( END ) 7SINS/iKON ✡ GLUTTONY ▫ #chanyun

ตอนที่ 6 : chapter four

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,284
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    18 พ.ค. 58


7SINS-iKON

GLUTTONY

Chapter 04

 

ที่เขาบอกว่าลูกคนรวยมักจะดื้อ..

มันเป็นความจริงสินะ..

ยุนฮยองมองภาพตรงหน้าด้วยท่าทีลำบากใจ บรรยากาศรอบๆ เองก็กดดันขึ้นเรื่อยๆ เขาก้มหน้างุดไม่กล้าสบกับป้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยซ้ำ เพราะว่าป้าทำท่าไม่พอใจมาตั้งแต่ตอนที่ชานอูเดินเข้ามาในบ้านด้วยแล้วล่ะ

            ใช่..

            ได้ยินไม่ผิดหรอก

            ชานอูเข้ามาในบ้านเขาจริงๆ แถมตอนนี้ยังนั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยแบบไม่มีท่าทีสะทกสะท้านอะไรเลยทั้งนั้น ใบหน้าคมคายยังคงยิ้ม ชานอูดูสนุกสนานกับเรื่องที่เกิดขึ้น ลูกเศรษฐีตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นอย่างเป็นที่สุด นั่นทำให้ยุนฮยองไม่รู้จะทำอะไรนอกจากถอนหายใจแล้วนั่งตัวเกร็ง

            ให้มันได้แบบนี้สิ

หลังจากที่เขาบอกปฏิเสธความสัมพันธ์ไปนั้น ชานอูก็อึ้งเล็กน้อย คิ้วทั้งสองข้างเลิกขึ้นและบนใบหน้าแลดูตกใจ

            แต่มันก็แค่ชั่วขณะหนึ่ง..

ชานอูมองมาด้วยท่าทางอึ้งๆ คงเป็นเพราะไม่คิดว่าลูกเศรษฐีแบบตัวเองจะมีคนปฏิเสธ ก่อนที่มุมปากทั้งสองข้างจะยกยิ้ม ทีแรกชานอูยังนึกว่าเขาล้อเล่น ต้องย้ำอยู่สองสามครั้งว่าไม่ต้องมาเจอกันจริงๆ ถึงจะยอมเชื่อ

            แต่เชื่อแล้วยังไงล่ะ?

            ชานอูเงยหน้าขึ้นไปหัวเราะก่อนจะวางมือไว้บนหัวของเขา พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ยุนฮยองถึงกับหายใจไม่ทั่วท้องออกมา

            “พี่คิดว่าตัวเองสั่งผมได้เหรอ?”

            ทีแรกนึกว่าจะโดนสั่งเก็บแล้วเสียอีก เพราะบนใบหน้านั้นดูจริงจังมากกว่าครั้งก่อนๆ แต่เมื่อเห็นว่ายุนฮยองตกใจขนาดนั้นชานอูก็รีบยิ้มสนุกเหมือนเดิม พร้อมกับล้วงเอาอมยิ้มในกระเป๋าเสื้อออกมาอม

            “คนที่จะสั่งผมได้มีแค่พ่อเท่านั้นล่ะ แต่ทำไมต้องห้ามผมยุ่งกับพี่ด้วยล่ะ? ผมไม่ดีตรงไหนเหรอ?”

            แล้วก็โทษตัวเองซะงั้น..

ยุนฮยองต้องอธิบายยกใหญ่ว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด เขาบอกไปตามความจริงว่าลำบากใจกับเรื่องทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการไปหาถึงบ้าน ซื้อโทรศัพท์ให้ หรือช่วยให้ได้เข้ามาเรียนในโรงเรียนซง ทุกอย่างมันมากเกินกว่าที่จะรับไหว แถมคนเป็นป้าก็ไม่สบายใจด้วย

            แต่ถึงแบบนั้นชานอูก็ยังหัวเราะออกมาได้อยู่ ร่างสูงดึงอมยิ้มออกจากริมฝีปากแล้วทำท่าครุ่นคิด ก่อนที่มือหนานั้นจะส่งมาวางไว้บนหัวของเขาอีกรอบ

          “เพราะผมรวยเลยคบกับพี่ไม่ได้เหรอ?”

          “ค..คบอะไรกันล่ะ ไม่ใช่นะ”

          “ก็ผมชอบพี่ครับ วันนี้ไม่คบผมก็หวังว่าวันหน้าเราจะได้คบกัน”

เป็นการสารภาพรักแบบหน้าซื่อๆ ที่ไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แล้วในชีวิตนี้ก็ไม่คิดด้วยว่าจะได้ยินมันออกมาจากปากของลูกเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ

ยุนฮยองทำอะไรไม่ถูก วินาทีนั้นหัวใจมันเต้นแรง รู้สึกได้ว่าในท้องปั่นป่วนเหมือนมีผีเสื้อนับพันแตกฮืออยู่ภายใน หัวใจของเขาพองโตขึ้นเรื่อยๆ กับคำพูดนั้น

ก่อนที่มันจะเหมือนมีเข็มแหลมๆ มาจิ้มทำให้ฝันสลาย แตกกระจายกลายเป็นฟองอากาศ เมื่อสำเหนียกได้ถึงฐานะของตัวเอง

            มันน่าน้อยใจจริงๆ

            “เราสองคนคบกันไม่ได้หรอก พี่ชอบนายนะ.. แต่มันไม่ดีแน่ถ้าจะเป็นแบบนี้ต่อไป..”

            ยุนฮยองพูดพร้อมหลบตา ในใจมันจึกไปหมด ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่เคยมีแฟน แต่เพราะเคยดูละครบ่อยๆ ก็พอจะเดาออกว่าตอนอกหักนั้นมันเจ็บแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อกหักเสียหน่อย ทำไมถึงได้หน่วงในใจขนาดนี้ก็ไม่รู้

            “ถ้าชอบผมแล้วทำไมต้องไม่ดีครับ? ในเมื่อเราชอบกันเราก็ควรจะศึกษากันไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เหรอ?”

          “..ปกติแล้วนายชอบคนอื่นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”

            ยุนฮยองเงยหน้าขึ้นถามตามที่สงสัย บางทีมันอาจจะเป็นความหลงเหมือนที่ป้าบอกก็ได้ ถ้าอย่างนั้นเขาจะได้ไม่หลงตัวเองต่อไป

          “ผมไม่เคยชอบใครครับ กับพี่นี่คนแรกเลย”

            แต่แล้วสิ่งที่คิดไว้ก็ผิดมหันต์อีกครั้งเพราะชานอูตอบออกมาแบบนั้น

            “มันอาจจะเร็วไป ผมถึงบอกไงว่าต้องศึกษากันไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้าพี่รีบตัดความสัมพันธ์กับผมตอนนี้ ในอนาคตเราก็ไม่ได้คบกันแล้วสิครับ”

ยุนฮยองเองก็เถียงอะไรไม่ออก จึงยกข้ออ้างเดิมๆ มาเถียงอีกครั้งว่าฐานะของเราแตกต่างกันเกินไป ผู้ใหญ่ต้องไม่พอใจแน่ๆ ที่เป็นแบบนี้ พ่อของชานอูเองก็ต้องรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากถ้าจะให้ลูกมาคบกับคนจนๆ อย่างเขา

            แต่ชานอูก็หัวเราะออกมาอีกหนแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ

          “พ่อไม่สนใจพวกผมหรอกครับ แต่แม่ผมเคยสอนว่าคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะ พี่เคยอ่านข่าวไหม? แม่ของผมเป็นนางแบบที่ชอบบริจาคเงินให้องค์กรการกุศลนะ พวกหมาแมวจรจัดแม่ยังเอ็นดูเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแม่ผมไม่รังเกียจพี่หรอกครับ”

          “แต่.. เราต่างกันเกินไปชานอู มันเป็นปัญหาแน่ๆ ในอนาคต พี่ไม่มีอะไรตอบแทนนายได้เลย ทำได้แค่รับอยู่ฝ่ายเดียว คนเขาก็จะคิดแล้วว่าพี่เข้าหานายเพราะหวังผลประโยชน์ เกาะนายกิน แค่เดินเข้ามาในโรงเรียนนี้เพราะนาย เขาก็รู้แล้วว่าพี่ใช้เส้น”

            “ถ้าอยากตอบแทนผมก็อย่าไล่ผมสิครับ ไม่ต้องตอบแทนเป็นเงินหรอก ผมมีเยอะแล้ว ถ้าอยากตอบแทนก็ชอบผมตอบดีกว่าครับ ให้มากเท่าๆ กับที่ผมชอบพี่”

            ชานอูมองมาด้วยสายตาจริงจัง บ่งบอกว่าประโยคนั้นไม่ได้ล้อเล่น

แต่มันก็เป็นความจริง.. ยุนฮยองจะกังวลเรื่องฐานะทำไมในเมื่อเขาก็ไม่ได้ต้องการเงินจากอีกฝ่ายเสียหน่อย มันไม่เป็นจะเป็นปัญหาตรงไหนเลย แล้วก็คิดว่าพ่อคงไม่มายุ่งจริงๆ นั่นล่ะ ขนาดพี่ๆ คนอื่นๆ มีแฟนพ่อก็ไม่เคยปริปากพูดเลยด้วยซ้ำ

            เอาเป็นว่า.. เหมือนจะไม่สนใจมากกว่า

            หมายถึงพี่น้องคนอื่นๆ น่ะนะ ยกเว้นพี่แจบอมไว้คนนึง เขาคิดว่าพ่อจะต้องสรรหาคนที่ดีที่สุดมาให้แน่ๆ เพราะเป็นลูกชายที่รักขนาดนั้น แม้กระทั่งรถยนต์พ่อยังเลือกอยู่ตั้งนานว่าจะให้ขับอะไร รถรุ่นไหนดีที่สุด ปลอดภัยที่สุด สำหรับแจบอมแล้วต้อง ดีที่สุด ในขณะที่ลูกคนอื่นๆ ไปเลือกมาเองตามใจ พ่อแค่มีหน้าที่จ่ายเงินเท่านั้น

            บ้านเขาก็เป็นอย่างนี้แหละ

            “อย่าห่วงเลยครับว่าพี่จะจนขนาดไหน จำไว้แค่ว่าผมเลี้ยงพี่ได้ทั้งชาตินี้เลยก็แล้วกัน”

            ชานอูพูดต่อเมื่อเห็นว่ายุนฮยองเงียบไป

ประโยคนี้ทำให้ร่างเล็กถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ลูกเศรษฐีนี่มันดื้อจริงๆ สินะ เขาไม่รู้จะเอ่ยปากเถียงยังไงเลยเพราะมันก็แน่ชัดอยู่แล้วว่าชานอูไม่ยอมปล่อยมือจากเขาแน่ๆ

            ซึ่งถ้าจะให้พูดกันตามตรงมันก็ดี..

            ตั้งแต่พ่อกับแม่ตาย ก็เพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองโชคดีในตอนที่มาเจอชานอูนี่แหละ

            ถึงป้าจะคอยบอกว่าครอบครัวของชานอูน่ากลัวมากแค่ไหน แต่สิ่งที่ชานอูปฏิบัติกับเขามันไม่ใช่แบบนั้น ยุนฮยองเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นและรับรู้ได้ เขาคิดว่าชานอูเป็นคนดี แล้วก็จะไม่โกหกว่าภายในใจนี้ก็แอบชอบชานอูอยู่เหมือนกัน

            มันอาจจะเป็นรักแรกพบก็ได้นะ

ถึงไม่อยากจะเรียกว่าความรักเท่าไหร่ แต่เขาก็จะยอมรับตรงนี้ว่าหวั่นไหวกับทุกการกระทำ ไม่ว่าตอนที่ชานอูยิ้มให้ ตอนที่ชานอูจับมือ หรือแม้กระทั่งตอนที่เห็นอีกฝ่ายกินขนมหวาน เขาก็รู้สึกชอบไปหมดทุกอย่าง และยิ่งชานอูบอกว่า ชอบเหมือนกัน ข้างในมันก็รู้สึกดีจนอยากจะขัดคำสั่งของป้า

แต่ก็นะ..

            “ป้าพี่ไม่ยอมให้เราสองคนติดต่อกันหรอก ป้าเขาไม่ชอบแล้วก็ไม่สบายใจ พี่ไม่อยากทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาเพราะครอบครัวนี้พี่ก็เหลือป้าแค่คนเดียว..”

          “ถ้างั้นเราไปทานข้าวเย็นที่บ้านพี่กันครับ ผมจะได้ทำความรู้จักกับป้าพี่ให้มากขึ้น ท่านจะได้สบายใจ”

          “หืม?”

ยุนฮยองได้ยินไม่ชัดนักเพราะชานอูพูดออกมาไวมาก เขาสับสนอยู่เลยว่าควรจะตอบตกลงดีหรือไม่ แต่ชานอูก็โทรเรียกคนขับรถให้ขับมารับหน้าพาร์เธนอนเสียก่อน ไม่มีโอกาสได้แย้งแล้วเพราะชานอูยืนยันคำเดิมว่าจะมาให้ได้

            นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างสูงมาอยู่ที่บ้านของเขาแบบนี้..

            แล้วเวลากินข้าวก็ต้องนั่งพื้นด้วยนะ

ทีแรกชานอูทำตัวงงๆ ร่างสูงมองไปรอบๆ เมื่อเห็นโต๊ะกินข้าวเล็กๆ ตั้งอยู่กลางห้องที่แสนคับแคบ ก่อนจะถามออกมาด้วยหน้าซื่อๆ ว่าปกติกินข้าวยังไงกัน พอยุนฮยองบอกว่านั่งที่พื้นเท่านั้นแหละ เด็กหนุ่มก็อึ้งไปซักพัก

            มันทำให้ยุนฮยองกังวลและค่อนข้างอาย แต่ทุกอย่างก็จางหายไปเพราะจู่ๆ ชานอูก็หัวเราะออกมาแล้วทรุดตัวลงไปนั่ง แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอีกว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยนั่งกินข้าวเลยสักครั้ง แบบนี้ก็เปลี่ยนบรรยากาศดีเหมือนกัน

            ถ้าเท้าเป็นเหน็บชาล่ะก็นะ..

            “คุณหนู.. ป้าพูดตามตรงว่าอาหารพวกนี้มันไม่สะอาดหรอกนะคะ ถ้าคุณหนูชานอูทานเข้าไปมันอาจจะทำให้ไม่สบายก็ได้..”

            “แล้วปกติคุณป้าทานอาหารแบบไหนเหรอครับ?”

            ชานอูถามด้วยน้ำเสียงซื่อๆ เมื่อรอให้อีกฝ่ายพูดจบแล้ว ท่าทีเกร็งๆ นั้นทำให้เขานึกขัน ความจริงป้าของพี่ยุนฮยองไม่เห็นต้องกลัวขนาดนั้นเลย แล้วก็ไม่ต้องทำเหมือนเขาเป็นคนป่วยร่างกายอ่อนแอด้วย อะไรก็กินได้ทั้งนั้น

บนโต๊ะตอนนี้มีข้าวสวยร้อนๆ หนึ่งถ้วย ปลาทอดหนึ่งตัว กิมจิในถ้วยเล็กๆ แล้วก็ซุปถั่วงอก เป็นอะไรที่แปลกตามากเพราะตอนทานข้าวที่บ้านนั้นมันมีอาหารละลานตาไปหมด บางทีก็เลือกไม่ถูกว่าควรจะกินอะไรดี เอาตรงๆ เวลาทานข้าวแต่ละทีเขาไม่สามารถทานทุกเมนูที่อยู่บนโต๊ะอาหารได้ด้วยซ้ำ

            พอเห็นอาหารน้อยๆ แบบนี้ก็คิดว่าน่าจะทำให้เราได้จดจ่อกับเมนูตรงหน้ามากขึ้นล่ะนะ

            “ป้าก็ทานอย่างที่ทำมานี่ล่ะค่ะ ไม่ได้..”

            “ครับ ผมก็คนธรรมดาเหมือนอย่างคุณป้านั่นแหละ ถ้าคุณป้าทานแล้วไม่ป่วย ผมก็ไม่เป็นอะไรหรอกครับ”

            “แต่..”

            “คุณป้าอย่ากังวลนักเลยครับ ตอนนี้เรามาทานอาหารกันดีกว่า”

            เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับถูมือเบาๆ ทำท่าทางให้สบายผ่อนคลายที่สุดแล้วถือช้อนขึ้นมาดู มันมีอยู่อันเดียววางคู่กับตะเกียบบนโต๊ะ เป็นอีกเรื่องที่น่าแปลกตา เพราะเวลาทานข้าวที่บ้าน บนโต๊ะจะมีช้อนเล็ก ช้อนใหญ่ ส้อมเล็ก ตะเกียบสั้น ตะเกียบยาว ไปจนถึงมีด แล้วก็อะไรอีกมากมายซึ่งบางอย่างก็ไม่ได้ใช้

            แบบนี้ก็สะดวกดีเหมือนกัน

            “ป้าไม่กล้าร่วมโต๊ะอาหารกับคุณหนูหรอกค่ะ คุณหนูทานให้อิ่มก่อนแล้วป้ากับยุนฮยองค่อย..”

            คนเป็นป้ามีท่าทีลำบากใจ แต่ชานอูกลับส่งยิ้มบางให้แล้วส่ายหน้าช้าๆ

            “พ่อของผมสอนว่าคนที่อยู่ร่วมโต๊ะอาหารต้องทานพร้อมกันครับ ให้ผมทานคนเดียวแล้วคุณป้ากับพี่ยุนมานั่งมองผมก็เขินแย่เลยสิ”

            เด็กหนุ่มพูดติดตลก หากแต่คนแก่กว่าก็ยังทำหน้าลำบากใจอยู่เสมอ จนชานอูต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายหนกว่าจะยอมทานข้าวด้วยกัน

ที่บนโต๊ะอาหารมีแต่ความเงียบ แน่นอนว่าบรรยากาศอึดอัดปกคลุมไปรอบๆ จนยุนฮยองแทบจะกินไม่ลง เนื่องด้วยคนเป็นป้าก็มองมาด้วยสายตาปรามๆ ยิ่งเวลาช้อนกระทบกับขอบของถ้วยเป็นเสียงดังก็ถูกสายตาตำหนิเข้าให้

            อยากจะหายไปจากตรงนี้จริงๆ

แต่เมื่อชานอูเห็นแบบนั้นก็ส่งยิ้มบางมาให้ น่าแปลกที่เพียงแค่เล็กน้อยก็เหมือนได้รับอากาศบริสุทธิ์ จากที่หายใจไม่ทั่วท้องในตอนแรกก็รู้สึกโล่งขึ้นมาบ้าง

ชานอูมีอิทธิพลต่อเขามากแม้ว่าจะเจอกันแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

            “อื้อแล้วก็ คุณป้าครับ..”

ก่อนที่ความเงียบทั้งหมดจะถูกทำลายเมื่อชานอูดึงทิชชู่ที่อยู่กลางโต๊ะมาเช็ดปากแล้วเอ่ยเรียกเบาๆ แต่มันก็ทำเอาคนโดนเรียกรีบวางช้อนพร้อมกับมองด้วยความกังวล ราวกับว่าตัวเองทำอะไรผิด

            “ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกครับ ผมมาดีนะ”

            ชานอูพูดติดตลก ทำให้ป้าของยุนฮยองยิ้มแหยๆ ส่งกลับมาให้ ชานอูเองก็ยิ้มตอบกลับไปก่อนจะเริ่มเกริ่นๆ

            “ผมอยากจะขออนุญาตคุณป้า เรื่องที่จะให้พี่ยุนฮยองไปทดสอบความรู้วันพรุ่งนี้ที่โรงเรียนซง เดี๋ยวผมจะมารับตอนเช้าเอง”

            “ทดสอบความรู้..?”

            “ทดสอบความรู้ก่อนเข้าเรียนที่ซงน่ะครับ ไม่ยากมากหรอก แค่ไปดูว่าพื้นฐานของพี่ยุนฮยองเป็นยังไง อยู่ในระดับไหน จะได้จัดหาครูมาติวพิเศษให้ได้ถูก”

            “ไม่นะคะ คุณหนู.. ไม่เด็ดขาด”

            ป้าของยุนฮยองส่ายหน้ารัวพอได้ยินแบบนั้น ทำเอาคนเป็นหลานเม้มปากเข้าหากันแน่น มือบางกำเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

            กะแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้

            “ยุนฮยองจะไม่ไปเรียนที่สถาบันซงค่ะ ที่นั่นสูงส่งเกินไป แล้วคนแบบพวกเราก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยค่ะ ขอบคุณในความหวังดีนะคะคุณหนู แต่ป้ายอมให้ยุนฮยองไปเรียนที่นั่นไม่ได้จริงๆ”

            “ผมจะใช้เงินของตัวเองออกค่าเล่าเรียนของพี่ยุนให้ก่อนครับ หลังจากพอเรียนเสร็จก็ค่อยไปทำงานกับผมเพื่อคืน ถึงตอนนั้นผมก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะหักค่าใช้จ่ายครึ่งนึงของเงินที่พี่ยุนฮยองจะได้ นั่นเท่ากับว่าพี่ยุนจบมาก็มีงานทำเลยนะครับ แถมยังมีรายได้อีกด้วย”

            “มันเป็นข้อเสนอที่ดีค่ะคุณหนู แต่ป้าคงรับไว้ไม่ได้ แล้วก็..”

            “คุณป้าไม่อยากให้หลานมีอนาคตที่ดีเหรอครับ?”

            แม้จะรู้ว่าการพูดแทรกเป็นมารยาทที่ไม่ดี แต่ชานอูก็จำเป็นต้องดักคอเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้คนเป็นป้าเอาแต่ปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ

            ซึ่งคำถามนั้นก็ได้ผล.. เมื่อป้าเธอหลบตาลงไปมองมือของตัวเอง ที่ริมฝีปากแห้งกร้านนั้นเม้มแน่นอย่างใช้ความคิด

            ไม่มีป้าคนไหนไม่อยากให้หลานมีอนาคตที่ดีหรอก แต่ว่า..

            “ถ้าเรียนจบจากซง ผมรับรองได้ว่าความเป็นอยู่ของคุณป้าแล้วก็พี่ยุนฮยองจะดีกว่านี้”

            ชานอูเสริมต่อก่อนจะยกน้ำขึ้นมาจิบ เขาคิดว่าเพราะอีกฝ่ายทำท่าเกร็ง บทสนทนานี้จึงซีเรียสมาก ทั้งๆ ที่มันก็เป็นแค่การขออนุญาตไปเรียนธรรมดาๆ แต่กลับให้บรรยากาศเหมือนตอนที่พ่อเจรจาเรื่องธุรกิจซะงั้น

“ผมไม่ได้มีเจตนาดูถูกหรืออะไร ผมเข้าใจว่าพื้นฐานของคนเราไม่เท่ากัน บางคนรวยตั้งแต่เกิด บางคนจนตั้งแต่เกิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนจนจะไม่มีโอกาสรวยได้หรอกนะครับ”

บรรยากาศรอบๆ ตัวปกคลุมไปด้วยความเงียบอีกครั้ง เหตุผลที่ชานอูนั้นยกขึ้นมาพูดก็จริงทุกอย่าง ไม่มีทางไหนที่คนเป็นป้าจะเถียงได้เลย

            เธอเหลือบสายตาไปมองยุนฮยองที่กำลังนั่งฟังอยู่เงียบๆ ภายนัยน์ตาคู่นั้นส่อแววเหมือนอยากให้ยุนฮยองเอ่ยปฏิเสธออกไป หากแต่คนเป็นหลานกลับเม้มริมฝีปากแน่นแล้วหลบสายตาก้มลงไปมองที่ตรงตัก

            “พี่บอกป้าไปสิครับ ว่าเรียนที่ซงนั้นดีจริงๆ ถึงจบมาไม่ทำงานกับผมก็ยังมีบริษัทอื่นรับรองอยู่ดี”

            ชานอูหันมาขอความเห็นจากยุนฮยองเมื่อเห็นว่าเขาถูกป้ามองอยู่ นั่นทำให้ความกดดันตกมาที่เด็กหนุ่มมากกว่าเดิม มือบางทั้งสองข้างกำแน่น ยุนฮยองมองหน้าของป้าสลับกับชานอูไปมา

            คนหนึ่งอยากให้ปฏิเสธ แต่คนหนึ่งอยากให้ตอบรับ

            คนหนึ่งคือป้าที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียว อีกคนหนึ่งคือคนที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่กี่วัน

            เขาควรจะเลือกแบบไหนกัน?

            “เอาที่ใจของพี่ต้องการนะครับ อนาคตของพี่ไม่ใช่เหรอ? ผมจริงจังกับเรื่องนี้นะ แต่ถ้าพี่บอกว่าไม่ผมก็จะไม่คะยั้นคะยออีกต่อไปครับ”

            ชานอูพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

มันไม่ใช่คำขู่ แต่เขาทนเห็นยุนฮยองตกอยู่ในสภาพกดดันแบบนั้นไม่ไหวจริงๆ เมื่อมองจากมุมนี้ยุนฮยองทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ความจริงเขาไม่ต้องขออนุญาตป้าก็ได้ อำนาจที่มีอยู่สามารถสั่งให้ยุนฮยองเข้าไปเรียนในซงได้อย่างง่ายๆ แล้วถ้ายุนฮยองปฏิเสธเขาก็สามารถข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีได้อีกด้วย

            ตัวอย่างข่มขู่คนน่ะ.. ชานอูเห็นมาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อที่คอยใช้อำนาจกดขี่คนที่ต่ำกว่า หรือจะเป็นรุ่นพี่แจบอม รุ่นพี่ซึงยูน ที่คอยบังคับคนโน้นคนนี้ ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งพี่จีวอนที่แสนเอาแต่ใจตัวเอง

            เขาไม่อยากเป็นแบบนั้น

            ไม่อยากให้ยุนฮยองลำบากใจ เพราะฉะนั้นจึงเลือกที่จะเคารพการตัดสินใจทุกอย่าง แม้ว่าจะอยากให้ไปเรียนที่ซงด้วยกันมากแค่ไหนก็ตาม

            “คือ..”

            เสียงเล็กเกริ่นออกมาเบาๆ

ยุนฮยองหายใจแรงขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด เขาแทบกลั้นหายใจเมื่อสบตากับป้า แต่พอหันไปมองหน้าของชานอูก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทางเดินที่อีกฝ่ายหยิบยื่นมาให้นั้นมันสวยงามมากจริงๆ

            ไม่อยากจะเดินผ่านขวากหนามแล้ว ที่ผ่านมาเขาเจอกับอุปสรรคมากมายจนร่างมีแต่แผล ทางเดินที่เขาเดินตลอดมานั้นไม่สวยงามนักหรอก มันทั้งสูงและชัน ตามพื้นมีแต่หินคมๆ ที่คอยจะบาดอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาถึงทางแยก..

            ทางหนึ่งยังคงวิบากเช่นเดิม แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนทางข้างหน้าจะทรหดมากขึ้นรึเปล่า แต่อีกทางนั้นเหมือนกับถนนที่ปูไปด้วยคริสตัลเนื้อดี แถมรอบๆ ตัวยังมีต้นไม้คอยบังร่มเงาให้ตลอดการเดินทางนั้นราบรื่นไร้อุปสรรค

            แล้วแบบนี้ใครกันที่จะโง่เลือกเดินไปยังทางที่มีขวากหนามเหมือนเดิม

            “ผมอยากเรียนที่ซงครับ”

            เพราะแบบนั้นก็คงต้องยอมขัดใจป้า แล้วก็ได้แต่ก้มหน้าพูดคำว่าขอโทษในใจ..
 

GLUTTONY




            “โอ๊ย..”

            “ไหวรึเปล่าเนี่ย ทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนที่มันเพิ่งเป็นล่ะ”

ยุนฮยองถามด้วยความเป็นห่วงแล้วค่อยๆ ส่งให้ชานอูนั่งลงตรงม้านั่งเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ใต้โคมไฟ

ตอนนี้พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันที่สวนธารณะ ห่างออกมาไม่ไกลจากร้านเท่าไร เป็นเพราะมืดมากแล้วรอบๆ ตัวจึงไม่มีใคร แต่ก็ถือว่ามันเป็นส่วนตัวดี

            ตั้งแต่ที่ยุนฮยองบอกป้าไปว่าอยากเรียนที่ซง ทั้งโต๊ะอาหารก็ปกคลุมไปด้วยความเงียบ ป้ามองเขาด้วยสายตาที่เหมือนอยากจะบอกว่า เรามีเรื่องต้องคุยกันยาวแน่ อะไรทำนองนั้น ยุนฮยองรู้ดีว่าป้ากำลังกักเก็บอารมณ์เอาไว้ในใจ

            รอคอยปะทุตอนที่ชานอูกลับไปแล้ว

แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่พอทานของหวานเสร็จชานอูก็ขออนุญาตพาเขาออกมาเดินคุยกันข้างนอก ซึ่งป้าเองก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธลูกเศรษฐีมีอำนาจอยู่แล้วจึงต้องปล่อยเลยตามเลย ถือว่าต่อลมหายใจไปได้อีกเฮือกหนึ่งล่ะนะ

            “ก็ผมไม่รู้นี่ว่ามันจะเป็นยังไง ทีแรกมันจั๊กจี้ดี รู้สึกสนุกเพราะไม่เคยเป็นอะ แต่พอปล่อยไว้นานๆ ก็ขยับไม่ได้วะงั้น

            เด็กหนุ่มอธิบายด้วยแววตาตื่นเต้น ชานอูก้มลงไปมองเมื่อเห็นว่ายุนฮยองเองก็ยังคงนวดขาให้เขาไม่หยุด

            “มันไม่เห็นสนุกเลย พี่เป็นตั้งแต่เด็กแล้วทรมานจะตายไป”

            ยุนฮยองบ่นอุบ มือบีบขาอีกฝ่ายให้ต่อก่อนจะถอนหายใจ

ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ กะแล้วว่ามันต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เป็นเพราะว่านั่งพื้นนานๆ นั่นแหละชานอูถึงได้เป็นเหน็บชา ตอนแรกลุกไม่ได้ต้องให้เขาช่วยพยุง นึงว่าจะเป็นอะไรมากซะแล้ว แต่เจ้าตัวดันยิ้มสนุกแล้วหัวเราะไม่หยุดอีกต่างหาก

            รวยขนาดไม่เคยเป็นเหน็บชาเพราะไม่เคยนั่งพื้น

            เชื่อเขาเลยจริงๆ

            “มันถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเลยนะ ตั้งแต่เจอพี่ได้รู้อะไรหลายอย่างเลย เมื่อก่อนชีวิตผมน่าเบื่อมากอะ”

            “น่าเบื่อยังไง? ชีวิตนายออกจะสวยหรูขนาดนั้น”

            ยุนฮยองพูดแบบขำๆ ก่อนจะถามต่อ

            “ดีขึ้นหรือยัง?”

            “ดีแล้วครับ.. พี่คิดว่าชีวิตที่สวยหรูมันดีเหรอ?”

            “อื้อ ก็ต้องดีสิ นายไม่เคยอดมื้อกินมื้อคงไม่รู้ว่าความหิวมันเป็นยังไง ไม่เคยนั่งพื้นเลยไม่รู้จักเหน็บชา ที่พูดมามันเป็นความทุกข์ทั้งนั้นอะ ถ้าใครไม่เจอถือว่าโชคดี”

            “เหรอ..” ชานอูทำหน้าครุ่นคิด นิ้วชี้เรียวยกขึ้นมาถูจมูก “แต่กินอิ่มจนอยากอ้วกก็ทุกข์เหมือนกันนะ”

            “หืม?”

            “ก็ตอนผมไปงานเลี้ยงบ้านเพื่อน อาหารมันอร่อยมากอะก็เลยไล่กินทุกอย่างเลย แต่มันมีเยอะเกินไปตอนกลับบ้านก็เลยทำให้ผมอยากอ้วก มันแน่นท้องไปหมด ตื่นเช้ามายังปวดท้องอยู่เลย ต้องไปหาหมอเลยครับ”

            ยุนฮยองหัวเราะออกมาเบาๆ พอได้ยินเรื่องเล่า

ชานอูยังพูดต่ออีกว่าบางทีเขาก็กินขนมหวานจนเจ็บลิ้น หรือไม่ก็กินพวกเค้กหวานๆ จนแสบคอ พวกนี้ก็ถือเป็นความทุกข์เหมือนกัน ชานอูบอกแบบนั้น

            “ความทุกข์ของนายนี่มัน.. เกิดจากการเสพความสุขจนมากเกินไป แต่ของพี่คือไม่มีโอกาสได้เสพความสุขเลยต่างหากล่ะ”

            อดไม่ได้ที่จะตีไปทีหนึ่ง ชานอูหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบหัวไหล่ของตัวเอง ไม่ได้ว่าอะไร

            “แต่ที่ผมอยากสื่อก็คือคนเราน่ะ จะรวยหรือจนก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ”

            “แต่นายก็สามารถหลีกเลี่ยงมันได้นี่ แต่ของพี่มันเลี่ยงไม่ได้ซักหน่อย อยากได้อะไรก็ต้องอดทนไว้ มีแต่เรื่องเครียดเต็มหัวไปหมดเลยวันนึง บางทีก็อยากมีความสุขโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรบ้าง เอาที่เป็นความสุขจริงๆ อะ”

            “ให้ผมเป็นความสุขของพี่ดิ”

            ยุนฮยองชะงักไปพอได้ยินชานอูพูดต่อ

หัวใจที่ฝังอยู่ในอกเต้นตึกตักจนได้ เวลาปกติที่อยู่ด้วยกันมันก็ไม่เป็นจังหวะแล้วนะ พอโดนหยอดแบบนี้เขาเองก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเลยเหมือนกัน

            ยุนฮยองเบือนหน้าหนีไปมองทางอื่น จึงไม่เห็นว่าคนข้างๆ แอบยิ้ม เขากระแอมไอออกมาเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ มือบางยกขึ้นมาลูบแก้มและทำเป็นโบกๆ อยู่ตรงหน้าเพื่อไล่แมลงที่เข้ามาตอม แต่จริงๆ ก็ทำแก้เก้อไปงั้น

            “ผมไม่ได้มีความสุขเหมือนอย่างที่คิดหรอกครับ บางคนอาจจะมองว่ารวยขนาดนี้แล้วจะอยากได้อะไรอีก ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าทุกวันมันไม่ได้สบายใจอย่างที่คิด”

            “ทำไมล่ะ?”

            “ไม่รู้สิครับ ยังหาคำตอบไม่เจอ ผมรู้แค่ว่าตอนนั่งกินข้าวกับพี่เมื่อกี้ยังมีความสุขมากกว่านั่งกินข้าวกับพ่อแล้วก็พี่ชายคนอื่นๆ ที่บ้านอีก”

            “โห ที่โต๊ะกินข้าวเมื่อกี๊อึดอัดจะตายไป”

ยุนฮยองย่นจมูกก่อนจะส่งมือมาปัดยุงตัวเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนมือของชานอูออกให้ เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจอีกครั้งก่อนจะใช้มืออีกข้างลูบหลังมือของตัวเอง

            “อะไรอะ? ผมกำลังดูมันเลย”

            “มันคือยุงนะ นายไม่รู้จัก?”

            ยุนฮยองเลิกคิ้วขึ้นบ้าง บนใบหน้าแสดงออกถึงความแปลกใจ คนบ้าอะไรไม่รู้จักยุง..

            “อ๋อ เคยอ่านเจอในหนังสือเรียนครับ ผมยังไม่เคยเห็นมันจริงๆ เลย เมื่อกี้มันกำลังจะดูดเลือดใช่ไหม?”

            “นายไม่เคยโดนยุงกัดเหรอ?”

            “ครับ? ก็ไม่นะ อยากลองอยู่เหมือนกันแต่ที่บ้านผมไม่มีอะ ที่โรงเรียนก็ไม่มี”

ยุนฮยองถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองดวงจันทร์ที่อยู่ด้านบน ชีวิตของชานอูทำไมถึงได้ดีขนาดนี้นะ.. ในขณะที่บางคืนเขาต้องนอนตบยุงทั้งคืนเพราะมุ้งมีรอยขาด แต่ชานอูกลับไม่เคยโดนกัดเลยสักที

            เขาต้องคอยระแวงว่าวันไหนจะเป็นไข้เลือดออก แต่เหมือนว่าความทรมานเกี่ยวกับร่างกายของชานอูจะเป็นอิ่มจนอยากอ้วกหรือไม่ก็เป็นแผลร้อนในจากการทานขนมมากเกินไป เคยสัมผัสถึงอะไรที่มากกว่านี้ไหมนะ..

            “นายนี่นะ.. ชีวิตจะดีเกินไปแล้ว”

            ยุนฮยองกำมือแล้วต่อยที่ตรงหัวไหล่นั้นเบาๆ ริมฝีปากยู่เข้าหากันด้วยความอิจฉา

            “ดีตรงไหนล่ะ บางทีผมก็อยากเจออะไรที่มันแปลกใหม่บ้าง คนที่บ้านชอบทำเหมือนผมเป็นคุณหนูที่ต้องคอยประคบประหงมทุกก้าวอะ”

            “เขาเป็นห่วงก็ดีแล้วนี่..”

            “ไม่รู้สิครับ แต่บางทีผมก็อยากได้ความเป็นห่วงจากพ่อมากกว่าแม่บ้านหรือคนขับรถอะ”

ชานอูเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์บ้างในขณะที่พูด นึกๆ ดูแล้ว ตั้งแต่จำความได้เขาก็เห็นพ่อคอยเป็นห่วงแล้วก็ประคมประหงมพี่แจบอมอยู่แค่คนเดียว กับลูกคนอื่นจะเป็นยังไงไม่เห็นจะสนใจ นั่นเป็นสาเหตุที่เขาไม่ค่อยสนิทกับพ่อ ส่วนแม่ก็อยู่ห่างกัน กลายเป็นว่าถ้ามีเรื่องทุกข์ใจเขาก็ต้องปรึกษาแม่บ้านซะงั้น

            ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกสบายใจเหมือนคุยกับพ่อแม่หรอก ติดที่ว่าแม่เขามักจะมีงานใหญ่บ่อยๆ แล้วก็เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งด้วย เพราะตอนแม่ว่างก็ไม่มีเรื่องลำบากใจ แต่พอแม่จะเดินแฟร์ชั่นทีไร ไอช่วงที่เดินสายจนหัวปั่นน่ะ ชานอูมักจะมีเรื่องปวดหัวทุกที

            “หมายความว่าพ่อนายไม่ห่วงเหรอ?”

            “ไม่รู้ครับ แต่พ่อไม่ค่อยแสดงอะไรแบบนั้น มีครั้งนึงที่อยากจะปรึกษาเรื่องเครียดๆพ่อก็บอกว่าไม่ว่าง ให้ไปคุยกับเลขาหรือแม่บ้านแทน บางทีผมก็คิดว่าพ่อไม่รัก แต่พอขอซื้อของที่อยากได้พ่อก็ไม่เคยปฏิเสธ เลยคิดว่าการซื้อของให้นี่ล่ะคือการแสดงความรักของพ่อ”

“ก็ดีแล้วนี่.. พี่มีของตั้งหลายอย่างที่อยากได้ แต่ไม่เคยได้ เพราะไม่มีเงิน”

“หลายคนก็ว่าดีครับ แต่ก็นะ..บอกไม่ถูกเหมือนกัน ..เอ้อแล้วเมื่อกี้พี่บอกว่าบนโต๊ะอาหารอึดอัดใช่ไหม? ที่บ้านผมยิ่งกว่านั้นอีก”

            “หือ?”

ชานอูหัวเราะเบาๆ พอเห็นว่ายุนฮยองมีสีหน้าแปลกใจ แต่พอนึกย้อนไปถึงบรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่เจอทุกเช้า เขาก็คิดว่ายอมมานั่งให้ขาเป็นเหน็บชาแล้วกินข้าวกับยุนฮยองสองคนจะดีกว่า

            “พี่นึกภาพไม่ออกล่ะสิ แต่จะพูดยังไงดีล่ะ?”

            “...”

            “ผมมีพี่ชายอีก 6 คน ตอนเช้าๆ พวกเราจะกินข้าวด้วยกัน มีคุณพ่อนั่งหัวโต๊ะ กับคุณแม่ของพี่มินโฮที่ร่วมทานข้าวด้วยกัน ทั้งหมดรวมผมด้วยก็เป็น 9 คน จำนวนมันดูเยอะใช่ไหม?”

            “อื้อ”

            “แต่ผมเหงา”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหงาอย่างที่สื่ออกมา มันทำให้ยุนฮยองรู้สึกโหวงๆ ในใจเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ล้อเล่น ชานอูยังเล่าอีกว่ากับพี่ทั้ง 6 คนไม่ค่อยสนิทกันหรอก อยู่บ้านด้วยกันเห็นหน้ากันทุกวัน แต่บางวันไม่ได้คุยกันเลยก็มี

            มันน่าแปลก..

            เพราะปกติแล้วพี่น้องมักจะสนิทกัน แต่ชานอูพูดเหมือนพี่ทุกคนเกลียดตัวเองด้วยซ้ำ ความจริงแล้วยุนฮยองก็ไม่อยากเชื่อเท่าไรหรอก แต่ดูจากบาดแผลที่อยู่บนหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ใครจะเชื่อว่านี่จะเป็นฝีมือของพี่ที่อยู่บ้านเดียวกันมาตั้งนาน

            ถ้าทะเลาะกันก็ไม่น่าจะรุนแรงขนาดนี้ แล้วเขาก็เชื่อว่าชานอูเองก็ไม่โกหกหรอก

            “ไม่เป็นไรนะ”

            มือบางส่งไปลูบแผ่นหลังกว้างนั้นช้าๆ เพราะอยากให้กำลังใจ

มองอยู่ในจุดนี้ชานอูเหมือนเด็กที่กำลังไขว้คว้าหาอะไรซักอย่างมาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ยิ่งตอนที่อีกฝ่ายเล่าว่าแค่อยากมีพี่ชายที่สนิทๆ สักคนเอาไว้เล่นเกมด้วย หรือไม่ก็คุยเล่นและไปซื้อของด้วยกันบ้างเขาก็ยิ่งสงสารจับใจ

            “ผมโอเคล่ะ ไม่ได้เกลียดพี่สักคน แต่ไม่กล้าเข้าหาใครเหมือนกันเพราะกลัวว่าจะโดนผลักออกมา”

            “ไม่เป็นไรนะ ต่อไปนี้ถ้ามีอะไรไม่สบายใจคุยกับพี่ก็ได้นะ”

            ยุนฮยองชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป

ริมฝีปากบางเม้มแน่นเมื่อสองข้างแก้มมันร้อนวาบ ยิ่งตอนที่ชานอูเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆนั่นก็ทำให้อายมากกว่าเดิม เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสมควรจะพูดคำนี้ออกไปรึเปล่า แต่ ณ วินาทีนั้นในหัวมันคิดออกแค่คำพูดเดียว

            ดูไม่เจียมเกินไปรึเปล่านะ

            “ถ้าอย่างนั้นก่อนอื่นพี่ต้องเปิดโทรศัพท์ที่ผมให้ก่อนนะ เวลาไม่สบายใจผมจะได้โทรมาคุยด้วยไง”

            ชานอูเอ่ยออกมายิ้มๆ สวนยุนฮยองก็ยกมือขึ้นเกาแก้มแล้วก้มลงไปมองตรงตัก

พอนึกถึงโทรศัพท์.. ก็นึกถึงป้า แล้วพอนึกถึงป้า.. แค่คิดว่าจะต้องกลับไปโดนบ่นยาวเหยียดเขาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว บางทีก็อยากหนีออกจากบ้านไปเลย แต่นั่นแปลว่าเขากลายเป็นเด็กใจแตกหรือเปล่านะ..

            “ทำไมทำหน้าอย่างนั้น?”

            มือหนาจับแก้มของยุนฮยองแล้วดึงให้หันมาหา สัมผัสอุ่นร้อนนั้นเรียกให้ร่างเล็กเบิกตา ยุนฮยองตัวแข็งเกร็งทำอะไรไม่ถูกเพราะชานอูโน้มเข้าไปใกล้ด้วย ริมฝีปากบางอ้าเหวอแล้วอึกอักอยู่แบบนั้น

            ชานอูจ้องมองตั้งแต่ขนยาวลงมาจนถึงสันจมูก ยุนฮยองยังคงทำหน้าเหวอไม่เลิก ดูจากตรงนี้มันน่าขันจนเขาต้องอมยิ้ม แต่พอเลื่อนลงมามองที่ริมฝีปากสีชมพูก็ต้องเผลอกลืนน้ำลายลงคอ

            ..น่ากิน คำนี้ลอยเข้ามาในหัวอีกแล้ว

            “เคยโดนกินไหม?”

            ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถามอะไรออกไป ชานอูกลืนน้ำลายลงคอในตอนที่เห็นว่ายุนฮยองทำน่างง แต่ให้ตายเถอะ.. พอทำหน้าแบบนี้แล้วมันกลับน่ากินมากกว่าเดิมซะอีก

            “ห..หืม?”

            “กินน่ะ”

            ชานอูไม่ถามเปล่าแต่ใบหน้ายังโน้มเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ยุนฮยองเบิกตากว้างขึ้นในตอนแรก แต่เมื่อเขาเห็นสันจมูกนั้นใกล้เข้ามาเปลือกตาทั้งสองข้างก็หลับลงแน่นโดยอัตโนมัติ

มือหนาที่จับอยู่ตรงข้างแก้มในตอนแรกผละออกไปแล้ว แต่ความอุ่นร้อนจากสิ่งที่ชื้นแฉะกว่ากลับแทนที่ลงมาตรงริมฝีปาก

ยุนฮยองตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับ ก้อนเนื้อที่ฝังอยู่ในอกเต้นแรงเสียจนแทบจะระเบิด เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้คนตรงหน้างับเม้มเบาๆ ชานอูทำมันหลายครั้ง และทุกครั้งที่ริมฝีปากร้อนดูดดึงเพียงเบาๆ ก็ทำให้ในช่องท้องโหวงเหมือนมีผีเสื้อนับพันกำลังบินว่อน

หัวสมองสั่งการให้ดันคนตรงหน้าออกไป นี่มันจูบแรกของเขาเลยนะ เกิดขึ้นไวไปรึเปล่า? ในหัวมีแต่คำถามและความสับสนอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภายในใจรู้สึกดีจนเผลอเม้มตอบกลับไปหลายหน

ชานอูทำเพียงแค่นั้น มันไม่ใช่จูบที่ลึกซึ้งแต่เพียงแค่นี้ก็รู้สึกได้ว่ายุนฮยอง หวาน ใช่ย่อย

เขาเองก็ชอบของหวานอยู่แล้วด้วย ไม่ผิดหวังเลยที่นึกอยากกินวันนั้น

ร่างสูงผละออกมาเลียริมฝีปากของตัวเองก่อนจะมองยิ้มๆ เมื่อเห็นว่ายุนฮยองใบหน้าแดงก่ำ อีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ยุนฮยองก้มหน้าลงมองตักก่อนจะเม้มริมฝีปากของตัวเองแน่น คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

            “จะไม่ขอโทษหรอกนะครับที่ฉวยโอกาส เพราะว่าผมดีใจที่มันเกิดขึ้น”

            “...”

            “ถึงมันจะไวไปก็เถอะ แต่ก็จะได้ไม่มีใครมาแย่งจูบแรกของพี่ไป”

            เขาไม่ได้คิดไปเองหรอก แต่การที่ยุนฮยองจูบตอบแบบเงอะๆ งะๆ แบบนั้นก็ทำให้มั่นใจว่าเมื่อกี้เป็น ครั้งแรก แน่นอน

            “ผมมัดจำไว้แล้วนะ”

            “ห..หือ?”

            “พี่หนีผมไม่พ้นแล้วล่ะครับ” J

 



talk

ครบ100% แล้วค่ะ
กินกันแล้ว กินแล้ว 55555555555555
ชานอูไวไฟ ไม่เหมือนจุนเน่กับมิโนเลย ได้แค่คุย (แอบแซว)
ไปอ่านให้ครบทุกบาปน้าๆ เหตุการณ์ผนวกกันนะเผื่อใครงง
ตอนนี้ชานอูไม่ได้กลับบ้าน ระหว่างนั้นพี่บีอยู่ที่คลับ ประมาณนี้ค่ะ 

#พี่ยุนน่ากิน

M
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,262 ความคิดเห็น

  1. #1226 jun de (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 06:52
    เขินนนนนนฮื่อออคนบ้าาาา./////.
    #1,226
    0
  2. #1158 ก็กูจุนฮเวอ่ะ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2559 / 21:36
    งุ้ยยยย เขิลลล จูบแรกพี่ยุน -///-  พี่ยุนจะได้เรียนซงแล้ววว เย้ๆ ชานอูจะมีคนเติมเต็มแล้ว เย้ๆๆๆ
    #1,158
    0
  3. #1037 xiuhan1150 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 23:06
    ทำไมรู้สึกเขิน 5555
    #1,037
    0
  4. #987 ทำไมต้องจินฮวาน' (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มีนาคม 2559 / 00:48
    โอ้โห ไวไฟนะเนี่ย //รีบดูจำนวนตอนอย่างไว ตอนที่หกก็จูบกันแล้ว มาแบบไม่ทันตั้งตัวเลย เราจะไม่พูดถึงจุนเน่ผู้กากที่สุดในโลกรวมถึงแจบอมผู้กากยิ่งกว่า สองคนนั้นกว่าจะจูบนี่ลุ้นแล้วลุ้นอีก เน่ก็สาวน้อยเหลือเกิน แจบอมก็หยิ่ง อ้อมโลกซะไม่มี ส่วนมินโฮ ใครว่ามินโฮกาก มินโฮไม่กากนะเว่ย 555555555555
    #987
    0
  5. #902 9nawKIHAE (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มีนาคม 2559 / 22:47
    กรี๊ดดดด เค้าอยากกินปากยุนยุนด้วยคนนนอ่ะน้องชนูวววว อิอิ
    อ่านตอนเล่าเรื่องน้องชนูเหงาแล้วรู้สึกเหงาตาม เด็กๆบ้านนี้โดดเดี่ยวกันทุกคนเลยแฮะ ถึงบางคนภายนอกดูจะก้าวร้าว หัวแข็ง ขี้โมโห แต่ทุกคนล้วนมีมุมอ่อนโยน มุมเหงาลึกๆในใจทั้งนั้น T^T
    #902
    0
  6. #874 TaYB (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มีนาคม 2559 / 19:56
    น่ารักจังเลยค่ะ จะเจออุปสรรคอีกเยอะมั๊ยอ่าาาาา สงสารพี่ยุน
    #874
    0
  7. #858 gxisimp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 / 23:28
    โอยยยยยยชอบความไวไฟนี้ฮรืออออรวดเร็วมากจุนเน่กากไปดิ้โอยชนูโคตรอบอุ่นเลยแต่ละคำพูดแต่ละการกระทำฮรือ
    #858
    0
  8. #770 HoneyBabby (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 / 10:15
    แย้กกกกกกกกกกก พี่ยุนโดนกินปากแล้ว กรี้ดดดดดด โอ้ยยย ชอบบบบ ชนูชัดเจนมาก ???????????? รักอ้ะ
    #770
    0
  9. #756 hhamneww (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:17
    น้องมันกินพี่แล้วค่าา รุกไวนะเนี่ย ใช่ย่อยเลยอะเด็กคนนี้ ;-; แงงง
    #756
    0
  10. #755 ( ̄ˇ ̄)♡ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:13
    เห็นหงิมๆนี่คิดเรื่องกิน(พี่ยูน)ตลอดเลย งื่ออออออออ -///-
    #755
    0
  11. #510 Mo_mo (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2558 / 19:56
    กินกันกินกันกินกันกินกัน นังเด็กชนูมันร้ายค่ะะะ
    #510
    0
  12. #442 qcnn_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2558 / 21:31
    กินกันแล้วแก กินกันแล้วแก กินกันแล้วแกกกก ; --- ;
    #442
    0
  13. #414 ปุ้กก้าพิม╮(-3-)╭ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 / 08:04
    ชนู อ๊ากกกกกกกกก
    หนูไวไฟแซงหน้าพี่ๆไปเลยลูก ><
    #414
    0
  14. #365 FatinTin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2558 / 16:17
    ฮรืออออ ชนูน่ารักเกินไปแล้ววว
    #365
    0
  15. #353 Halaluya!!! (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2558 / 02:07
    รู้สึกว่าชานอูนิสัยดีที่สุดในพี่น้องรึเปล่า55555555
    #353
    0
  16. #351 Swag_MH_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2558 / 23:13
    เขินนนนน 

    ชานอูแบบบบบ เจ้าเด็กฉวยโอกาสสสส 



    #351
    0
  17. #321 Naan-naam Quetzal (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2558 / 19:34
    โอ๊ยยยยยยย นั่ลล้าคคคคคคค >//////<
    #321
    0
  18. #316 litsy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 09:05
    ขอตั๋วบินไปฟินแลนด์ที่หนึ่งครับ.. -///-
    #316
    0
  19. #309 Nong Baitoei Jra (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2558 / 20:06
    โอ๊ยเขินอ่าาาาฟกด่ี่สวววว่เหำพุ่สยยยย่้เด แม่คะหนูอยากได้ผช.แบบชนูค่ะ ฮพรื่ออออออ(;/////;)
    #309
    0
  20. #303 withbj (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2558 / 15:42
    พี่ยุนหวานแค่ไหนกันห้ะชานนนน เขินแรงจูบเบาๆแต่มันเขินมากอ่ะ
    #303
    0
  21. #274 Plastic-bag (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 / 02:15
    นี่เครียดแทนยุนเลยนะเนี่ย ชีวิตหนอชีวิต พวกซงก็รวยเว่อร์~ แล้วชานก็มากินพี่ยุนอีก อุ๊ต๊ะ! เขิลลลลล~ น่ารักกกก ละมุนอบอุ่นมากกก
    #274
    0
  22. #265 PKDONOVAN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2558 / 01:14
    กรี๊ด โอ๊ยอ่านแล้วเขิน >///<
    #265
    0
  23. #259 znpyp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2558 / 10:40
    แกกกกกกกกกกชานอูใสใสไม่มีจริงว่ะแกกกกกชานอูกินพี่ยุนเเล้วงื้ออออออออออแกเขินนนนนนนนนนนน-///////-
    #259
    0
  24. #241 maohed (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2558 / 10:12
    อยากกินของหวานตามชนูทำไมละมุนเกินพวกพี่ชายขนาดนี้อ่านแล้วเขิน บิดม้วน
    #241
    0
  25. #237 ❥〖Pudajang〗❤ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2558 / 23:34
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ
    สารภาพเลยว่าเคยเห็นนิยายเรื่องนี้ (ของคู่มาร์คแบม) ผ่านตาบ่อยมาก
    แต่อยู่ในช่วงขี้เกียจอ่านรุนแรงมากค่ะ เลยไม่ได้แตะ
    พอจะลองอ่านก็เพิ่งรู้ว่ามี 7คู่แบบโหดๆ ด้วยกัน
    เลยกระโดดมาอ่านของคนน้องเล็กสุด ไม่อยากจะเอ่ยเลยละ
    สุดยอดของความชอบคู่น้องเล็กมาก *ปาหัวใจรัว*
    คาแร็คเตอร์ของชานอูแบบนี้ชอบมากเลยค่ะ ปริ่มแรง
    อ่านแล้วตัวจะลอยออกไปนอกบรรยากาศ ชอบ~~
    เป็นกำลังใจให้นะก๊ะ จะรอติดตาม >^<
    #237
    0