Please, be trapped! ปฏิบัติการขโมยหัวใจขอปิดไว้เป็นความลับ

ตอนที่ 7 : บทที่ 5 : เขากับลูกชิ้นปิ้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ต.ค. 56

5

Him and his meat balls

เขากับลูกชิ้นปิ้ง

            เมื่อวานนี้ที่โต๊ะอาหารฉันรู้สึกตัวเองแย่มากที่ถามออกไปแบบนั้น เรียกได้ว่าถ้าเป็นจิ้งจอกก็คือเก็บหางไม่อยู่เลยล่ะ =__= บางทีอาจจะยกขึ้นมากระดิกๆ โชว์เหยื่อจนตะเพิดหนีไปเลยก็ได้ แต่จะว่ายังไงล่ะ คือนอกจากความรู้สึกแย่ที่แน่นอนว่าต้องมีในใจอยู่แล้ว ไอ้ความรู้สึกมีความหวังอย่างน่าประหลาดนั้นมันก็พาฉันคิดฟุ้งซ่านไปไกลถึงอนาคตข้างหน้าจนไม่เป็นอันเรียนอีกแล้ว ฉันคิดไปถึงว่าถ้าฉันมีโอกาสได้สนิทสนมกับพี่สกิลมากขึ้นในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง (แบบไม่ใช่น้องสาวแฟนน่ะ) จะเป็นยังไง พี่สกิลจะชวนฉันดูหนังไหม แล้วถ้าเราได้ดูหนังกันจริงๆ มันจะเป็นเรื่องอะไร เดทแรกของเราจะน่าประทับใจแค่ไหนแล้วฉันควรจะแต่งตัวยังไงถึงจะไม่ดูเด็ก...เอาง่ายๆ ว่าเพ้อเจ้อมาก T_T

คงจะจริงสินะที่ว่าเราไม่ควรมีรักในวัยเรียน พวกผู้ใหญ่คงเคยผ่านมาก่อนถึงได้พูดจาตักเตือนไว้ สำหรับคนที่ห้ามใจและรู้กาลเทศะมันก็คงดี ติดตรงที่ว่าฉันมันโง่น่ะสิ

            อืมแล้วยังชั่วอีกด้วยนะ U_U

            “เธอหลบทางให้ฉันหน่อยสิ”

            “อ้ะ” ฉันร้องขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อมีคนสะกิดจากทางข้างหลังพร้อมเสียงทุ้มๆ หันไปพบว่าเป็นผู้หญิงร่างสูงโปร่งคนหนึ่งในชุดเสื้อยืด กางเกงเจเจสบายๆ ผมซอยสั้นประบ่าดูทะมัดทะแมงและยิ่งส่งเสริมให้เธอคล้ายเด็กผู้ชายมากขึ้นไปอีก

            นี่มันพี่เพอร์เฟ็กต์ หนึ่งในกลุ่มเพื่อนสนิทของพี่สกิลนี่นา O_O

            โอ้ยแก อยากจะหาประวัติพี่สกิลน่ะไม่ยากเล้ยยย ถามฉันนี่! ถึงวันๆ ฉันจะเอาแต่หมกตัวอยู่กับแกแต่ฉันก็มีเพื่อนฝูงที่คอยบอกข่าวสารนอกรั้วโรงเรียนไม่น้อย แล้วยิ่งเป็นเรื่องหนุ่มสุดฮอตระเบิดระเบ้ออย่างพี่สกิลของแกด้วยแล้วเนี่ย ทุกอย่างมันก็ง่ายไปหมดยิ่งกว่าเสิร์ชกูเกิ้ลซะอีก เพราะงั้นมีไรก็ถามมาได้เลย เจ้จะไขข้อข้องใจให้หนูเอง  -O-’

            บทสนทนาเมื่อพักกลางวันลอยเข้ามาในหัวฉันพร้อมภาพแตงกวาที่กำลังเจื้อยแจ้วด้วยเสียงใสๆ ของมัน

            เอ่อคือฉันไม่รู้จะถามอะไรน่ะ แกเล่ามาคร่าวๆ เลยก็ได้

            ‘…ฉันก็ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนเหมือนกันวะ =__= เออว่าแต่ทำไมอยู่ๆ แกเกิดอยากมารู้เรื่องพี่เขยตัวเองเนี่ย หนึ่งปีกว่าๆ ที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนอีกหรือไง

            เออน่า ฉันก็ไม่ได้สนิทอะไรกับพี่เขามากมายนักหรอก

            เลยอยากจะรู้จักให้มากขึ้นว่างั้น?

            ฉันพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบเมื่อแตงกวาสรุปทุกอย่างเองเสร็จสรรพ ดีเหมือนกันแฮะ จะได้ไม่ต้องโกหกให้มันจับได้ -_-;;

            ก่อนอื่นต้องบอกเลยนะว่าพี่สาวแกนี่โคตรโชคดีเลย เพราะพี่สกิลเขาไม่ได้มีดีแค่ความหล่อเว้ยแตงกวาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แต่เขายังฉลาด รวย เท่ห์ เล่นกีฬาเก่ง เอาง่ายๆ ว่ามันคืออิมเมจของพระเอกนิยายหวานแหววเลย

            แค่นี้อ่ะนะฉันเอ่ยถามเมื่อแตงกวาหยุดพูดแล้วไปดูดน้ำแดง เพราะประวัติที่กล่าวมาทั้งหมดเนี่ยมันก็แค่พื้นๆ เอง ไม่ใช่ที่ฉันอยากรู้สักนิดเดียว

            บ้าสิ! รู้แค่นี้ก็ไม่ใช่แตงกวาแล้วเว้ย >O< ฉันก็แค่เกริ่นนำนิสัยคร่าวๆ จากภายนอกให้แกดูก่อน แต่ที่เด็ดจริงน่ะ คือเรื่องรอบตัวพี่สกิลแบบเอ็กคลูซีฟสุดๆ ต่างหาก

            มันจะขนาดไหนกันเชียว

            ขนาดไหนก็ไม่รู้หรอก แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้แล้วกันว่าพี่สกิลเลิกกับแฟนคนก่อนหน้าพี่สาวแกเพราะจับได้ว่าเธอเอ่อ เขาเป็นกะเทย =__=’ แตงกวาพูดประโยคหลังด้วยเสียงที่เบาลง คงกลัวว่าใครจะได้ยินเข้าแล้วเอาไปซุบซิบ

            เฮ้ย! O_O บ้าหน่า

            ไม่บ้าเว้ย คนสนิทพี่เขาก็รู้ทั้งนั้นแหละ

            แล้วแกไปรู้มาจากไหน

            ก็จากไอ้…=O= ช่างเถอะ แกอยากจะรู้อะไรก็รีบๆ พูดมา จะหมดพักกลางวันแล้วเนี่ย

            ฉันไม่ซักไซ้อะไรให้มากความเพราะกลัวจะไม่ได้ข้อมูลที่อยากรู้

            ก็เรื่องง่ายๆ เช่นแบบว่าเพื่อนรอบตัวเขา สถานที่ที่ชอบไป รสนิยม อะไรอย่างเงี้ย ฉันทำเป็นถามกว้างๆ แม้ข้อมูลบางส่วนฉันจะรู้ลึกรู้ดีอยู่แล้วก็เถอะ -_-;; แต่ก็นะนั่นแหละ T_T (พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ถึงจะไม่เคยคิดครอบครองแต่ก็อดไม่ได้ที่จะหาประวัติคนที่ตัวเองแอบชอบไม่ใช่หรือไง U_U)

            จบคำ แตงกวาก็พล่ามถึงประวัติพี่สกิลที่ฉันรู้อยู่แล้ว  -O-;; แต่มันรู้ลึกจริงตรงเรื่องคนรอบตัวพี่สกิลนี่สิ ไม่รู้เหมือนกันว่าแตงกวาไปฟังใครมาจากไหนถึงได้รู้มากมายขนาดนี้ ฉันได้ข้อมูลจากมันมามากมายยิ่งกว่าเสิร์ชกูเกิ้ลจริงๆ นั่นแหละ และคนตรงหน้าฉันตอนนี้ก็คือเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งของพี่สกิลพี่เพอร์เฟ็กต์

            “หลบสิ -__-

            “ขะค่ะ” ฉันรีบก้าวหลบเธอทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่ากำลังยืนขวางทางเข้า-ออกอยู่ โอหน้านิ่งๆ กับเสียงทุ้มๆ ของเธอน่ากลัวจริงเหมือนแตงกวาเล่าเลย =O=;;

            แตงกวาเล่าว่าพี่เพอร์เฟ็กต์เป็นทั้งเพื่อน น้องสาว และเพื่อนข้างบ้านของพี่สกิล ทีแรกที่ได้ยินฉันก็งงอยู่หรอก คนอะไรจะเป็นได้ครบครันขนาดนั้น แต่พอได้ฟังแตงกวาอธิบายต่อก็ต้องร้องอ้อออกมาก็คือว่าพี่เพอร์เฟ็กต์เขาอยู่บ้านติดกับพี่สกิลบวกกับพ่อแม่ทั้งสองครอบครัวรู้จักสนิทสนมกัน ทั้งคู่ก็เลยสนิทสนมกับเหมือนญาติ แต่เวลาคุยกันก็ไม่ได้สุภาพเหมือนพี่น้อง แต่คุยเล่นเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่า แล้วอะไรอีกนะอ้อ พี่เพอร์เฟ็กต์อยู่ชั้นม.6 ที่โรงเรียนรัฐบาลชื่อดังซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการสอบเข้ายากมากๆ เรียกได้ว่าคัดแต่พวกหัวกะทิเลยล่ะ (พี่สกิลก็เป็นศิษย์เก่านะ >_< ฉลาดจัง) เธอเป็นคนนิ่งๆ ไม่ชอบพูด ขี้รำคาญ ไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับอะไรเท่าไหร่และพร้อมจะกินหัวทุกคนที่ทำตัววุ่นวายฟังดูเป็นคนที่น่ากลัวมากเลย -_-;; แต่ฉันก็ไม่แน่ใจในข้อมูลร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ เพราะบางทีแตงกวามันก็เว่อร์ไป และจากที่เห็นพี่เขาก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้นสักหน่อย บางทีอาจจะแค่ยิ้มไม่ค่อยเก่งก็ได้มั้งนะ =O=;; (ยังอดหวาดๆ ไม่ได้)

            “นี่เธอ จะเข้าร้านปะ ฉันเห็นเธอยืนมานานละนะ ^O^” ผู้ชายหน้าตาดีในชุดนักเรียนรัฐบาลชื่อดังอ้ะ นี่มันโรงเรียนเดียวกับพี่เพอร์เฟ็กต์เลยนี่ O_O

            ฉันพยายามมองเขาให้เร็วที่สุดเพราะกลัวจะเสียมารยาท ใบหน้าเนียนใสส่งยิ้มให้ฉันอย่างอารมณ์ดี เขายิ้มกว้างจนตาเป็นสระอิเลยอ่ะ =O= ท่าทางน่ารักขี้เล่นแบบนี้น่าจะเป็นพี่อุลต้า คนที่เป็นทั้งเพื่อน น้องชาย แล้วก็เพื่อนบ้านของพี่สกิลแน่ๆ เลย! (และแน่นอนว่าทุกคนที่เหลือก็มีสถานะแบบเดียวกันหมด พวกเขาต้องสนิทกันมากแน่ๆ เลยฉันว่า แหงล่ะ เล่นเกี่ยวข้องกันมากมายขนาดนี้ =_=;;)

            อ้อและเหมือนแตงกวาจะบอกว่าเขาเป็นคนที่ชอบเล่นมุกแป้ก ชอบแกล้ง แล้วก็ปัญญาอ่อนด้วยล่ะ แต่ฉันว่ามันคงจะพูดเกินจริงไป เท่าที่เห็นเขาก็แค่ร่าเริงเอง

            “หือ O_O อ้อเอ่อคือฉันฉันรอเพื่อนน่ะค่ะ” ฉันโกหกตะกุกตะกักแล้วแสร้งทำเป็นหยิบมือถือขึ้นมากดยุกยิก (เพื่ออะไรก็ไม่รู้ T^T)

            “อ่างั้นก็โชคดี ขอให้เพื่อนเธอมาถึงก่อนที่ตะคริวจะกินขาเธอละกันนะ  -O-

            “ขะขอบคุณค่ะ” เพราะไม่รู้จะตอบว่าอะไรฉันเลยพูดขอบคุณแล้วส่งยิ้มที่น่าจะดูโง่มากไปให้ YOY เพื่ออะไรเนี่ย ฉันจะขอบคุณทำไม เขาประชดนะ

            =__=” เขาหุบยิ้มสดใสลงทันทีแล้วรีบเปิดประตูเข้าร้านไป จากใบหน้าแล้วคงจะสมเพชเวทนาอะไรฉันสักอย่าง U_U เสียงกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งขณะประตูเปิดทำให้ฉันรู้ตัวขึ้นมาว่ายืนอยู่ที่หน้าร้านนี้มานานมากแค่ไหนแล้ว

            ร้านอาหาร

            ฉันอ่านป้ายเหนือประตูกระจกใสบานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งที่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว

            กรุ๊งกริ๊ง

            “ยินดีต้อนรับค้าบบ ^O^

            ฉันก็แค่มาที่นี่เพื่อดักรอพี่สกิลเอง

            ทำไมฉันแรดจัง TOT

            แงงงงงงงงงง ทั้งที่คิดไว้แล้วว่าจะไม่บังอาจเสนอหน้าหาพี่สกิลเด็ดขาด แต่มันก็อดใจไม่ได้อ่ะ ยิ่งเขาเลิกพี่ขนมตาลแบบนี้แปลว่าฉันจะไม่มีโอกาสได้เจอเขาแล้วนะ เพราะงั้นมีทางเดียวเลยที่จะได้เห็นหน้าคือมาหาเขาที่นี่ มันเป็นร้านอาหารที่แตงกวาเล่าว่าเป็นของคุณพ่อพี่เพอร์เฟ็กต์ ทุกคนในกลุ่มเพื่อนพี่สกิลมักจะมารวมตัวกันที่นี่หลังเลิกเรียนเสมอ หรือบางทีเบื่อๆ ก็แต่งตัวเป็นพนักงานเสิร์ฟแล้วช่วยงานทางร้านซะเลย

            ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนได้ยินแตงกวาเล่า ในหัวฉันมันมีภาพพี่สกิลผูกผ้ากันเปื้อนลอยมาทันทีเลยอ่ะ T^T

            “อ้าว ยัยผมเปียเมื่อกี้นี่นา แล้วไหนล่ะเพื่อนเธอ ^O^

            แต่ทำไมต้องมาเจอพี่อุลต้าในชุดพนักงานมอมแมมแทนก็ไม่รู้ =_=

            “คือเพื่อนฉันเขา” ฉันกัดริมฝีปากขณะคิดหาข้ออ้าง “เขาไม่ว่างแล้วค่ะ”

            “อ้อเหรอ ^O^ คิกๆ หรือว่าเธอไม่โทรตามก็ไม่รู้เนอะ”

            ให้ตาย ฉันเกลียดเสียงหัวเราะคิกๆ ของพี่เขาจัง T_T

            เขาต้องรู้ว่าฉันไม่ได้โทรแล้วพูดเพื่อแกล้งแหย่เฉยๆ แน่เลย แต่เรื่องอะไรฉันจะเงียบล่ะ นั่นมันไม่ต่างอะไรจากยอมรับเลยนะว่าฉันทำฟอร์มคุยโทรศัพท์จริงๆ น่าอายจะตาย

            “ฉันส่งข้อความแล้วค่ะ!” ฉันพยายามพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่สุด ไม่ตะกุกตะกักสักนิด ถึงน้ำหนักที่ลงเสียงมันจะแปลกๆ แต่คงพอจะทำให้เชื่อได้แหละน่า

            “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ ไม่เห็นจะต้องอธิบายยืดยาวเลย ^O^” เขายังคงส่งยิ้มที่ดูเป็นมิตรสุดๆ มาให้ แต่ฉันแน่ใจว่าไม่ค่อยอยากมองมันเลยอ่ะ =_=

            พี่อุลต้าหยิบถาดขึ้นมาจากเคาท์เตอร์ก่อนจะเดินตรงมาหาฉันเพื่อกระซิบบางอย่างใกล้ๆ

            “แต่รู้ไรป่ะ เธอโกหกไม่เก่งเลย  -O-

            ฉันไม่ชอบพี่คนนี้เลย T_T

            “รับออร์เดอร์ด้วยครับ” เสียงจากลูกค้ารายหนึ่งดังขึ้นแทรกบทสนทนา ซึ่งฉันว่าดีแล้วเพราะคนตรงหน้าไม่ค่อยหน้าพูดคุยด้วยเลย =_= พี่อุลต้ายิ้มให้ฉันนิดๆ ยักคิ้วแถมให้อีกหน่อยๆ ก่อนจะเดินไปรับออร์เดอร์ตามหน้าที่ เป็นโอกาสให้ฉันได้สำรวจร้านประจำของพี่สกิลอย่างเต็มตาสักที

            ทำไมเพื่อนพี่สกิลมีแต่คนแปลกๆ นะ -_-;;

            ร้านอาหารนี้มีชื่อว่าร้านอาหารเปล่ากวนนะ มันชื่อนี้จริงๆ =_= ตอนแรกที่ได้ฟังฉันก็แปลกใจ พร้อมจินตนาการว่ามันจะต้องเป็นร้านที่แปลก แหวกแนวจนเกินความสามารถมนุษย์จะเข้าใจได้แน่ๆ ดูจากรสนิยมการตั้งชื่อร้าน (ฉันไม่ได้เว่อร์นะ ถ้าคุณเห็นสีหน้าท่าทางแล้วก็เสียงประกอบเวลาเล่าของแตงกวาคุณจะคิดไปไกลจริงๆ -_-) แต่พอได้มาเจอมันก็คือร้านอาหารธรรมดาที่เจ้าของร้านขี้เกียจตั้งชื่อนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย การตกแต่งของที่นี้ก็ไม่แตกต่างจากร้านอาหารทั่วไปในละแวกนี้นัก แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีนักเรียนมากมายเข้ามาใช้บริการเต็มไปหมด

            “แก วันนี้พี่อุลต้าหล่อเนอะ ผ้ากันเปื้อนเขามีคราบซอสมะเขือเทศด้วยอ่ะแกกก มอมแมมนิดๆ น่ารักเฟ่อออ >O<

            “พี่เอ็กซ์ของฉันก็ไม่แพ้กันนะเว้ย เนี้ยบเหมือนเดิมเลยอ่ะ *O*

            “ฉันขอสองได้ปะ ไม่ไหวอ่ะแกอยากด้ายยยย”

            เอ่อจุดขายคงอยู่ที่พนักงานเสิร์ฟสินะ  -O-;;

            ฉันเริ่มมองหาที่นั่งบ้างเมื่อเห็นว่าคนเริ่มเข้ามากันเยอะ นี่คงเป็นเวลาเลิกเรียนของแถวนี้สินะอืมสี่โมงกว่าๆ แล้ว อีกเดี๋ยวพี่สกิลคงมา

            “มาทางนี้ๆ”

            ฮะ ใครพูดกับฉันหรือเปล่า

            “เธอนั่นแหละ ยัยผมเปีย มาทางนี้” พี่อุลต้ากวักมือเรียกฉันแล้วชี้ไปที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งว่างอยู่ ฉันพยักหน้าขอบคุณเขาเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งแล้วสั่งอะไรกับเขาสักอย่างสองอย่างพอเป็นพิธี ไม่ได้กะจะมากินสักหน่อยนี่

            “มารอผู้ชายสินะ”

            ใช่

            หือ O_O

            ฉันหันไปหาเจ้าของเสียงนั่นก็คือผู้ชายโต๊ะข้างๆ และพอเขาเงยหน้าขึ้นมาจากเมนูฉันก็โป๊ะเช๊ะทันที เขาคือผู้ชายปริศนาในงานวันเกิดพี่ขนมตาลที่ทำให้ฉันฟุ้งซ่านในช่วงหลายวันมานี้!

            “นายเป็นใครน่ะ” คำถามที่หลีกเลี่ยงมาตลอดถูกส่งออกไป ฉันเคยคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้ให้น้อยที่สุด คงไม่จำเป็นจะต้องรู้ชื่อ แต่ฉันคงคิดผิดไป เขาจงใจจะมาเกี่ยวข้องกับฉันขนาดนี้ เห็นทีจะทำเป็นไม่รู้จักไม่ได้เสียแล้ว

            แต่เขาไม่ตอบ และยังนิ่งราวกับว่าเมื่อกี้ฉันไม่ได้พูดอะไร

            “ฉันกำลังพูดกับนายอยู่นะ”

            “รู้ -_-

            “แล้วทำไมไม่ตอบฮะ” ฉันเริ่มหาเรื่องเขาบ้าง คิดว่าตัวเองไม่สุภาพได้อยู่ฝ่ายหรือไง

            “ไม่อยากตอบ” ใบหน้านั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่มองแล้วรู้สึกได้ว่าเขากวนประสาทชะมัด

            “แต่ฉันอยากรู้”

            “ก็เรื่องของเธอสิ”

            “นี่นายจะกวนไปถึงไหนฮะ ถามแค่นี้ต้องยืดบทสนทนาให้มันยาวเหยียดเลยเหรอ ตอบฉันแค่ว่านายเป็นใครมันก็จบแล้วนะ -*-

            “ไม่หรอก มันไม่จบแค่นั้น พอเธอรู้ว่าฉันเป็นใคร เธอก็จะถามมากกว่านี้อีก”

            ก็จริง

            “และตอนนี้ฉันไม่อยากคุยกับเธอ เพราะงั้นฉันเลยไม่ตอบอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวได้คุยกันยาว”

            “นายพูดเหมือนรังเกียจฉัน”

            “ตีความเก่งนี่ -__-“ ไม่รู้ว่าเขาประชดหรือชมจริงๆ แต่ไม่ว่ายังไงมันก็สื่อความหมายทางลบทั้งนั้นแหละ “ว่าแต่เธอสั่งอะไรไปบ้างหรือยะจะไปไหนน่ะ”

            เขายังพูดไม่ทันจบดีฉันก็ลุกจากเก้าอี้พรวดพราด ผู้ชายปริศนาคว้าข้อมือฉันไว้

            ” ฉันเงียบไม่ตอบ

            “นี่ ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง -*-

            ได้ยิน”

            “ได้ยินแล้วทำไมไม่ตอบ”

            ฉันพยายามเลียนแบบสีหน้าท่าทางเขาทุกประการ ก่อนจะตอบออกไปว่า “ไม่อยากตอบ”

            ผู้ชายตรงหน้าฉันนิ่งไปแปปหนึ่งก่อนจะเผยยิ้ม “เธอนี่ร้ายว่ะ”

            ฉันไม่แม้แต่จะสบตาเขาก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋านักเรียนออกจากเบาะนั่ง เขาคลายมือที่จับแขนฉันไว้อย่างไม่คิดจะรั้งต่อ ซึ่งนั่นก็ดีแล้วเพราะฉันยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะ จุดประสงค์วันนี้ที่มาร้านไม่ใช่แค่อยากเจอพี่สกิล แต่ฉันมาเพื่อสมัครงานที่ร้านนี้ต่างหาก

            โอเคฉันรู้ว่ามันฟังดูเพ้อฝัน แต่อย่างน้อยขอลองก่อนสักนิดเถอะ

            ฉันเดินหนีออกมาจากตรงนั้นแล้วมองหาคนที่คิดว่าน่าจะคุยด้วยง่ายที่สุดพี่อุลต้า

            “พี่คะ” ฉันสะกิดเขาที่กำลังยืนหันหลังให้ลูกค้าเพื่อกินเค้ก =__= รู้สึกเริ่มมีความหวังขึ้นมาเลยว่าจะได้เข้าทำงาน ก็ถ้าขนาดพี่อุลต้ายังเป็นพนักงานได้ ใครๆ ก็เป็นได้ทั้งนั้นแหละ

            “หะหือ ว่าไง จะสั่งอะไรเพิ่มไปรอที่โต๊ะก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนไปรับออร์เดอร์เองแหละ”

            “เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้จะสั่งอะไร”

            “แล้วลุกมาทำไม =__= อ้อ จะจ่ายเงินสินะ นู่น แคชเชียร์อยู่นู่น”

            อ้ะ พูดถึงจ่ายเงิน เมื่อกี้ฉันมัวแต่คิดจะหนีจากเขา อาหารก็ยังไม่ทันมาเสิร์ฟ ฉันเลยลืมเรื่องจ่ายเงินไปซะสนิทเลย

            “คิดเงินด้วยครับ” เสียงที่คิดว่าชาตินี้ก็ไม่มีวันลืมเรียกสายตาฉันให้หันไป เขายืนอยู่ที่เคาท์เตอร์

            “ไอ้ตะ

            “คิดเงิน!

            อะอืม =_=

            พี่เพอร์เฟ็กต์ที่อยู่ๆ ก็โดนตะคอกใส่ก้มหน้ากดแคชเชียร์ยุกยิก เฮอะ เขาคงหยาบคายแบบนี้กับทุกคนสินะ นิสัยแย่จังเลย ฉันก็คิดว่าโดนคนเดียวเสียอีก

            “โต๊ะ 23…สองร้อยแปดสิบบาท”

            โต๊ะ 23 เหรอนั่นมันโต๊ะฉันนี่

            “ขะขอบคุณที่ใช้บริการ โอกาสหน้าเชิญใหม่ค่ะ =_=;;” พี่เพอร์เฟ็กต์พูดด้วยเสียงแปลกๆ แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจ เพราะกำลังมองไปยังคนที่อยู่ดีๆ ก็ทำตัวเป็นป๋า ออกค่ากินให้หน้าตาเฉย

            -_-“ แต่เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันด้วยซ้ำตอนที่เดินออกจากร้านไป

            ทำไม

            เขายังไงกันแน่เนี่ย -*-

            “เอ่อ เธอคงไม่ได้ลืมฉันไปแล้วใช่ไหม =O=

            “อะอ้อค่ะ คือฉันอยากจะสมัครงานน่ะค่ะ”

            “เฮ้ย O_o บ้าน่า สมัครงานอะไรกัน เธออายุเท่าไหร่กันเนี่ย จบม.ต้นหรือยัง”

            ถึงฉันจะอายุน้อยเกินไปที่จะสมัครงานตามที่เขาว่า แต่ฉันก็ไม่เด็กขนาดนั้นสักหน่อย -_-

            “ม.สี่ค่ะ”

            “แล้วจะมาทำงานได้ยังไง”

            “ก็ไม่รู้สิคะ -_-;;” พูดจริงๆ นะ ฉันก็แค่หาทางอยากเข้าใกล้พี่สกิล “ไม่ต้องจ้างฉันเป็นเรื่องเป็นราวก็ได้ แค่ให้ฉันทำงานที่นี่บ้างน่ะค่ะ”

            “ร้านอาหารนะเธอไม่ใช่บาร์เถื่อน =O=;;

            “คือเอ่อ ก็อย่างเจ้าของร้านอาหารทั่วไปที่มีลูกมาช่วยทำงานน่ะค่ะ ความจริงเด็กๆ พวกนั้นเขาก็ทำงานไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ แต่ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ถือซะว่าฉันเป็นแบบนั้นก็ได้นี่คะ”

            ฉันกำลังพยายามอย่างมากที่จะทำให้ตัวเองได้ทำงานทีนี่ T^T

            “แต่เด็กพวกนั้นเขาไม่ได้เงินเดือนนะ -_-

            “ฉันไม่เอาก็ได้ค่ะ”

            =O=…อะไรวะ นี่เธอกำลังแกล้งฉันป่ะเนี่ย พูดบ้าอะไรอยู่!

            “เปล่านะคะ ฉันอยากทำงานที่นี่จริงๆ”

            “แล้วทำไมเธอต้องอยากทำงานที่นี่ด้วย” ถ้าเป็นการ์ตูนใบหน้าพี่อุลต้าคงมีแต่เครื่องหมายคำถามแหงเลย เขาดูแปลกใจมาก

            “ฉันฉันอยากหาประสบการณ์น่ะค่ะ” โกหกคำโตเลย “นะคะพี่ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ แต่ขอฉันทำงานที่นี่นะคะ *_*” ฉันพยายามทำสายตาอ้อนวอน หวังว่าคงเป็นผล

            ...อ่า ถ้าเธออยากทำงานที่นี่จริงๆ ก็ตามฉันมาแล้วกัน พอดีฉันไม่ใช่เจ้าของร้าน ไม่มีสิทธิจะรับหรือไม่รับพนักงานน่ะ”

            พี่อุลต้าทำหน้าลำบากใจก่อนจะเดินนำฉันไปหลังแคชเชียร์ เยส! ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่าเขาไม่มีสิทธิออกปากรับพนักงาน แต่ถ้าได้เข้าไปพูดคุยด้วยก่อนอย่างนี้ มันก็ง่ายต่อการที่จะขอความช่วยเหลือนะ

            ฉันยืนอยู่ห่างๆ ขณะพี่อุลต้ากำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับพี่เพอร์เฟ็กต์ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน คงจะเป็นเรื่องฉันนั่นแหละ แล้วสักพักพี่เพอร์ก็หันมามองหน้าฉัน

            “ยัยผมเปียนี่อ่ะนะ -__-

            ทำไมใครๆ ต้องว่าผมเปียฉันด้วย มันผิดยังไงอ่ะ T^T

            “อืม เขาบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงินก็ได้ เห็นว่าอยากทำงานมากฉันเลยมาบอกแกเนี่ย”

            “ม.ไรวะ สองหรือสาม”

            “สี่”

            ใช่เหรอวะ =_=

            “จริงเว้ย ท่าทางจะเป็นคุณหนูที่อยากจะหาประสบการณ์ชีวิตไรเงี้ย แกรับดิ ถึงจะดูทำอะไรไม่เป็นสักอย่างแต่หน้าตาก็น่ารักดีนะ”

            “แกคิดว่าพ่อฉันคัดพนักงานจากหน้าตาหรือไง”

            “ก็ใช่ดิ ไม่งั้นฉันจะได้เป็นเหรอ ^O^

            “ถุ้ย ฉันใช้งานแกฟรีเฉยๆ หรอกเว้ย”

            “ใจร้ายง่ะ TT^TT” พี่อุลต้าดูง้องแง้งจัง -_-;; แต่จริงๆ ฉันว่าพ่อแกไม่เคยคัดพนักงานหรอก สิทธิส่วนมากมันอยู่ที่แกมากกว่า”

            “จริงป่ะ  -O-

            “ไม่จริง  -O-

            -__-

“ล้อเล่น จริงๆ เว้ย ไม่เชื่อแกลองโทรดิ”

            พี่เพอร์เฟ็กต์กดโทรศัพท์หาเจ้าของร้านจริงๆ แล้วเริ่มพูดคุย ฉันยืนลุ้นจนตัวโก่ง ถ้าได้งานนี่ต้องขอบใจพี่อุลต้ามากเลยนะเนี่ย >_<

            “อืมฮะอ้อ ใช่ๆ”

            พี่เขาเป็นคนพูดน้อยจริงๆ ด้วย =_=

            “ฮะ! ง่ายๆ งี้เลยเหรอ”

            พี่อุลต้าหันมาส่งยิ้มให้ฉันแปลว่าได้ทำงานเหรอ O_O

            “ว่าไง” แม้จะเหมือนว่ารู้คำตอบ แต่ก็ยังเอ่ยถาม

            จริงด้วยว่ะ พ่อไม่แม้แต่จะถามว่ายัยเด็กนี่เป็นใคร แถมยังบอกว่าดีแล้ว รับเข้ามาช่วยเยอะๆ เลย ถ้าเป็นเพื่อนฉันก็แปลว่าไว้ใจได้”

            “แต่ยัยนี่ไม่ใช่แม้แต่เพื่อนแกนะ =O=

            =_= ช่างเถอะ ฉันต้องคุยกับพ่อให้จริงจังกับชีวิตบ้างสักวันหนึ่ง” พี่เพอร์เฟ็กต์ถอนหายใจก่อนจะหันมาทางฉัน “เธออยากทำงานจริงๆ เหรอ”

            “ใช่ค่ะ!” ฉันกระตือรือร้นตอบ พยักหน้าหงึกหงัก

            “งั้นก็อืม น่าจะโอเค ถึงจะดูง้องแง้งแต่งานง่ายๆ เธอคงทำเป็นใช่ไหม พวกรับออร์เดอร์ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น ถูพื้น”

            “สบายมากค่ะ ^_^

            “อืม”

            ^_^

            ...” พี่เพอร์เฟ็กต์หยิบเกมขึ้นมากดเล่น

            ^_^

            ” และยังคงเล่น

            ^_^;;

            นี่เธอจะยืนจ้องฉันอีกนานไหมเนี่ย =_=

            ฉันสะดุ้งนิดๆ เมื่อพี่เพอร์เฟ็กต์เงยหน้าจากโทรศัพท์ไม่บอกไม่กล่าว

            “คะเอ่อก็พี่ไม่ได้จะบอกรายละเอียดการทำงานเหรอคะ -_-;;

            “บอกไปแล้วไง หน้าที่เธอคือรับออเดอร์ เสิร์ฟอาหาร เช็ดโต๊ะ กวาดพื้น ถูพื้น”

            “อ่าค่ะ” ฉันรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ยังไงไม่รู้เวลาพูดกับพี่เพอร์เฟ็กต์ “แล้วเวลาเลิกงาน เริ่มงาน วันที่ฉันต้องมา ชุดพนักงานมันเอ่อ อะไรยังไงเหรอคะ ^_^;;

            ฉันปั้นยิ้มที่ดูเป็นมิตรที่สุด เพื่อจะได้มิตรภาพกลับมาบ้าง U_U;;

            “อ้อ...เวลาเริ่ม-เลิกก็คือเวลาเปิด-ปิดร้าน ที่หน้าร้านติดไว้น่ะ วันที่เธอต้องมาอืมแล้วแต่ละกัน อยากมาเมื่อไหร่ก็มา ฉันคิดค่าจ้างเป็นชั่วโมงอยู่แล้ว จ่ายทุกเวลาเลิกงาน ไม่มีก็แค่ไม่จ่าย ส่วนชุดพนักงานเธอไปถามใครก็ได้ในร้านนี้ละกัน” ว่าแล้วก็ก้มหน้ากดเกมในมือต่อ

            -O-

            “อ้อลืมไปอีกอย่าง แปปนะ” เธอเงยหน้าขึ้นมาจากเกม คว้าชามะนาวมาดูด และถ้าฉันจำไม่ผิดนั่นมันของพี่อุลต้านี่ “เธอต้องจำทางทั้งหมดในร้านให้ดีด้วยนะ ห้องครัว ห้องพักผ่อนไรเงี้ย เดี๋ยวทำงานผิดๆ ถูกๆ”

            เท่าที่เห็นร้านก็ไม่ได้กว้างมากนี่นา นี่เขาเห็นฉันเป็นเด็กหรือคนโง่กันแน่เนี่ย -_-

            “แล้วก็ที่บอกให้ถามเรื่องชุดจากใครก็ได้ในร้าน ฉันหมายถึงพวกพนักงานนะ อย่าไปถามลูกค้าล่ะ” พี่เพอร์ดูดชามะนาวของคนอื่นอีกครั้งก่อนจะลงไปสนใจเกมในมือ และครั้งนี้ก็คงจะไม่เงยหน้าขึ้นมาอีก

            เอาล่ะ ฉันว่าฉันได้คำตอบที่สงสัยแล้ว พี่เขาไม่ได้มองฉันเป็นเด็กหรือหรือคนโง่ แต่เขามองฉันเป็นเด็กโง่ต่างหาก =_=

            “อ่ะนี่” พี่อุลต้าที่หายเข้าไปหลังร้านโผล่ออกมาพร้อมชุดพนักงาน ฉันยิ้มขอบคุณก่อนจะรับมา “เริ่มงานพรุ่งนี้เลยก็ได้นะยัยผมเปีย วันนี้จะร้านจะปิดอยู่แล้ว”

            “ค่ะฉันชื่อขนมผิงนะคะ”

เพราะคิดว่าคงไม่มีใครสนใจจะถาม ฉันเลยชิงบอกก่อนดีกว่า -_-

“อื้ม บาย ^O^” พี่อุลต้ายิ้มให้ คราวนี้ฉันไม่รู้สึกประหม่าอีกแล้ว เขาดูใจดีกว่าใครๆ เลยล่ะ อย่างน้อยเขาก็ยังโบกมือบ้ายบายฉันในขณะที่พี่เพอร์เฟ็กต์ยังคงสนใจแต่เกม

ดูท่าโลกส่วนตัวของพี่เขาจะกว้างใหญ่อย่างที่ได้ยินมาจริงๆ แฮะ -_-;;

ฉันเดินออกมาจากร้านแล้วโทรศัพท์หาพี่บอยให้มารับ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องรีบเก็บชุดพนักงานไว้อย่าให้พี่บอยเห็น และในขณะที่ฉันกำลังเปิดกระเป๋านักเรียนอยู่นั้นก็รู้สึกได้ว่ามีใครบางคนเดินตามมา

ใครนะ

โจรหรือเปล่าเนี่ย >_<

ฉันเดินออกจากร้านมาไกลพอสมควรแล้วทำให้คนไม่ค่อยพลุ่งพล่าน แต่ก็ไม่ใช่จะเปลี่ยวไปซะทีเดียวหรอกนะ มันเป็นฟุทบาธเล็กๆ ที่ข้างทางเป็นที่ดินเปล่าๆ ซึ่งถ้าเป็นโจรจริงคงไม่ทำอะไรอุกอาจตอนนี้แต่บางทีอาจจะไม่ใช่ ฉันคงคิดไปเอง เพราะงั้นขอหันไปดูให้แน่ใจก่อนดีกว่า

อ้ะ แต่ถ้าหันไปแล้วมันตกใจ คว้ามีดมาเสียบคอหอยฉันล่ะ! (มันเกี่ยวข้องกันยังไงวะเนี่ย =__=)

ระหว่างที่ฉันกำลังว้าวุ่นคิดไม่ตกอยู่นั้นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นคำตอบในประตูกระจกของร้านที่ฟุทบาธตรงข้าม ซึ่งถ้าเป็นโจรฉันคงไม่แปลกใจเท่านี้

นายคนนั้น

เขาเดินตามฉันมางั้นเหรอ

โชคดีที่ฉันไม่ได้หยุดเท้าลงขณะมอง แต่เดินตามปกติแล้วเหลือบๆ เอา เขาเลยน่าจะยังไม่รู้ว่าฉันรู้ตัวแล้ว

ฮึเขาแกล้งฉันมาเยอะแล้ว ขอลองแกล้งคืนบ้างละกัน

ความคิดชั่วร้ายฉายแว้บๆ ในหัว วินาทีนั้นเองอยู่ๆ ฉันก็ทำกระเป๋าตังค์หล่นพื้นซะงั้น แล้วฉันก็ดันไม่รู้จนเดินเลยไปใกล้แล้วซะด้วยสิ แหม่ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ต้องหันหลังกลับไปเอาน่ะนะ *O*

-__-

ผิดคาด ผู้ชายข้างหน้าฉันไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือสะดุ้งอะไรสักนิดเมื่อถูกจับได้ เขานิ่งมาก นิ่งแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่มันไม่ใช่แบบที่ฉันคิดไว้เลยนะ >O<

แต่ฉันก็ต้องหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นมาแล้วเดินต่อไปอย่างหงุดหงิด รู้สึกได้ว่าเขาก็ยังเดินตามมาอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งฉันเห็นรถพี่บอยอยู่ไกลๆ ตอนนั้นเองฉันตัดสินใจหันหลังกลับไปพูดเพื่อจะพูดกับเขาตรงๆ

“นี่ ฉันรู้นะว่านายเดินตามฉันมาน่ะ”

อ้อ เหรอ”

“คิดว่าท่าทางนิ่งๆ จะทำให้ฉันไม่รู้เหรอ ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายตามฉันมาทำไม และคิดว่าถ้าถามไปนายก็คงไม่ตอบด้วย”

-__-

“ฉันก็แค่อยากบอกเท่านั้นแหละว่าฉันรู้ทันนาย อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องนี้แต่เป็นทุกๆ เรื่อง ถ้าคิดจะทำอะไรก็รอบคอบหน่อยนะ ไปล่ะ เชิญยืนน้ำลายบูดต่อไปเถอะ” ฉันหมุนตัวกลับด้วยท่าทางที่คิดว่าดูมาดมั่นที่สุดก่อนจะเดินตรงไปขึ้นรถ พอปิดประตูปังแล้วจึงค่อยเกาะหลังรถมองดูเขาอีกที แล้วภาพที่เห็นก็ทำให้ฉันรู้สึกอยากเอาหน้ามุดช่องแอร์รถเหลือเกิน!

เขากำลังซื้อลูกชิ้นปิ้งซึ่งอยู่ห่างจากรถฉันไม่เท่าไหร่

แปลว่าที่พล่ามอย่างมั่นอกมั่นใจเมื่อกี้คือฉันคิดไปเองน่ะสิ!

และเหมือนเทวดาจะเกลียดฉันมากเลยดลใจให้เขาหันมาทางนี้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

และในชั่ววินาทีที่เราสบตากัน เขากระตุกยิ้มมุมปากให้ฉันที่อยู่ในสภาพเกาะหลังรถ

พรึ่บ!

ฉันรีบเด้งตัวกลับมานั่งในท่าเดิมทันทีโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองอีก ความอับอายก่อตัวจนถึงขีดสุด ฉันรู้สึกขายขี้หน้าอย่างไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ TT^TT หมดสิ้นแล้วทุกสิ่งอย่าง นี่ถ้าช่องแอร์มันใหญ่กว่านี้ฉันมุดจริงๆ นะเนี่ย แงงงงงงงง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น