คลังเก็บแฟนฟิคของ FoxxTrot

ตอนที่ 1 : Fic Avengers [#Strangeiron] Something Strange Happen Here

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 469
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    30 มี.ค. 62


Fic Avenger : Something Strange Happen Here



Pairing : #Strangeiron


Writer : FoxxTrot


Modern AU , PG-13


Note : หมอแปลกในฟิคนี้เป็นแพทย์ห้องฉุกเฉินนะคะไม่ใช่นิวโรศัลย์ ส่วนโทนี่…ก็ยังเป็นโทนี่เหมือนเดิม







###########





          วันนี้ก็มานั่งรออีกแล้ว


          ‘สตีเฟ่น สเตรนจ์’ คิดขณะทอดสายตามองเด็กชายวัยแปดขวบที่นั่งแกว่งขาอยู่บนเก้าอี้รอตรวจในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลนิวยอร์คทั้งที่ความจริงเจ้าตัวได้รับการรักษาเสร็จเรียบร้อยมาเกือบชั่วโมงแล้ว เด็กชายมีผมสีน้ำตาลอ่อนที่ดูยุ่งเหยิงไม่ค่อยเป็นทรง สวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มและเสื้อยืดสีแดงที่สกรีนลายกราฟิกแมงมุมสีดำ ดูเผินๆ ก็เหมือนเด็กชายทั่วไปที่กำลังนั่งรอพ่อแม่มารับ


          แต่ประเด็นคือที่นี่มันห้องฉุกเฉินที่ได้ชื่อว่ายุ่งเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และเด็กนั่นกำลังกางหนังสือฟิสิกส์ขั้นสูงอ่านเล่นฆ่าเวลาอยู่! !


          สตีเฟ่นเห็นเด็กคนนี้มาประมาณสี่ครั้งได้แล้วภายในเวลาหนึ่งอาทิตย์ เสื้อผ้าเปลี่ยนแต่กริยาเหมือนเดิมทุกครั้ง มาตั้งแต่บ่ายสาม เดินมาคนเดียว นั่งรอคนเดียว อ่านหนังสือยากๆ ไม่สมวัย


          เขามักลงเวรก่อนที่จะทันได้มีโอกาสเห็นหน้าผู้ปกครองโหลยโทยที่บังอาจปล่อยเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชังไว้คนเดียวกลางโรงพยาบาลอันแสนจะวุ่นวาย เพื่อตอบสนองความใคร่รู้ส่วนหนึ่ง สตีเฟ่นเลยรั้งแขน ‘คริสทีน พาล์มเมอร์’ ไว้แล้วถามอย่างแนบเนียน


          “เด็กคนนั้นมานั่งรอนานแล้ว มีคนตรวจเขาหรือยัง ฉันไม่เห็นชาร์ตเขาเลย”


          “เขามาทำแผลน่ะ หว่องทำให้ตั้งแต่บ่ายสามครึ่งแล้วมั้ง แต่คุณไม่ต้องห่วงหรอกสตีเฟ่น ปีเตอร์รอพ่อมารับอย่างงี้ประจำอยู่แล้ว”


          ตอนนี้แพทย์หนุ่มรู้เพิ่มมาอีกหน่อยโดยไม่ต้องหลอกถามแล้วว่าเด็กคนนั้นชื่อปีเตอร์ แต่ก็มีบางสิ่งที่เขายังอยากรู้อยู่ดี


          “แผลอะไร?”


          “แผลไฟลวกที่หลัง เห็นว่าเข้าไปเล่นซนในห้องทดลองของพ่อเลยโดนเครื่องมือระเบิดใส่”


          นั่นไม่ใช่สิ่งที่สตีเฟ่นคาดว่าจะได้ยินเลยสักนิด เด็กที่มาห้องฉุกเฉินส่วนมากมักจะมาด้วยหกล้ม ตกจักรยาน หรือกระทั่งกัดกันเอง ใช่ ยิ่งเด็กเล็กๆ นี่ยิ่งตัวดีเลยแหละ


          แต่โดนเครื่องมือระเบิดใส่หลังจนเป็นแผล สตีเฟ่นสารภาพตามตรงเลยว่ามันทำให้เขากังวลเป็นอย่างมาก


          “นั่นมันเข้าข่ายละเลยเด็กแล้วนะ หรือบางทีเขาอาจจะถูกทารุณกรรมอยู่ก็ได้ เราควรต้องแจ้งความ”


          “อย่าเครียดไปหน่อยเลยเสตรนจ์” คราวนี้เป็น ‘หว่อง’ บุรุษพยาบาลเชื้อสายจีนร่างท่วมที่เอ่ยแทรกบทสนทนาระหว่างเขาและเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนขึ้นมา “ตอนพ่อเด็กนั่นมารับก็ดูรักกันดีออก”


          หว่องเป็นประเภทชอบควงกะเช้าบ่าย ไม่แปลกถ้าจะบังเอิญได้เจอผู้ปกครองของเด็กชายปีเตอร์ ในขณะที่สตีเฟ่นชอบกะดึกมากกว่า


          คำพูดของบุรุษพยาบาลผู้เป็นเพื่อนสนิทอีกคนทำให้เขาเลิกคิ้วสูงมากจนเกือบทำคริสทีนหัวเราะ


          “นั่นคือคำพูดของคนที่เพิ่งจะซัดหน้าสามีคนไข้ หลังรู้ว่ารอยช้ำที่แก้มเธอเกิดจากการตบตีเนี่ยนะ?”


          “มันไม่เหมือนกันเว้ย” หว่องแย้ง “แต่เชื่อฉันเหอะ ถ้านายได้เห็นพ่อเด็กนั่นนายจะไม่มีทางคิดแบบนี้เด็ดขาด”


          แต่พอดีว่าสตีเฟ่นไม่เชื่อ และยิ่งเหตุการณ์ในเวรดึกวันถัดมายิ่งทำให้เขาไม่เชื่อเข้าไปใหญ่ ตีสามกว่าแล้วตอนที่เขากำลังยืนเขียนชาร์ตทำเรื่องแอดมิทคนไข้อุบัติเหตุจราจรและชายเสื้อโดนดึงกระตุก


          สตีเฟ่นหันมอง แต่ไม่พบใครทั้งนั้น เขาขมวดคิ้ว ชายเสื้อโดนดึงอีกครั้ง


          “คุณหมอครับ”


          เสียงแหลมเล็กเรียกให้สตีเฟ่นก้มลง เด็กชายปีเตอร์นั่นเอง เขาสวมชุดนอนซึ่งเป็นเกงเกงผ้านิ่มลายคิตตี้กับเสื้อยืดคอกลมสีดำ ชั้นนอกทับด้วยเสื้อกันหนาวตัวโคร่งอีกที ข้อมือขวามีไม้ฟุตเหล็กสองอันประกบดามและพันด้วยผ้ายืด วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดูจะเก้ๆ กังๆ ไม่น้อยเพราะชายผ้าที่หลวมลุ่ยจนแทบจะหลุดออกมาได้ทุกเมื่อ


          เด็กชายฉีกยิ้มแห้งมาให้ก่อนจะบอกว่า


          “ผมว่าผมทำข้อมือตัวเองหักแหละ”












          เด็กนี่ทำข้อมือตัวเองหักจริงๆ ด้วย


          สตีเฟ่นคิดขณะมองภาพเอ็กเรย์กระดูกข้อมือในจอคอมพิวเตอร์สลับกับเด็กชายที่นั่งแกว่งขาอยู่ตรงเตียงคนไข้ ถึงเด็กเล็กๆ เล่นซนจนกระดูกหักกันได้บ่อยๆ ก็เถอะ แต่มืดค่ำซึ่งเลยเวลานอนไปมาก ซ้ำยังเป็นในเด็กที่มีประวัติเข้าออกโรงพยายาลบ่อยๆ เช่นนี้มันชวนให้น่าสงสัยไม่น้อยเลยทีเดียว


          แต่สตีเฟ่นไม่มีทางเลือกมากนัก ปีเตอร์ยังเป็นผู้เยาว์และเขาต้องการลายเซ็นของ…ดวงตาสีฟ้าปนเขียวเหลือบมองหน้าจออีกครั้ง …แอนโทนี่ สตาร์ค ก่อนที่จะเริ่มต้นลงมือรักษาได้ แพทย์หนุ่มถอนหายใจอีกเฮือก พยายามกดอคติที่ปรากฏขึ้นล่วงหน้าลงไปแล้วหยิบโทรศัพท์ของโรงพยาบาลมากดเบอร์


          เสียงสัญญาณดังขึ้นอยู่เกือบสิบครั้งกว่าจะมีคนรับ


          ‘ให้มันด่วนจริงเถอะนะโรดี้ไม่งั้นฉันตื้บนายแน่’


          น้ำเสียงงัวเงียแหบๆ ไม่ใช่อะไรที่เหนือคาดเท่าไรนักในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ แต่ที่แปลกคือการที่อีกฝ่ายหาเรื่องเขาทันทีตั้งแต่ประโยคแรกนี่สิ ถึงจะเข้าใจผิดว่าเป็นคนอื่นก็เถอะ แต่มนุษย์ประเภทไหนกันที่รับสายคนอื่นด้วยการข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย


          “คุณสตาร์ค” สตีเฟ่นกรอกเสียงลงไป ตัดสินใจกลบเกลื่อนอคติที่เพิ่มขึ้นไปอีกระดับด้วยการทำตัวเป็นทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผมชื่อนายแพทย์สเตรนจ์ โทรมาจากห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลนิวยอร์ค ลูกชายคุณ…”


          ‘อีกสามนาทีถึง’ แอนโทนี่เอ่ยแทรก ความง่วงงุนหายเป็นปลิดทิ้ง สตีเฟ่นได้ยินเสียงตึงตัง เสียงตุบและเสียงร้องโอยก่อนที่สายจะตัดไป ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรีบร้อนมากจนถึงกับสะดุดล้มไม่ก็ตกเตียงเลยทีเดียว


          ติดต่อผู้ปกครองแล้ว ต่อไปก็ซักประวัติเด็กในปกครองละนะ


          “ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ สตาร์ค” สตีเฟ่นเรียกชื่อเด็กชายเต็มยศขณะเดินเข้าไปใกล้ “ดูเหมือนเธอจะทำกระดูกข้อมือข้างขวาหักจริงๆ เสียด้วย ไปทำอะไรมา?”


          เขาหยั่งเชิงถาม ลากเก้าอี้กลมมานั่งเบื้องหน้าคนไข้ตัวน้อย


          เด็กชายพองแก้ม กรอกตาครุ่นคิด

     

          “ถ้าตกจักรยานนี่ทำให้แขนหักได้มั้ยครับ”


          สตีเฟ่นเลิกคิ้ว “ได้ แต่คงไม่ใช่ตอนตีสามแบบนี้”


          “อือ งั้นเอาเป็นตกจักรยานแล้วกันครับ อ่อ แล้วก็ อย่าบอกพ่อผมนะ หมอจะดัดกระดูกเข้าเฝือกอะไรยังไงก็ได้ผมสัญญาจะไม่ร้องสักแอะด้วยขอแค่อย่าโทรบอกพ่อก็พอ ผมโทรเรียกอูเบอร์กลับบ้านเองได้ด้วยนะครับเพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”


          ไม่ว่าเปล่าเด็กชายยังหยิบสมาร์ทโฟนหน้าตาล้ำสมัยเกินกว่าที่ขายกันในท้องตลาดออกมาจากกางเกงนอนลายคิตตี้อีกต่างหาก


          โอเค นี่มันชักจะแปลกเกินไปแล้ว


          “อ่าฮะ แล้วเรื่องค่ารักษา…”


          “ประกันสุขภาพตัดเงินผ่านบัตรเครดิตอัตโนมัติครับ”


          พอถึงตรงนี้สตีเฟ่นก็ก้มมองชาร์ตในมืออีกครั้งให้แน่ใจว่าตนดูอายุของปีเตอร์ไม่ผิด แปดขวบจริงๆ ด้วย แต่ถึงเด็กคนนี้จะคิดหาทางเอาตัวรอดไว้เสร็จสรรพเพียงใดก็ไม่ได้ผลหรอก เพราะเขาดันโทรบอกผู้ปกครองไปแล้วนี่สิ แถม…


          บรื้น!!


          เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มอยู่หน้าอีอาร์ สตีเฟ่นก้มมองนาฬิกาเจอเกอร์เลอคูลทร์เรือนโปรดบนข้อมือซ้าย สามนาทีไม่ขาดไม่เกิน นี่เหาะมาหรือไงเนี่ย? ต่อให้มาร์เซราติเป็นรถแรงขนาดไหนก็ไม่น่ามาได้เร็วขนาอยู่ดีเว้นซะแต่จะเหยียบมิดไมล์และฝ่าทุกไฟแดงละก็นะ


          “ซวยแล้ว” ปีเตอร์ย่นคอ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สตีเฟ่นคนเดียวเท่านั้นที่เก่งในเรื่องแยกแยะเสียงเครื่องยนต์


          และอีกอึดใจถัดมาห้องฉุกเฉินยามวิกาลซึ่งเคยเงียบงันก็ถูกเติมเต็มด้วยความวุ่นวาย


          “พีท!!!”


          มื่อแอนโทนี่ สตาร์คพรวดพราดเข้ามาด้วยอากัปกริยาโหวกเหวกที่อีกนิดก็น่าจะเรียกว่าอาการแพนิคได้เต็มปาก สตีเฟ่นสังเกตว่าอีกฝ่ายรีบร้อนมากจนถึงกับลืมเปลี่ยนสลิปเปอร์เลยทีเดียว เขาหลุดยิ้มขำในเชิงเอ็นดูอย่างอดไม่ได้


          “เกิดอะไรขึ้น?! ลูกมาที่นี่โดยที่พ่อไม่รู้ได้ไงกัน?! อย่าบอกนะว่าแอบแฮ็กเข้ามาห้องแลปพ่ออีกแล้ว ให้ตายเถอะพีท ครั้งนี้ทดลองอะไรอีกถึงลงเอยแบบนี้ได้เนี่ย?” โทนี่ยิงคำถามใส่เด็กชาย ซึ่งนอกจากจะไม่ได้คำตอบอะไรแล้วยังทำให้คนถูกซักฟอกย่นคอห่อไหล่มากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก


          “คุณสตาร์ค” เขาเรียก ส่งผลให้ดวงตาสีน้ำตาลฮาเซลนัทที่ล้อมกรอบด้วยขนตางอนๆ หันมา ทั้งคู่ประสานสายตากัน ทันใดนั้นความรู้สึกแปลกๆ ก็แล่นวาบเข้ามาในอกของสตีเฟ่น มันอ่อนหวาน อบอุ่น ทั้งยังเจือด้วยรสขมๆ แบบที่สตีเฟ่นไม่สามารถหาคำอธิบายให้ได้ว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกกับคนแปลกหน้าได้มากมายถึงขนาดนี้


          มันเหมือนพวกเขาเคยพบกันมาก่อน


          นสถานที่ที่แตกต่าง


          ในสถานการณ์ที่แปลกออกไป


          ในช่วงเวลาที่ดำเนินไปแล้วนับพันนับล้านครั้ง


          พวกเขาเคยพบกันมาก่อน


          และดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สตีเฟ่นคนเดียวที่คิดเช่นนั้น


          “เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ย?”


          ผู้ปกครองของเด็กชายปีเตอร์ทำลายช่วงเวลาที่ราวกับต้องมนต์นั้นลงด้วยการขมวดคิ้วถามอย่างกึ่งติดตลก


          “แบบ...ไม่รู้สิ ตามงานปาร์ตี้น่าเบื่อหรืองานแจกรางวัลที่มีผู้ชายหัวล้านขึ้นไปพูดพล่ามอะไรไม่รู้ทำนองนั้น เพราะผมมั่นใจว่าผมเคยเห็นคุณมาก่อนแน่ๆ”


          “ไม่ครับ” เขายืนยันกับอีกฝ่ายและตนเองเพื่อสลัดความรู้สึกอันแปลกประหลาดเหล่านั้นออกไป “แต่ผมชื่อนายแพทย์สเตรนจ์ สตีเฟ่น สเตรนจ์ เป็นแพทย์เจ้าของไข้ลูกชายคุณ”


          “เอาเหอะ ไม่ก็ไม่” คนพ่อไหวไหล่ ดูเหมือนจะสามารถปัดความรู้แปลกๆ ได้เร็วกว่าสตีเฟ่นหลายเท่านัก “โทนี่ สตาร์ค”


          ทั้งคู่จับมือทักทายกัน ทว่าโทนี่กลับไม่ยอมปล่อยมือในทันที ชายหนุ่มประวิงเวลาอย่างจงใจ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนในเฉดฮาเซลนัทกวาดสแกนสตีเฟ่นก่อนจะผุดเป็นรอยยิ้มมุมปาก


          “ถ้าเป็นในสถานการณ์อื่นผมคงต้องบอกว่ายินดีมากๆ ที่ได้รู้จักคุณไปแล้ว แต่มันคงไม่ค่อยดีเท่าไรในเมื่อลูกชายผมยังนั่งจ๋อยอยู่ในห้องฉุกเฉินของคุณโดยที่ผมไม่รู้สักนิดว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นอยู่เลย ขอโทษนะผมเริ่มพล่ามนอกเรื่องอีกแล้ว เอาเป็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับพีทกัน?”


          บางทีเขาอาจจะแค่คิดไปเอง แต่สตีเฟ่นรู้สึกเหมือนกำลังถูกผู้ปกครองเด็กชายปีเตอร์แทะโลมอยู่ยังไงยังงั้น


          แต่ถึงจะแสร้งทำให้ตนเองดูเป็นเพลย์บอยจอมกะล่อนในชุดนอนลายทางขนาดไหน ความหม่นกังวลปนรู้สึกผิดที่ฉาบเคลือบดวงตาคู่นั้นก็ยังชัดเจนเกินไปอยู่ดี ส่งผลให้คำพูดของหว่องในความทรงจำสตีเฟ่นมีน้ำหนักขึ้นมากอย่างไม่น่าเชื่อ โทนี่ดูไม่เหมือนพ่อที่จะลงไม้ลงมือทารุณกรรมอย่างที่เขาเคยตั้งแง่ไว้จริงๆ น่ะแหละ รวมทั้งห่างไกลจากคำว่าละเลยเด็กอีกด้วยเมื่อดูจากว่าเขารีบบึ่งมาโรงพยาบาลได้ไวขนาดไหน


          ดังนั้นแทนที่จะหลอกด่าหรือพูดตอกหน้าอีกฝ่ายถึงการไร้ความผิดชอบที่ปล่อยให้เด็กชายวัยแปดขวบที่กระดูกข้อมือหักเดินทางมาห้องฉุกเฉินเพียงคนเดียว สตีเฟ่นเลยพูดไปตามตรง


          “เขา ‘บอกว่า’ ตกจากจักรยาน”


          รับรู้ได้ถึงการเน้นย้ำคำของเขา โทนี่เลิกคิ้วสูงก่อนจะหันมองลูกชายตัวดีที่ย่อคอหนักกว่าเดิมจนแทบจะดูเหมือนลูกเต่าอยู่ร่อมร่อ


          “ตอนตีสาม?”


          “ใช่ตอนตีสาม”


          “อ่าฮะ” โทนี่ส่งเสียง ปีเตอร์จึงดึงฮู้ดขึ้นมาคลุมศีรษะไว้จนมิด “ไว้ผมจัดการเรื่องนั้นทีหลังแล้วกัน เอาเป็นว่าตอนนี้คุณจะรักษาพีทยังไงต่อ ผ่าตัด? ดามเหล็ก?”


          “แค่เข้าเฝือกสี่ถึงหกสัปดาห์ก็พอ แต่ก่อนอื่นผมต้องหักกระดูกข้อมือของปีเตอร์ซ้ำเพื่อที่จะดัดมันให้เข้าที่ได้เสียก่อน” เขาอธิบายเรียบๆ ไปตามความเป็นจริงแต่กลับก่อให้เกิดปฏิกริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากทั้งพ่อและลูก


          โทนี่ถลึงตา ยืนนิ่งเหมือนถูกสาป ในขณะที่ปีเตอร์เลิกฮู้ดไปด้านหลัง ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวิบวับเหมือนเห็นเรื่องสนุก


          “เจ๋ง!!”


          “ไม่เจ๋ง!! ไม่ ไม่เลยสักนิดพีท” โทนี่เอ็ดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปยกหนึ่งก่อนจะหันมาทางสตีเฟ่นต่อ “ฟังนะผมไม่รู้ว่าหมอจบด้านอะไรมาแต่การหักกระดูกข้อมือเด็กเล่นมันฟังไม่มืออาชีพเลยสักนิด ดังนั้น ไม่เจ๋ง ไม่เอา ไม่ ไม่เด็ดขาด”


          “ถ้าคุณอยากได้ความเห็นที่สองผมจะติดต่อคุณหมอไคซิเลียสซึ่งเป็นหมอออโถที่เข้าเวรอยู่ให้ หรือถ้ายังไม่เชื่อคุณจะเอาเปเปอร์งานวิจัยไปอ่านเพิ่มเติมก็ได้นะว่าวิธีรักษามันเป็นแบบนี้จริงๆ”


          สตีเฟ่นอาจจะพูดประชดแต่เชื่อเถอะว่าเขาทำจริงแน่ๆ ถ้าโทนี่ยังเอาแต่ยืนกอดอกถลึงตาใส่เขาแบบนี้ อีกครั้งที่ความรู้สึกคุ้นเคยปรากฏขึ้นในอก เสมือนว่าพวกเขาเคยถกเถียงกันมาก่อน ในเรื่องที่จริงจังกว่านี้ร้อยเท่าไปจนถึงเรื่องที่ไร้สาระกว่านี้ร้อยเท่าเช่นกัน


          จังหวะของคำพูด ท่าทางที่เปลี่ยนไปตามเนื้อความ


          สตีเฟ่นคิดถึงทุกอย่างเหล่านั้น ทั้งที่เพิ่งจะเคยพบเจอแท้ๆ


          แพทย์หนุ่มสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดทิ้งไปอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจสำทับคำแนะนำด้วยคำขู่


          “แต่ผมอยากเรียนให้ทราบว่ายิ่งคุณตัดสินใจช้าเท่าไร เนื้อเยื่อรอบข้อมือจะยิ่งบวมขึ้นเรื่อยๆ นอกจากจะทำให้การรักษายากขึ้นแล้วยังปวดมากอีกด้วย”


          “ขี้โกงนี่หว่า!” โทนี่คลายแขนที่กอดไว้กันอยู่ออกแล้วเริ่มต้นโวยวายแบบเด็กๆ “คุณพูดขู่มาแบบนี้มันก็เหลือทางเลือกแค่ให้ทำตามเท่านั้นไม่ใช่หรือไง”


          “ผมเปล่า ทางเลือกในการรักษายังคงเป็นของผู้ปกครองอย่างคุณอยู่คุณสตาร์ค ซึ่งผมมีความรู้สึกว่าจริงๆ คุณเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่ากระดูกข้อมือหักในเด็กเล็กรักษายังไงเพียงแต่คุณทำใจไม่ได้ที่จะให้ลูกคุณเจ็บซ้ำสองเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณยังพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ต่อไปผมเกรงว่าให้ภรรยาคุณเป็นคนตัดสินใจอาจจะเป็นการดีกว่า”


          “ผมเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว”


          โทนี่กอดอกอีกครั้ง ทั้งยังเชิดหน้าสูงเหมือนจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าอายสักนิดที่เขาต้องดูแลลูกชายเพียงลำพัง สตีเฟ่นจนด้วยคำพูดไปครู่หนึ่งจนเอ่ยออกไปได้แค่คำว่าโอ้เท่านั้น จะถามว่าหย่าแล้วหรือเป็นหม้ายก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ควรพูดต่อหน้าเด็กชายสักเท่าไร สตีเฟ่นจึงทำให้แค่เก็บความสงสัยไว้ในใจ


          แต่เดี๋ยวก่อนนะ?


          ทำไมเขาต้องอยากรู้ด้วยว่าโทนี่ สตาร์คอยู่ในสถานะไหนกันแน่


          “พ่อผมยังไม่ได้แต่งงานครับ” ปีเตอร์ตอบให้พร้อมรอยยิ้มกว้างราวกับอ่านใจของเขาได้ “เขารับผมมาเลี้ยงจากบ้านเด็กกำพร้า และที่สำคัญพ่อยังโสดด้วย”


          “ปีเตอร์!!” โทนี่เอ็ดอีกรอบพร้อมสีแดงจางๆ ที่แต่งแต้มแก้ม งวดนี้เด็กชายไม่ยอมหงอแล้วแต่กลับหัวเราะคิกคักแทน


          สตีเฟ่นไม่ได้ใสซื่อขนาดจะไม่รู้ว่าเด็กชายต้องการจะสื่ออะไร แต่แทนที่จะเขินเขากลับรู้สึกเอ็นดูพ่อลูกคู่นี้มากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะคนพ่อที่วางมาดเป็นเพลย์บอยเสียดิบดี แต่กลับมาตกม้าตายหน้าแดงแค่เพราะความพยายามจะ ‘ชง’ ของลูกชาย


          นายแพทย์หนุ่มกระแอ่มไอ ดับความกระอักกระอ่วนให้โทนี่ด้วยการเปลี่ยนเรื่อง


          “สรุปว่าคุณจะยอมให้ผมรักษาลูกชายได้หรือยังคุณสตาร์ค?”


          “ก็ได้” โทนี่กัดฟันจำยอมในที่สุด ปีเตอร์ร้องเย้










          แต่เพียงไม่ถึงสิบนาทีคนเป็นพ่อก็โดนอัปเปหิให้ออกจากห้องฉุกเฉินด้วยข้อหาเสียงดังเกินไป


          ขนาดปีเตอร์อายุแค่แปดขวบยังไม่แสดงท่าทีร้อนรนหรือตื่นกลัวเลยสักนิด แต่โทนี่กลับโวยวายขึ้นมาทุกครั้งที่สตีเฟ่นหยิบจับเครื่องมือ ตั้งแต่เข็มฉีดยา แผ่นเฝือกสำเร็จรูป ไปจนถึงตอนจัดท่าให้เด็กชาย

     

          สุดท้ายปีเตอร์เลยช่วยบรรเทาอาการปวดหูให้เขาโดยการบอกว่าหิวแล้ว เท่านั้นแหละโทนี่จึงวิ่งไปยังร้านกาแฟชื่อแอสการ์ดคาเฟ่ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงข้างโรงพยาบาลทันที


          “ขอโทษด้วยนะครับที่พ่อผมเสียงดัง เขาแค่ขี้กังวลมากเกินไปหน่อย” ปีเตอร์เอ่ยอธิบายปนแก้ตัว


          “ฉันพอจะดูออก” สตีเฟ่นหัวเราะแผ่วเบาไม่คิดถือสา ออกจะเป็นความบันเทิงสำหรับเขาด้วยซ้ำไปที่ได้เห็นสีหน้าอันหลากหลายของสตาร์คคนพ่อ


          ยาแก้ปวดผสมยากล่อมประสาทอ่อนๆ ถูกฉีดไปแล้ว สตีเฟ่นจึงเรียกพยาบาลอีกคนเข้ามาช่วยกัน ไม่ถึงห้านาทีกับเสียงกร๊อบเบาๆ และอาการกัดริมฝีปากกลั้นเสียงร้องของปีเตอร์ ทุกอย่างก็เข้าที่เขารับอุปกรณ์พันเฝือกมาโดยแจ้งว่าจะขอจัดการทั้งหมดเอง แม้ปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ห้องเฝือกไม่ก็หมอกระดูกแต่โดยพื้นฐานแล้วแพทย์ห้องฉุกเฉินเองก็สามารถทำได้เหมือนกัน และสตีเฟ่นมีความรู้สึกว่าหากเป็นเขา ปีเตอร์จะสบายใจมากกว่า


          “มันไม่ใช่ความผิดของพ่อหรอกนะครับที่ผมเจ็บตัวบ่อยแบบนี้”


          เด็กชายกล่าวขึ้นมาในขณะที่นายแพทย์หนุ่มงวดอยู่กับแผ่นปูนปลาสเตอร์สำเร็จรูป


          สตีเฟ่นไม่ได้หันมอง แต่จากท่าทีก็ชัดเจนว่าเขากำลังตั้งใจฟังอยู่

          

          “ผมโตมาในบ้านเด็กกำพร้าที่พ่ออุปการะอยู่ และถ้าคุณรู้ว่าเขาทำอะไรได้บ้างและเก่งกาจแค่ไหนเหมือนที่ผมรู้ละก็มันจะยิ่งกว่าฝันเลยแหละครับที่ได้มีพ่อเป็นโทนี่ สตาร์ค ผมแค่อยากพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมคู่ควรและจะทำให้เขาภูมิใจให้ได้เท่านั้นเอง เรื่องของผมทำให้คุณเบื่อรึเปล่าครับ?”


          พอถึงตรงนี้ปีเตอร์ก็ย้อนถามกลับบ้าง ดูเหมือนสตีเฟ่นจะเผลอขมวดคิ้วออกไปให้เห็นเสียได้


          “ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าทำไมเด็กที่ฉลาดมากๆ อย่างเธอจึงมองไม่ออกว่าเขารักและแคร์เธอขนาดไหนต่างหาก เธอไม่มีอะไรที่ต้องพิสูจน์หรอกนะปีเตอร์ ฉันเชื่อว่าเขาภูมิใจในตัวเธออยู่แล้วโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่มันเกิดกำลังให้ต้องเจ็บตัวเลยสักนิด”


          สตีเฟ่นส่งยิ้มจางๆ ให้ปีเตอร์ หากไม่ใช่เพราะมือเลอะเขาคงลูบศีรษะเล็กๆ นั้นจนผมที่ยุ่งอยู่แล้วยุ่งขึ้นไปอีกแน่ๆ


          “ผมชอบคุณนะครับ” เด็กชายเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน ดวงตาเริ่มปรือมากขึ้นเนื่องจากเลยเวลานอนไปมากแล้วผสมกับฤทธิ์ยาแก้ปวด “ผมชอบที่คุณเถียงพ่อผมได้ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน”


          ...ฉันก็ชอบตอนที่ได้เถียงกับพ่อเธอเหมือนกัน...


          นั่นคือความคิดในใจ ส่วนสิ่งที่สตีเฟ่นแสดงออกไป


          “หึ ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงได้เอาแต่ใจได้ขนาดนี้”


          หลังจากนั้นเขาก็ลุกเดินไปล้างมือ เมื่อกลับมาอีกครั้งปีเตอร์ก็พล็อยหลับไปเสียแล้ว พร้อมกับการที่สตาร์คคนพ่อเดินกลับมาพร้อมช็อตโกแลตร้อนสองแก้วในมือ และอีกหนึ่งแก้วในถุงกระดาษ


          “เกินมาน่ะ ร้านแถมให้” โทนี่ว่าพลางยื่นแก้วกระดาษกรุ่นกลิ่นโกโก้มาให้โดยไม่ยอมหันมอง สตีเฟ่นเลิกคิ้วให้กับคำโกหกอันไม่แนบเนียนเหล่านั้น ผู้จัดการกะดึกควบตำแหน่งบาริสต้าของแอสการ์ดคาเฟ่ที่ชื่อโลกิเป็นคนงกขนาดไหนทำไมเขาจะไม่รู้ โลกิไม่มีทางแถมกาแฟหรือช็อตโกแลตร้อนให้เด็ดขาด ต่อให้คนซื้อจะหล่อล่ำเท่าพี่ชายของเจ้าตัวก็ตามที


          นั่นแปลได้แค่ว่าว่าโทนี่จงใจซื้อมาเผื่อเขาเท่านั้น


          สตีเฟ่นยิ้ม ตัดสินใจปล่อยผ่านไม่ยอมรุกไล่คนปากแข็งให้จนมุมขายหน้าอย่างที่เขามักทำคนอื่นๆ ช็อตโกแลตร้อนอาจเป็นอะไรที่ดูเล็กน้อย แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้แหละที่ไม่มีใครใส่ใจทำให้เขามาหลายปีแล้ว


          “ขอบคุณ”


          ชั่วขณะที่ยื่นมือไปรับ ปลายนิ้วของทั้งคู่ก็สัมผัสกัน อุณหภูมิของแก้วช็อตโกแลตและสัมผัสแผ่วเผินทำให้หัวใจของนายแพทย์หนุ่มเหมือนจะเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง สตีเฟ่นรีบยกแก้วช็อตโกแลตจิบแก้เก้อในขณะที่โทนี่อุ้มเด็กชายปีเตอร์ขึ้นมา แก้มยุ้ยแนบอยู่กับบ่าคนเป็นพ่อ โทนี่ระมัดระวัง จัดท่าไม่ให้ทับแขนขวาที่อยู่เข้าเฝือกอยู่


          “ซินนามอน?” สตีเฟ่นอุทานถามเมื่อได้กลิ่นอื่นนอกจากโกโก้ซ่านอยู่ในโพรงจมูก


          “ผมสั่งให้ร้านเพิ่มไปน่ะ...จำได้ว่า เอ๊ย ไม่สิ” โทนี่สะบัดหน้า แก้คำอย่างรวดเร็ว “คิดว่าคุณน่าจะชอบ”


          ซึ่งโทนี่คิดถูก เขาชอบใส่ซินนามอนในช็อตโกแลตร้อนจริงๆ น่ะแหละ แต่คนที่รู้เรื่องนี้นอกจากคริสทีนแล้วก็มีแค่โลกิซึ่งมักต้องชงเครื่องดื่มให้เขาบ่อยๆ เท่านั้น และโลกิไม่มีทางคุยเรื่องนี้ให้คนแปลกหน้าฟังเด็ดขาด บาริสต้าผมดำนั้นแทบไม่พูดอย่างอื่นนอกจาก ‘จะรับเมนูอะไรดีครับคุณลูกค้า’ กับ ทั้งหมดราคา...ด้วยซ้ำ


          บังเอิญเดาถูกเหรอ?


          สตีเฟ่นยังติดใจสงสัยไม่หาย


          หรือว่ารู้อยู่แล้ว?


          เอาอีกแล้วความคิดแปลกๆ ที่สว่างวาบขึ้นมาในหัวของเขา


          โทนี่ดูทุลักทุเลเล็กน้อยเมื่อต้องอุ้มปีเตอร์และหอบหิ้วถุงใส่ช็อคโกแลตร้อนอีกสองแก้วไปด้วย ยังไม่นับรวมเสื้อกันหนาวตัวโคร่งของทั้งเขาและลูกชายอีกต่างหาก สตีเฟ่นหันมองรอบๆ เกือบตีห้าแล้วแต่ห้องฉุกเฉินกลับโล่งว่าง นับว่าวันนี้เขาดวงเย็นไม่น้อยเลยทีเดียว


          “ผมช่วย” ความว่างงานทำให้เขาขันอาสา รับข้าวของมากมายของคุณพ่อลูกอ่อนมาถือให้ โทนี่นิ่งมอง ลังเล แต่สุดท้ายก็พยักหน้ายอมรับความช่วยเหลือ


          รถมาเซราติคันงามจอดเทียบทางฟุตบาทอยู่ข้างหน้าโรงพยาบาลนิวยอร์ค อากาศหนาวสะท้านเนื่องจากพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น โทนี่เดินมาหยุดอยู่ตรงประตูเบาะหลัง


          “เฮ้...หมอ คุณช่วย..”


          สตีเฟ่นชิงทำให้ก่อนโทนี่จะทันได้เอ่ยจบประโยคเสียอีก เขาเอื้อมมือไปเปิดประตูให้ แต่เพราะยืนซ้อนอยู่เบื้องหลังมันจึงเหมือนการโอบกอดกลายๆ


          สาบานได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่คล้ายความแปลกประหลาดในอกก่อนหน้านี้ ร่างกายมันเหมือนจะขยับไปเองด้วยความเคยชินเสียมากกว่า โทนี่เงยหน้ามองเขา ไม่มีความตื่นตกใจอยู่ในแววตาคู่นั้น มีแค่ความอบอุ่นและโหยหา เหมือนที่สตีเฟ่นกำลังเป็น


          ประหลาดดีแท้ ที่คนสองคนซึ่งเพิ่งจะพบหน้ากันเป็นครั้งแรกรู้สึกต่อกันได้มากมายถึงเพียงนี้


          เสียงรถยนต์ที่เริ่มแล่นผ่านไปมาบนท้องถนนทำให้สตีเฟ่นได้สติ เขากระแอมไอก่อนจะถอยออกมาสองสามก้าว เลือกจะสลายบรรยากาศต้องมนต์ด้วยตนเองก่อนที่จะเผลอทำอะไรแปลกๆ ออกไปมากกว่านี้ นี่คือระยะห่างที่เหมาะสมแล้วสำหรับคนแปลกหน้าสองคน แม้จะต้องแลกมาด้วยความวูบโหวงในโพรงอกของเขาก็ตามที


          “ขอบคุณที่ช่วยนะหมอ” โทนี่กล่าวหลังจากวางเด็กชายให้นอนที่เบาะหลังพร้อมห่มเสื้อกันหนาวแทนผ้าห่มให้แล้ว ชายหนุ่มประวิงเวลาอีกครั้ง ไม่ยอมขึ้นรถไปในทันที


          “ไม่เป็นไรคุณสตาร์ค มันไม่ได้หนักหนาอะไร” สตีเฟ่นตอบ


          ไม่ลำบากน่ะใช่ แต่ถ้าถามว่าแปลกมั้ย แปลกแน่นอน เพราะปกติแล้วสตีเฟ่นจะไม่มีวันทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ให้คนไข้เด็ดขาด มันแปลกถึงขั้นที่ว่าถ้าหากถ้าคริสทีนหรือหว่องมาเห็นการกระทำของเขาเข้าคงได้อ้าปากค้างแน่ๆ


          “เรียกโทนี่เถอะไหนๆ ก็ผ่านอะไรๆ มาด้วยกันตั้งค่อนคืนแล้วนี่”


          เจ้าตัวยังคงพยายามทำตัวกวนโอ๊ยและใช้คำชวนคิดไม่เลิก สตีเฟ่นหลุดหัวเราะ เสมองไปทางอื่นครู่หนึ่งเพื่อกลบเกลื่อนความไหวระริกในดวงตา


          “ก็ได้” แพทย์หนุ่มว่าในขณะที่แสงแรกของวันเริ่มสาดส่องจับต้องใบหน้าทั้งคู่ “งั้นก็อรุณสวัสดิ์โทนี่”


          “อรุณสวัสดิ์เช่นกันสตีเฟ่น อยากจะบอกว่าแล้วพบกันใหม่อยู่หรอกนะ แต่ให้มาเจอแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินบ่อยๆ คงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไร”


          ...งั้นถ้าเป็นที่อื่นก็ได้ใช่ไหม...


          เขาคิดในใจ แต่เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้พูดออกไป


          โทนี่เดินอ้อมไปฝั่งคนขับแล้ว เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มแทรกบรรยากาศนิ่งสงบยามเช้า ทว่าก่อนที่จะขับออกไป โทนี่กลับลดกระจกลงแล้วชะโงกตัวออกมาขยิบตาให้


          “แต่ถ้าเป็นที่อื่นในสถานการณ์อื่นผมโอเคอยู่นะ”


          ไม่เปิดโอกาสให้สตีเฟ่นได้หน้าแดงด้วยซ้ำ มาเซราติคันงามก็พุ่งตัวออกไปเสียแล้ว


          ให้ตายเถอะ...


          สตีเฟ่นลูบหน้าตนเอง แม้จะไม่มีกระจกแต่เขาก็แน่ใจว่าตนต้องกำลังยิ้มอยู่แน่ๆ รอยยิ้มกว้างแบบโง่ๆ ของคนที่กำลังร่วงหล่นในสถานการณ์ชวนหวั่นไหวที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้









##########


               Talk : โอยยยยย ไม่ไหวแล้วค่ะคุณขาาาาา เรือลำใหญ่มากกก เรือแล่นฉิ่วมากก มันกร้าวใจมากกกก ขอสารภาพว่าปกติฟ๊อกซ์เป็นแฟนเกิร์ลที่ทำตัวค่อนข้างจะสวนทางกะชาวบ้านคือไม่ค่อยชิบวาย (แต่ชอบความโบรแมนซ์นะ) จริงๆ แล้วชิบนอร์มอลยังไม่ค่อยจะชิบเลย ตามหวีดตัวละครกะนักแสดงซะมากกว่า

          แต่กะคู่นี้ยอมใจจริงๆ ค่ะ พี่เบนในบทหมอแปลกโคตรหล่อ หล่อไม่ไหวแล้วอ่ะออกมาแต่ละครั้งหัวใจหนูจะวายตายให้ได้ //กระพือคอเสื้อ// แถมเคมีกะโทนี่ยังดีมากอีกต่างหาก แรกๆ คุณสตาร์ค>สตาร์ค>ดูชแบค>โทนี่ ปัดทะนาการเร็วเว่อ เจอกันยังไม่ทันข้ามวันก็ยอมแลกครึ่งจักรวาลกะชีวิตโทนี่แล้ว ฮอลลลลลลลล 

          แถมพอเข้าซีนกะน้องพีตี้ด้วยกันแล้วหยั่งกะพ่อแม่ลูก พอนอกจอก็ผลัดกันประคมประหงมดูแลน้องไปอี้กกก ใจแฟนเกิร์ลรับไม่ไหวแล้ววววววว //เปิดหน้าเวิร์ดขึ้นมาทันใด

          และเพราะในหนังจบได้ชีช้ำละเกิน ในฟิคนี้เลยอยากให้เป็นแค่เอยูไสยๆ ไม่มีเอเลี่ยน ไม่ต้องรบปกป้องโลก แต่แอบใส่ความแฟนตาซีไปเล็กน้อยตรงที่เอยูนี้อาจจะเป็นโลกหนึ่งในสิบสี่ล้านแบบที่หมอแปลกได้เห็น เหมือนโลกคู่ขนานที่ไม่มียอดมนุษย์ แค่คุณพ่อลูกอ่อนพยายามเลี้ยงลูกชายอัฉริยะกะคุณหมอหนุ่มที่บังเอิญเจอกัน แล้วประสบการณ์ของหมอแปลกก็แวบผ่านเข้ามาในตัวพี่หมอกะโทนี่พอดีจนออกมาเป็นความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆ ของทั้งคู่อย่างที่เห็น //มโนเลาแจ่มปะละ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

94 ความคิดเห็น

  1. #91 pianaleas (@pianaleas) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 04:33

    เจ๋งง!!! (เสียงน้องพีท) เฝ้ารอคู่นี้อีกหลายๆเรื่องนะคะ ><

    #91
    0
  2. #57 ลักยิ้ม (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มีนาคม 2562 / 22:43

    น่ารัก ดีงาม สนุก ฟินๆ ชวนให้เขินตาม >//<

    #57
    0
  3. #40 ppie248 (@piepp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 21:13
    ฮื้อออออชอบมากกกกกค่ะไรต์
    #40
    0
  4. #7 Anonimo (@tipparat111) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2561 / 11:03

    โอ้ยชอบบบบ ใจบางไปหมดแล้วว

    #7
    0
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. #5 Chiji (@byakurantsuna) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2561 / 16:14

    มีต่อไหม? ต่อเต้ออออออออออออ

    คู่นี้มันชู่ชื่นหัวใจมากกกกกกกกกกกก

    #5
    0
  7. #4 jammy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 12:35
    <p>กรี๊ดดดด จะมีต่อมั้ยคะ คือมันดีย์มากกกกกกกกกกกกกกก ฮือออออออออ ขอธอร์กิด้วยนะก๊ะ ถ้าว่าง งื้อออออ</p>
    #4
    0
  8. #3 mizujin (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 23:56
    แต่งดีมากค่ะ ชอบมาก กรี๊ดแรงเหมือนกันกับการเรียก"โทนี่" ตอนสุดท้าย น้องพีทน่าร๊ากกกก
    #3
    0
  9. #2 DearHanew (@DearHanew) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 08:22
    น่าร้ากกก อบอุ่นมากเลยค่า
    #2
    0
  10. #1 Alecxia Drew (Adriene) (@war-1980) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 21:35
    เป็นอะไรที่สุดยอดมาก รักเอยูนี้จัง&#10084;
    #1
    0