ค่าเริ่มต้น
- เลื่อนอัตโนมัติ
- ฟอนต์ THSarabunNew
- ฟอนต์ Sarabun
- ฟอนต์ Mali
- ฟอนต์ Trirong
- ฟอนต์ Maitree
- ฟอนต์ Taviraj
- ฟอนต์ Kodchasan
- ฟอนต์ ChakraPetch
คืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด
คุณแน่ใจว่าต้องการคืนค่าการตั้งค่าทั้งหมด ?
ลำดับตอนที่ #8 : บุรุษผู้แผดเผาโลกา
ตอนที่ 8
ศาลากลางสวน ภายในเรือนไป๋
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นหอมของดอกเหมยจาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งใต้แสงจันทร์นวลตา ไป๋อวิ๋นซียืนประจันหน้ากับบุรุษลึกลับ ดวงตานางทอแววระแวดระวัง แต่ลึกลงไปภายในใจ ความสงสัยในตัวเขากลับเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ
“เจ้าช่วยข้าไว้ นั่นเป็นบุญคุณ แต่ข้ายังไม่รู้ว่าเจ้าคือใคร”
บุรุษลึกลับเพียงยิ้มบาง ๆ ดวงตาคมปลาบของเขามองนางนิ่ง ไม่กล่าวคำตอบ เขายกถ้วยชาในมือขึ้นจิบช้า ๆ แววตาราวกับอ่านใจนางออก ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้ว ไม่ชอบความเงียบงันนี้ นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“หากเจ้ามีจุดประสงค์แอบแฝง ก็ควรพูดออกมา อย่าได้มาเสียเวลาที่นี่”
บุรุษลึกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย วางถ้วยชาลงกับโต๊ะ เสียงกังวานเบา ๆ ดังสะท้อนในความเงียบ
“จุดประสงค์ของข้า... คือปกป้องเจ้า”
ไป๋อวิ๋นซีชะงักเล็กน้อย ก่อนจะแค่นหัวเราะ “ปกป้องข้า? ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่ต้องให้บุรุษมาคอยดูแล”
ชายหนุ่มมิได้ตอบโต้ด้วยคำพูด ทว่าเพียงแค่เขายกมือขึ้นเบา ๆ ลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านนางไป๋อวิ๋นซีสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง มันมิใช่เพียงพลังภายในธรรมดา แต่มันลึกล้ำเกินกว่าจะคาดเดาได้ ความกดดันอันหนักอึ้งปกคลุมทั่วบริเวณ ราวกับพญามังกรที่แฝงกายอยู่เบื้องบนกำลังจับจ้องมายังนาง
“ข้าไม่ต้องการให้ใครแตะต้องเจ้า แม้แต่ลมหายใจของพวกมัน ก็ไม่สมควรอยู่ใกล้เจ้า”
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกเหมือนหัวใจสะดุดไปชั่วขณะ นางไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำพูดของเขาทำให้รู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่นางยังไม่ลืมว่าเขายังคงเป็นบุรุษที่นางไม่รู้จักดีพอ
“เจ้ามิใช่คนธรรมดา...” นางเอ่ยเสียงเบา “แท้จริงแล้ว เจ้าเป็นใครกันแน่?”
บุรุษลึกลับเพียงมองนางนิ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง
คฤหาสน์ลึกลับ เปลวเทียนริบหรี่ เงาดำทอดยาวบนผนัง
ชายผู้เป็นนายของมือสังหารยืนกอดอก มองชายอีกผู้หนึ่งที่นั่งสงบนิ่งอยู่ในเงามืด ใบหน้าของเขาถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากสีเงิน
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ชายในหน้ากากยกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปาก ก่อนจะกล่าวช้า ๆ “หญิงสาวคนนั้น... มิใช่เพียงแค่หมอธรรมดา”
ชายในชุดคลุมดำเลิกคิ้วขึ้น “เจ้าเห็นสิ่งใด?”
“ข้าเห็นเงาของมิติในตัวนาง”
“หมายความว่าอย่างไร?”
ชายในหน้ากากสีเงินหัวเราะเบา ๆ “ข้าเคยศึกษาตำนานของ ‘เซียนโอสถ’ ว่ากันว่า ผู้ใดที่มีสายเลือดแท้ จะสามารถเชื่อมโยงกับ ‘มิติพิเศษ’ ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้”
ดวงตาของชายในชุดคลุมดำฉายแววสนใจ “เช่นนั้น เจ้าต้องการมิติของนาง?”
ชายในหน้ากากสีเงินแสยะยิ้มเย็นชา “แน่นอน... แต่ข้ามิใช่คนใจร้อนเหมือนเจ้า ข้าจะไม่ใช้กำลัง ข้าจะใช้... หัวใจของนาง”
รุ่งเช้า ตลาดกลางเมือง
ไป๋อวิ๋นซีเดินผ่านตลาดพร้อมเสี่ยวเป่า ทว่าทันทีที่นางปรากฏตัว บรรยากาศรอบตัวกลับแปลกไป สายตานับสิบคู่จับจ้องมายังนางพร้อมเสียงซุบซิบดังขึ้น
“นั่นไง ไป๋อวิ๋นซี...”
“ได้ยินหรือไม่? นางอาจเกี่ยวข้องกับคดีวางยาพิษ...”
“ว่าอย่างไรนะ?”
ไป๋อวิ๋นซีหยุดเดินทันที นางหันไปทางพ่อค้าคนหนึ่ง “ท่านลุง พวกเขากำลังพูดถึงสิ่งใดกัน?”
พ่อค้าถอนหายใจ “คุณหนูไป๋ ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าเจ้าคือผู้อยู่เบื้องหลังคดีวางยาพิษพ่อค้าตระกูลเจิ้ง... ตอนนี้ผู้คนเริ่มไม่ไว้ใจเจ้าแล้ว”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแน่น เสี่ยวเป่ากัดฟัน “ต้องเป็นฝีมือคนที่จงใจใส่ร้ายแน่!”
นางพยายามสงบสติอารมณ์ ทว่าหากเรื่องนี้ไม่ถูกจัดการโดยเร็ว ชื่อเสียงของนางในฐานะแพทย์จะป่นปี้ไปในพริบตา
“ข้าจะต้องหาความจริงให้ได้”
ค่ำคืนมืดสนิท
ไป๋อวิ๋นซีนั่งอยู่ในห้อง ครุ่นคิดหาวิธีสืบข่าวลือ ก๊อก ๆ ...
เสียงเคาะประตูดังขึ้น นางเงยหน้าขึ้นมอง “ใคร?”
ไม่มีเสียงตอบกลับ แต่มีแผ่นกระดาษถูกสอดเข้ามาทางช่องประตู นางหยิบขึ้นมาอ่านข้อความสั้น ๆ
“หากต้องการรู้ความจริง จงไปที่สวนดอกเหมย คืนนี้ยามสาม”
นางขมวดคิ้ว “เป็นกับดักหรือไม่?”
แต่ไม่ว่ายังไง นางไม่มีทางเลือก..
กลางดึก แสงจันทร์สาดกระทบลงบนผืนน้ำในสวนดอกเหมย หมู่เมฆลอยผ่านท้องฟ้าราวกับม่านหมอกที่บดบังเงื่อนงำลึกลับ ความเงียบงันปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านกลีบดอกเหมยร่วงโรยตามแรงลม
ไป๋อวิ๋นซีสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีดำ นางก้าวเดินอย่างระแวดระวัง ทุกย่างก้าวแทบไร้เสียง เสี่ยวเป่าไม่ได้ตามมาด้วย นางเลือกมาคนเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ติดตาม ทว่า แม้จะมาคนเดียว แต่นางก็ไม่ได้ไร้การป้องกัน มือเรียวบางของนางกำเข็มเงินเล่มเล็กแน่น ซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อพร้อมใช้งานทุกเมื่อ
“เจ้าของจดหมายจะปรากฏตัวหรือไม่…” นางกระซิบกับตัวเอง แววตาพราวระยับไล่มองไปรอบ ๆ บริเวณ
สวนดอกเหมยเงียบงันเกินไป ทุกสิ่งทุกอย่างดูปกติจนผิดปกติ หญ้าที่เคยต้องลมไหวเบา กลับนิ่งสนิทราวกับถูกกดทับด้วยแรงบางอย่าง ความเย็นเยือกของยามราตรีเริ่มซึมเข้าสู่กระดูกสันหลัง ทำให้นางรู้สึกถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
ทันใดนั้น—
ฟิ้ว!
เสียงบางอย่างพุ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ไป๋อวิ๋นซีเบี่ยงตัวหลบทันควัน เงาดำร่างหนึ่งโฉบลงมาจากต้นเหมย พร้อมกับปลายกระบี่แหลมคมที่ฟาดลงตรงที่นางยืนเมื่อครู่
เคร้ง!
ประกายไฟแลบออกเมื่อคมกระบี่กระทบกับก้อนหิน เงาดำในชุดคลุมยาวตวัดกระบี่ขึ้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไป๋อวิ๋นซีไม่ปล่อยให้ศัตรูโจมตีต่อ นางดีดตัวถอยไปสามก้าว พร้อมกับสะบัดข้อมือส่งเข็มเงินพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
ฉึก!
เสียงโลหะปักลงเนื้อ เงาดำนั้นชะงัก แต่เพียงครู่เดียวมันก็ดึงเข็มออก ราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ดวงตาใต้ผ้าคลุมของมันทอประกายเย็นชา ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังก้องขึ้นจากรอบทิศ เผยให้เห็นว่ามีมากกว่าหนึ่งคนที่ซุ่มโจมตีนาง
“กับดักสินะ…” ไป๋อวิ๋นซีพึมพำ ก่อนจะแสยะยิ้มเยือกเย็น
ศัตรูมิได้พูดจา พวกมันเคลื่อนเข้ามาล้อมนางไว้ทุกด้าน กระบี่ในมือแต่ละคนสะท้อนประกายจันทร์ นางขยับตัวอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ประเมินทางหนีทีไล่โดยเร็ว
แต่ก่อนที่นางจะได้ขยับไปมากกว่านี้
ตู้มมม!
แรงอัดมหาศาลจากพลังบางอย่างระเบิดขึ้นกลางอากาศ คลื่นพลังสีแดงฉานกวาดผ่านพื้นที่โดยรอบ สวนดอกเหมยที่เคยเงียบสงบสะเทือนเลือนลั่น เงาดำทั้งหลายถูกซัดปลิวกระเด็นกระแทกพื้น เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม
ไป๋อวิ๋นซีเบิกตากว้าง มองเห็นร่างสูงในอาภรณ์สีดำแดงยืนต้านสายลมอยู่เหนือหลังคา ใบหน้าของเขาอยู่ภายใต้เงามืดของราตรี แต่ดวงตาคมกล้ากลับเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง
“เขา…!”
บุรุษลึกลับสะบัดแขนเสื้อ พลังมหาศาลแผ่ออกไปอีกระลอก ก่อให้เกิดสายลมกรรโชกแรง เงาดำที่ยังลุกขึ้นได้รีบถอยกรูด หลายคนพยายามหลบหนี แต่ไม่ทันที่พวกมันจะไปได้ไกล แรงกดดันจากบุรุษลึกลับก็ตรึงพวกมันไว้กับที่
“เจ้าคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์แตะต้องนางได้หรือ?” เสียงทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วบริเวณ แม้ไม่ใช่เสียงตวาด แต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังสั่นสะท้าน
เหล่าผู้ลอบสังหารไม่ตอบคำ พวกมันรู้ดีว่าโอกาสรอดมีน้อยเต็มที ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายไปกว่านี้ พวกมันเลือกใช้โอกาสสุดท้ายในการหลบหนี ควันสีดำถูกร่ายออกมาบดบังสายตา ครั้นเมื่อลมพัดพาให้ม่านควันจางลง พวกมันก็หายไปจากบริเวณนั้นแล้ว
ไป๋อวิ๋นซียังคงยืนนิ่ง รู้สึกถึงความหนักอึ้งในบรรยากาศ นางเงยหน้ามองบุรุษที่ยังยืนอยู่บนหลังคา ลมหายใจของนางสะดุดไปครู่หนึ่งเมื่อสายตาของเขาสบกับนางโดยตรง
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว… จะไม่มีใครแตะต้องเจ้าได้” เสียงของเขาเจือความเย็นชา แต่ลึกลงไปกลับมีบางสิ่งที่ไป๋อวิ๋นซีอ่านไม่ออก
“เจ้าตามข้ามา?” นางถามเสียงเรียบ
เขาไม่ตอบในทันที หากแต่กระโดดลงมายืนตรงหน้านางในพริบตา ใกล้จนไป๋อวิ๋นซีสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายเขา
“ข้าไม่จำเป็นต้องตามเจ้า… ข้าอยู่กับเจ้าตลอดเวลา”
ไป๋อวิ๋นซีเม้มริมฝีปากแน่น ใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นเต้น หรือเพราะบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของตนเอง
แต่ที่แน่ชัดคือ
บุรุษผู้นี้ ไม่ใช่คนธรรมดา…
ยามสาม แสงจันทร์ลอยเด่นกลางฟ้า ทอประกายต้องกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นตามสายลม สวนดอกเหมยเงียบงัน มีเพียงเสียงลมกระทบใบไม้และเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ขับขานไปตามจังหวะของราตรี
ไป๋อวิ๋นซียืนอยู่ใต้ต้นเหมยใหญ่ ดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังเงามืดรอบด้าน นางขยับปลายเท้าเล็กน้อย เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
"เงียบเกินไป..." นางพึมพำกับตนเอง หัวใจเต้นเป็นจังหวะมั่นคง แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในกลับระแวดระวังอย่างเต็มที่
พลัน! เงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านเบื้องหน้าไป๋อวิ๋นซีอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นพลิ้วไหวประหนึ่งสายลม นางรีบหันขวับไปทางต้นเสียง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า.
“มาช้าไปก้าวหนึ่ง...” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืด
ไป๋อวิ๋นซีหันไปทางเสียงนั้น เห็นร่างสูงสง่าของบุรุษในอาภรณ์ดำ เขายืนอยู่บนกิ่งไม้สูง ดวงตาคมปลาบจับจ้องมาที่นางอย่างลึกล้ำ แฝงไปด้วยความหมายที่อ่านไม่ออก
"เจ้าคือผู้ที่ส่งจดหมายให้ข้าหรือไม่?" ไป๋อวิ๋นซีถามเสียงเรียบ
บุรุษปริศนายิ้มบาง ดวงตาสะท้อนแสงจันทร์ราวกับมีเปลวไฟเต้นระริกอยู่ภายใน "ข้าเพียงอยากรู้ว่าเจ้ากล้าพอจะมาตามนัดหรือไม่"
"เจ้าต้องการอะไร?" นางเอ่ยถามอย่างไม่เสียเวลาพูดอ้อมค้อม
บุรุษลึกลับค่อย ๆ ก้าวลงจากกิ่งไม้ ทุกย่างก้าวของเขาเงียบกริบราวกับไร้ตัวตน เมื่อลงมาถึงพื้น เขาก้าวเข้ามาใกล้ไป๋อวิ๋นซีจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมือง เป็นฝีมือของผู้ที่ต้องการทำลายเจ้า” เขากล่าวช้า ๆ แต่หนักแน่น “และพวกมัน…ยังไม่หยุดแค่นี้”
ไป๋อวิ๋นซีจ้องเขม็ง “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง?”
บุรุษปริศนาเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะโน้มตัวเข้าใกล้ กระซิบที่ข้างหูนาง “ข้ารู้มากกว่าที่เจ้าเข้าใจ”
ไป๋อวิ๋นซีรู้สึกถึงกระแสพลังบางอย่างแฝงอยู่ในคำพูดของเขา แต่ก่อนที่นางจะได้ถามต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงหวีดแหวกอากาศดังขึ้น
ฟิ้ววว!
ลูกดอกเหล็กสามเล่มพุ่งตรงมาทางพวกเขา ไป๋อวิ๋นซีชักเท้าถอยอัตโนมัติ แต่ก่อนที่มันจะถึงตัว ร่างของบุรุษปริศนาเคลื่อนที่ฉับพลัน เพียงโบกมือเบา ๆ ลูกดอกทั้งสามกลับหยุดกลางอากาศราวกับถูกตรึงไว้ ก่อนจะร่วงลงสู่พื้นอย่างไร้พิษสง
เงาร่างจำนวนหนึ่งกระโจนออกมาจากความมืด ล้อมพวกเขาไว้ บุรุษปริศนาเพียงยกยิ้มมุมปาก “ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญจะมากันเร็วเกินไป”
ไป๋อวิ๋นซีขยับปลายนิ้วสัมผัสข้อมือ คิดจะหยิบเข็มเงินจากแขนเสื้อออกมาเตรียมรับมือ แต่บุรุษปริศนากลับยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้นางหยุด
“ปล่อยให้ข้าจัดการ” เสียงของเขาทุ้มต่ำแฝงความมั่นใจ
“ข้าดูแลตัวเองได้” ไป๋อวิ๋นซีตอบกลับโดยไม่ยอมถอย
“แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเองทุกครั้ง” เขากล่าวเบา ๆ แต่แววตาฉายประกายอันตราย
พริบตาต่อมา เงาดำทั้งหลายพุ่งเข้าหาทั้งคู่!
บุรุษปริศนาเคลื่อนกายด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ เขาเพียงสะบัดมือเสื้อ เงาร่างนักฆ่าสองคนกระเด็นไปไกลโดยที่พวกมันยังไม่ได้สัมผัสตัวเขาแม้แต่น้อย มือข้างหนึ่งของเขาเคลื่อนไหวว่องไว ปัดป้องการโจมตีจากดาบที่พุ่งมาอย่างง่ายดาย ขณะที่มืออีกข้างเพียงสะบัดเบา ๆ ก็ทำให้ศัตรูร่วงลงกับพื้นโดยไม่ทันได้กรีดร้อง
ไป๋อวิ๋นซีจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง แม้ว่านางจะรู้ว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คนธรรมดา แต่พลังของเขากลับเหนือกว่าที่คาดไว้มาก
ภายในเวลาไม่นาน นักฆ่าทั้งหมดก็นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของพวกมันที่ยังบ่งบอกว่าพวกมันยังมีชีวิต
บุรุษปริศนายืดตัวขึ้น แววตายังคงเย็นชา เขาหันกลับมามองไป๋อวิ๋นซีที่ยังจับจ้องเขาอยู่
“เจ้าคือใครกันแน่?” นางเอ่ยถามอีกครั้ง
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโค้งตัวลงเล็กน้อย ยื่นมือไปแตะปอยผมของนางเบา ๆ
“ข้าคือคนที่จะไม่ยอมให้ใครแตะต้องเจ้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง แต่ลึกซึ้ง ราวกับเป็นคำสาบานที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
ไป๋อวิ๋นซีสัมผัสได้ถึงไออุ่นบางเบาที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้น หัวใจของนางพลันสั่นไหวเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้แสงจันทร์และกลิ่นดอกเหมยที่ลอยอ้อยอิ่ง บุรุษปริศนายืนอยู่ตรงหน้า ประหนึ่งเงาอันลึกลับที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป…
ความคิดเห็น