการไม่สามารถยึดติดหรือผูกพันกับใคร จะมีผู้หญิงกี่คนที่ไม่คิดมากหากแฟนต้องอยู่คนละทวีป”

“คิดมาก เรื่องไร้สาระฉันไม่คิดหรอก บอกแล้วไงว่าชอบนาย นั่นหมายความว่าต่อให้ยังไงฉันรู้ถึงความเสี่ยงดี ยิ่งเรื่องผู้หญิง สบายใจได้ ฉันไม่คิดให้รก ฉันรู้นายเป็นคนยังไง ต่อให้นอนกับพวกเธอจริงก็ไม่ว่าอะไร แค่อย่าทำให้เดือดร้อนก็พอ”

เฮอะ! เรื่องพวกนี้เหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะบังคับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเราสองคน... แล้วไงละ ก็ทำใจยอมรับง่ายกว่า ตราบใดเขาไม่สร้างความเดือดร้อนและรู้จักรับผิดชอบ ฉันไม่สน ต่อให้เขาเที่ยวผู้หญิงกลางคืน ฉันไม่แคร์ หากเขารู้จักดูแลตัวเองดีพอ

“ทำไมล่ะ!”

“ภาคิน! นายอยู่ตั้งคนละทวีป คนละขั้วโลก จะให้ตามเช็ค ตามหึงขณะคืนหนึ่งนายมีคนอื่นเข้าหากี่คน บ้าตาย! บอกไว้ก่อน ต่อให้นายเที่ยวผู้หญิงกลางคืนฉันก็ไม่แคร์ สิ่งที่หวังอย่างเดียวคือขอให้นายยังรู้สึกดีต่อกันพอ”

“ไอรีน เธอเป็นบุคคลที่แม่งแปลกตั้งแต่วันแรกยันวันนี้เลย”

“ขอบคุณที่ชม!”

“ตกลงหางานได้รึยัง ไม่งั้นยอมรับข้อเสนอผู้จัดการวงซะ นอกจากมันช่วยเธอเรื่องหนี้แล้ว ฉันจะได้ไม่กังวลเรื่องเธออีก”

“ขอเวลาคิดหน่อยสิ ไล่จี้อย่างนี้ใครจะคิดออก!”

ตอนแรกอยากบอกหาทางแก้ได้แล้ว แต่พอนึกถึงข้อตกลงของจินต์ ปล่อยภาคินไม่รู้ก็ดีแล้ว

“ตามสบาย วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้กินข้าวเลย ทำกับข้าวให้กินหน่อยสิ”

“อะไร! หายทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเหรอ”

ถ้าจำไม่ผิด เขาประชุมตั้งแต่สิบโมงยันเที่ยง พอบ่ายก็ถ่ายเอ็มวีต่อ ตอนนั้นฉันก็อยู่กับจินต์ละ นึกว่าเขาจะหากินตอนเที่ยงซะอีก

“จะเอาเวลาไหนออกหากิน ประชุมเสร็จโดนเรียกถ่ายเอ็มวี เทคตั้งหลายรอบ พองานจบก็ตั้งใจมาหาเพราะอยากกินข้าวด้วย ไม่คิดว่าจะเจอเซอไพร์ส” อะไรคือการตีหน้างอแต่มีหน้ามากอดคนอื่น เชอะ!

“ไม่ยอมส่งข้อความมาบอกเอง ช่วยไม่ได้... อยากกินอะไรละ”

“เธออยากทำอะไรให้กินละ”

โอ้โห เหวี่ยงคำถามมาแบบร้อยแปดมาก ทุกวันนี้ทำให้ก็เป็นอะไรง่าย ๆ อย่างพวก พาสต้า เบอร์เกอร์เนื้อบดกับเฟรนฟราย มีแต่อาหารขยะทั้งนั้น เบื่อจะแย่!

“ไม่รู้สิ แต่ก็พอนึกออกอยู่นะ”

“ดีมาก หิวจะแย่... ปะ ทำกับข้าวให้กินหน่อย”

ภาคินลุกขึ้นยืนโดยไม่ฟังคำค้าน แถมดันหลังฉันให้ออกจากห้องอีก

“ทำให้แน่ แต่มีเงื่อนไขเดียว...”

จำได้ว่าตั้งแต่เรามาอยู่ด้วยกัน เขายังไม่เคยทำอาหารให้กินเลย ชอบเอาแต่ใช้กันดีนัก คราวนี้ต้องแลกกันบ้าง :D

“?”

“นายต้องเป็นคนทำกับข้าวน่ะสิ :D”

“ฮะ!”

“คิดสิ! ฉันทำอาหารให้กินทุกมื้อ แค่ทำให้กินสักมื้อจะเป็นไร ตั้งแต่มายังไม่ได้กินอาหารไทยเลย”

อาหารไทยขึ้นชื่อระดับโลกนะ จะให้มาอยู่เป็นปีแต่ไม่เคยได้ลิ้มลอง เสียชาติเกิดหมด!

“คิดว่าสกิลการทำกับข้าวฉันสูงมากรึไง”

“แหม อยู่คนเดียวได้ อย่างน้อยต้องมีบ้าง อยู่กันสองคนก็ช่วยกันทำ ครัวไม่ระเบิดหรอก”

“แล้วถ้ามันระเบิดล่ะ”

“หลบให้ทันก็พอ”

...หรือใครว่าไม่จริง!

“เฮ้! นายช่วยมาเคี่ยวน้ำจิ้มตรงนี้ก่อน” ฉันเบรกมือที่คนน้ำจิ้มอยู่ ภาคินเข้ามาถือทัพพีหน้ามึน ๆ

“อะไรคือเคี่ยววะ”

“คนอะ คนไปเรื่อย ๆ ให้เนื้อเป็นสีเดียวแบบนี้”

“เมื่อกี้เธอยังให้ฉันพลิกเนื้อหมูอยู่เลย =O=”

“มันทำอย่างอื่นได้ก็ทำไปก่อนสิ!”

“ต้องคนอีกนานปะ”

“คนไปก่อน! เนื้อยังไม่สีเดียวกันเลย... หมูนี่หวังว่าไม่สุกจนไหม้หรอกนะ -_-;;”

“กลัวแต่มันจะไม่สุกนี่สิ”

“โอ๊ย จะรอดมั้ยเนี่ย!”

ฮือ อยากร้องไห้  คิดถูกไหมที่ลากภาคินมาเป็นลูกมือ พื้นฐานเข้าครัวก็ทำได้แหละแต่ไอ้สีหน้าเลอหลาทำเอาสยองมาก!

“ปากเสีย มื้อนี้ต้องรอดสิ” สีหน้าสวนทางกับคำพูดมาก!

“ตั้งใจช่วยทำหน่อยสิ”

“คนอยู่นี่ไม่ช่วยรึไง” เขาทำปากจู๋ พยักเพยิดให้ดูที่มือที่กำลังคนอยู่

“ช่วยแต่ไม่ได้ดั่งใจไง”

“เรื่องมาก บอกแล้วอย่าให้ช่วย ทำมาม่ากินก็ไม่เชื่อ”

“ฮะ อะไรคือมาม่า”

“ให้ตาย เธอไม่รู้จักไอ้อาหารเส้นสีเหลืองที่เรียกว่า ‘มาม่า’ รึไง”

ไม่ว่าเปล่าด้วย เขาลุกไปเปิดตู้เก็บข้าวก่อนรื้อดึงซองสีเหลืองที่หน้าซองเขียนตัวอักษรสีแดงว่า ‘MAMA’ มาโชว์ แกะถุงยื่นมาให้ดู

“เนี่ย หน้าตาแบบนี้ อย่าบอกว่าที่โน่นไม่มีขาย”

“ไม่มีก็บ้าละ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไร”

“เฮ้ย ที่นี่อาหารกันตายมาก คิดอะไรไม่ออกก็ใส่น้ำร้อนกิน”

“จริงอะ แปลก มันไม่มีสารอาหารอะไรเลยนะ”

“แต่ตอนไม่มีเงิน มันช่วยได้เยอะ เรื่องตลกคือ ที่นี่เด็กฮิตกินมาม่าเปล่า ๆ เยอะมาก แต่ที่อื่นไม่กิน”

“ฮะ! นายหมายถึง...” ฉันชะงักทุกอย่างที่ทำ หันมองสีหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่าย

เฮ้ย! เพิ่งรู้ว่าเส้นมาม่ากินได้โดยไม่ต้องต้มน้ำ!

“หมายถึงไม่ต้องกินกับน้ำร้อนก็ได้ ไม่เชื่อลอง”

ซองมาม่าที่ฉีกถูกยื่นมาข้างหน้า เขาหักบะหมี่แห้งออกเพื่อกินเป็นตัวอย่าง และนั่นเหมือนทำให้เจอเรื่องอะเมซซิ่งมาก

“นายกินมาม่าไม่ต้องต้มน้ำเนี่ยนะ!”

“ปกติ มันกินได้... อร่อยดีด้วย ลอง” พอโดนรบเร้าเข้า ฉันจึงคว้าซองมาม่าตรงหน้ามากินบ้าง คำแรกที่เข้าปาก เป็นความรู้สึกแข็ง ๆ แต่เคี้ยวเพลินดี ที่แน่ ๆ ผงชูรสเยอะแน่

“เป็นไง”

“ใส่ผงชูรสไปเท่าไหร่ รสชาติดูเยอะ”

“มีเท่าไหร่ก็เทหมด -_-;;”

“โอ๊ย ไตวายแน่” ฉันยกมือก่ายหน้าผาก แสร้งตีหน้าคนใกล้ตาย แต่อีกฝ่ายกลับฮากลิ้ง

จ๊ะ ทำฉันร้องไห้ได้เป็นเรื่องสะใจพ่อคุณเขาล่ะ!

ซ่า!

“เฮ้ย! แย่แล้ว!”

พอได้ยินเสียงเนื้อหมูบนกระทะส่งเสียง เล่นเอาร้องลั่น... ตายละ! ลืมไปเลยว่าทิ้งไว้นาน ไม่ไหม้หมดแล้วเหรอ เกือบเป็นคนวางเพลิงแล้วไหม!

“อ้าว คราวก่อนก็เป็นหัวขโมย คราวนี้พัฒนาจะวางเพลิงห้องคนอื่นแล้วเหรอ เธอเป็นคนยังไงวะ”

“ไม่ต้องเลย เพราะใครล่ะ!” ฮือ อีกนิดเดียวหมูจะไหม้แล้ว มัวแต่ตกใจมาม่านั่นแหละ :C

“หื้อ กลิ่นเกือบไหม้ บอกแล้วว่าซื้อข้าวนอกบ้านก็จบ”

“หัดทำอะไรกินเองบ้าง มันมีโภชนาการกว่าเยอะ”

“มาม่านี่ก็โภชนาการนะ แล้วแต่จะปรับใช้กับเมนูอะไร”

“จ๊ะ ตามแต่จะคิดเลย” พอ! ไอรีนขอยกธงขาวยอมแพ้ คนบ้าอะไรเถียงจนคนอื่นยังเพลีย!

ฉันตักหมูบนกะทะแบ่งใส่จานเราทั้งคู่ เปิดเมนูสูตรอาหารดู ไล่สายตาตามตัวหนังสือแต่กลับต้องเงยหน้าสบตากับคนตรงข้าม

“เอ้า! มาจ้องหน้ากันทำไม ไม่หุงข้าวรึไง”

“รู้แล้ว ขอมองเธอทำโน่นนี่สักห้านาทีไม่ได้รึไง มันเพลินดี”

คนเราต้องหน้าหนาแค่ไหนถึงจะกล้าพูดประโยคแบบนี้ได้ แถมเขายังเดินไปคว้าจานกระเบื้องมาสองใบและวางไว้บนโต๊ะ ทำเหมือนไม่ได้พูดอะไรสักอย่าง!

“โรคจิตขึ้นทุกทีละ”

“นั่นสิ รักษาที่ไหนดีวะ เรื่องชอบผู้หญิงจิตไม่สมประกอบเนี่ย”

ไม่... เขาไม่ได้หันมามอง ความจริงเขาก็ทำตัวปกติ ไม่มีการสบตาหรืออะไร แต่คำพูดเหล่านั้นทำให้ฉันหุบยิ้มไม่ได้

“ไร้สาระ! หุงข้าวเร็ว จะเสร็จละ” ภาคินไม่ตอบ มีเพียงยิ้มยียวนส่งมาและร่างสูงก็ทำตามอย่างว่าง่าย

“มาละ”

ฉันเอ่ยบอกพลางยกจาน ‘คอหมูย่าง’  ไว้กลางโต๊ะ ตอนแรกตั้งใจจะทำแกงต้มยำ แต่มันต้องใช้วัตถุดิบทำอาหารเยอะแยะ บวกกับมีลูกมืออย่างหมอนี่ ฉันคิดว่าไม่น่ารอด ทีนี้จึงหันมาทำอะไรง่าย ๆ ดีกว่า

“กินได้แน่นะ” น่าเกลียด! คนอุตส่าห์เสียเวลาตั้งใจทำ เห็นว่ายังไม่ได้กินข้าวเถอะ!

“ไม่กินก็เททิ้งเอาละกัน”

“โอ๋ ล้อเล่นน่า... แล้วต้องนำสวดมั้ย”

ภาคินดึงฉันไปโอบไหล่ตอนเขาเห็นหน้างอ แต่คำถามต่อมาทำให้เกิดความเงียบชั่วขณะ

“ทำไมล่ะ”

“ก็ปกติเรากินข้าวข้างนอกกันตลอดและฉันไม่รู้ว่าเธอศรัทธาอะไร”

คำถามไม่ยาก แต่การค้นหาคำตอบเรื่องนามธรรมอย่างนี้ ยากเสมอ... ฉันจะตอบยังไงให้เขาไม่มองว่าแปลกแยกดี

“ฉันศรัทธาตัวเอง”

ตอบแบบนี้เขาจะเข้าใจมั้ย?

“อ่อ งั้นก็ไม่ต้อง นึกว่าเธอเป็นพวกเคร่งศาสนา ฉันเคยคิดแต่ไม่กล้าถาม”

เขายิ้มบางส่งมานั่นทำให้รู้สึกโล่งอก นึกว่าเขาจะด่าว่าเป็นพวกแปลกแยก นับถือซาตาน พวกหัวรุนแรง คือพวกหัวอนุรักษ์นิยม พวกคนเก่าแก่ บางคนก็เข้าใจพวกเราและบางคนก็ไม่... มันยากนะกับโลกทุกวันนี้ ถึงคุณจะมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาใดก็ได้หรือไม่นับถืออะไรเลยก็ได้ แต่คุณต้องยอมรับผลที่ตามมาว่ามันจะมีพวกตรงข้ามคุณเสมอ

“นายล่ะ”

“หะ?”

“นายนับถืออะไร”

สิ่งที่ผู้คนควรรู้เอาไว้ ‘ศรัทธา’ เป็นเรื่องสร้างขึ้นยาก แต่มันพังทลายลงง่ายดาย

“ตามใบประชาชนก็คริส แต่เอาจริง ๆ ไม่นับอะไรเลย ฉันไม่ชอบความคิดสักศาสนา คนเรามักกล่าวอ้างคำสอนของศาสดาทั้งนั้น ใช้มันเพื่อปกป้องความคิดตัวเอง ฉันชอบความคิดอันไหนก็นำมาปรับใช้ แต่ถามว่านับถืออะไรคงนับถือตัวเองมากกว่า ยังไม่เห็นว่าการแบ่งแยกศาสนา ทำให้คนสร้างสันติได้จริง ๆ หลักฐานคือความขัดแย้งในการแบ่งศาสนา แบ่งเชื้อชาติทุกวันนี้... โทษที นอกเรื่องอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไร จริง ๆ ฉันชอบให้เรานั่งคุยกันอย่างนี้นะ”

เพราะนั่นหมายความว่าเราเข้าใจและไว้ใจกันมากพอที่จะเปิดเผยเรื่องรายละเอียดลึกซึ้งแก่กัน...

“ไอรีน เธอไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกโชคดีแค่ไหนที่ได้เจอเธอ” โหย ประโยคชัดขนาดนี้!

“สารภาพมาเถอะ =3=”

“ก็บอกให้ฟังเฉย ๆ ว่าโชคดีที่เธอชอบอะไรเหมือนกัน”

“อ่อเหรอ แค่นั้นเองเหรอ” ฮึ! ได้เวลานังไอรีนไล่ต้อนแล้ว!

“ไม่ได้กินข้าวตั้งแต่เช้า หิวจะแย่ กินเลยดีกว่า” ไม่รู้ท่าทีที่เขามองคอหมูย่างเพราะหิวหรือหาเรื่องตัดบทแน่ แต่อย่างน้อยก็ยืนยันได้ว่าที่เขาไม่ยอมสบตากัน เพราะเขินสินะ

“เราหยุดงานไปเที่ยวกันมั้ย?”

เรากำลังกินข้าวด้วยกันนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ เขากลับถามโต้ง ๆ

“สักสองสามวันเหรอ”

ดูเป็นความคิดที่ดี ตอนนี้ฉันไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้สิน หยุดวันศุกร์  เสาอาทิตย์ก็ฟรีอีกสองวัน ได้อยู่กับเขาตั้งสามวัน แฮปปี้จะตาย! “สองสามวันน้อยเกิน หายหัวสักอาทิตย์เลยไง!”

“โอ๊ย ทำมาพูด ตัวเองก็ไม่มีวันหยุดเหมือนกันแหละ”

ลองคิดสิ ถ้าเพื่อนเขารู้ว่าเขาหายไปกับฉัน ถึงเขาเป็นคนต้นคิด แต่เดาได้ คนอื่นโทรมาต่อว่าฉันแน่!... ไม่! แผนนี้ไม่เวิร์ค!

“ฉันหาข้ออ้างได้แล้วกัน เอาที่ไหนดี เธออยากเที่ยวที่นี่หรือต่างประเทศ”

เห็นสีหน้าตาเป็นประกายหมอนี่ทำเอากลืนน้ำลายลงคอ... เดี๋ยวนะ! ได้ข่าวว่าเงินที่จะใช้หนี้ก็ต้องยืมคนอื่น ฉันจะมีปัญญาไปลัลล้าทั่วโลกได้ยังไง ค่าเครื่องก็บานแล้วย่ะ!

“พับเก็บแผนนายไว้ก่อน ฉันจะไม่ไปเที่ยวที่ไหนโดยต้องเกาะนายกินแน่”

ทุเรศ! ฉันนึกภาพตัวเองไปเที่ยวกับเขาโดยมีเขาจ่ายตลอดไม่ไหว... มันสมัยไหนแล้ว หมดยุคที่ผู้หญิงต้องเกาะผู้ชายกินแล้ว!

“ก็ไม่ได้บอกว่าให้ มีก็ค่อยคืน ไปแค่ไม่กี่อาทิตย์ มันจะสักเท่าไหร่เชียว”

“อะ พูดอย่างนี้ไม่รู้สินะว่านังไอรีนใช้เงินเก่งแค่ไหน” แค่ค่าเครื่องสำอางบนหน้าก็เกินหลักพันแล้ว!

“เธอพูดเหมือนทุกวันนี้เราไม่กระเป๋าเดียวกันเหรอ”

บัดซบ! หมอนี่ขี้โม้ชะมัด... ฉันใช้เงินเดือนตัวเองอยู่นะ เพียงแต่ไม่พอก็มีเขาช่วยเฉย ๆ

“น่าเกลียด พูดเหมือนฉันตกลงปลงใจอยู่กับนายแล้ว”

“ทุกวันนี้ไม่เลย นอนก็นอนด้วยกันอย่างนี้”

บ้าบอ! เกลียดจริงเวลาเขาเลิกคิ้วสูงส่งมา แถมยิ้มกวนประสาทกัน มันบ้ามากที่ฉันนึกข้อแก้ตัวไม่ออก!

“...”

“ตกลงตามนี้ เดี๋ยวไปหาที่พักก่อน ส่วนที่ไหนก็เซอไพร์สละกัน” ร่างสูงลุกขึ้นเก็บจาน ไม่ฟังคำคัดค้าน มีเพียงการเหยียดยิ้มท้าทายส่งมาและเอ่ยต่อ

“เออ ไม่ต้องกังวลเรื่องงานนะ กลับมาไม่ทันหรอก :D” โอ๊ย จะทำยังไงกับผู้ชายคนนี้ดี!



16-08-2016

ไอรีน กับภาคินกลับมาแล้ว หลังจากหายไปหลายชาติ ตันสุดๆ กับตอนนี้

โอ๊ย ตายละ คู่นี้มุ้งมิ้ง ฟรุ้งฟริ้งตลอด! บาทีไรต์ก็หมั่นไส้ อยากโยนลงดราม่าสักที 555

ไรต์เตอร์สลับอารมณ์ไม่ทันแล้ว คู่นี้ก็ฟรุ้งฟริ้ง ไอ้อีกคู่ก็ดราม่าเกิ้น ฮ่าๆ

ช่วงนี้ไม่อาจบอกเวลาอัพได้ เราขอเวลาเตรียมตัวย้ายหอ ต้องไปเรียนภาษาเยอรมัน

เราจะเคียร์ตัวเองได้ ตอนยี่สิบโน่นเลย แต่ช่วงนีดึก ๆ ก็ว่างนะ พยายามปั่นและจัดหน้านิยายกับเรื่องที่เหลืออยู่

ช่วงนี้เราก็รีไรท์เรื่องเก่า ลงเว็บ ธัญยวลัย ใครสิงตรงไหน ก็ไปอ่านกันได้นะ หาแฟนคลับเพิ่มขึ้น ฮ่าๆ

คู่ดราม่า คริสซัส กับ วานิลลากลับมาอัพแล้วนะจ๊ะ หลังจากหายหัวเป็นปีเลย

ใครตามอ่าน ตามโหวตคู่ไหน ส่งเสียงกันหน่อย ไรต์เตอร์เหงามาก อยากมีคนคุยเรื่องนิยายบ้าง 555

รักรีดเดอร์เน้อ สัญญาจะไม่ทิ้ง แต่อาจตันเป็นช่วงๆ กับหลินฮุ่ยนะ (มันก็กล้าเล่น)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

30 ความคิดเห็น