Please, be trapped! ปฏิบัติการขโมยหัวใจขอปิดไว้เป็นความลับ

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 : เธอไม่อยากรู้หรอก เชื่อไหมล่ะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ต.ค. 56

 

 3

You don’t want to know it, believe me?

เธอไม่อยากรู้หรอก เชื่อไหมล่ะ

ฉันเปลี่ยนชุดเสร็จก็รีบเดินลงมาจากห้องเพราะกลัวว่าจะพลาดฉากสำคัญ >_< นั่นก็คือตอนที่พี่สกิลขึ้นพูดอวยพรพี่ขนมตาลบนเวทียังไงล่ะ เดรสสีชมพูพาสเทลที่ตั้งใจเลือกมาอย่างดีสร้างความมั่นใจให้ฉันไม่น้อย หวังว่ามันคงจะดูดีไม่แพ้ชุดกระโปรงสีครีมตัวเก่งที่เปื้อนคราบไวน์จมอยู่ในกองเสื้อผ้ารอวันซักนะ -_-;;

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ทำไมเธอต้องวุ่นวายด้วยอ่ะ”

“วุ่นวาย? นายบอกว่าฉันเป็นคนวุ่นวายเหรอ มันใช่เหรอวะที่ต้องทนเห็นนายอ้อล้อกับใครที่ไหนไม่รู้ ฉันไม่ใช่นางเอกละครหลังข่าวนะ -*-“

“ฉันก็ไม่ได้บอกให้เธอทน แต่เธอต้องเข้าใจหน่อยดิ คือน้องมิ้นต์เขาก็รู้จักกับฉันมานานแล้วป่ะ เผลอๆ มันก่อนที่ฉันจะมาคบกับเธอซะอีกนะ =_=

“อ๋อออออ เข้าใจหมดละ คือฉันมาทีหลังว่างั้น”

“โอ้ยตาล! ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะ”

ฉันชะงักอยู่ตรงบันไดไม่ยอมก้าวขาลงไปสักที เพราะบทสนทนาที่บังเอิญได้ยินบวกกับภาพทั้งคู่กำลังยืนเถียงกันตรงบันไดคล้ายว่าหลบมุมจากแขกมันเรียกความสนใจเอาไว้ก่อน

อ่า มาทั้งภาพและเสียงขนาดนี้ ไม่ฟังไม่ได้แล้วมั้ง  -O-;;

“มันหลายครั้งแล้วนะสกิล...แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องมาทน” พี่ขนมตาลเสยผมขึ้นและจ้องหน้าพี่สกิลด้วยสายตาจริงจังบ่งบอกชัดเจนว่า...เธอเอาจริง

“ฉันก็ไม่ได้ว่าจะออกไปจากงานเธอเลยนี่ ฉันจะขึ้นอวยพรเธอก่อนอยู่แล้วค่อยไปนะ  -O-

“ฉันไม่สนหรอกว่านายจะอยู่นานแค่ไหน แต่ประเด็นมันคือยังไงนายก็ต้องไปหาเขาใช่ไหมล่ะ”

“ก็...ใช่ =O=;; โห่ตาล ครั้งนี้มันสำคัญจริงๆ นะ ไม่ไปไม่ด้ายยยย เขาขอร้องฉันไว้ตั้งนานแล้วแต่ฉันลืมไปน่ะสิว่ามันชนวันเกิดเธออ่ะ เลยเผลอรับปากไปแล้ว”

“นี่นายลืมวันเกิดฉันเหรอสกิล -*-“

“เปล่านะ! แค่ฉัน...แบบว่าไงล่ะ ไม่ได้ใส่ใจเวลาเขาพูดเท่าไหร่เลยรับปากไปส่งๆ น่ะ เพราะปกติฉันก็ว่างตลอดอยู่แล้วไง =_=

“...”

“เดี๋ยววันหลังเราไปฉลองวันเกิดเธอกันสองคนก็ได้ อย่างอนน้า -3- แต่วันนี้พอขึ้นอวยพรเธอเสร็จฉันจะขอไปหาเขาก่อน”

“มันสำคัญมากขนาดเลยเหรอ ปฏิเสธไม่ได้เลยใช่ป่ะ”

“...เลือกของขวัญวันเกิดให้พ่อเขาเลยนะตาล ครอบครัวฉันกับเขาก็รู้จักกันดีด้วย จะว่าสำคัญมันก็สำคัญแหละ แต่ไม่ใช่ว่าวันเกิดเธอไม่สำคัญนะ ฉันถึงต้องแบ่งเวลาให้ทั้งสองอย่างไง เธอเข้าใจใช่ไหม ขนมตาลที่น่ารักของฉันต้องเข้าใจอยู่แล้วสิ เนอะๆๆ >3<

“ไม่อ่ะ ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องไปเลือกของขวัญพ่อตอนวันเกิดฉันด้วย ไปวันอื่นพ่อจะเสียใจเหรอ หรือว่าไง?”

“ก็ไม่แน่นะ เขาอาจจะไปดูฤกษ์มาแล้วก็ได้ว่าถ้าไปซื้อของขวัญวันอื่นพ่อจะไม่ชอบใจ ^O^

“สกิล!” พี่ขนมตาลเริ่มขึ้นเสียงอย่างข่มอารมณ์ไม่อยู่ ก็แหงล่ะ ดูพี่สกิลสิทำเป็นเล่นอยู่ได้ ไม่ยอมอธิบายจริงจังให้มันเคลียร์สักที ขนาดฉันที่เป็นคนแอบฟังยังหงุดหงิดแทนเลย ฮึ่ย

“เอาน่าตาล...ไม่งอนนะ นะๆๆ =3=

“นายเลิกคิดว่าฉันจะใจอ่อนกับไอ้ท่าทีปัญญาอ่อนแบบนี้สักทีได้ไหม! มันน่ารำคาญนะสกิล เมื่อไหร่นายจะจริงจังกับเรื่องนี้สักที มันกี่ครั้งแล้วอ่ะที่นายต้องแว้บไปแว้บมาระหว่างฉันกับธุระของยัยมิ้นต์นั่น ทั้งที่ฉันก็เป็นแฟนนาย! แต่ยัยนั่นมันเป็นใครอ่ะ แค่ครอบครัวนายกับครอบครัวเขาสนิทกันแล้วมันจำเป็นเหรอว่าต้องไปไหนมาไหนกับเขาเสมอ นายก็น่าจะรู้นะสกิลว่าน้องมิ้นต์อะไรนั่นเขาชอบนาย ฉันรู้ว่านายรู้ นายไม่ได้โง่!

“...”

“แต่นายก็ยัง” พี่ขนมตาลพูดไม่จบประโยคดีเพราะสายตาดันเหลือบมาเห็นฉันตรงมุมบันไดนี่พอดี...ปัดโธ่เอ้ย อะไรมันจะเหมาะเหม็งอย่างนี้นะ “...อ้าว ผิง ^_^

“...คะ =O=;;” ฉันขานรับ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเหมือนว่าตัวเองเพิ่งมายืนอยู่และไม่ได้แอบฟังพวกเขาคุยกัน ก็ในเมื่อพี่ขนมตาลยิ้มมาขนาดนั้นฉันจะทำอะไรได้เล่า

 “เปลี่ยนชุดใหม่เหรอ ^O^

“อะ...อ๋อค่ะ พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะค่ะ แหะๆ”

“แล้วลงมานานหรือยังน่ะ” พี่ขนมตาลยังถามด้วยรอยยิ้ม แต่ฉันกลับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ยังไงไม่รู้

“กะ...ก็เพิ่งเปลี่ยนชุดเสร็จเองค่ะ ^_^;;” ฉันตอบไปตามที่คิดว่าจะทำให้พี่ขนมตาลสบายใจ แม้จะค่อนข้างแน่ใจว่าพี่ขนมตาลต้องรู้แน่ว่าฉันได้ยิน

 “ดีเลย งั้นมาช่วยพี่รับแขกหน่อยสิ ผู้ใหญ่มากันเยอะแยะแล้วเนี่ย”

ฉันหันไปดูสีหน้าพี่สกิลเล็กน้อยก่อนจะหันมาตอบรับ “...ค่ะ”

พี่ขนมตาลเดินนำออกไป และก่อนจะเดินตามไปรับแขกฉันไม่ลืมที่จะเหลือบมองพี่สกิลอีกครั้ง พบว่าเป็นอย่างที่คิด เขาไม่ใช่คนที่เก็บอารมณ์เก่งนัก สายตาที่มองตามพี่ขนมตาลเป็นสายตากังวล...เขากำลังคิดมากกับอะไรบางอย่าง สีหน้าไม่ดีเท่าไหร่ แต่พอเห็นว่าฉันมองอยู่ก็เปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว

“เรารีบไปกันเถอะ ^^

รอยยิ้มสดใสถูกส่งมาให้ ฉันพยักหน้าให้เขานิดหน่อยก่อนจะเดินนำไปก่อนแม้ในใจจะเป็นห่วงคนข้างหลังมาก

เขากำลังกังวลอะไรนะ...

 

ฉันยืนปั้นหน้ายิ้มรับแขกผู้ใหญ่บ้าง เพื่อนพี่ขนมตาลบ้างจนรู้สึกเมื่อยกรามไปหมด =__= พี่ขนมตาลกรอกตาอย่างรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องพูดคำขอบคุณแบบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา หลังๆ เลยขอพักไปเดินเล่นแล้วทิ้งฉันไว้คนเดียวซะอย่างนั้น แล้วสักพักก็เดินมาสมทบใหม่ก่อนจะกดอะไรยุกยิกในมือถือ

“น่าเบื่อชะมัด...” พี่ตาลพึมพำก่อนจะเสยผมขึ้นอย่างสวยงามประหนึ่งนางแบบโฆษนายาสระผม ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างฉันไม่มั่นใจพอที่จะทำท่าแบบนั้นหรอก “พี่ขอไปเข้าห้องน้ำแปปนะ”

อ้าว  -O- ทิ้งฉันไว้รับแขกอีกแล้ว อะไรกัน นี่มันงานวันเกิดใครกันแน่

ฉันได้แต่ยืนรับกล่องของขวัญแทนแล้วฉีกยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุด

“ขนมตาลล่ะผิง” ฉันหันไปตามเสียงทักจากทางข้างหลัง พบว่าเป็นพี่ขนมชั้น พี่สาวคนโตของฉันที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงาน ความเป็นสาวมั่นยังดูเต็มเปี่ยมแม้จะอยู่ในชุดสุภาพ ใบหน้าสวยเปรี้ยวฉายแววสงสัยขณะหยิบกล่องของขวัญใบหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาเขย่าข้างหูสักพักก่อนจะเบะปาก “นี่อย่าบอกนะว่ากล้องถ่ายรูปอีกแล้วอ่ะ โอยย...กว่าไอ้ตาลมันจะตายพี่ว่าคงได้กล้องถ่ายรูปมาถมเป็นพีระมิดได้แน่เลย =_=

“ก็พี่ตาลชอบถ่ายรูปนี่คะ”

“ชอบถ่ายรูปแปลว่าต้องได้กล้องถ่ายรูปเป็นของขวัญเรอะ =_=

=O=

นั่นสินะ...

“แล้วตกลงเจ้าภาพมันหายหัวไปไหนล่ะ”

“เมื่อกี้บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ”

“ห้องน้ำ? -*-... ไม่หรอก ชุดกระโปรงอย่างนั้นน่ะถอดยากจะตาย พี่ว่ามันหาเรื่องให้เรารับแขกแทนมากกว่า”

-O-

จริงเหรอเนี่ย

“ว้า~ น่าสงสารจังแฮะ น้องสาวคนเล็กของพี่โดนหลอกใช้อีกแล้ว ^O^

แต่พี่ชั้นดูไม่เห็นสงสารผิงเลยนะคะ =_=

“งั้นผิงฝากพี่ชั้นรับแขกแทนหน่อยได้ไหมคะ”

“ฮะ อะไรนะ O_O เมื่อกี้เหมือนมีแมลงบินผ่านหูพี่ ไม่ได้ยินไรเลยอ่ะ”

แมลงมันบินดังขนาดนั้นเลยหรือไง...

“ผิงฝากพี่ชั้นรับแขกแทนหน่อยได้ไหมคะ =_=;;” ฉันทวนซ้ำประโยคเดิม ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความลุ้นกลัวว่าพี่ชั้นจะไม่รับปาก

“ถ้าพี่ตอบว่าไม่จะเป็นไรปะ  -O-

ว่าละไง T_T

โธ่เอ้ย ฉันยังต้องยืนรับแขกไปอีกนานเท่าไหร่กันล่ะเนี่ย อยากตามไปดูอาการพี่สกิลจะแย่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง ตอนนั้นเห็นซึมๆ ยังไงไม่รู้

“ผิง...”

“คะ U_U

“...พี่ล้อเล่น ไม่เห็นต้องทำหน้าจ๋อยขนาดนั้นเลย ฮะๆ =O=;; เล่นเอาพี่รู้สึกผิดเลยแฮะ เราจะไปไหนก็ไปเถอะไป เดี๋ยวพี่อยู่รับแขกให้เอง”

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ >_<” ฉันรีบรับคำเดี๋ยวพี่ขนมชั้นจะเปลี่ยนใจ

“แต่ถ้าเจอไอ้ตาลก็ฝากตามมันด้วย บอกมันว่าจัดงานแล้วก็ช่วยรับผิดชอบหน่อย ไม่ใช่มาทิ้งๆ ขว้างๆ ให้คนอื่นเขารับแขกแทนแบบนี้ -_-

“ได้ค่ะ”

ฉันรับปากแล้วเดินออกมาจากตรงนั้น มองซ้ายมองขวาหาพี่สกิล...แต่ก็ไม่เจอ

งั้นไปตามพี่ตาลมารับแขกดีกว่า

ว่าแล้วฉันก็เดินตรงไปที่ห้องน้ำหญิงทันที หวังว่าพี่ตาลคงจะอยู่นะ ไม่ใช่ว่าหนีขึ้นห้องไปแล้วเหรอเนี่ย

“นี่ตกลงนายจะไปจริงๆ เหรอ! -*-

หือ...

ฉันหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวตรงไปยังห้องน้ำ เพราะดันได้ยินเสียงที่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นเสียงพี่ตาลดังมาจากในห้องรับแขก และในน้ำเสียงนั้นมันบอกชัดว่าต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ คงไม่เหมาะถ้าฉันจะเสนอหน้าเปิดประตูเข้าไปแล้วบอกว่า...พี่จ๋าช่วยไปรับแขกด้วย =_=;;

“โห่ตาล ฉันคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะเนี่ย”

“คิดไปเองน่ะสิ แล้วตกลงว่าไง ไปไม่ไป”

“อ่า...ก็ต้องไปสิ =O=;;

“งั้นไปเลย ไปไกลๆ เลยกิล”

“เฮ้ยตาล...ฟังหน่อยดิ ก็บอกแล้วไงว่ามันสำคัญจริงๆ วันนี้มันเป็นวันเกิดพ่อน้องเขา แล้วเขาก็อยากให้ฉันไปด้วย คือจะว่าไงล่ะ แบบแค่โผล่หน้าไปนิดหน่อยพอเป็นมารยาทก็พอแล้วอ่ะ”

“นายก็เลยต้องออกจากงานวันเกิดฉัน เพื่อไปโผล่หน้าให้เขาเห็นในงานวันเกิดพ่อเขางั้นดิ”

“...ใช่”

“แล้วนายไปรับปากเขาทำไมฮะสกิล!

“เออว่ะ จริงด้วย =O=;; สงสัยตอนนั้นฉันลืมมั้งว่ามันตรงกับวันเกิดเธอ”

“...ลืมเหรอ”

ฉันพยายามทำตัวมีมารยาทด้วยการรอพี่ขนมตาลออกมาจากในห้อง แต่เสียงการสนทนาของทั้งคู่มันดังมากจนฉันที่ยืนอยู่ข้างนอกได้ยินอย่างชัดเจน และอยู่ดีๆ มันก็เงียบไป ด้วยความสงสัยฉันเลยเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นแล้วเอาหูแนบกับประตูห้องก่อนจะถอยห่างออกมาเพราะคิดได้ว่าที่ตัวเองทำอยู่นี้มันเสียมารยาทมากแค่ไหน

แอบฟังคนอื่นเขาคุยกันเนี่ยนะ!

ฉันกำลังจะทำอะไรลงไป U_U

จิตสำนึกดีสั่งให้ฉันถอยห่างออกมา แต่เสียงในห้องที่เงียบไปนานมากจนน่าสงสัยมันก็กระตุ้นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นของฉันมากเลย เอาไงดีนะ...

ก็ต้องไม่ฟังสิ!

จะมาลังเลอะไรอยู่ได้ มันผิดตั้งแต่เธออยากรู้เรื่องของคนอื่นแล้วยัยผิง หยุดความคิดชั่วๆ เดี๋ยวนี้เลยนะ หยุดๆๆ >_<

“เดี๋ยวก่อนตาล!

เสียงตะโกนจากในห้องรับแขกดังออกมาอีกครั้ง เมื่อกี้นี้เหมือนฉันได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาด้วย หรือว่าพี่ขนมตาลกำลังจะเปิดประตูออกมา O_O

“อะไรอีกสกิล นายไม่ต้องพูด...”

พูด...

พูดอะไร...

ฉันไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย O_o อ้ะ แล้วทำไมฉันจะต้องอยากรู้เรื่องของคนอื่นด้วยเนี่ย ไม่ได้ๆ ยืนรอพี่ขนมตาลออกมาเฉยๆ สิ เรามีหน้าที่แค่ตามพี่ตาลไปรับแขกนะ จะมาถือโอกาสแอบฟังไม่ได้

แต่ถ้าพี่ขนมตาลไม่รู้...ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

เอาไงดี ข้างในมันเงียบไปนานมากแล้วด้วย

ฉันลังเลอยู่นานก่อนจะส่ายหัวแรงๆ ไล่ความคิดไม่ดีออกไป ยังไงแอบฟังคนอื่นมันก็ไม่ดีอยู่แล้วไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ดังนั้นฉันเลิกคิด...

“อยากรู้เหรอว่าเขาคุยอะไรกัน”

ฉันหันไปมองเจ้าของเสียงที่มายืนข้างฉันเมื่อไหร่ไม่รู้ เขาคือคนที่ฉันเพิ่งเดินชนนั่นเอง

            และเพราะว่าไม่จำเป็นต้องตอบ ฉันก็เลยแค่เพียงมองหน้าเขาเล็กน้อยแล้วหันกลับมา

            “เงียบไปนานขนาดนี้...สงสัยจะไม่ธรรมดาแฮะ”

            ฉันทำเป็นไม่ได้ยินคำที่ผู้ชายคนนี้ตั้งใจจะยั่วอารมณ์ ก่อนจะทำเป็นมองลงไปสำรวจแขกชั้นล่าง ทั้งที่ความจริงฉันก็คิดแบบที่เขาพูดเหมือนกัน แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องสมควรอยู่ดีที่ฉันจะแอบฟังพวกเขานี่

            “และเรื่องไม่ธรรมดานี่มันก็แบ่งได้เป็นสองแบบนะ...แบบดี...กับไม่ดี”

            “...”

            “แต่จากที่ฟังดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ เลย...” ฉันยังคงทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดของเขาเลยสักนิดจนมาถึงประโยคหนึ่งที่กระแทกใจฉันเข้าอย่างแรง “อืม...แต่เรื่องไม่ดีของพวกเขาอาจจะเป็นเรื่องดีของเธอ...”

            ฉันหันไปมองเขาทันทีที่ประโยคนี้หลุดมาจากปากเขา ผู้ชายข้างๆ ที่ยืนพิงระเบียงแบบเดียวกันไม่ได้แสดงสีหน้ากวนประสาทหรือยิ้มเยาะเย้ยอย่างที่ฉันคิดแต่อย่างใด เขามีสีหน้าปกติทุกอย่างราวกับเรื่องที่พูดออกมาเป็นแค่เรื่องลมฟ้าอากาศทั่วไป

            แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่รู้สึก...

            “...นายรู้” ฉันพูดเสียงเบาจนเหมือนกับกำลังบ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่สายตามองไปยังผู้ชายที่ฉันไม้แม้แต่จะรู้จักชื่อ แต่ทว่าเขาเหมือนกับรู้จักฉันดีเหลือเกิน บางทีอาจจะดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ

            ผู้ชายข้างๆ ฉันไม่ได้ตอบคำถาม เขาหันมาสบตากับฉันนิดหน่อยก่อนจะมองไปที่ประตูห้องรับแขก “เธอไม่อยากได้ยินหรอกว่าเขาคุยอะไรกัน เชื่อฉันสิ”

            ดูท่าจะจริงที่เขาบอกว่านิสัยคนเรายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เพราะประโยคที่คล้ายจะเตือนว่าเรื่องที่ได้รู้จะต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ กลับผลักดันให้ฉันเดินเข้าไปเอาหูแนบประตูห้องทันที ความรู้สึกลังเลใจเมื่อกี้นี้หายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ฉันทำในสิ่งที่ห้ามตัวเองมาตลอดและอาจจะมากกว่านั้น เมื่อในที่สุดฉันก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปแง้มประตูออกอย่างแผ่วเบาที่สุด

            “ไม่เอาแบบนั้นนะตาล ไม่เอานะ”

            “...แต่ฉันเหนื่อยอ่ะกิล”

            “ขอโทษ...ขอโทษจริงๆ ไม่ไปแล้วก็ได้ ไม่ไปแล้ว...ขอโทษ...ขอโทษนะ”

            และภาพที่เห็นก็ทำให้ฉันรู้สึกตัวได้ว่าไม่ควรเลย...ฉันไม่ควรจะเปิดประตูมาเห็นพี่สกิลกำลังกอดพี่ขนมตาลจากทางด้านหลังพร้อมพึมพำคำขอโทษด้วยสีหน้าที่แคร์คนในอ้อมกอดตัวเองเหลือเกิน

            เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมายืนอยู่ผิดที่เอามากๆ

            ฉันปิดประตูห้องรับแขกลงอย่างเบามือที่สุดแล้วกลั้นใจเดินออกมาให้พ้นจากบริเวณนั้นโดยไม่สนใจผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังว่าจะมองฉันยังไง แม้แต่ตอนที่ก้าวลงบันไดฉันยังเหมือนไม่มีสติจะรับรู้จังหวะการเดินของตัวเองเลย ตอนนี้สิ่งที่ชัดเจนในหัวฉันมีเพียงสายตาของพี่สกิลที่ใช้มองพี่ขนมตาลเท่านั้น สายตาแบบที่ไม่เคยใช้กับใคร มันเป็นสายตาที่ทำให้ฉันตระหนักไปทั้งหัวใจว่าคนที่พี่สกิลรักคือพี่ขนมตาล พี่สาวของฉันเท่านั้น และมันไม่ใช่สิทธิจะเป็นคนอื่นไปได้เลยจริงๆ

            “เฮ้ยเธอ เดี๋ยวสิ!  -O-

            ฉันไม่สนใจเสียงเรียกของผู้ชายที่ไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อแล้วก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า

            “นั่นเธอจะไปไหนน่ะ”

            แต่คำพูดของเขาก็ทำให้ฉันต้องหยุดคิด

            นั่นสิ...ฉันจะไปไหน =_=

            แต่จะไปไหนมันก็เรื่องของฉันนี่ ทำไมต้องมาหยุดคิดเรื่องบ้าๆ ในเวลานี้ด้วยเนี่ย ฉันเสียใจอยู่นะ!

            “เดินช้าๆ หน่อยสิ ฉันจะตามไม่ทันแล้วนะ”

            แล้วใครใช้ให้ตามเล่า!

            ฉันยิ่งก้าวเร็วไปกันใหญ่เพราะรู้สึกหงุดหงิดผู้ชายนิรนามข้างหลังเหลือเกิน แม้จะไม่รู้ว่าตัวเองก้าวไปไหน แต่แค่พ้นจากแถวๆ นี้ได้เป็นพอแล้ว...ขอแค่ให้ได้อยู่คนเดียวน่ะ

            “อ้าวสกิล”

            ฉันหยุดเดินทันทีแล้วหันไปทางด้านหลังอัตโนมัติ ก่อนจะพบว่าถูกหลอกเข้าให้แล้ว ผู้ชายนิรนามที่เหมือนจะรู้ลึกรู้ดีไปซะทุกอย่างกระตุกยิ้มเล็กน้อยดูเจ้าเล่ห์ ฉันพ่นลมหายใจอย่างรำคาญเต็มทนก่อนจะหมุนตัวตั้งท่าจะเดินต่อ แต่ทว่าเขาก้าวไวกว่า แปปเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว

            “โอ้ยยย บอกให้หยุดเดินไง”

            ฉันจ้องหน้าเขา ก่อนจะเดินหลีกไปอีกทาง แต่เขาก็ก้าวตามมาดักได้ทัน เราเป็นอย่างนี้กันอยู่สองสามครั้งจนฉันทนไม่ไหวเลยตัดสินใจเดินชนไหล่เขาซะเลย

            “เฮ้ยๆๆ มากไปหน่อยไหมเธอ  -O-“ เขาคว้าข้อมือฉันไว้ได้ทันก่อนฉันจะเดินไปไกล

            “...” ฉันมองหน้าเขา ความไม่พอใจปรากฏชัดบนใบหน้า

            “นี่เธอเป็นใบ้เหรอ O_o

            “...”

            “แต่เมื่อกี้นี้ยังพูดได้อยู่เลยนี่  -O-

            “...”

            “เฮ้ย! หรือเป็นผลข้างเคียงจากอาการช็อก O_O

            “...”

            “ตายล่ะ ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพอได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจมากๆ คนเราจะเป็นใบ้ได้อ่ะ O_O

            “...”

            “แต่นี่ก็อาจจะเป็นเวรกรรมที่เธอไปแอบฟังคนอื่นเขาคุยกันก็ได้นะ”

            “ฉันไม่ได้แอบฟัง!

            “อ้าว พูดได้แล้วนี่ ^_^

            ผู้ชายตรงหน้าฉันนี่...กวนประสาทเหลือร้ายจริงๆ

            “นายเองไม่ใช่หรือไงที่พูดยั่วให้ฉันอยากรู้นักน่ะ”

            “ก็ถ้าเธอไม่มีความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คำพูดของฉันมันจะไปมีประโยชน์อะไรล่ะ”

            ฉันได้แต่ยืนกัดฟันแน่นเพราะเถียงไม่ออก

            “...ทั้งๆ ที่เธอแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ ไม่รู้ว่าไอ้สกิลมันโง่หรือโง่เนอะ ถึงได้มองไม่ออก”

            “หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ” ฉันแกะมือเขาออกจากข้อมือตัวเอง มันหลุดออกง่ายๆ เพราะเขาไม่ได้บีบแน่น

            “ทั้งสายตาหวานฉ่ำอย่างกับหลุดออกมาจากการ์ตูนญี่ปุ่น คำพูดติดๆ ขัดๆ แสดงอาการเขินอาย...แล้วก็อะไรอีกนะ...อ้อ หน้าเธอแดงเป็นตูดลิงเลยเวลาพูดกับมันน่ะ รู้ตัวป่ะ  -O-

            ตูดลิงเรอะ!

            “นี่...ถามจริง  -O- เธอไม่ละอายใจบ้างเหรอกับความรู้สึกนี้น่ะ”

            “ฉันบอกให้หยุดพูด!

            คนตรงหน้าเงียบไปพร้อมกับรอยยิ้มกวนๆ ที่ค่อยๆ เลือนหายเมื่อฉันตะโกนขึ้นมาแบบเอาจริง

            “ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายเป็นใคร แล้วนายรู้เรื่อง...เรื่องมากมายแบบนี้ได้ยังไง แต่รู้ไว้ด้วยนะว่านายไม่มีสิทธิพูดมันออกมา เข้าใจไหม” ฉันพยายามทำอารมณ์ให้เย็นที่สุดเพื่อเจรจากับเขาให้รู้เรื่อง

            “แล้วทำไมฉันจะไม่มีสิทธิล่ะ”

            “นั่นเป็นสิ่งที่นายต้องใช้สมองอันน้อยนิดคิดเอาเองนะ”

            “-O-

            “เลิกยุ่งกับชีวิตฉันซะ สวัสดี”

            ฉันเดินกระแทกไหล่เขาออกมาโดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมอง แม้จะมีเสียงพึมพำให้ได้ยินจากไกลๆ ว่า

            “เธอนี่มัน...เกินคาดว่ะ”

            ฉันก็ไม่ได้คาดไว้เหมือนกันล่ะว่าตัวเองจะมีด้านแย่ๆ แบบนี้ =__= 

 :)  Shalunla
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

27 ความคิดเห็น

  1. #15 # wipawaneeaum (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2556 / 20:44
    สนุกมาก <3
    #15
    0