Please, be trapped! ปฏิบัติการขโมยหัวใจขอปิดไว้เป็นความลับ

ตอนที่ 6 : บทที่ 4 : ความจริงที่ฉันกลัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ต.ค. 56

                
        4  

The truth that I’m afraid of.

ความจริงที่ฉันกลัว

            “หนมผิง ทำไมช่วงนี้แกเหม่อบ่อยจังวะ -*-“ แตงกวา เพื่อนสนิทสี่ปีซ้อนตั้งแต่ม.1 ที่วันๆ เอาแต่กินและนอนเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอาหลอดดูดมาจิ้มหว่างคิ้วฉันจนน้ำแดงที่ติดมากับปลายหลอดหยดแหมะๆ ไหลมาถึงจมูกนั่นแหละ ฉันถึงค่อยได้สติคุยกับมัน

            ก็ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาหัวฉันก็ไม่ได้หยุดพักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหลายเลยนี่ U_U ฉันรู้สึกเครียดที่อยู่ๆ ก็มีใครไม่รู้มารู้มาความลับของฉันแถมยังพูดถึงพี่สกิลเหมือนสนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างดีอีก แล้วอย่างนี้ถ้าเขาไปพี่สกิลเรื่องของฉันจะทำยังไงล่ะ ฉันไม่เคยคิดอยากให้พี่สกิลรู้เลยนะเพราะมันไม่มีทางที่พี่เขาจะมาสนใจฉัน อีกอย่างพี่สองคนเขารักกันก็ดีอยู่แล้วด้วย

            ถ้านายนั่นโผล่มาวุ่นวาย...ฉันจะทำไงดีล่ะเนี่ย ปวดหัว TOT

            “เล่นอะไรของแกฮะแตงกวา เลอะเทอะไปหมดเลย” ฉันหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากระโปรงแล้วลูบป้อยๆ เช็ดน้ำแดงที่ปลายจมูก แต่แน่นอนว่าความเหนียวของมันไม่หายไปหรอก เฮ้อ ทำอะไรไม่นึกถึงผู้ถูกกระทำบ้างเลย

            “ก็แกเอาแต่เหม่อ เหม่อ แล้วก็เหม่อวันละสิบล้านรอบแบบนี้ ฉันไม่เทชามก๋วยเตี๋ยวเรียกสติแกก็บุญแล้วนะเว้ยไอ้ผิง! =__+

            “เว่อร์น่า ฉันก็แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

            “งั้นคงจะเปื่อยจนน้ำซุปอร่อยเลยดิ คิดนานเป็นปีขนาดนี้”

            “-__-

            ขนาดด่าประชดฉันยังเป็นเรื่องกินเลย คิดดูสิ

            “ถามจริงแกคิดอะไรมากมายวะ ถึงปกติแกจะเป็นคนบ้าๆ บอๆ เหม่อลอยละห้อยเหี่ยวเฉาวันละหลายหนอยู่แล้วก็เถอะ แต่ช่วงสองวันนี้มันมากผิดปกติว่ะ แกมีอะไรในใจเล่ามาซะดีๆ นะ” แตงกวาพูดไม่หยุดแม้ในปากจะมีลูกชิ้นมากกว่าสองลูก ฉันก้มลงมองไก่ทอดในจานเพราะไม่รู้จะหยุดสายตาไว้ที่ไหนก่อนจะถอนหายใจยาว

            เรื่องบางเรื่องมันก็ยากจะอธิบายนะ ถึงแตงกวาจะเข้าใจขนาดไหนฉันก็อยากเก็บไว้คนเดียวมากกว่า แล้วก็โชคดีไปที่มันมัวแต่บ่นเรื่องฉันเหม่อจนลืมซักไซ้เรื่องเมื่อวานนี้ ไม่งั้นน่ะหลายเด้งแน่ U_U

            แต่...หรือฉันจะเล่าดีนะ...บางทีการได้ระบายให้ใครฟังมันอาจจะทำให้ฉันดีขึ้นก็ได้

            “คือว่า...”

            “ว่าอะไรวะ O_O

            “ฉัน...”

            “แกทำไม O_o

            “ฉันชอบ...”

            O[]O

            “ฉันชอบ...พะ...พะโล้!

            “ฮะ”

            “ขอนะ”

            ฉันรีบทำเนียนหยิบส้อมมาจิ้มเนื้อเป็ดพะโล้จากชามก๋วยเตี๋ยวแตงกวามาใส่ปากจนแก้มตุ่ย ก่อนจะเคี้ยวด้วยสีหน้าอิ่มเอิบประหนึ่งว่านี่แหละรสชาติที่ฉันตามหา ไอ้แตงกวาทำหน้างงไปพักหนึ่งก่อนจะตะโกนดังลั่นอย่างไม่แคร์สายตาคนทั้งโรงอาหาร

            “ไอ้ผิง!

            “ชู่วววว~ ตะโกนทำไมเนี่ย เบาๆ หน่อยสิแกอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง >_<

            “ก็มันน่าไหมล่ะ ชอบพะโล้บ้าไรของแก ฉันลุ้นจนฉี่แทบราดแต่แกมาตอบหักมุมอย่างนี้เนี่ยนะ >O< โอ้ยๆๆๆ แล้วยังมิน่ามาเสียบเป็ดฉันไปกินอีก นั่นมันชิ้นสุดท้ายที่ฉันเหลือไว้เพราะมันใหญ่ที่สุดนะ ไอ้ผิง ไอ้เพื่อนชั่ว แงๆๆ TOT ถึงแกจะชอบกินจริงแต่แกก็ไม่จำเป็นต้องยืนยันคำพูดด้วยวิธีนี้ แกชอบกินพะโล้ก็ไปซื้อมากินสิวะ จะมานั่งเขี่ยไก่ทอดเล่นทำซากอะไร เอาเป็ดฉันคืนมาเลยนะ เอามา! แงงงง” แตงกวางอแงเหมือนเป็นบ้าไปแล้วทั้งที่ความจริงมันก็แค่เป็ดพะโล้ชิ้นเดียว =_= โชคดีที่ฉันเบี่ยงเบนความสนใจให้แตงกวาเลิกซักไซ้ได้ แต่โอยยย...ฉันไม่น่าเลย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าถ้าเป็นเรื่องกินล่ะก็อย่าได้คิดหือกับไอ้แตงกวาเชียว ตอนนี้คนเกือบทั้งโรงอาหารหันมามองที่โต๊ะฉันเพราะเสียงกรีดร้องของแตงกวาที่เว่อร์จัดเหมือนกับว่าฉันเอากระดูกไก่ทิ่มคอมัน ทั้งที่ความจริงฉันก็แค่กินเป็ดพะโล้...แค่กินเป็ดพะโล้ไปชิ้นเดียว!

            “โอเคๆ ฉันจะซื้อใหม่ให้แก แต่ขอร้องเงียบก่อนเถอะ คนมองเต็มไปหมดแล้ว” ฉันทำสายตาอ้อนวอนแตงกวา

            “แกกินเป็ดพะโล้ฉันนนนนนน! TT^TT

            “แตงกวา  เงียบเถอะ! TOT” ฉันมองไปรอบๆ อย่างกระวนกระวาย เราทั้งคู่เหมือนอีบ้าที่แข่งกันทำหน้าสะอึกสะอื้น

            “เป็ดพะโล้ชิ้นสุดท้ายที่ฉันทะนุถนอมมาตลอดพักกลางวัน แต่แกกลับจิ้มมันเข้าปากต่อหน้าต่อตา แกทำได้ยังไงอ่ะผิง แกทำได้ยังง้ายยย”

            “โอ้ยยยย ฉันต้องทำยังไงแกถึงจะเงียบสักทีแตงกวา!

            “ฮึก...สองชาม...TT^TT

            ฉันกุมหัวกับเสียงสะอึกสะอื้นจอมปลอมของแตงกวาก่อนจะมองหน้ามันอย่างจนใจ

            “...เออ”

            ถนัดนักนะไอ้เรื่องแกล้งฉันเนี่ย!

            “จริงนะ *O*...ไหนอ่ะ ไปซื้อมาด้วยดิ”

            น้ำตาแห่งความโศกเศร้าอาดูรหายไปทันทีเมื่อมีก๋วยเตี๋ยวฟรีสองชาม -__- อะไรทำให้ฉันทนคบกับมันได้ บอกที

 

            ก๋วยเตี๋ยวสองชามถูกยัดลงท้องแตงกวาจะอิ่มหนำ แน่นอนว่าพอหนังท้องตึงหนังตาก็ต้องหย่อน ดังนั้นพอแตงกวาก้นถึงเก้าอี้ก็รีบฟุบหน้าลงกับโต๊ะเรียนราวกับหัวถึงหมอนแล้วยังไงอย่างงั้น ฉันมองมันอย่างลำบากใจแต่จะปลุกก็ไม่กล้า เพราะแตงกวาต้องตื่นมาโวยวายอะไรให้ฉันอับอายอีกแน่ๆ ดีไม่ดีจะโดนอาจารย์ด่าไปด้วย เพราะงั้นปล่อยมันนอนไปเลยดีกว่า สอบไม่ได้ก็อย่ามาลอกแล้วกัน เชอะ

            ฉันละสายตาจากแตงกวาด้วยความหมั่นไส้ ไม่รู้ทำไมมันถึงได้มีนิสัยแซบ ซ่า ก๋ากั่น และกร้านโลกได้ขนาดนี้ =__= อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ ใครๆ ก็ว่าฉันกับแตงกวาน่ะเป็นเพื่อนซี้ต่างขั้วกันชัดๆ เพราะถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนดีขนาดนางฟ้า แต่จากสายตาคนอื่นฉันก็เคยได้ยินเขาพูดๆ กันว่าฉันดูเป็นคนไม่ค่อยพูด ชอบหลบหน้าหลบตา (ทั้งที่จริงฉันก็แค่ไม่อยากมองหน้าคนอื่นนานๆ ให้เสียมารยาทต่างหากเล่า!) แต่แตงกวาน่ะเป็นคนเสียงดังโวยวาย ใจกล้า ถึงไหนถึงกันและไม่ค่อยยอมใคร แถมคำพูดที่ตรงไปตรงมาของมันยังทำให้บางคนรับไม่ได้ด้วย นี่ถ้าโรงเรียนฉันไม่คุมเข้มเรื่องระเบียบวินัยยัยแตงกวามันคงจะโดนอะไรแย่ๆ ไปแล้วชัวร์...อ้ะ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยโดนนี่นา =O=;; ฉันเองเคยได้ยินมันบ่นๆ เรื่องที่โดนนักเรียนหญิงจากโรงเรียนอื่นมาระราน แต่ไม่เคยถามว่าร้ายแรงแค่ไหนเพราะเชื่อว่าคนอย่างแตงกวามันรับมือได้ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว

            เฮ้อ...พูดไปแล้วมันก็อดไม่ได้ที่จะย้อนมองตัวเอง U_U ทำไมฉันไม่เจ๋งเหมือนยัยแตงกวาบ้างนะ

            อาจจะไม่ต้องเหมือนร้อยเปอร์เซ็นต์ (แหงล่ะ เป็นแตงกวาน่ะต้องเจอแต่เรื่องน่ากลัว -_-;;) แต่ขอแค่ความใจกล้าหรือบุคลิกโดดเด่นสดใสพลังสูงดูน่าเข้าหามาสักนิดก็ยังดี บางทีฉันก็อยากจะมีเพื่อนเยอะๆ บ้างไม่ใช่ว่าต้องหัวหดอยู่หลังคนอื่นเขาเสมอๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็พี่ขนมชั้น เดี๋ยวก็พี่ขนมตาล แล้วยังแตงกวาอีก ใครๆ รอบข้างฉันก็ดูน่าเข้าหากันทั้งนั้น แต่ทำไมฉันไม่เรียนรู้บุคลิกดีๆ มาจากคนรอบข้างบ้างนะ เฮ้อ T_T ถอนหายใจรอบที่ล้านก็คงไม่ช่วยอะไรอยู่ดี เซ็ง

            ครืด~

            โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากระโปรงฉันสั่นเตือนว่ามีข้อความเข้าประมาณสองสามครั้ง ฉันเงยหน้าขึ้นจากการจดเลคเชอร์เพื่อเหลือบมองท่าทีของอาจารย์ เมื่อพบว่าอาจารย์กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการเขียนกระดานฉันจึงล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาดู

            ขนมตาล : เย็นนี้กลับมากินข้าวบ้านให้ได้นะ ตาลมีเรื่องจะบอกทุกคน

            เมสเสจจากพี่ตาลในไลน์กรุ๊ปแฟมิลี่สร้างความประหลาดใจให้ฉันไม่น้อย ปกติพี่ตาลก็ไม่ค่อยกินข้าวเย็นเท่าไหร่เพราะควบคุมน้ำหนัก แต่นี่ถึงกับส่งข้อความมาย้ำให้ทุกคนรวมตัวกันพร้อมหน้า...แปลว่าต้องมีอะไรสำคัญจริงๆ

            แต่อะไรที่ว่ามันคืออะไรล่ะ

            “พัณนภัสรา”

            ฉันสะดุ้งเฮือกก่อนจะรีบเก็บโทรศัพท์มือถือลงใต้โต๊ะเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากอาจารย์หน้าห้อง

            “...ขอโทษค่ะ U_U

            โชคดีที่ฉันไม่เคยเกเรอะไรเท่าไหร่ อาจารย์จึงไม่ทำอะไรมากไปกว่ามองหน้าฉันแทนการตำหนิเล็กน้อยก่อนจะสอนต่อ แต่จากนั้นฉันก็ไม่ได้มีโอกาสกดส่งข้อความที่พิมพ์ข้างไว้จนกระทั่งเลิกเรียน

            ขนมผิง : เรื่องอะไรเหรอคะ

            ฉันเปิดโปรแกรมไลน์ข้างไว้รอคำตอบจากพี่ตาลพร้อมกับเก็บของลงกระเป๋าไปด้วย ไม่นานนักก็มีคนอ่านข้อความของฉันก่อนจะตามมาด้วยการสั่นแจ้งเตือน

            แต่ข้อความที่ส่งมาไม่ได้มาจากพี่ขนมตาล

            ขนมชั้น : นั่นสิ คงไม่ใช่เรื่องสกิลหรอกนะ

            ฉันหยุดมือจากการเก็บของแล้วคว้าโทรศัพท์มาไว้ในมือกลัวจะอ่านพลาดไป

            ขนมตาล : พี่ชั้นกลับมาก่อนเถอะ

            ขนมชั้น : เฮ้ย เรื่องสกิลจริงเหรอเนี่ย ใจเย็นๆ ก่อนนะตาล มีอะไรค่อยๆ พูดกัน

            ขนมตาล : ไม่ไหวแล้วว่ะพี่

            ขนมชั้น : แกจะเลิกกับเขา?

            ข้อความนี้ส่งมาพร้อมอีโมติคอนช็อก

แม้ฉันจะไม่รู้ว่าพี่สองคนพูดอะไรกันแต่ก็พอจะจับใจความได้จากบทสนทนา อีกอย่างหนึ่งเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่ฉันได้ไปเจอก็บอกได้ว่าความสัมพันธ์ของพี่ขนมตาลกับพี่สกิลกำลังกะท่อนกะแท่น ถึงในตอนสุดท้ายที่พี่สกิลขอโทษมันจะดูเหมือนว่าปัญหาจบลงด้วยดีแล้วก็เถอะ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้นี่

            ฉันยืนถือโทรศัพท์นิ่งเฝ้ารอคำตอบด้วยหัวใจที่เต้นรัว อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นความรู้สึกยังไง มันทั้งตกใจ ไม่น่าเชื่อ แต่ก็ปนไปด้วยความหวังเล็กๆ...ที่ไม่สมควร

            ...ไม่มีข้อความตอบกลับจากพี่ขนมตาล

            ฉันส่ายหัวเบาๆ ไล่ความคิดไม่ดีเมื่อกี้ออกไป อีกครั้งแล้วที่ฉันพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเองจนเกือบปล่อยให้มันนำพาฉันสู่ทางที่ไม่ดี ถึงจะเป็นแค่ความคิดก็เถอะ แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกระทำนี่

            ฉันกดล็อคโทรศัพท์มือถือแล้วเก็บเข้ากระเป๋ากระโปรงก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อ

            “ไปกินไอศกรีมกันปะแก ฉันหิวอ่ะ  -O-

            ฉันเงยหน้ามองเพื่อนตัวเล็กที่กินเยอะได้อย่างไม่น่าเชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวสองชามยังไม่พออีกเหรอกวา =_=

            “เฮ้ยๆๆ ไม่เกี่ยวกันดิ นั่นกินไปตั้งแต่กลางวันแล้วนะ นี่มันกี่โมงแล้วเนี่ย...สี่โมง! สี่ชั่วโมงกว่าๆ แล้วนะที่ร่างกายฉันขาดอาหารน่ะ O_O

            คาบเมื่อกี้ฉันยังเห็นมันกินโอรีโอ้ใต้โต๊ะอยู่เลย -__-

            “งั้นเชิญแกไปหาไรกินคนเดียวเถอะ ฉันไม่ว่าง”

            “ไม่ว่างอะไร วันนี้แกไม่มีเรียนนี่ฉันจำได้  -O-

            “ต้องรีบกลับบ้านน่ะ”

            “โห่เซ็ง กลับไปทำไรวะ”

            ฉันหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้าใต้โต๊ะ

            “วันนี้พี่ตาลจะกลับมากินข้าวน่ะ”

            “พี่ตาลอีกและ =_= ก็เข้าใจหรอกนะว่าพี่แกสวยแล้วแกก็รักพี่แกมากกกกกกกก เทิดทูนอย่างกับนางฟ้าลงมาเกิดเลยแหน่ะ” แตงกวาลากเสียงคำว่ามากยาวเกือบถึงพิษณุโลก -_- ก็เว่อร์ไป “แต่แกก็อยู่บ้านเดียวกัน เจอกันทุกวันนะเว้ย ทำไมจะต้องรีบกลับไปหาด้วยฟะ >O<

            “เออน่า อย่าบ่นมากนักเลย ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเลี้ยงแกแล้วกัน ไปก่อนละ” ฉันตัดบทสั้นๆ โดยเอาของกินเข้าล่อก่อนจะโบกมือบ้ายบายแตงกวา มันบ่นอุบอิบนิดหน่อยแต่ก็ยอมปล่อยฉันมาแต่โดยดี

            “คิดว่าฉันเป็นคนเห็นแก่กินนักหรือไง...เชอะ แต่ยอมก็ได้ เห็นแก่พี่ตาลสุดที่รักของแกนะเนี่ย ไปๆๆ  -O-

            พี่ตาลสุดที่รักเหรอ...อืม...ใครๆ ก็บอกอย่างนี้ว่าฉันกับพี่ตาลเราดูสนิทและรักกันมาก ซึ่งฉันก็เคยตอบได้อย่างเต็มปากว่าฉันรักพี่ตาลมากจริงๆ จนเมื่อมีพี่สกิลเข้ามานี่แหละ ฉันถึงได้เริ่มสงสัยตัวเองว่าความรู้สึกรักของฉันมันมีค่าแค่ไหน แล้วถ้าฉันรักพี่ตาลจริงอย่างที่ใครต่อใครคิด ทำไมฉันถึงกล้าเผลอใจ...ไปคิดเกินเลยกับพี่สกิลได้ ทั้งที่พี่เขาก็ไม่เคยแสดงท่าทีกับฉันเกินกว่าน้องสาวเลย

            และฉันไม่เคยคิดจะโทษพี่ตาลถ้าเขาจะโกรธฉันมากเมื่อรู้เรื่องนี้...หรือบางทีอาจจะเกลียดไปเลยก็ได้ เพราะมันก็สมควรแล้วถ้าสุดท้ายคนที่โดนมองว่าแย่ที่สุดมันจะเป็นฉันเอง

            “วันนี้เรียนสนุกไหมครับน้องผิง ^O^

            “ก็ปกติน่ะค่ะพี่บอย” ฉันตอบยิ้มๆ ขณะยื่นกระเป๋านักเรียนส่งให้พี่บอย แอร์บนรถเย็นฉ่ำกับการแล่นเรื่อยๆ ของรถยนต์ทำให้ฉันเคลิ้มและหลับตาลงในที่สุด พี่บอยไม่เปิดเพลงเพราะรู้ว่าฉันไม่ค่อยฟัง ความเงียบจึงกล่อมให้ฉันหลับได้ไม่ยาก มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถเข้าจอดในบ้านแล้วพี่บอยส่งเสียงปลุกนั่นแหละ

            “ถึงแล้วครับน้องผิง”

            เร็วชะมัด

            ฉันนั่งแช่ในรถพักหนึ่ง เพื่อไรไม่รู้ไม่เหมือนกัน =_= แต่ยังไม่อยากเข้าบ้านไปเจอพี่ตาลตอนนี้เลย เป็นความรู้สึกที่แบบว่ายังไม่อยากรู้อะไรแต่ก็อยากรู้ จะว่ายังไงดีล่ะ เอาง่ายๆ ว่าฉันอยากรู้แต่กลัวสิ่งที่รู้มันจะไม่ใช่อย่างที่อยากให้เป็น

            ว่าแต่ฉันอยากให้มันเป็นแบบไหนกัน

            นั่นสิ

            โอ้ย ไม่คิดแล้ว ปวดหัวๆๆ TOT ฉันคือมนุษย์ที่เวิ่นเว้อที่สุดในโลก จะอยากรู้ไม่อยากรู้มันจะสำคัญตรงไหน แค่เปิดประตูออกไปแล้วยอมรับความจริงมันก็จบแล้ว ขนมผิง!

            ฉันเรียกความฮึกเหิมของตัวเองก่อนจะตัดสินใจคว้ากระเป๋านักเรียนเดินตรงดิ่งเข้าบ้าน เป็นไงเป็นกัน กล้าคิดไม่ดีก็ต้องกล้ารับผลที่จะตามมาสิ ยังไงถึงเขาจะรักหรือจะดีกัน ฉันก็ยังเป็นขนมผิงคนเดิมที่ไม่คิดจะเข้าไปแทรกแซงอะไรทั้งนั้น!

            “มาผิง กินข้าว ^_^

            ...มั้ง

            แงงงงงง ทำไมพอเจอหน้าพี่ตาลแล้วรู้สึกฟีบเหี่ยวเหมือนผักไม่ได้รดน้ำเลย T_T ความมั่นใจที่โกยมาตั้งแต่ตาตุ่มหายไปทันทีกลายเป็นความรู้สึกผิดที่พรวดขึ้นมาถึงคอหอย

            แต่ฉันไม่เคยคิดจะครอบครองพี่สกิลจริงๆ นะ ไม่เคย U_U

            “วันนี้ดูท่าฟ้าฝนจะผิดปกติซะแล้ว ยัยตาลมันรู้จักลงมากินข้าวกับครอบครัวด้วยนะคุณ” คุณแม่เอ่ยแซวพี่ขนมตาลยิ้มๆ กับคุณพ่อ แต่เจ้าตัวที่โดนแซวกลับไม่ยิ้มด้วย พี่ตาลเขี่ยข้าวในจานไปมาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างในหัว จนคุณแม่คงจะสังเกตได้จึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือเปล่าตาล”

            “มีอยู่แล้วล่ะแม่ ไม่มีคงไม่ลงมา  -O-

            “ฉันถามตาล ไม่ได้ถามแก -__-

            “เอ้า ก็หนูเห็นตาลมันไม่ตอบ หนูกลัวคุณแม่เก้อก็เลยตอบแทนมันไง”

            “ขอบใจ แต่ไม่จำเป็นเลย”

            “นั่นไง ทำคุณได้โทษ” พี่ขนมชั้นบ่นอุบอิบ

            “ทำคุณบูชาโทษย่ะ!” คุณแม่มองค้อนพี่ขนมชั้นเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองพี่ขนมตาลด้วยสีหน้าเป็นห่วง สักพักหนึ่งจึงค่อยเอ่ยทักฉัน “เอ้า แล้วเรามัวไปยืนทำอะไรตรงนั้นล่ะ มานั่งกินข้าวสิผิง”

            “อ่าค่ะ”

            ขอบคุณที่อุตส่าห์เห็นผิงนะคะแม่ =_=;;

            ฉันส่งกระเป๋านักเรียนให้แม่บ้านแล้วเดินไปนั่งร่วมโต๊ะอาหาร

            พี่ขนมตาลสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดขึ้น “ในเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว ตาลก็จะไม่อ้อมค้อมนะคะ”

            “นี่แกอย่าบอกนะว่าเทอมนี้ติด F O_O” คุณแม่ถามตาโต

            “ตลกแล้วแม่ =__= ตาลมันเรียนเก่งขนาดนี้จะไปติด F ได้ไง ถามไม่เข้าท่า” พี่ขนมชั้น

            “อ้อลืมไป ตาลมันไม่เหมือนแกเนอะ”

            “ถึงหนูจะโดดบ่อยแค่ไหนแต่หนูก็ไม่เคยติด F นะ! >O<

            “ติดสิ แกติด F ตัวเบ้อเร่อเลย ฉันจำได้”

            “ไม่จริง แม่อย่ามากล่าวหาให้หนูด่างพร้อย ขี้เหร่หน่อยหนูก็ได้ C เอฟเอิฟอะไรไม่เคยโผล่”

            “แกติดเอฟจริงๆ นะเอฟโฟไง *O*

            -__- ใช่เวลาป่ะแม่”

            “เอ่อ…-O- ก็เห็นตาลมันเครียดอยู่ แม่เลยชวนคุยก่อนเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น”

            คุณแม่ฉันยังน่ารักเสมอเลย แม้มันจะไม่ได้ผลและพี่ตาลจะดูเครียดกว่าเก่าก็เถอะ  -O-;; คุณแม่เหมือนจะรู้สึกได้ว่าตัวเองยิงมุกผิดที่ผิดทางไปหน่อยเลยก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเงียบงันพลางส่งสายตาให้คุณพ่อพูดแทน

            “มีอะไรก็ว่ามาเถอะลูก”

            “คือหนูกับสกิล

            เคร้ง!

            “เป็นไรไปผิง เรียนหนักจนไม่มีแรงจับช้อนส้อมกินข้าวเลยเหรอ =_=

            “ขอโทษค่ะ” ฉันรีบก้มหน้าขอโทษทุกคนบนโต๊ะอาหารท่าทางเงอะๆ งะๆ ที่เมื่อกี้ปล่อยช้อนส้อมอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง

            ใช่เลยฉันตั้งใจปล่อยมันกะทันหัน ไม่ได้มือไม้อ่อนทันทีที่ได้ยินชื่อพี่สกิลหรอก

            ก็คนมันยังไม่พร้อมจะฟังนี่! U_U

            เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ เอ้อ ใช่ พูดถึงสกิล ทำไมวันนี้เราไม่ชวนเขามากินข้าวด้วยกันล่ะ พักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเห็นตาเลยแม่ล่ะคิดทึ้งงคิดถึง >O<

            “แม่!” พี่ขนมชั้นกระซิบลอดไรฟันพลางขยับปากยุกยิกคล้ายจะพูดอะไรสักอย่าง

            “เป็นไร ผักชีติดฟันแกเหรอ =__=

            พี่ขนมชั้นยังทำปากขมุบขมิบพลางส่งสายตาไปทางพี่ขนมตาลที่กำลังถอนหายใจให้ไก่ในจาน ฉันเคี้ยวข้าวช้าๆ อย่างคนไม่มีแก่ใจจะกินเมื่อรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วพี่ขนมตาลก็ต้องพูดมันออกมา ฉันเหมือนเป็นบ้าเลย กลัวในสิ่งที่ยังไม่รู้ มันไม่อยากได้ยินอ่ะ!

            “โอ้ยยัยชั้น วันนี้แกเป็นอะไรของแก ทีแรกก็ทำสายตายุกยิกอะไรให้แม่ไม่รู้ตอนขนมตาลมันมา แล้วพอไอ้ผิงมายังจะมาทำปากขมุบขมิบอีก มีอะไรก็พูดมาสิ จะทำตัวมีความลับทำไมกันฮะ แม่เห็นแล้วรำคาญลูกตา!

            “โอยยยแม่” พี่ขนมชั้นหันหน้าหนีคุณแม่แล้วพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งถามถึงสกิลตอนนี้ได้ไหม ไอ้ตาลมันกำลัง

            “พอเถอะพี่ชั้น” เสียงที่แทรกขึ้นทำพี่ชั้นหุบปากฉับ คุณแม่มองพี่สองคนสลับกันอย่างไม่เข้าใจ “ที่หนูกำลังจะบอกคุณแม่มันก็เกี่ยวกับสกิลนั่นแหละค่ะ”

            “อืม ว่าไงล่ะ”

            “คือหนูคิดเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้วค่ะแม่ก่อนจะตัดสินใจพูดกับสกิล” พี่ขนมตาลเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อ ซึ่งประโยคถัดมาก็ทำเอาคุณแม่แทบพ่นน้ำชาใส่หน้าถ้าไม่ติดว่ามันเป็นการเสียมารยาทบนโต๊ะอาหาร “หนูเลิกกับสกิลแล้วค่ะแม่”

            เพล้ง!

            คราวนี้ไม่ใช่ช้อนส้อม แต่เป็นแก้วน้ำและฉันก็ไม่ได้ตั้งใจเสียด้วยสิ

            “อะอะไรกัน ไม่นานมานี้แม่ก็ยังเห็นดีๆ กันอยู่เลยแล้วทำไมคิดดีแล้วเหรอลูก” สีหน้าคุณแม่เหมือนมีคำถามมากมายในใจแต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

            “สักพักแล้วค่ะคุณแม่ หนูว่าเรายังเข้ากันไม่ดีเท่าไหร่”

            -O-“ คุณพ่อที่ไม่ค่อยติดตามชีวิตรักพี่ตาลยังอึ้งนิดๆ เลย

            “ชัดแล้วใช่ไหมแม่ -__-“ พี่ชั้นพึมพำเหมือนรู้อยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

            “มาก =O=” คุณแม่ยกมือขึ้นทาบอกราวกับจะทดสอบว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป เพราะตั้งแต่พี่สกิลกับพี่ขนมตาลมา คุณแม่ก็เชียร์สุดใจขาดดิ้นมาตลอดเพราะรู้สึกชอบพอในนิสัยใจคอของเขา ขนาดคุณพ่อเองที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรเท่าไหร่ยังซื้อของฝากจากการดูงานมาให้เป็นครั้งคราวแสดงถึงความเอ็นดู อีกอย่างคือระยะเวลาหนึ่งปีกว่าๆ ที่พวกเขาคบกันมามันดูยาวนานเกินจะมาพูดกันง่ายๆ ว่าเลิกกันเพราะเข้ากันไม่ได้

            ถึงจะไม่มีใครช็อกจนถึงขั้นโพล่งตะโกน แต่ฉันเชื่อว่าทุกคนคาดไม่ถึง

            รวมถึงฉันเองด้วย

            บอกตรงๆ ว่าถึงจะพอจับใจความได้จากในไลน์ว่าไม่น่าเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะไม่ดีถึงขั้นนี้เลิกกันเลยเหรอ

            ฉันเลื่อนสายตาไปมองพี่ขนมตาลที่ไม่ได้มีอาการเสียใจอะไรในคำพูดสักนิด สายตาที่มั่นใจฉายชัดแทนความกังวลในตอนแรก ราวกับเรื่องที่เพิ่งพูดออกมาเป็นการยกภูเขาออกจากอก น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของพี่ตาลดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกบางอย่างในตัวฉันที่รุนแรงขึ้น “และหนูมั่นใจแล้วว่าหนูตัดสินใจถูก ขอให้ทุกคนเข้าใจตรงกันด้วยนะคะ”

            จากความตกใจเพราะคาดไม่ถึงกลายเป็นความรู้สึกพองโตอย่างมีความหวัง ยิ่งพี่ขนมตาลแสดงชัดมากเท่าไหร่ว่าตัวเองหมดรักพี่สกิลแล้ว ไฟแห่งความหวังของฉันก็ยิ่งลุกโชน

            และนี่แหละความรู้สึกที่ฉันกลัว

            ก่อนหน้านี้ฉันกลัวมาตลอดว่าฉันจะมีความรู้สึกแบบที่กำลังเป็นอยู่ กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่คิด กลัวตัวองจะดีใจที่ได้เห็นพี่ตาลเลิกกับพี่สกิลและมันก็ดันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย

            ฉันเคยคิดว่าความรู้สึกนี้ของตัวเองควบคุมได้มาโดยตลอด แต่ดูท่าตอนนี้ฉันจะต้องคิดหนักเสียแล้วสิ

            “พี่ตาลคะ” ฉันรู้สึกว่าความยับยั้งชั่งใจของตัวเองเหลือน้อยเต็มที พอๆ กับที่ความเป็นคนดีของฉันมันถดถอยนั่นแหละ

            “หืม”

            “พี่ตาล” ครู่หนึ่งที่ฉันลังเลใจ ความผิดชอบชั่วดีตีกันยุ่งไปหมด แต่ก็นั่นแหละปากคนเรามันไวก่อนใจเสมอ “พี่ตาลไม่ได้รักพี่สกิลแล้วจริงๆ เหรอคะ”

            “...อืม พี่ไม่ได้รักเขาแล้ว” พี่ตาลดูจะตกใจกับคำถามนิดหน่อยในตอนแรก แต่ก็ตอบกลับมาอย่างหนักแน่น

            “จริงๆ นะคะ”

            “เอ้า ก็จริงสิ  -O- ว่าแต่เราจะถามย้ำไปทำไมกันเนี่ย ไม่ต้องกลัวพี่จะเสียใจหรอกนะ เพราะเรื่องนี้น่ะพี่ตัดสินใจเอง”

            เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าอารมณ์และความรู้สึกมันนำฉันไปอีกก้าว แล้วพอได้มาทบทวนทีหลังฉันก็จะรู้สึกตัวและพบว่าฉันกลัวใจตัวเองจริงๆ                  

              :)  Shalunla   

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น