Midnight Flight : เธอมีฉัน ฉันมีเธอ (Yuri)

ตอนที่ 13 : Chapter 12 : ความหมายของทานตะวัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,998
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 448 ครั้ง
    31 ม.ค. 63

12

ความหมายของทานตะวัน

“ฮื้มมมม...สวัสดีสหาย”


ฉันเอ่ยทักทายเลขาอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับหิ้วของกินมากมายจากเชียงใหม่ส่งให้ด้วย แม้ว่าการเดินทางโดยรถจะแสนเหนื่อยแต่ตลอดทางที่มีเพื่อนอย่างองค์อินทร์เป็นเพื่อนคุยมันทดแทนกันได้ ฉันรู้สึกว่าเราคุยกันน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อลองนึกถึง ฉันไม่เคยได้คุยกับใครยาวนานขนาดนี้ การได้แบ่งปันเรื่องราว เล่าเรื่องคลิปในอินเตอร์เนตสัพเพเหระ แปลกดีที่มันสนุกขนาดนั้น


“สวัสดีค่ะบอส ไปพักผ่อนมาท่าทางจะสนุก อารมณ์ดีฮัมเพลงมาแต่ไกล”


“ก็ได้พักผ่อนน่ะเนอะ มันก็ต้องสนุกแหละ”


“คุณอินเดียดูแลดีไหมคะ”


“ก็ต้องดูแลดีสิ เขาเป็นเจ้าบ้าน ซีเป็นแขก”


“นั่นสิเนอะไม่น่าถามเลย กลับมาคุณซีถึงได้ดูอารมณ์ดีขนาดนี้ มีแรงลุยงานต่อหรือยังคะ”


“เหลือเฟือ จะมีอบรมวันอาทิตย์นี้ใช่ไหม”


“ใช่ค่ะ คุณซีฝึกพูดบ้างหรือยัง”


“ก็ตั้งใจจะฝึกตั้งแต่วันนี้แหละชาร์ตแบตแล้วเรียบร้อย” ฉันยักคิ้วนิดหนึ่งก่อนจะกดรับมือถือที่สั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง และเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของปราบต์ฉันก็ตัดสายทิ้งแล้วกลับมาคุยกับปรางค์อย่างนึกขึ้นได้ “คุณปรางค์ติดต่อพ่อได้หรือยัง”


หลายวันที่ผ่านมาฉันพยายามติดต่อพ่อมาโดยตลอดแต่พ่อมีนิสัยเหมือนฉันนั่นแหละ เห็นเบอร์แล้วไม่อยากรับ ไม่อยากคุย ปกติฉันไม่ได้ตื๊ออย่างนี้แต่พ่อกำลังป่วยมากและฉัน็ไม่ได้บอกพ่อตรงๆว่าเจ้าตัวเป็นอะไรกันแน่ดังนั้นฉันจึงค่อนข้างกังวลเลยขอร้องให้ปรางค์ช่วยติดต่อพ่ออีกที


“ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ”


“ซีโทรหาพ่อแต่พ่อไม่รับสายเลย รู้ทั้งรู้ว่าซีเกลียดมากเวลาโทรหาแล้วไม่รับสายพ่อก็ยังทำ”


“ก็คงมีแต่คุณพ่อนั่นแหละที่ทำกับบอสได้”


“ใช่สิ ตัดพ่อตัดลูกไม่ได้นี่” ฉันบ่นกระปอดกระแปดแม้ในใจจะเป็นห่วงพ่อมากก็ตาม ฉันไม่ชอบเลยเวลาโทรหาใครแล้วเขาไม่รับสาย รู้สึกเหมือนตัวเองถูกปฏิเสธ ไม่มีตัวตน ฉันรับไม่ได้


“แต่ปรางค์ก็ส่งข้อความไปบอกตลอดว่าให้โทรกลับมาด้วย ปรางค์ว่านะ บอสน่าจะบอกกับคุณพ่อไปตรงๆว่าเป็นอะไร พอเขารู้จะได้ระวังตัวมากขึ้นแล้วกลับมา”


“ซีไม่แน่ใจว่ายิ่งรู้พ่อจะยิ่งเครียดหรือเปล่า พ่อเป็นสนุกสนานแบบนั้นแต่ความจริงเป็นคนจิตใจบอบบางมาก แค่ไปหาหมอยังอาละวาดแทบตายเพราะกลัวต้องฉีดยา ต้องเจาะเลือด โดยเฉพาะเจาะเลือดนี่ระแวงตลอดว่าจะโดนตรวจดีเอ็นเอจำไม่ได้เหรอ”


“มันก็ใช่ แต่ความจริงมันก็คือความจริงนะคะบอส บางทีเราอาจจะคิดแทนท่านมากเกินไป คุณพ่ออาจจะไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น สู้บอกความจริงไปดีกว่า”


คำแนะนำของเลขาทำให้ฉันพอจะคล้อยตามอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่คิดแต่ก็รู้จักนิสัยพ่อตัวเองดีจนไม่อยากให้เวลาที่เหลืออยู่ของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าอะไรแบบนั้น


“ถ้าพ่อติดต่อมาคราวนี้ซีจะลองพูดดู แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นติดต่อให้ได้ก่อนดีกว่า”


ฉันที่เริ่มจะไม่สบายใจเหม่อมองแล้วท่องอยู่ในจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าพ่อล้มขึ้นมา จังหวะที่กำลังหยิบโทรศัพท์ตัดสินใจจะลองโทรคุยกับพ่ออีกสักครั้งองค์อินทร์ก็ส่งข้อความมาหาก่อนและนั่นพอจะทำให้ฉันยิ้มได้

 

India : ไปดูหนังกัน

 

เธอมีสัมผัสพิเศษหรือเปล่านะถึงได้ทักมาตอนที่ฉันกำลังรู้สึกไม่ปลอดภัยและอยากจะมีเพื่อนสักคนมาอยู่ข้างๆ พอเห็นข้อความแบบนั้นฉันก็รีบตอบกลับในทันทีโดยไม่ดึงเชงใดๆทั้งสิ้น

 

See : ไป


ฉันออกมาเจอกับองค์อินทร์อย่างรวดเร็วในช่วงเย็นเพราะคนหน้าหวานต้องอยู่เคลียร์งานของลูกค้าอีกคนให้เสร็จก่อน เราทั้งคู่จองตั๋วหนังเสร็จก็เดินเล่นฆ่าเวลา ดูเสื้อผ้า ดูเครื่องสัมอางค์ตามประสาผู้หญิง คนหน้าหวานสังเกตเห็นว่าฉันดูวุ่นวายอยากได้โน่นอยากได้นี่เยอะเกินไปจนอดไม่ได้ต้องถามออกมา


“ไม่สบายใจเหรอ”


“หืม?” ฉันที่กำลังจะลองลิปสติกสีใหม่มององค์อินทร์ผ่านกระจกอย่างแปลกใจ “ทำไมเหรอ”


“เวลาเครียดหรืออกหักเรามักจะซื้อของ มันเป็นจิตวิทยาน่ะ”


“งี้คนซื้อของทุกคนก็ไม่สบายใจกันหมดสิ”


“แต่ไม่ใช่ลิปสติกแท่งที่ห้าแน่ๆ”


ใช่...ฉันซื้อเป็นแท่งที่ห้าแล้วภายในเวลาไม่กี่นาที จริงๆก็รู้เหมือนกันว่าคนเราเวลาเครียดจะต้องหาวิธีระบายด้วยการจับจ่ายใช้สอย แต่แค่ไม่คิดว่าองค์อินทร์จะรู้เรื่องนี้ด้วย บ่งบอกว่าเธอกำลังสนใจเรื่องจิตวิทยาตั้งแต่ได้รู้จักกับฉันเพิ่มมากขึ้น


“เป็นอะไรรึเปล่าซี บอกอินได้นะ” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยแบบนั้นทำให้ฉันยิ้มบางๆแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างไม่ปิดบัง


“ก็...นิดหน่อย”


“เรื่องอะไร”


“ซียังติดต่อพ่อไม่ได้เลย” ฉันยืนไหล่ห่อ ทั้งๆที่พยายามจะอยู่กับปัจจุบัน เบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองมาที่ลิปสติกแล้วแต่พอถูกกระตุ้นก็กลับมาคิดเรื่องนี้อยู่ดี “ซีเคยเล่าเรื่องพ่อให้อินฟังหรือเปล่า”


คนหน้าหวานนิ่งเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ


“ไม่เคย อยากเล่าไหม”


“งั้นคุยฆ่าเวลาระหว่างหนังจะเข้าแล้วกัน”


“ได้สิ คุยแล้วไม่เสียเงินด้วย เอาลิปสติกแท่งที่ห้าไปวางซะเพราะซื้อไปก็ไม่ได้ทาหรอก”


“ทำไมจะไม่ทา”


“เพราะสุดท้ายซีจะกลับมาใช้ลิปสติกสีเดิมที่เคยใช้อยู่ทุกวัน แล้วอันอื่นๆก็จะกลายเป็นขยะ”


มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติน่ะนะที่พูดมา เราจะเคยชินกับข้าวของที่ใช้ในทุกๆวันมากกว่าเพราะรู้สึกว่ามันปลอดภัย มันผ่านการคัดสรรมาแล้ว ส่วนอันใหม่ๆก็เหมือนฉาบฉวย ได้มาก็ดีแต่ก็ไม่ได้ใช้อะไรแบบนั้นเหมือนกับเสื้อผ้า ลองถ้าเราใส่แบบนั้นทุกวัน ไอ้ที่ซื้อมาใหม่ๆก็ใส่แค่บางอารมณ์แล้วก็กลับไปใช้แบบเดิมอยู่ดี ฉันส่งยิ้มให้องค์อินทร์โดยไม่ได้พูดอะไรแล้วเอาลิปสติกที่คิดจะซื้อไปวางก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องของตัวเองอย่างเก้ๆกังๆ


“จะเริ่มยังไงดีนะ...”


“อยากเริ่มตรงไหนก็ได้เลย อินเข้าใจว่าซีเล่าเรื่องชาวบ้านเก่งกว่าเรื่องตัวเอง” องค์อินทร์หัวเราะแล้วเอาแขนมาคล้องฉัน “ล้อเล่น เล่ามา ถ้าเล่าไม่ถูกเริ่มจากว่าทำไมต้องเครียดเรื่องพ่อขนาดนั้น พ่อเป็นอะไร”


“พ่อเป็นมะเร็ง”


เพราะเธอเกริ่นหัวข้อให้ฉันเลยพอจะหาจุดเล่าได้ถูก จากนั้นเรื่องราวทุกอย่างก็ไหลออกมาเหมือนสายน้ำ ฉันคงไม่ค่อยได้เล่าเรื่องตัวเองกับใครมากนักพอได้พูดทีมันก็เลยเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก อยากจะหยุดเล่าก็หยุดไม่ได้แล้ว องค์อินทร์ฟังเงียบๆ ไม่ขัดแล้วบีบแขนฉันอย่างให้กำลังใจ เธอปล่อยให้ฉันพูดจนกว่าฉันจะรู้สึกสบายใจ จะหยุดตรงไหนก็ได้เลย และฉันเลือกหยุดตรงที่...


“ถ้าพ่อเป็นอะไรขึ้นมา นั่นเป็นเพราะซีเอง” ฉันเกือบจะสะอื้นอยู่แล้วแต่ก็แค่ เกือบฉันเข้มแข็งมากพอที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองทำตัวน่าอายในห้างที่มีคนเดินเยอะมากขนาดนั้น


“ซีเลือกไม่บอกเพราะกลัวพ่อจะยิ่งเครียด ซีก็มีเหตุผลของซี ไม่มีใครโทษซีหรอก”


“ซีไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมันถูกหรือเปล่า”


“ไม่มีถูกผิดอยู่แล้วกับเรื่องแบบนี้ ซีอยู่กับพ่อมาตั้งแต่เกิดจะมีใครรู้จักพ่อซีมากไปกว่าซีล่ะจริงไหม?”


“แล้วถ้าเป็นอินล่ะ จะบอกหรือเปล่า”


องค์อินทร์เงียบไปนิดหนึ่งแล้วยักไหล่


“อินกับพ่อซีไม่เหมือนกันนะและเป็นคนละคน แต่ถ้าถามอิน อินจะอยากรู้ความจริงมากกว่า เพราะอินจะได้เตรียมตัวว่าก่อนจะจากไปต้องทำอะไรบ้าง แต่ก็นั่นแหละอย่างที่อินบอก ซีรู้จักพ่อที่สุด สิ่งที่ซีตัดสินใจทำมันเหมาะกับท่านแล้ว”


ฉันมองเพื่อนที่ถึงแม้จะเพิ่งกลับมาสนิทกันหลังจากที่ไม่เจอกันนานกว่ายี่สิบปีอย่างซาบซึ้ง องค์อินทร์ที่เห็นว่าฉันมองยกมือขึ้นตีเบาๆที่แขนหน้าแดงก่ำ


“ทำไมมองแบบนั้น เขิน”


“ขอบคุณนะ ซีสบายใจขึ้นเยอะเลย ซีไม่เคยเล่าเรื่องอะไรลึกๆแบบนี้ให้ใครฟัง”


“ก็คือเป็นคนไม่มีเพื่อนนั่นเอง”


“มี!” ฉันแว้ดออกมาแล้วหัวเราะอย่างฉิวๆ “คุณปรางค์ก็พอรู้เรื่องของซีนะ”


“เขาเป็นเลขา จำเป็นต้องรู้นั่นรู้นี่อยู่แล้วไม่แปลก ไม่มีเพื่อนก็แค่บอกว่าไม่มีไม่เห็นจะต้องอาย”


“แล้วซีจะกลายเป็นคนแบบไหนกัน”


“แบบอินไง อินก็ไม่ค่อยมีเพื่อน”


เราหัวเราะให้กันและกันอย่างนึกสงสารตัวเองที่ทำไมถึงไม่สนิทกับใครเลย  และเพราะเรามีความสัมพันธ์แบบเพื่อนฝึกหัดดังนั้นเราจึงพยายามรักษามิตรภาพแบบนี้เอาไว้ด้วยการรับฟังกันและกัน ใส่ใจกันและกันแบบที่พวกคำคมเขาชอบแชร์กันในเฟซบุ๊คอะไรเทือกนั้น เอาจริงๆตอนที่อ่านก็รู้สึกว่าแบบอะไรจะสวยงามราวภาพวาดปานนี้จนกระทั่งได้มีเพื่อนกับเขาจริงๆถึงได้รู้ว่า คนเคมีเข้ากันมันมีอยู่จริงๆที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนกันก็ได้


"ดูหนังจบแล้วอินจะพาซีไปที่นึง รับรองว่าจะซีจะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”


“อะไรเหรอ?”

 



ตอนนี้ฉันวิ่งอยู่บนเทรดมิลล์ในฟิตเนสที่แปะป้ายบอกเอาไว้ว่า เปิดตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันมีอยู่จริงและจะเปิดไปทำไมยาวนานขนาดนั้น รอให้ผีกระสือมายกดัมเบลหรือยังไงไม่ทราบ


“ทำไมคุณทำกับซีแบบนี้” ฉันที่วิ่งอยู่บนลู่นั่นพูดไปวิ่งไปอย่างตัดพ้อ คนเครียดจะตายอยู่แล้วดันให้มาวิ่งเป็นบ้าเป็นบอแทนที่จะกลับบ้านในตอนเที่ยงคืน รองเท้านี่ฉันต้องเหยียบส้นด้วยซ้ำเพราะยืมขององค์อินทร์มาใส่ ขนาดรองเท้าเราไม่เท่ากัน แต่ถ้าไม่มีผ้าใบฉันก็ออกกำลังกายไม่ได้เพราะมันเป็นกฎของที่นี่


“เขาว่ากันว่าถ้าเราออกกำลังกายร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้มีความสุขออกมา วิ่งไปเรื่อยๆ วิ่งไปจนกว่าจะมีความสุข”


“นี่วิ่งจนจะหัวเราะแล้วเนี่ย”


“งั้นก็หัวเราะไปเลย”


“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณมันเป็นมด”


“มด? มดอะไร”


“มดทรยิด มิตรทรยศ!


“คิก”


“ตอนนี้คนที่มีความสุขคือคุณต่างหาก ไม่ใช่ซี”


เสียงหัวเราะขององค์อินทร์ทำให้ฉันที่ฉิวๆอยู่หัวเราะออกมาได้บ้าง รอยยิ้มขององค์อินทร์ที่ให้ความรู้สึกสดใสเสมอนั่นช่วยปลอบประโลมหัวใจของฉันจนลืมคิดเรื่องพ่อไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง พอฉันหยุดวิ่งคนหน้าหวานก็หยุดยิ้มและนั่นทำให้ฉันต้องวิ่งต่อไป


สรุปว่าฉันมาวิ่งเพียงเพื่อจะทำให้องค์อินทร์มีความสุข


พอองค์อินทร์มีความสุขก็จะหัวเราะ และมันทำให้ฉันหัวเราะตาม


ความรู้สึกของฉันผูกติดกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แม่ดอกทานตะวัน

 

 


ชีวิตของเราก็ยังคงดำเนินต่อไป พ่อยังคงไม่ติดต่อมาในเมื่อฉันไม่สามารถติดต่อพ่อได้ก็ยังคงต้องก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองนั่นก็คือขึ้นเวทีแล้วพูดให้กำลังใจในงานอบรมที่ตัวเองจัดขึ้น มีคนเข้าร่วมมากมายอย่างที่เคยเป็นมาและวันนี้มีองค์อินทร์ที่ยอมเปิดใจมานั่งฟังด้วยอยู่ท้ายๆแถวพร้อมกับยกมือให้กำลังตลอดเวลาซึ่งมันทำให้ฉันเขินอายไม่น้อย


กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็มีการจับกลุ่มละลายพฤติกรรม พูดโน้มน้าวจิตใจ กระตุ้นให้เกิดเซลฟ์เอสตีม คนส่วนใหญ่ที่มาเข้าอบรมอะไรประเภทนี้คือคนที่ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกข้างในตัวเองกลวงโบ๋ ว่างเปล่าอยากจะเติมเต็มกำลังใจเพราะคนข้างกายทำให้ไม่ได้ก็เลยต้องพึ่งพาโค้ชอย่างพวกเรา แต่กับบางคนที่มา บ้างก็อยากทำให้ตัวเองร่ำรวย อันนี้ไม่ว่ากันมันเป็นเบสิคพื้นฐานของคนทั่วไปอยู่แล้ว ใครๆก็อยากได้อยากมีแต่มันอยู่ที่ว่าใครจะมีโอกาสมากกว่าใครแค่นั้น ฉันทำได้แค่แนะนำแนวทาง ก็อย่างที่บอกไลฟ์โค้ชถ้ามองในมุมที่ดีก็คือคนที่คอยชี้แนะ เป็นเข็มทิศ คุณจะทำหรือไม่ทำก็เรื่องของคุณ มองในแง่ร้ายก็...


หลอกลวง


ฉันน่าจะเป็นประเภทหลัง ที่รู้ว่าจะหลอกเอาเงินจากคนที่อ่อนแอกว่ายังไง


ดังนั้นตอนนี้ฉันเลยรู้สึกละอายใจนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าองค์อินทร์กำลังตั้งใจฟัง การหลอกคนอื่นให้หลงเชื่อยังไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะเขาคือคนอื่น แต่กับเพื่อนตัวเองที่รู้จักกันพอประมาณ มาได้ยินได้ฟังอะไรแบบนี้ไม่รู้จะมองว่าฉันเป็นคนยังไงเหมือนกัน ที่สำคัญองค์อินทร์เป็นพวกแอนตี้อะไรแบบนี้อยู่แล้วด้วย


หลังจากงานจบลง ทุกคนก็มาถ่ายรูปรวมกันพร้อมกับพูดคุยกันนิดหน่อย องค์อินทร์เดินเข้ามาหาพร้อมกับส่งยิ้มกรุ้มกริ่มที่ทำให้ฉันรู้สึกกระดากอายเพราะไม่รู้ว่าจะถูกแซะว่ายังไง


“ตอนอยู่บนเวทีนี่คุณเก่งจริงๆนะ ดูเป็นคนมีพลัง เก่งมากๆเลย”


“แซว”


“พูดจริงๆ คุณทำให้คนอื่นๆรู้สึกดีขึ้นได้จริงๆนะ”


“แต่ทำให้คุณรู้สึกแบบนั้นไม่ได้สินะ”


“คุณไม่ต้องทำอะไรก็รู้สึกดี อะนี่ รางวัล” องค์อินทร์ส่งดอกทานตะวันโดดๆให้ฉันซ้ำยังเป็นดอกไม้ปลอม ฉันมองคนให้ที่รู้สึกเขินอายนิดหน่อยจนฉันเขินไปด้วย


“อะไรเนี่ย”


“เป็นผู้หญิงให้ดอกไม้มันดูแปลกๆเนอะ แต่ถ้าไม่ให้เลยมันก็ดูไม่เหมือนแสดงความยินดี เลยคิดว่าให้ดีกว่าแต่ให้ดอกเดียว”


“ดอกไม้ปลอมเนี่ยนะ”


“มันจะได้ไม่เฉา เอาไว้ให้คุณเอาไปตกแต่งห้องนอนอันใหม่ได้ด้วย”


เราสบตากันเนิ่นนานจนไม่ทันได้สังเกตเสียงเรียกของปรางค์ที่เดินมาพร้อมช่อดอกไม้อันใหญ่ ซึ่งดูจากราคาแล้วน่าจะหลายพันอยู่ ฉันมองอย่างสนใจนิดหน่อย


“ใครส่งมา”


“เห็นในการ์ดเขียนว่า...นรินทร์ค่ะ”


พอชื่อนี้ปรากฎฉันก็นิ่งอึ้งไปพอๆกับองค์อินทร์ที่เงียบกริบ ชื่อนี้เหมือนเป็นชื่อต้องห้ามที่ไม่ควรจะดังขึ้นตอนเราสองคนอยู่ด้วยกัน มันสร้างช่องว่างในความสัมพันธ์ของฉันกับองค์อินทร์ให้เป็นรูเหมือนสูญญากาศ


“สวยดี เอาไปเก็บให้หน่อย ใหญ่เกินไม่มีแรงจะแบก”


“ค่ะ เอ้อ...แล้วก็มีคนมาขอพบด้วย”


“ใคร”


“คุณปราบต์”


ฉันหลับตาพริ้มตอนได้ยินชื่อนี้ก่อนจะถอนหายใจ องค์อินทร์ที่เห็นสีหน้าหนักใจของฉันเลยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้


“ใครเหรอ”


“กิ๊กเก่า สงสัยวันนี้ต้องทำให้มันชัดเจนสักที” ฉันที่กำลังจะเดินไปชะงักนิดหนึ่งแล้วหันมาทางองค์อินทร์ “คุณอยากไปกับซีไหม”


“หมายถึงให้อินไปกับคุณ ไปคุยกับกิ๊กคุณ”


“ซีอยากได้เพื่อน บางทีโค้ชก็ต้องการพลังนะ”


พอได้ยินฉันขอร้องอย่างนั้นองค์อินทร์ก็ยิ้มอย่างเข้าใจ


“ได้สิ”

 



ฉันเดินตามปรางค์ไปหาปราบต์ที่คอยท่าอยู่ด้านหลังเวที ตอนนี้เขาถือช่อดอกไม้ราคาหลายพันเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสันแล้วทำท่าแสดงความยินดีด้วยการยื่นมันมาให้แต่ฉันเลี่ยงโดยให้ปรางค์รับแทน ซึ่งตอนนี้เลขาฉันตัวเต็มไปด้วยช่อดอกไม้จากผู้ชายสองคนที่เหมือนกำลังแข่งว่าใครยกสวนดอกกุหลาบมาได้เยอะกว่าคนนั้นชนะ


“ขอโทษด้วยนะ มือไม่ว่าง” ฉันโชว์ดอกทานตะวันปลอมๆให้เขาดูพร้อมกับยืนไพล่หลัง


“วันนี้มีคนให้ดอกไม้คุณเยอะเลย”


“ใครๆก็อยากยินดีด้วยน่ะค่ะ” ฉันกัดริมฝีปากนิดหนึ่งแล้วตัดสินใจพูดมันออกมา “ซีว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันจริงจังแล้วล่ะ”


“ผมก็อยากคุยกับคุณ เราไปหาที่เงียบๆคุยดีไหม ชั้นล่างมีล็อบบี้คุยกันที่นั่นก็ได้”


“ที่นี่แหละ ซีคุยกับคุณไม่นานหรอก...เรื่องของเรา”


“ผมก็อยากคุยเรื่องนี้ ทำไมคุณถึงไม่รับโทรศัพท์ผมเลยตั้งแต่กลับจากญี่ปุ่น”


“มันไม่ยากเลยนะปราบต์ ถ้าซีไม่รับสายนั่นแปลว่ามันจบลงแล้ว...ซีว่าซีเคยบอกคุณไปแล้วนะว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ในเมื่อมันไม่คลิ๊กก็ลาจากกันไป มันง่ายๆเท่านั้นเอง”


“ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า คุณไม่เห็นบอกเลยว่าทำไมอยู่ๆก็ขอตัดความสัมพันธ์”


“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณมันอยู่ที่ซีเอง” ฉันถอนหายใจแล้วมองไปทางองค์อินทร์อย่างรู้สึกกระอักกระอ่วนนิดหน่อย จริงๆฉันเป็นฝ่ายขอให้เธอมายืนช่วยเป็นกำลังใจ แต่พอจะพูดถึงเหตุผลก็รู้สึกละอายแก่ใจคนหน้าหวานขึ้นมา “ซีแค่เบื่อคุณ”


“เบื่อ? คุณคุยกับผมได้แค่สองอาทิตย์ เราไปญี่ปุ่นด้วยกันตั้งห้าวัน”


“มันก็น่าจะเพียงพอสำหรับคุณแล้ว จะว่ายังไงดี...” ฉันเอียงคอนิดหนึ่ง “ซีไม่อยากเอาตัวเองไปจบความสัมพันธ์กับใคร ในขณะที่ซียังไหวตัวทันได้ซีคิดว่าซีถอยก่อนดีกว่า เรารักกันชอบกันในวันที่ตื่นเต้นที่สุดไปแล้วก็น่าจะพอ คุณจำแค่ช่วงเวลานั้นเอาไว้เถอะ”


“คุณบอกเลิกผมเพราะคุณกลัวอะไรกันแน่”


“ซีกลัวความไม่แน่นอน”


“...”


“ไม่มีใครรักเราจริงเท่ากับเรารักตัวเองและซีเป็นคนอย่างนั้น วันนี้คุณหลงซีหัวปักหัวปำก็จริงแต่พอเวลาผ่านไปคุณก็จะเหมือนคนอื่นๆ ก็มันผ่านช่วงตื่นเต้นไปแล้ว ได้ไปแล้ว แล้วก็ลาจากกันไปทิ้งความรู้สึกผูกพันให้มันตกตะกอนอย่างน่ากลัว ซีไม่ต้องการแบบนั้น เราต่างคนต่างเดินออกมาตอนที่ยังไม่รู้สึกอะไรมากจะดีกว่า”


“คุณแค่กลัวว่าผมจะทิ้งคุณและคุณรับมันไม่ได้”


“ใช่ ซีทนรับการถูกทอดทิ้งไม่ได้ เราไม่จากเป็นก็ต้องจากตายอยู่ดี นี่ซีพูดตรงที่สุดแล้ว...การที่คุณรับรู้ความจริงมันน่าจะดีต่อตัวของคุณเอง”


“คุณมีคนอื่นใช่ไหม”


“ซีก็มีของซีตลอดนั่นแหละ แล้วก็เลิกตลอดเหมือนกัน คุณไม่ใช่คนแรกที่ฟูมฟายหรอก อย่าเสียดายคนแบบซีเลย คุณเป็นคนดีนะปราบต์...คุณจะได้เจอคนที่ดีกว่านี้เชื่อสิ”


กับคนบางคนต้องตรงไปตรงมาถึงจะเข้าเป้า ฉันพอจะมองออกว่าปราบต์ไม่ใช่ผู้ชายอ่อนแอแต่แค่ต้องการความชัดเจน เขาแค่ต้องการเหตุผลซัพพอร์ตว่าเรื่องนี้เขาไม่ใช่ฝ่ายผิดเพื่อจะได้ลาจากไปอย่างไม่รู้สึกติดค้างอะไรก็เท่านั้น


นี่ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่ละคร ที่คนบางคนเจ็บปวดแล้วจะมาแก้แค้นหรือทำร้ายกัน โอเคเรื่องจริงมันก็มีบ้างคนแบบนั้น แต่ไม่ใช่กับคนที่ฉันคบด้วย ฉันสกรีนมาหมดแล้วกว่าจะถึงขั้นได้คบหากันขนาดนี้


“ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้ กลัวอยู่แบบนี้ คุณจะไม่มีวันเจอคนที่รักคุณจริง”


“ไม่เป็นไร เรื่องนี้ซีจะรับมือกับมันเอง...คุณต้องผ่านมันไปให้ได้นะปราบต์”


คนหน้าหล่อที่สภาพทรุดโทรมจากอาการทำใจไม่ได้มาสักระยะหนึ่งมองมาที่มือฉันแล้วเอ่ยถามดอกไม้ในมือที่ฉันไม่ยอมวางสักที


“ดูเหมือนว่าคุณจะเจอคนใหม่ที่พร้อมจะทำร้ายเขาอีกแล้ว”


ฉันมองตามสายตาของปราบต์มาที่ดอกทานตะวันก่อนจะยิ้มให้แฟนเก่าอย่างมั่นใจ


“กับคนนี้ไม่เหมือนกัน ซีจะไม่มีวันทำให้เขาเจ็บปวด”


เพราะดอกทานตะวันหมายถึงความรักที่มั่นคง มิตรภาพแบบเพื่อนไม่มีวันถูกทำลายลงได้ โดยเฉพาะเพื่อนแบบองค์อินทร์


ฉันจะไม่มีวันทำร้ายเธอ


โปรดติดตามตอนต่อไป


#MNYuri


สนิทกันแย้ววววเห็นมะ เรื่องนี้จะค่อนข้างละมุนละไมกับหัวใจหน่อยนะคะ ถ้าใครชอบความรวดเร็วรถไฟเหาะต้องอ่าน MATE กับ Apple ถ้าชอบ US ก็ต้องเรื่องนี้แหละ 5555


มีคนถามว่าใช้อิมเมจใครเป็น ซี เอาจริงๆถ้าไม่มองเรื่องอายุและเข้าตาที่สุดต้องคนนี้เหลย

เต็มไปด้วยคาริสม่า มั่นใจ สง่างาม



จะหลอกคนได้ต้องสง่างามไว้ก่อน 555555555555


แล้วพบกันค่ะ










ราคารวมส่งแล้ว 459.-


E-Book




ราคารวมส่งแล้ว 539.-

 

 




ราคารวมส่งแล้ว คลิ๊กที่ภาพสั่งได้เลย




หรือสามารถซื้อเรื่องนี้ได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปได้เลย หยิบง่ายจ่ายสะดวกต้องหนังสือชุ้นเอง



Click ที่ภาพ



ผลงานรูปเล่มที่สามารถสั่งซื้อได้

Click











2 เล่มจบ ราคารวมส่งแล้ว 690.-



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 448 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,793 ความคิดเห็น

  1. #1168 -ฝนดาวตก- (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2563 / 12:28
    ตอนแรกคิดถึงคนแบบไซซีไม่ออกนะ พอนึกว่าเป็นพี่อั้มคือมันใช่เลย สวยสง่า เซ็กซี่ มีเสน่ห์ มั่นใจ เก่งอ่านคนออก ที่สำคัญแสดงเก่งมาก(หนูตามดูละครพี่ตั้งแต่เด็กๆ)
    #1,168
    0
  2. #699 Ckloguaong (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:55

    แค่อิมเมจก็ดีแล้วอ่ะ งืมมม

    #699
    0
  3. #697 cAt-Eternalz (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 / 02:05
    เน้นจังน่ะ

    เ พื่ อ น

    เนี่ย 5555​
    #697
    0
  4. #440 P.Witch (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:45
    นี่กังวลแทนซีเลยว่าทำไมพ่อไม่รับสาย แง ส่วนซีตอนนี้คือได้ดอกไม้เพียบบบ อ่ะ เคลียร์กับปราบต์ไปแล้วหนึ่ง เหลืออีกหนึ่งหนามใหญ่
    #440
    0
  5. #399 Morning-kisses (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:52
    จ้า คุณซีดันเข้าเฟรนด์โซนเข้าไปอีก เจ้าคนขี้กลัวเอ๊ย เมจคุณซีนี้คาริสม่าแรงมากยอมจ้า ดีงาม ตัดทุกคนยกเว้นองค์อินระวังใจตัวเองไว้เถอะโค้ชคนเก่ง
    #399
    0
  6. #369 ehxample_ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 23:41
    ก็คืออินมาก แบบอินทั้งอินอินทั้งซี พูดอีกก็งงอีก5555555555555
    #369
    0
  7. #368 So_Zo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 21:07

    เกือบดีแล้ววววถ้าไม่ใช่ในความหมายเพื่อน

    #368
    0
  8. #366 yim17 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 19:47
    เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ555
    #366
    0
  9. #365 chotoru (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 19:32
    ซีคุณจะเป็นแค่เพื่อนหรอ หื้มมมมมม?
    #365
    0
  10. #364 Thee_TY (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 18:12
    ดีแล้วแหละซีเคลียร์ให้จบๆ
    เหลือไว้แค่ดอกทานตะวันก็พอ5555
    #364
    0
  11. #363 YBOAP (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 16:04
    อินนี่ข้อยกเว้นของซีเขาล่ะ ตอนนี้ยังแค่เพื่อน รอเป็นแฟนไม่ไหวแล้ว
    #363
    0
  12. #362 Pluto04 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 13:55

    ออกตัวแรงนะซี
    #362
    0
  13. #361 Nue96 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 13:09
    ซีเทอชัดเจนม๊ากกก ขัดเจนต่อทั้งปราบด์และอิน
    #361
    0
  14. #360 Bell&Bell (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 11:37

    พ่อต้องรู้แล้วแน่เลยว่าเป็นมะเร็งและซีไม่ใช่ลูกถึงหนีไม่ยอมรับสาย ว่าจะดองไว้มาอ่านทีเดียวแต่ก็อดใจไม่ไหวเข้ามาอ่านทุกทีเลย

    #360
    0
  15. #359 totoa (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 10:48

    อิมเมจเรา พี่บี น้ำทิพย์ ปังเหมือนกัน

    #359
    0
  16. #358 Me Gusta 8 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 10:42
    ซีจะกลัวไปไย ไงก้อต้องรักอินยุละ อิอิ
    #358
    0
  17. #357 nicezy11 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 09:43
    อิมเมจเหมือนที่คิดไว้เลยย
    #357
    0
  18. #356 ★PAN (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 09:27
    กลัวว่าซีจะไม่กล้าก้าวผ่านความกลัวของตัวเองจังเลยค่ะ
    #356
    0
  19. #355 Kaewana (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 09:15
    รักดอกทานตะวัน
    #355
    0
  20. #354 AnAnAnT (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 มกราคม 2563 / 09:11
    อิมเมจ อั้ม ใช้ได้เลยจริงๆ โธ่ซี อินได้ยินแบบนี้รู้จักซีที่ไม่มีหัวใจให้ใครแบบนี้ อินจะกลัวที่จะรักซีไหมนะ
    #354
    0