Midnight Flight : เธอมีฉัน ฉันมีเธอ (Yuri)

ตอนที่ 4 : Chapter 3 : สาเหตุที่หย่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 476 ครั้ง
    18 ม.ค. 63

3

สาเหตุที่หย่า

 

ครอบครัวขององค์อินทร์เต็มไปด้วยความอบอุ่น ฉันสัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวขาเข้าไปในตัวบ้าน แม้จะมีพื้นที่กว้างขวางแต่ภายในไม่ได้ตกแต่งอะไรเว่อร์วังอลังการอย่างที่คิด ทุกอย่างดูมีประโยชน์ใช้สอยไม่ได้เน้นความสวยงามจนแอบตั้งคำถามในใจว่ารวยขนาดนี้ไม่คิดจะปรับปรุงภูมิทัศน์สักหน่อยหรืออย่างไร แต่พอมองไปรอบๆก็พอเข้าใจได้ว่าคนมีอายุคงอยากจะเก็บเวลาเก่าๆไว้กับตัว การเอาอะไรใหม่ๆเข้ามาทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่ที่เป็นของตัวเองอะไรทำนองนั้น


และเมื่อเข้ามาถึงฉันก็ต้องชะงักเมื่อเจอผู้ใหญ่สองคนที่แสนจะคุ้นหน้าคุ้นตา หัวใจฉันเต้นแรงมากอย่างจำได้ดีว่าผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นใคร แม้จะผ่านไปยี่สิบปี มีความโรยราที่หางตาและผิวพรรณยังไงก็ยังคงมีเค้าโครงเดิมอยู่ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน หนึ่งในเหยื่อที่พ่อของฉันหามาและได้เงินก้อนโตจากการต้มตุ๋นให้ความหวัง


“เป็นอะไรนรินทร์ ทำไมมองแม่แบบนั้น”


“ค...คะ? เอ้ย ครับ ฮะ” ฉันงงไปหมดแล้วว่าควรจะขานยังไงดีก่อนจะยิ้มอย่างแห้งแล้ง “มองเพราะวันนี้คุณแม่ดูสดใสเฉยๆ ไม่มีอะไรครับ”


“ปากหวาน นี่แม่กับหวานไปจ่ายตลาดตั้งแต่เช้า ทำแต่ของชอบมาให้ ต้องกินให้หมดนะ” คุณแม่เดินนำเราทั้งคู่ไปที่โต๊ะอาหารพร้อมกับลากเก้าอี้ให้ฉันอย่างรักใคร่ในลูกเขย ก่อนตัวเองจะกลับไปยังตำแหน่งเดิม ทันทีที่องค์อินทร์นั่งข้างกัน ฉันก็เอาแต่มองเธออย่างรู้สึกตกใจ ดีใจ และรู้สึกผิดปะปนกันไปหมดจนกลายเป็นเหม่อลอย


“คุณเป็นอะไร ทำไมมองอินแบบนั้น”


“คุณโตมาได้ดีเลยนะ” ฉันมองไปที่ขาองค์อินทร์แล้วยิ้มให้เธออย่างดีใจ “คุณเดินได้”


“อินว่าวันนี้คุณป่วยมากๆเลยนะ เหมือนคนพูดจาไม่รู้เรื่อง”


“อย่ามัวแต่คุย รีบกินข้าวกันดีกว่า หิวจะแย่แล้ว” คุณพ่อที่นั่งอยู่หัวโต๊ะจัดการตักอาหารประเดิมด้วยคำแรก ทุกคนเลยหยิบช้อนส้อมแล้วลงมือกินตาม ฉันไม่ค่อยถนัดกับการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้เท่าไหร่เพราะไม่เคยชิน เวลากินไม่เคยคอยใครและไม่รู้ว่าทำไมจะต้องรอ พอเห็นคนในบ้านนี้ทานกันอย่างมีมารยาทก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงโตมาได้แปลกแยกขนาดนี้


“นรินทร์กินสิ ของชอบทั้งนั้นเลยนี่” คุณแม่ยังคงคะยั้นคะยอให้ฉันทาน ฉันอมยิ้มนิดหนึ่งแล้วยอมตักอาหารอย่างว่าง่าย อาหารของชอบที่ว่าเต็มไปด้วยกับข้าวที่ทำเองตั้งแต่แกงจืดเต้าหู้หมูสับ ต้มยำกุ้งน้ำใส ไก่ย่างเจ้าดัง  มองๆไปแล้วเต็มไปด้วยความจืดจนฉันขมวดคิ้วเพราะโดยส่วนตัวเป็นคนกินรสจัดมาก


“ผมว่าเรากินกันให้เสร็จก่อนแล้วค่อยคุยจะดีกว่า” ฉันรีบเบรคหลังจากเห็นสีหน้าเคร่งเครียดขององค์อินทร์เพราะรู้ดีว่าเจ้าตัวอยากจะรีบพูดเรื่อง หย่า ให้มันจบๆไปเพื่อจะได้ไม่รู้สึกอึดอัด แต่ทว่าคุณพ่อที่นั่งอยู่ข้างกันได้ยินที่ฉันพูดขึ้นเสียก่อนเลยเอ่ยถามทันที


“มีอะไรหรือเปล่า พูดได้เลยนะพ่อฟังได้ทุกเรื่องนั่นแหละ”


“อินว่ารอให้ทานข้าวเสร็จค่อยคุยกันน่าจะดีกว่าค่ะ”


“ทำไมล่ะ” แม่ที่นึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบน้ำเดินไปที่ครัวแล้วเทให้พวกเราทั้งหมดก่อนจะลากเก้าอี้แล้วนั่งพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างตื่นเต้น “หน้าตาซีเรียสจริงจังอย่างนี้ต้องเรื่องใหญ่แน่ บอกเลยๆแม่รอฟังอยู่”


“ทานกันเถอะค่ะ”


“ไม่เอา แม่อยากรู้แล้ว...ท้องแล้วใช่ไหม?” คุณแม่ยิ้มกว้างขวางอย่างคนที่ไม่รู้สัญญาณอันตรายที่ลูกสาวพร้อมจะยิงใส่ทุกเมื่อ “ที่บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยในโทรศัพท์คือเรื่องนี้แน่ๆ เห็นไหมคุณ ฉันเดาผิดที่ไหน”


“แม่เราน่ะตื่นเต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จริงๆก็ตั้งใจว่ากินเสร็จจะพูดเรื่องนี้แต่คงจะทนรอไม่ไหว เราก็เฉลยเถอะ ไม่งั้นแม่เราทานอะไรไม่ลงแน่”


ความกดดันทั้งหมดทั้งปวงตอนนี้พุ่งมาทางลูกสาวคนเดียวของบ้านอย่างองค์อินทร์จนคนหน้าหวานได้แต่กำช้อนกับส้อมแน่น ฉันที่เห็นท่าทางอย่างนั้นแล้วนึกสงสารเลยเอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งที่กำส้อมเอาไว้แล้วเป็นคนเอ่ยขึ้นแทน


“เราสองคนตัดสินใจว่าจะหย่าครับ”

 

 

พลอตทวิสไปหมดหลังจากบอกความจริงไปตามตรงคุณแม่ถึงกับปล่อยโฮแล้วเอาแต่เฝ้าถามว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ มีปัญหาอะไรทำไมไม่แก้ไข ส่วนตัวลูกสาวอย่างองค์อินทร์ที่เห็นแม่ร้องไห้ก็ร้องตามไปด้วยแต่ก็ตอบไปอย่างเด็ดเดี่ยวว่าไม่ว่าจะยังไงก็แล้วแต่ ในท้ายที่สุดเธอก็จะหย่า


ตอนนี้เราสองคนนั่งรถแล้วขับกลับบ้านที่เป็นเรือนหอหลังเดิมตั้งแต่ตอนที่จากมาด้วยความนิ่มเงียบ ฉันที่เห็นองค์อินทร์อเอาหลังมือปาดน้ำตาตลอดทางอดไม่ได้ที่จะยื่นผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บติดมาด้วยส่งให้แต่คนหน้าหวานกลับแค่โบกมือปฏิเสธเพราะไม่ต้องการรับน้ำใจใดๆทั้งสิ้น


“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวก็หยุดร้องแล้ว ผ้าเช็ดหน้าคุณจะเลอะเปล่าๆ”


ต้องโกรธขนาดไหนถึงไม่คิดแม้แต่จะรับน้ำใจ สองคนนี้มีเรื่องบาดหมางในใจอะไรอีกจนป่านนี้ฉันยังจับใจความไม่ได้เลย...


“เราแต่งงานกันมานานแค่ไหนแล้ว” ฉันเอ่ยถามขึ้นเพราะอยากรู้ความเป็นมาเป็นไป องค์อินทร์สูดน้ำมูกนิดหนึ่งแล้วตอบเหมือนกับว่ามันอยู่ในหัวตลอดเวลา


“ห้าปี”


“แล้วคบกันล่ะ”


“ตั้งแต่ ม.6 ก็ลองนับไปสิ”


ฉันจะนับยังไงล่ะ แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่านานพอดู...เดาว่านรินทร์อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับองค์อินทร์ที่ตอนนี้อายุ 30 ปี แต่งงานกันตอน 25 คบกันมาตั้งแต่ ม.6 อายุน่าจะราวๆ 18


คบกันมา 12 ปีแล้ว ถือว่าเป็นเวลาที่ยาวนานมากเมื่อเปรียบเทียบกับประสบการณ์ความรักของฉัน


“ใจหายเหมือนกันนะ คบกันนานขนาดนี้แต่จะต้องหย่าขาดจากกัน ไม่มีอะไรที่เราแก้ไขได้แล้วเหรอ”


“ก็อย่างที่บอกว่ามันสายไปแล้ว สิ่งที่มันเกิดขึ้นกัดกินใจเราทั้งคู่ เราสองคนไม่พอดีกันนั่นคือปัญหา”


“สำหรับคุณมันเริ่มมานานหรือยัง ที่มันเกาะกินน่ะ”


“ตั้งแต่วันนั้น”


“วันไหน”


พอถูกถามสายตาที่เหมือนพร้อมจะฆ่าให้ตายได้นั่นทำให้ฉันเงียบกริบ แปลว่าวันที่ว่านั่นฉันต้องรู้ การถามเหมือนไม่รู้คือการลบหลู่ บ้าจริง แล้วมันคือวันอะไรล่ะฉันอยากรู้นี่!


“อ๋อ วันนั้นน่ะเอง...เรื่องนี้เราคุยเคลียร์กันไปแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันยังคงแถไปเรื่อยเพื่อจะดูว่ามีอะไรที่พอจะหลุดมาได้บ้างแต่นั่นเหมือนยิ่งไปทำลายความอดทนอดกลั้นขององค์อินทร์จนคนหน้าหวานน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง


“ผู้ชายมันจะไปเข้าใจอะไร! ทำทุกอย่างให้มันเป็นเรื่องเล็กไปหมดเราสองคนมันถึงได้มาจบกันที่ตรงนี้ยังไงล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว สรุปว่ามะรืนนี้เราไปหย่ากันที่อำเภอตามที่นัดกันไว้ เรื่องครอบครัวก็คุยเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรต้องกังวลใจอีก เราจบกันเท่านี้แหละ”


ยิ่งเธอปฏิเสธที่จะไม่พูดฉันก็ยิ่งอยากรู้ แต่จากท่าทางแล้วขืนตอแยมากๆเข้าจากที่จะได้รู้จะกลายเป็นปิดประตูลงกลอนไม่พูดไม่ตอบกลายเป็นหุ่นกระบอกนั่งเฉยๆให้อึดอัดใจเปล่าๆ ฉันเลยเลือกที่จะขับรถกลับบ้านเงียบๆอย่างพอจะจำทางได้บ้าง


เก็บความอยากรู้เอาไว้ก่อน ตอนนี้ควรจะต้องสนใจเรื่องของตัวเองมากกว่า...

 

 

“อินมีนัดกับเพื่อนข้างนอก เดี๋ยวกลับมานะ ถ้าคุณจะออกไปไหนก็อย่าลืมล็อคประตูบ้านด้วย”


องค์อินทร์พูดเพียงเท่านั้นก็หยิบกุญแจรถก่อนจะขับออกจากตัวบ้านไป ส่วนฉันที่ตอนนี้มีเวลาเป็นส่วนตัวบ้างแล้วก็รีบหยิบกุญแจรถขับออกไปเหมือนกันโดยไม่ลืมที่จะล็อคประตูบ้านตามที่ภรรยากำชับเอาไว้ เรื่องที่ตัวเองมาใช้ชีวิตเป็นคนอื่นควรจะเอามาเป็นปัญหาในลำดับต้นๆ ฉันควรจะต้องไขปริศนาเกี่ยวกับตัวเองให้ได้ก่อนว่ามาทำอะไรที่นี่ ตรงนี้ และตัวของฉันจริงๆนั้นกำลังทำอะไรอยู่


โอ้โห...แต่รถคันนี้เก๋ไก๋พอตัว ในขณะที่องค์อินทร์ขับรถญี่ปุ่นธรรมดาแต่สามีขับรถสปอร์ตคันละสิบกว่าล้าน อะไรมันต่างกันขนาดนี้ แค่รสนิยมก็ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว


ประมาณ 15 นาทีจากบ้านที่เป็นเรือนหอไปยังบ้านของตัวฉันเองในร่างผู้หญิงไม่ได้ไกลกันมาก อาจจะเพราะรถไม่ติดด้วยก็เลยมาไวไปไว ที่นี่เป็นบ้านหลังเก่าและกำลังรอการย้ายออกหลังจากตกแต่งบ้านหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่นี่มีเพียงแม่บ้านที่ฉันจ้างเอาไว้กับฉันอยู่ด้วยกันตามลำพังเท่านั้น


ติ๊งต่อง....


ไม่เคยคิดมาก่อนว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้มีโอกาสกดออดหน้าบ้านตัวเองและไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะได้มีประสบการณืถามว่าตัวเองไปไหน


“คุณซีอยู่หรือเปล่าครับ”


ตื่นเต้นเป็นบ้า เขินปากแปลกๆ


ป้าแม่บ้านที่ออกมารับหน้าพยักหน้าพร้อมกับพูดด้วยสำเนียงเหน่อๆนิดหน่อยอย่างน่ารักน่าชังจากถิ่นฐานบ้านเกิด


“อยู่ค่ะ แต่วันนี้ยังไม่ลงมาข้างล่างเลย”


“แน่ใจนะว่ายังมีชีวิตอยู่”


พอถามออกไป คนสูงวัยก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ไว้ใจในตัวฉันมากนัก


“ทำไมถามแบบนี้คะ เธอก็ต้องมีชีวิตอยู่สิ”


“เพื่อความแน่ใจลองไปเคาะประตูถามหน่อยดีไหม?”


“แล้วคุณเป็นใครคะ”


“ผมเป็น...แฟน” ฉันตอบออกไปอย่างรู้สึกผิดบาป เมื่อกี๊ยังอยู่กับเมียหลวงนี่แสลนหน้ามาหาเมียน้อยแล้วบอกว่าเป็นแฟนอีก อ้อ...เมียน้อยก็คือฉันเองด้วย “ผมโทรหาเธอตลอดทั้งเช้าแต่ไม่มีคนรับสายเลยเป็นห่วงอยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง เอาเป็นว่าขอเข้าไปดูหน่อยแล้วกัน”


ฉันแทรกตัวเข้าไปในบ้านทันทีท่ามกลางความตกใจของป้าแม่บ้านที่พยายามวิ่งตามฉันให้ทันแล้วขวางประตูบ้านเอาไว้อย่างหวงแหนความปลอดภัย


“ไม่ได้นะคะ คุณเป็นคนแปลกหน้า เอางี้...เดี๋ยวป้าไปปลุกคุณให้ตื่นขึ้นมาคุยกับคุณดีกว่า รออยู่ตรงนี้นะคะ”


“...”


“ต้องรอนะคะ”


“ครับ”


ป้าแม่บ้านเหล่มองฉันเป็นระยะๆแล้วเดินหายเข้าไปด้านใน ฉันรอกว่าห้านาทีแต่ไม่มีเสียงใดๆเป็นสัญญาณความที่ทนไม่ไหวเลยบุกเข้าไปในบ้านแล้วขึ้นไปยังชั้นสองอย่างรู้ดีว่าห้องพักตัวเองอยู่ที่ไหน ป้าแม่บ้านพอเห็นว่าฉันบุกเข้ามาก็ทำสีหน้าตกใจแต่มันก็ไม่มีประโยชน์แล้ว


“แทนที่จะตกใจที่ผมเข้ามาในบ้าน ตกใจก่อนดีไหมว่าทำไมคนในห้องไม่ลุกขึ้นมาสักที”


“คุณซีอาจจะหลับอยู่”


ฉันบิดลูกบิดเพื่อจะเปิดเข้าไปแต่แน่ล่ะ เวลาฉันนอนฉันล็อคประตูห้องเสมอเพื่อความปลอดภัย


“บ้าจริง มีกุญแจสำรองไหมป้า...ไม่มีสินะ ฉันไม่เคยให้ใครเก็บเอาไว้นอกจากตัวเอง” ฉันบ่นพึมพำอย่างรู้จักตัวเองดีมากพอแล้วพยายามทำอย่างในหนังด้วยการเอาลำตัวกระแทกประตูแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดได้ “ทำไมในหนังมันดูง่ายจังวะ”


“คุณจะมาพังบ้านคนอื่นแบบนี้ไม่ได้นะคะ ป้าจะเรียกตำรวจ”


“เรียกรถพยาบาลก่อนดีไหมป้า พังประตูขนาดนี้คนในห้องยังไม่เปิดเลย”


“จริงด้วย แต่ป้าก็ไม่ไว้ใจคุณ”


“งั้นเอาอย่างนี้ ป้าโทรหาปรางค์นะ แล้วบอกไปว่าคุณซีปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น ไป”


“...”


“ไปสิ!


พอถูกตวาดอย่างนั้นป้าแกเลยยอมละออกไปเพื่อโทรศัพท์หาปรางค์ ส่วนฉันที่พยายามอย่างมากที่จะพังเข้าไปทำเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้นอกจากคอยอยู่อย่างนั้น กว่าหนึ่งชั่วโมงที่พอจะมีการเคลื่อนไหวบ้างนั่นคือปรางค์ เลขาส่วนตัวเดินทางมาที่บ้านพร้อมกับผู้ชายสองสามคนใสชุดเครื่องมือช่าง ทันทีที่ปรางค์เห็นฉันก็ทำสีหน้างงทันที


“คุณเป็นใครคะ”


“ผมเป็นแฟ...” ฉันเลี่ยงที่จะตอบ “ไม่สำคัญหรอก คุณช่วยเอาคุณซีออกมาจากห้องให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากันหลังจากนี้”


ปรางค์ที่เห็นด้วยว่าการช่วยฉันสำคัญกว่าเลยขอให้ผู้ชายที่ตามมาช่วยงัดประตูห้องเข้าไป เพียงไม่กี่อึดใจประตูก็ถูกเปิดออก ร่างของฉันก็ปรากฎเด่นอยู่ในห้องบนเตียงใต้ผ้าห่ม ปรางค์พุ่งเข้าไปหาฉันพร้อมกับเอานิ้วอังที่จมูกเพื่อตรวจลมหายใจแล้วพยักหน้า


“ยังหายใจอยู่...ว่าแต่ทำไมไม่ตื่นเนี่ย ซี...ลุกก่อน ซี!


“...”


“ซี!


ไม่มีสัญญาณใดๆจากฉันตอบกลับมา ปรางค์เริ่มรู้สึกไม่ดีจนต้องหันมาขอความช่วยเหลือฉันที่ยังไม่แนะนำตัวอะไรทั้งสิ้น และเพราะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดีนอกจากพาไปโรงพยาบาลฉันจึงเดินเข้าไปในห้องแล้วช้อนร่างของตัวเองเอาไว้ในมือก่อนจะรู้สึกว่า...


ทำไมหนักจังวะ นี่เข้าใจว่าตัวเองผอมมาตลอดชีวิตเลยนะเนี่ย


“รีบพาไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่า” ฉันพูดเพียงเท่านั้นแล้วอุ้มร่างตัวเองเข้าไปในรถพร้อมกับปรางค์ที่ตามมาด้วยก่อนจะรีบพากันมาส่งโรงพยาบาลเพื่อให้คุณหมอดูอาการ ระหว่างที่กำลังรอผลตรวจปรางค์ก็เดินเข้ามาถามไถ่พร้อมกับขอบคุณที่ช่วยเหลือในทุกอย่าง


“คุณเป็นแฟนกับซีจริงๆเหรอคะ”


“ก็...ไม่เชิงหรอกครับ ผมคือคนที่โทรหาคุณเมื่อเช้าเอง”


“เมื่อเช้า...อ้อ คนที่โทรมาถามว่าซีตายหรือยังคือคุณเหรอ?” น้ำเสียงตกใจของปรางค์ทำให้ฉันหัวเราะเล็กน้อยแล้วพยักหน้าอย่างยอมรับผิด


“ใช่ครับผมเอง”


“อะไรทำให้คุณคิดว่าซีตาย”


“เอ่อ...ผมแค่โทรหาเธอหลายสายแล้วแต่ไม่ติดก็เลยเป็นห่วงขึ้นมา”


“แค่เป็นห่วงก็ต้องถามเหรอว่าซีตายหรือเปล่า คุณมีเอี่ยวกับการที่เพื่อนฉันไม่ตื่นหรือเปล่าเนี่ย”


จากคนหวังดีตอนนี้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างน่าตกใจ ฉันมองปรางค์แล้วแยกเขี้ยวนิดหนึ่งก่อนจะโบกไม้โบกมือโวยวาย


“คุณบ้าหรือเปล่าเนี่ย ถ้าผมทำอะไรเพื่อนคุณจริงๆจะพามาโรงพยาบาลทำไม”


“ฆาตกรก็ทำดีเอาหน้าอย่างนี้แหละ อย่าเพิ่งไปไหนนะ ฉันจะโทรแจ้งตำรวจก่อน คุณน่าสงสัยเกินไป”


“เฮ้ย”


ปรางค์กดโทรหาตำรวจริงๆ ฉันที่เห็นท่าไม่ค่อยดีเลยเดินผละออกมาแต่ทว่าก็ยังคงถูกปรางค์ตามไม่ลดละ



“จะไปไหน ฉันบอกว่าอย่าไปไหนไง”


“โว้ย!


ฉันวิ่งหนีสุดฝีเท้ากลับมายังลานจอดรถแล้วขับออกไปเ ให้ตายสิ หวังดีกลายเป็นโดนกล่าวหาว่าทำให้ตัวเองหลับไม่ตื่นไปอีก ถ้านี่เป็นความฝันมันก็ฝันร้ายเกินไปแล้วนะ แต่ถ้าสลับร่างมันก็สมเหตุสมผลอยู่ ในเมื่อฉันใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้ ร่างจริงของตัวเองก็ต้องหลับไปนั่นแหละถูกแล้ว


คำถามใหม่คือ...แล้วนรินทร์ตัวจริงไปไหน? หรือเขาต่างหากที่ตายไปแล้ว


นี่ฉันอยู่ในละครเรื่องไหนกัน บุพเพสันนิวาสเหรอ ฮ่วย!

 



เพราะฉันไม่มีที่ไป...สุดท้ายเลยต้องกลับมายังเรือนหอที่ไม่ได้เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ จนป่านนี้องค์อินทร์ก็ยังคงไม่กลับบ้าน ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงกลายเป็นของฉันไปโดยปริยาย ซึ่งก็ดี ในเมื่อฉันสืบอะไรจากตัวเธอไม่ได้งั้นฉันจะสืบด้วยความสามารถที่ตัวเองมีก็แล้วกัน และถ้าจะรู้จักตัวเธอให้ได้นั้นก็ควรจะต้องเริ่มจากห้องนอน


ห้องนอนขององค์อินทร์เป็นห้องนอนเล็กที่อยู่แยกจากห้องนอนหลักซึ่งกลายเป็นของนรินทร์ไปแล้ว ห้องนี้ไม่ได้ตกแต่งหรูหราอะไรนอกจากทาสีปกติ กับข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ซึ่งดูๆไปมันก็คล้ายๆกับสถานที่ที่เจ้าหล่อนเติบโตมา ที่ฝาผนังมีภาพวาดสีน้ำเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ บ่งบอกว่าได้ไปเที่ยวบ่อยๆ มีภาพของกินมากมายที่ไม่ได้ถ่ายจากกล้องมือถือ และภาพดอกไม้ที่มีแต่ดอกทานตะวัน


เธอชอบดอกทานตะวัน


ดอกทานตะวันเป็นดอกไม้ที่จะหันไปตามแสงของดวงอาทิตย์เสมอ เอาจริงๆก็เหมาะกับองค์อินทร์ดีเพราะเวลาเธอยิ้มจะรู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบนั้นสดใสไปหมด แต่ฉันว่ามันเศร้าไปหน่อยที่เธอจะยิ้มได้ก็ต่อเมื่อได้พบเจอกับแสงเท่านั้น


อืม...นอกจากดอกไม้แล้วยังมีภาพกิจกรรมต่าง วิ่งมาราธอน ปีนเขา และไอซ์เสก็ต


กิจกรรมที่ใช้ขาเป็นหลัก


ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก ตอนเด็กๆเธอเดินไม่ได้ พ่อกับแม่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกสาวตัวเล็กๆคนนั้นเดินได้แบบคนปกติ ฉันยังจำวันที่เราเผชิญหน้ากันได้อยู่เลย...เด็กผู้หญิงที่ดูอ่อนแอในวันนั้น กลายเป็นคนที่เข็มแข็งแล้วในวันนี้ เธอทำกิจกรรมทุกอย่างที่ใช้ขาราวกับกลัวว่าพรุ่งนี้จะเดินไม่ได้อีกดังนั้นในภาพจึงเต็มไปด้วยกิจกรรมที่ใช้แรงอย่างปั่นจักรยาน วิ่งมาราธอน ท่องเที่ยวไปในสถานที่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมในที่โล่งกว้าง ภาพทิวทัศน์ที่มีทั้งทะเลและภูเขา


ฉันมองยิ้มๆอย่างเพลิดเพลินราวกับว่าตัวเองได้ไปเที่ยวในรูปนั้นด้วย ดูเหมือนจะขาดกิจกรรมหนึ่งที่ฉันเคยขอไว้...ได้เล่นเปียโนเผื่อฉันหรือเปล่านะ


“คุณมาทำอะไรที่ห้องนี้”


น้ำเสียงเรียบๆขององค์อินทร์ทำให้ฉันสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนจะหันไปยิ้มอย่างรู้สึกผิดเพราะรุกล้ำเข้ามาในที่ส่วนตัว


“ผมเห็นบ้านเงียบๆก็เลยเดินเล่น อีกอย่างห้องไม่ได้ล็อคก็เลยลองเข้ามาดูนั่นดูนี่”


“ดูพอหรือยัง”


“พอแล้ว” ฉันยักไหล่นิดหนึ่งแล้วยอมเดินออกจากห้องอย่างว่าง่าย “เราไม่มีรูปไปเที่ยวด้วยกันเลยนะ หรือมีแต่คุณทิ้งไปแล้ว”


“คุณไปกับอินแค่ช่วงฮันนีมูนแรกๆ นอกนั้นก็บอกว่างานยุ่งตลอด”


“อ่าฮะ...”


ฉันลากเสียงนิดหนึ่งแล้วสังเกตสีหน้าตอนพูดคำว่า ฮันนีมูนเป็นคำที่คู่แต่งงานคู่ไหนๆก็ชอบทั้งนั้นแต่กับองค์อินทร์เธอแสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกอย่างหงุดหงิดเพราะไม่ต้องการพูดถึง


รังเกียจ...


แต่งงานกันมาห้าปีรังเกียจกับเรื่องแบบนี้ได้ไง ช่วงหนึ่งปีแรกคือเวลาเก็บเกี่ยวแล้วเอาแต่กกกอดกันอยู่ในห้องไม่ไปไหนไม่ใช่หรือไงกัน ต้องลองดูหน่อย ในเมื่อเธอไม่เล่าอะไรฉันก็ต้องหาคำตอบเองเนี่ยแหละ


หมับ!


ฉันคว้าข้อมือองค์อินทร์ที่กำลังจะเดินออกไปนอกห้องแล้วเหวี่ยงกลับเข้ามาพร้อมกับปิดประตูลงกลอนขังให้คนหน้าหวานอยู่ในห้องด้วยกันตามลำพัง เจ้าตัวขมวดคิ้วนิดหนึ่งแล้วถอยหลักอย่างหวั่นๆ


“คุณจะทำอะไร”


“อยู่ๆผมก็นึกถึงช่วงเวลาฮันนีมูนขึ้นมา ถ้าเราต่างนึกย้อนไปถึงช่วงนั้นแล้วลองทำมันอีกครั้ง อาจจะไม่ต้องหย่าก็ได้นะ”


“อินไม่เล่น ถอยไปได้แล้ว”


“ผมดูเหมือนกำลังเล่นเหรอ รังเกียจอะไรผมนักหนา อยู่ด้วยกันมาตั้งห้าปีเรื่องแบบนี้มันธรรมดาจะตายไป ไม่สิ...ก่อนห้าปีที่แต่งงานกันเราต้องผ่านอะไรแบบนี้กันมาบ้าง สิบสองปีเชียวนะที่เรารักกัน สั่งลากันก่อนจะเซนใบหย่าหน่อยจะเป็นอะไรไป”


“คุณมองเรื่องนี้เป็นแค่ความสนุกทางกายจริงๆสินะ สิบสองปีไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย”


“ก็มันสนุกจริงๆนี่ เราเองก็สนุกด้วยกันทั้งคู่หรือคุณไม่รู้สึก?”


“อินไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา มันคือความขมขื่นที่ต้องนอนร่วมเตียงกับคุณและมันเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันอยากหย่า”


“...”


“คุณบังคับอิน ขืนใจอิน คุณจำไม่ได้หรือไง!


โปรดติดตามตอนต่อไป


#MNYuri


ก็ทนมาได้ตั้ง 12 ปีเนอะกว่าจะยอมหย่ากัน 5555 ในที่สุดซีก็ได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไปๆมาๆเคยเจอกันเฉยยยยยย


ความสนุกยังมีอยู่ีเรื่อยๆ โปรดติดตามชม เรื่องนี้สนุก!!


เม้นท์ด้วย ขอกำลังใจโหน่ยยยยย










ราคารวมส่งแล้ว 459.-


E-Book




ราคารวมส่งแล้ว 539.-

 

 




ราคารวมส่งแล้ว คลิ๊กที่ภาพสั่งได้เลย




หรือสามารถซื้อเรื่องนี้ได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปได้เลย หยิบง่ายจ่ายสะดวกต้องหนังสือชุ้นเอง



Click ที่ภาพ



ผลงานรูปเล่มที่สามารถสั่งซื้อได้

Click











2 เล่มจบ ราคารวมส่งแล้ว 690.-





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 476 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,793 ความคิดเห็น

  1. #1550 103hz (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 16:10
    ติดเรื่องนี้แล้ว น่าสนใจมากๆๆค่ะ
    #1,550
    0
  2. #686 Ckloguaong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 22:26

    โอ้ นรินทร์ร้ายเฉยเลย พลิกไปมาจริงจัง

    #686
    0
  3. #415 P.Witch (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:30
    เห่ยย เคยเจอกันมากก่อนด้วย แต่เป็นการหลอกต้มตุ๋นซะงั้น ส่วนนรินทร์นายนี่มันแย่จริงๆ ขืนใจภรรยาตัวเอง
    #415
    0
  4. #176 Morning-kisses (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มกราคม 2563 / 12:11
    เอ้า ขืนใจมาตลอด 5 ปี นี่ไม่โอแล้วนะ คุณอินน่าสงสาร แล้วคุณซีนี่ก็เนียนเก่งเหลือเกิน ถึงกับจะจับขึงแล้วมั้งน่ะ อย่าน้าาา
    #176
    0
  5. #79 Me Gusta 8 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 22:51
    อย่างนี้นี่เอง นรินทร์แย่จัง ว่าแต่ตายยังหว่า
    #79
    0
  6. #77 graycloud (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 15:32
    โอ้ว เวรกรรม
    #77
    0
  7. #76 Hunter Sunji (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 14:24
    นรินทร์แย่มาก
    #76
    0
  8. #75 Pluto04 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 13:51

    ซีทำไรไว้กับอิน
    #75
    0
  9. #74 Nue96 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 13:47
    อะไรยังไงกันคุ๊ณณณณ เรื่องนี้มันมี-งำ แบะอภินิหาร ชิมิ
    #74
    0
  10. #73 poys23 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 13:05
    อดีตครอบครัวซีเคยไปทำอะไรไว้ละเนี่ย
    #73
    0
  11. #72 Thee_TY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 12:59
    อยากได้อีกตอนๆๆๆๆ อยากอ่านแบบไม่หยุดเลย5555
    นรินทร์นี่ถ้าจะเลวสุดไรสุด
    #72
    0
  12. #71 Bill_BKS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 12:37
    คนเรามันจะรู้สึกยังไงนะ ถ้าสามีขืนใจ ฮือ วงวารร
    #71
    0
  13. #70 janieja (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 12:00
    อัพอีกกก ค้างมาก
    #70
    0
  14. #69 Bell&Bell (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 11:39

    ว้าวเริ่มสนุกละ มาอัพทุกวันได้บ่

    #69
    0
  15. #68 Wirter Niranam (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 11:17
    ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้
    #68
    0
  16. #67 Jan_24 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 10:51
    ผูกปมมันส์เลยไหมพี่ สนุกมาก อยากอ่านต่อแย้วงับ
    #67
    0
  17. #66 Beemgraa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 10:21
    โอยยยยย ค้างงง ติดงอมแงมมมม
    #66
    0
  18. #65 MiniwolfY (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 10:13
    เอาละงายหายใจอยู่แต่ไม่ตายไม่ใช่ว่าพอออกจากร่างแล้วอีกคนไม่ตื่นแทนนะ555
    #65
    0
  19. #64 SherrieBerries (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:45
    โหย มันส์มาก สืบให้รู้เรื่องเร็วๆนะซี อยากรู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับองค์อินบ้าง
    #64
    0
  20. #63 Aquamarine16 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:42
    คุณเขียนสนุกทุกเรื่องเลย
    #63
    0
  21. #62 deernong (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:29
    ตั้งตอรอต่อไปเลยคร้าบบบ
    ไซซีอะ ไปถามทำไมแบบนั่นอะ
    #62
    0
  22. #61 นิโคลนา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:25
    รู้สึกไม่ค่อยชอบนิสัยแบบนี้ของซีอ่ะ ไปทำให้อินนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด เหมือนกันไปเล่นกันความรู้สึกของคนอื่น

    รู้สึกได้เลยว่าอ่านตอนนี้แล้วหงุดหงิดซีสุดๆ
    #61
    0
  23. #60 yim17 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:17
    พีคคคคคค
    #60
    0
  24. #59 Cy2720 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:13
    อยากอ่านวันละสองตอนไปเลยค่ะพิปา อยากรู้แน้ว
    #59
    0
  25. #58 AnAnAnT (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มกราคม 2563 / 09:07
    โอ๊ะๆโอ๋ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปนะ อยากอ่านต่อยาวๆเลย น่าติดตามสุดๆ
    #58
    0