มิชชั่นวุ่นวาย สายรหัสสุดป่วน [แจ่มใส มีนาคม 2561]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 7,931 Views

  • 66 Comments

  • 413 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    30

    Overall
    7,931

ตอนที่ 9 : 01 :: อมยิ้มของคุณทิกเกอร์ [rewrite 11/11/2560]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    11 พ.ย. 60



01

อมยิ้มของคุณทิกเกอร์

 



วันแรกของการเข้าร่วมกิจกรรมชิงรุ่นคณะ

19.05 น.

“พวกคุณอยู่คณะนี้กันใช่มั้ย! ทำไมไม่ร้องเพลงคณะนี้ออกมาจากใจ!!

เสียงเข้มๆ ตะโกน ไม่สิ! ต้องเรียกว่าตะคอกมากกว่า และถึงแม้จะใช้คำพูดสุภาพแต่มันกลับฟังดูทิ่มแทงในความรู้สึก ใบหน้าเรียบนิ่งกวาดสายตาดุๆ มองไปรอบๆ สร้างความกดดันให้หลายคนที่อยู่ตรงหน้า สิบกว่านาทีแล้วที่พวกเราโดนคะคอกใส่อยู่แบบนี้ ผู้หญิงบางคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวถึงกลับร้องไห้ออกมา และตอนนี้ฉันเองก็อาการแย่ไม่ต่างกัน เพราะรู้สึกเครียดจนเผลอนั่งเกร็งตัวมากไป ขาที่นั่งทับกันอยู่เริ่มจะเกิดอาการเหน็บกิน มันชาเอามากๆ เลย

ให้ตายเถอะ! ทำไมต้องมาเป็นตอนที่พี่ผู้คุมระเบียบเชียร์กำลังพูดอยู่ด้วย ฉันไม่กล้ายกมือขออนุญาตอ่ะ TOT

“บูมก็ไม่พร้อมกัน ร้องเพลงก็ไม่พร้อมกัน พี่พวกคุณไม่ได้สอนมาหรือไง!!

ก็มันเพิ่งวันแรกมั้ย? ใครจะไปร้องพร้อมกับในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้ขนาดนั้น โถ่~!

ถ้าถามว่าฉันอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ คิดว่าคงพอเดากันออก กิจกรรมของคณะที่เด็กปีหนึ่งทุกคนต้องเข้าร่วม กิจกรรมชิงรุ่นของคณะหรือเรียกง่ายๆ ก็ การเข้าเชียร์คณะหลายคนคงสงสัยว่าการชิงรุ่นคืออะไร? เอาจริงๆ ฉันก็ไม่แน่ใจหรอก แต่คงคล้ายกับการทำให้รุ่นพี่ยอมรับในตัวเราและยอมรับเราเป็นรุ่นน้องร่วมคณะนั่นแหละ และสิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือการร้องเพลงประจำคณะและก็บูมของคณะ ส่วนมนุษย์ที่ยืนหน้านิ่งตาดุรอบๆ และกำลังพูดจากดดันพวกเราอยู่ก็คือ ผู้คุมระเบียบเชียร์เรียกสั้นๆ ว่า ผู้คุมระเบียบ(นี่คือสั้นแล้ว?) ถ้าพูดให้ฟังเข้าใจง่าย ก็คงประมาณพี่ว้ากล่ะมั้ง

จริงๆ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีใครมาว้ากใส่หรือพูดกดดันอะไรแบบนี้หรอก แต่หลังจากที่แยกกลุ่มไปฝึกซ้อมร้องเพลงและกลับมารวมตัวกัน พี่ๆ ที่ฝึกร้องเพลงก็บอกว่าจะมีพี่ๆ มาตรวจดูการร้องเพลงของพวกเรา และไม่นานเหล่าบรรดาพี่ๆ หน้าดุก็เดินเรียงรายกันเข้ามา สั่งให้จัดแถวใหม่ (วิ่งกันอลหม่านมากตอนนั้น) แล้วก็บอกให้พวกเราร้องเพลงให้ฟัง แต่ร้องไปได้ครึ่งเพลงก็บอกให้หยุดและเปลี่ยนเพลง เป็นแบบนี้ซ้ำๆ อยู่หลายรอบ แต่พวกเราก็ร้องได้ไม่ดีสักรอบ พวกพี่ผู้คุมระเบียบเชียร์เขาก็เริ่มไม่พอใจและก็...อย่างที่เห็นในตอนนี้แหละ

“ร้องไห้ทำไม! น้ำตามันไม่ช่วยให้คุณได้รุ่นหรอกนะ!!

เปล่า...ไม่ใช่ฉันหรอกแต่เป็นเพื่อนผู้หญิงที่อยู่ด้านหน้าสุดน่ะ แน่ล่ะ ถ้าฉันอยู่ตรงนั้นฉันก็ร้องอ่ะ ก็ฉันเป็นพวกไม่ชอบถูกตะคอกใส่ แล้วก็กลัวคนที่ทำหน้านิ่ง ตาดุ เสียง (ขู่) โหดๆ นี่นา เพราะมันเหมือนคุณพ่อเวลาโกรธมากกก คือฉันกลัวคุณพ่อน่ะ แล้วมันฝังใจไง เลยรู้สึกแย่จนอยากจะร้องไห้ออกมาทุกครั้งเวลาเจอคนประเภทนี้

แล้วคิดดูสิ! แค่คุณพ่อคนเดียวยังน่ากลัว นี่มีคนแบบคุณพ่อโหมดโกรธเป็นสิบกว่าคน ฉันต้องทำใจสู้ขนาดไหนเพื่อให้นั่งอยู่ในสนามนี้ได้ และตอนนี้...ฉันคิดว่าฉันต้องสู้มากกว่าเดิมแล้วล่ะ ไม่ไหว ฉันจะไม่ทน ขาชาจนขยับไม่ได้แล้ววว T_T

ฉันเหลือบมองร่างสูงโปร่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก สูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อปลุกความกล้าหาญในตัวเอง นับหนึ่งถึงสามแล้วยกมือขออนุญาตซะจอมใจ แกทำได้อยู่แล้ว!

หนึ่ง สอง สาม! ยก!!

“ขะ ขออนุญาตค่ะ!

ชิ้ง! -_-++

ฮือออ ถึงพี่จะหล่อมากก็เถอะ แต่สายตาโคตรดุแบบนั้น...น่ากลัวอ่ะ ฉะ ฉันพูดไม่ออกแล้ว~!

“คุณมีอะไร!

เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉันพร้อมกับจ้องเขม็ง สายตาดุดันกับเสียงเข้มๆ ทำเอาฉันตัวสั่นเกร็ง ลมหายใจติดๆ ขัดๆ มือเท้าก็เริ่มเย็นไปหมด คำพูดที่คิดไว้ในใจหล่นหายไปตอนไหนไม่รู้ ความกลัวทำให้ฉันก้มหน้าหลบสายเขา และรู้สึกว่าปลายเท้าตัวเองมันเริ่มพร่ามัวแปลกๆ

“ผมถามว่ามีอะไร!

“...”

“ทำไมไม่พูด คุณยกมือขออนุญาตทำไม!!

“ฮึก”

และสุดท้ายฉันก็กลั้นไม่ไหว...

ทั้งความกลัวและความชาจากขาทำเอาน้ำตาไหลพรากยิ่งกว่าท่อประปาแตก ฉันพยายามนึกสู้ใหม่ ลองรวบรวมคำพูดในใจอีกครั้งเพื่อบอกเหตุผลและขออนุญาตออกจากสนาม แต่พอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย...ความพยายามทั้งหมดกลับพังลงไม่เป็นท่า

ฉันสู้เขาไม่ไหวจริงๆ ตะ ตาเขาดุมากเลยอ่ะ กลัวววว~!

“...”

“ฮืออออ TOT

“...”

“ฮึก ฮืออออ ฮือๆๆ” เพราะความกลัวที่เห็นเขายืนจ้องกันอยู่นิ่งๆ ยิ่งทำให้ฉันกุมสติตัวเองไม่อยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นเด็กๆ อย่างไม่อายสายตาใคร

“...”

ฉันแอบได้ยินอีกฝ่ายพรูลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะตะโกนออกไปข้างสนาม

“พยาบาลมาดูแลน้องคุณด้วย!!

ไม่รู้ว่าเพราะความสงสารหรืออะไร เขาถึงยอมตะโกนเรียกพี่พยาบาลให้มาพาฉันออกไปจากแถว แต่ในความรู้สึกฉัน ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกขอบคุณเขาเลยสักนิด เพราะไอ้หน้านิ่งๆ ตาโคตรดุ และเสียงตะคอกโหดๆ นั่น ถูกบันทึกเอาไว้ในความทรงจำอันเลวร้าย (รองจากของคุณพ่อ) ไปเรียบร้อยแล้ว

และแน่นอนว่า...

ฉันกลัวเขาขึ้นสมองไปแล้วค่ะ! แงงง TOT

“น้องเป็นไรอ่ะแก้ม!

พี่ผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพยุงตัวฉันแทนพี่ผู้หญิงที่ชื่อแก้ม และเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาร้องไห้สะอึกสะอื้นเป็นผีบ้าอยู่เลยไม่ทันได้เงยหน้ามองอีกฝ่าย

“สงสัยขาจะชาน่ะฟิวส์ พาน้องไปห้องพยาบาลหน่อยนะ เดี๋ยวแก้มไปประจำที่ก่อนเผื่อมีอะไรเกิดขึ้นอีก”

“ได้ๆ เดี๋ยวเราพาไปเอง”

“ขอบใจจ้ะ”

พอพี่แก้มวิ่งผละออกไป พี่ฟิวส์ก็หันมาก้มหน้าถามฉันเสียงนุ่ม “เดินไหวมั้ย?”

ฉันพยักหน้าโดยที่ยังไม่มองหน้าเขาเหมือนเดิม มือก็พยายามเช็ดน้ำตาตัวเองป้อยๆ พร้อมกับเดินขากะเพลกไปยังอาคารใกล้ๆ ที่อยู่ข้างสนาม แต่ท่าทางแบบนั้นมันคงดูตลกมาก คนพยุงถึงได้ถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงติดจะขำ

“นี่ร้องไห้เพราะขาชาหรือว่าเพราะพี่เค้าดุครับ”

เพราะประโยคนั้นทำให้ฉันเงยหน้ามองคนข้างๆ คิดว่าจะทำหน้าบึ้งงอแงใส่ที่มาล้อกันแบบนี้ แต่พอเจอใบหน้าน่ารักอมยิ้มซุกซนฉบับตัวป่วน หัวใจก็เต้นตึกตักเหมือนโดนความรักน่ารักพุ่งชน เอื้อออ~

เคยรู้สึกเหมือนถูกแสงเจิดจ้าแยงตาบ้างมั้ยคะ นั่นแหละ พี่ฟิวส์ทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้นเลย ความกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อกี้หายวับไปกับตา ความน่ารักของเขามันละลายความรู้สึกพวกนั้นให้หายไปจนหมด โอยยย รอยยิ้มสว่างเกินไปแล้ว แสบตาจังเลยค่ะ U///U

“หือ? หน้าพี่มีอะไรติดหรือเปล่าครับ”

“ปะ เปล่าค่ะ” ใจจริงก็อยากบอกว่าความน่ารักติดเต็มไปหมดเลยค่ะ แต่ดูจะออกตัวแรงไป เก็บไว้พูดเองคนเดียวในใจแล้วกัน งื้อออ

“งั้นไปห้องพยาบาลดีว่าเนอะ เดี๋ยวอีกหน่อยก็เลิกแล้ว”

ฉันหลับหูหลับตาพยักหน้ารัวเพราะความอาย ให้ตายเถอะ! ถ้าพี่พยาบาลจะน่ารักขนาดนี้นะ ต่อให้ต้องขาชาทุกวันก็ยอมอ่ะ! >_<

 



เพิ่งรู้ว่าห้องพยาบาลมันเย็นสบายขนาดนี้ แอร์ยี่สิบห้าองศากับเหล่าพี่ๆ พยาบาลใจดีและน่ารัก บรรยากาศในนี้ดูผ่อนคลายกว่าข้างนอกมาก ฉันนี่นั่งจิบน้ำแดงอร่อยๆ ไปหลายแก้วแล้วด้วย อ้อ ส่วนพี่ฟิวส์ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะ หลังจากพาฉันมาส่ง เขาก็ออกไปประจำที่อยู่ด้านนอกเหมือนเดิน เผื่อว่าจะมีใครเป็นอะไรอีก

จริงๆ ก็แอบกังวลและเป็นห่วงเพื่อนๆ ด้านนอกเหมือนกัน ถึงในนี้จะสบายแต่มันก็สำหรับคนที่ป่วย คนที่เป็นหอบหืด พวกไฮเปอร์[1] หรือเป็นลมอะไรแบบนั้น ฉันที่แค่ขาชาตอนนี้ก็หายดีแล้วเลยรู้สึกผิดนิดๆ เพราะมันเหมือนกับกำลังเอาเปรียบคนอื่นที่กำลังเหนื่อยอยู่ด้านนอกยังไงไม่รู้

สะกิดๆ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ก็มีใครบางคนมาสะกิดไหล่เบาๆ จากด้านหลัง

J

รอยยิ้มน่ารักดูเป็นมิตรถูกส่งมาให้จากอีกฝ่าย ฉันเผลอกระพริบตาปริบๆ ไปหลายที รู้สึกเหมือนโดนจู่โจมแบบไม่ทันได้ตั้งตัวอีกรอบ เพิ่งรู้ว่านอกจากพี่พยาบาลจะน่ารักแล้ว เพื่อนในห้องพยาบาลก็น่ารักด้วย นี่มันเป็นวันพบปะคนน่ารักของฉันเหรอ แล้วดูหนุ่มน้อยคนนี้สิ (ถึงจริงๆ จะสูงไม่น้อยก็เถอะนะ) หน้าตาเหมือนตุ๊กตาชะมัดเลย นี่ผู้ชายจริงๆ ใช่มั้ย U_U

“หวัดดี~

“อ่า หวัดดีจ้ะ”

“ขอนั่งด้วยคนนะ” เขาบอกก่อนจะย้ายมานั่งข้างๆ ฉันโดยไม่รอฟังคำตอบ

คือจริงๆ ห้องพยาบาลมันก็คือห้องเรียนทั่วไปนั่นแหละ แต่พี่ๆ เขาจองไว้สำหรับให้คนป่วยที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่ไหวมาพัก ใครที่เป็นลมหรือต้องนอนพัก พี่ๆ ก็จะมีเสื่อ หมอน และก็ผ้าห่มให้ ส่วนใครที่ไม่ต้องนอนก็นั่งพัก นั่งคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ ไปพลางๆ

แต่คณะของเราก็มีห้องพยาบาลนะ อาจเพราะอยู่ไกลจากสนามที่ทำกิจกรรม พี่ๆ เลยใช้ห้องเรียนของอาคารที่ใกล้ๆ กับสนามแทน

“เราชื่อตาหนูนะ เรียนสาขาอาชีวอนามัย ยินดีที่ได้รู้จัก”

อื้อหือ นอกจากหน้าตาจะน่ารักชื่อยังดูจิ้มลิ้มไปอีก ให้ความรู้สึกอยากทะนุถนอมยังไงไม่รู้~ แต่เรียนสาขาเดียวกันกับรูมเมตของฉันเลยอ่ะ

“เราชื่อจอมใจ เรียนสาสุข ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน”

“จอมใจเป็นอะไรมาเหรอ เราขาแพลงตอนวิ่งจัดแถวอ่ะ น่าอายชะมัด ดูไม่แมนเลย”

เขาบอกพร้อมกับยู่ปากน่าเอ็นดู โอ๊ย! นอกจากหน้าตาน่ารัก ชื่อจิ้มลิ้ม ยังทำตัวน่าเอ็นดูอีก นี่มันน้องชายในอุดมคติของฉันชัดๆ อยากจับมากอดๆ ฟัดๆ จังเลย~ (*O*)

“จอมใจ? จอมใจฟังเราอยู่หรือเปล่า”

“อ๊ะ ฟังๆ เรานั่งเกร็งทับขาจนมันชาอ่ะ ตอนนี้หายแล้วแหละ แต่พี่ๆ บอกว่าเดี๋ยวก็เลิกเลยให้รอออกไปพร้อมเพื่อนในห้องนี้เลย”

“แต่ตาจอมใจดูบวมๆ นะ ไม่ได้เจ็บตาด้วยใช่มั้ย”

“อ้อ อันนี้เราร้องไห้” ฉันบอกเสียงเบา

“มันชามากขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“แหะๆ มันก็มากอ่ะ แต่จริงๆ ที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะขาชาหรอกแต่เพราะ...กลัวพี่ผู้คุมระเบียบ” พูดแล้วอาย แถมยังนึกไปถึงคนที่ทำเอาน้ำตาไหลพรากไปอีก บรื้อ! แค่คิดก็ขนลุกเหอะ พี่ผู้คุมระเบียบเชียร์คนนั้นน่ากลัวชะมัด >_<

“เอ๋? พี่เค้าดุเหรอ? เราออกมาตอนพี่เค้าสั่งให้วิ่งจัดแถวพอดี เลยไม่ค่อยรู้”

“มากกกกกกกกกกก” ฉันลากเสียงยาว “โดยเฉพาะคนที่เรายกมือขออนุญาต คนนั้นดุเป็นพิเศษเลย!

เหมือนคุณพ่อตอนโกรธหรือโมโหไม่มีผิด!

“คนไหนเหรอ”

“คนที่หล่อๆ แต่หน้านิ่งตาโคตรดุที่ออกมาสั่งพวกเราจัดแถวอ่ะ”

เอาจริงๆ คนหน้านิ่งตาดุก็มีเยอะอ่ะแหละ แต่คนนั้นน่าจะหล่อโดดเด่นกว่าทุกคนและเป็นคนที่ออกมาสั่งให้พวกเราจัดแถวใหม่ตอนจะเริ่มร้องเพลง ตาหนูน่าจะพอจำได้

“อ๋อ~ คนนั้น”

“เรากลัวมากเลยตอนยกมือ กลัวจนพูดไม่ออก แล้วพอไม่พูดก็โดนตะคอกใส่ เราเลยร้องไห้อ่ะ พี่เค้าเลยเรียกพี่พยาบาลมาพาเราออกจากสนาม”

“คิก~ จอมใจน่ารักอ่ะ”

“นะ น่ารักอะไรกันเล่า แอบล้อเราป่ะเนี่ย -///-

“เปล่าน้า~

“ตาหนู!” ฉันทำหน้างอนๆ ใส่อีกฝ่าย แต่ตาหนูก็เอาแต่หัวเราะคิกคัก แล้วมันดูน่ารักจนฉันงอนไม่ไหวไง สุดท้ายก็หัวเราะคิกคักตามเจ้าตัวไป นี่มันพลังงานอะไรกันเนี่ย ความน่ารักทำฉันเสียการควบคุมตัวเองหมด โถ่ >3<

หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันไปเรื่อย ทั้งมาจากโรงเรียนอะไร อยู่จังหวัดไหน ทำไมถึงมาเรียนที่นี่ คณะนี้ บลาๆ และอาจเพราะตาหนู (เรียกชื่อเขาทีไรเหมือนเรียกลูกชายตัวเองเลยอ่ะ) เป็นคนคุยเก่ง และให้บรรกาศผ่อนคลายเลยทำให้ฉันคุยกับเขาได้แบบสบายๆ เหมือนรู้จักกันมาก่อน ที่สำคัญเราคุยกันถูกคอมาก มีหลายอย่างที่ชอบเหมือนกัน แล้วคุยไปคุยมาเราสองคนก็กลายเป็นเพื่อนซี้ปึกแค่ไม่กี่ชั่วโมง ซี้ขนาดต้องไปขอปากกาพี่พยาบาลในห้องมาเขียนแลกเบอร์โทรและไอดีไลน์กันไว้

พอคุยๆ กันได้ไม่นานพวกเราก็ถูกปล่อยให้ออกไปรวมตัวกับเพื่อนๆ ด้านนอก ฉันมองหามัดหมี่เพื่อนรูมเมตอยู่สักพักก่อนจะเห็นว่าเธอเองก็มองหาฉัน ยัยรูมเมตหน้ากวนวิ่งเข้ามาหาก่อนชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันคือตาหนู

เออเนอะ สองคนนี้เรียนสาขาเดียวกันนี่นา ฉันก็ลืมถามไปเลยว่าตาหนูรู้จักมัดหมี่หรือเปล่า มัวแต่ชวนคุยเรื่องอื่นจนติดลม

“เอ่อ...นี่ใครอ่ะจอมใจ”

“อ้าว เพื่อนเรียนสาขาเดียวกันกับแกอ่ะมัดหมี่ ยังไม่เจอกันเหรอ”

“อ่อ ฉันยังจำหน้าเพื่อนในสาขาได้ไม่หมดอ่ะ”

สรุปยัยมัดหมี่ยังไม่รู้จักกับตาหนูเหรอเนี่ย แต่จริงๆ ก็เพิ่งเปิดเทอมมาได้อาทิตย์กว่าๆ เอง จะจำหน้าเพื่อนในสาขาได้ไม่หมดก็คงไม่แปลก เพราะฉันเองก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างเหมือนกัน

“หวัดดี เราชื่อตาหนูนะ ยินดีที่ได้รู้จักนะมัดหมี่ J ตาหนูผู้อัธยาศัยดีหันไปทักทายรูมเมตของฉันพร้อมกับยิ้มน่ารักส่งไปให้

“อ่า หวัดดี ยะ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน”

คำพูดตัดขัดของมัดหมี่ทำเอาฉันย่นคิ้วด้วยความสงสัย ปกติยัยนี่ดูมีความมั่นใจ ดูแสบ ดูป่วน แถมยังชอบทำหน้ากวนได้หน้าตายสุดๆ แต่ทำไมเจอตาหนูแล้วดูเกร็งผิดปกติ

“น้องๆ ฝั่งหอหญิงพวงชมพูมาเข้าแถวทางนี้นะค้า เดี๋ยวพี่ๆ จะเดินไปส่งที่หอค่า!

เสียงประกาศของพี่ปีสองดังเรียกให้ฉันต้องทิ้งความสงสัยเมื่อกี้ไป เราสองคนหันไปหาตาหนูก่อนขอตัวแยกไปเข้าแถว

ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าหลังเลิกถ้าใครอยู่หอใน (หอพักในมหาลัย) พี่ๆ เขาจะเดินไปส่งตามหอพักแล้วก็จะมีพี่ผู้คุมระเบียบเชียร์สามสี่คนเดินคุมแถวไปด้วย ส่วนใครที่มีรถก็ปล่อยก่อนและบอกให้ขับกันระวังๆ แล้วใครที่อยู่หอนอกแต่ไม่มีรถหรือไม่มีเพื่อนให้ติดรถกลับด้วย พวกพี่ๆ ก็จะไปส่ง ตอนนี้แถวฉันกำลังรอปล่อยตัว ตาหนูก็แยกออกไปอีกด้านเพราะมีรถยนต์

แต่ว่าตอนที่แถวฉันกำลังจะปล่อย อยู่ๆ ตาหนูก็วิ่งมาจากไหนไม่รู้ตรงมาหาฉันพร้อมกับอมยิ้มตาเป็นประกาย

“ตาหนูมีอะไรเหรอ?”

เขาลืมอะไรหรือเปล่านะ

“อ่ะ มีคนฝากมาให้ J

อมยิ้มยี่ห้อหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าพร้อมกับโพสต์อิตสีเขียวมิ้นท์ที่แปะอยู่ที่ก้าน และเพราะฉันยังทำหน้ามึนๆ เอ๋อๆ ไม่ยอมรับไปสักที ตาหนูเลยดึงมือฉันออกมาก่อนจะวางเจ้าอมยิ้มนั่นลงบนฝ่ามือ และพอก้มมองดูก็เห็นข้อความสั้นๆ เติมรอยยิ้มให้คนขี้แง พร้อมลงท้ายด้วยการวาดรูปหน้าเสือในการ์ตูนสุดฮิตสมัยเด็กๆ กำกับเอาไว้

เจ้าเสือตัวสีส้มในการ์ตูนเรื่องวินนี่เดอะพูห์

ทิกเกอร์

 



ปัจจุบัน

17.15 น.

นั่นคือความทรงจำวันแรกที่ฉันเข้าร่วมกิจกรรมชิงรุ่นของคณะ เป็นวันที่ฉันได้รู้จักพี่ผู้คุมระเบียบเชียร์หน้านิ่งตาโคตรดุคนนั้น (ที่กลายมาเป็นพี่รหัสปีสามของฉัน) วันที่ฉันได้รู้จักพี่ฟิวส์ (ที่กลายมาเป็นพี่รหัสปีสองของฉัน) วันที่ฉันได้รู้จักเพื่อนน่ารักหน้าจิ้มลิ้มอย่างตาหนู และเป็นวันที่ฉันได้อมยิ้มจากบุคคลปริศนาอย่าง คุณทิกเกอร์(เรียกตามรูปที่เขาวาดมาในโพสต์อิตน่ะ)

หลังจากจบกิจกรรมชิงรุ่นของคณะ ตอนนี้ก็ผ่านมาสี่วันแล้ว พอนึกถึงกิจกรรมนี้ ถึงจะเหนื่อยแต่มันก็ได้อะไรดีๆ หลายอย่างนะ ทั้งความอดทน ความสามัคคี ความทรงจำ มิตรภาพ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความภูมิใจในรุ่นที่เราได้รับมา เพราะมันคือรอยยิ้ม รอยน้ำตา และความพยายามที่พวกเราได้ทำร่วมกัน ฮึก! พูดแล้วจะร้องไห้อ่ะ T_T

และสิ่งที่ฉันอดที่จะนึกถึงไม่ได้ก็คือ...พี่ผู้คุมระเบียบเชียร์คนนั้น คนที่ (เพิ่ง) กลายมาเป็นพี่รหัสปีสามของฉัน ไม่อยากจะบอกเลยว่าตอนช่วงกิจกรรมอ่ะ หลังจากวันที่ปล่อยโฮใส่เขาชุดใหญ่ เขาก็ชอบมายืนพูดตะคอกแล้วก็จ้องเขม็งมาที่ฉันบ่อยๆ เรียกได้ว่าจ้องแทบทุกครั้งที่ออกมาเลยด้วยซ้ำ แล้วฉันมันก็บ้าบอไง เห็นภาพโกรธๆ ของคุณพ่อซ้อนทับและกลัวเขาจนร้องไห้ทุกวัน

ตอนแรกก็คิดว่าอดทนแค่ไม่กี่วัน กิจกรรมจบฉันก็คงจะไม่ได้เจอเขาอีก แต่แล้วทำไม๊ ทำไม! ต้องดวงซวยมาเป็นน้องรหัสเขาด้วย ถึงแม้ว่าหลังจากจบกิจกรรมชิงรุ่น พี่ผู้คุมระเบียบทั้งหลายจะลดความกดดันรอบตัวลง ยิ้มแย้มแจ่มใส ตลกเฮฮามากขึ้นก็เถอะ แต่สำหรับฉัน พวกเขาก็ยังคงน่ากลัวอยู่ดี ก็จำภาพความดุ โหด ไปแล้วอ่ะ

โดยเฉพาะคนที่เพิ่งกลายมาเป็นพี่รหัสปีสามของฉันนี่แหละ!

พี่ๆ คนอื่นๆ ฉันก็พอมองหน้าสบตาเดินผ่านได้นะ แต่เขา...เขาคือคนที่น่ากลัวเหมือนคุณพ่อมากกก รังสีความกดดันที่แผ่ออกมารอบๆ เสียงตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราดกับหน้านิ่งๆ เข้มๆ ที่เหมือนโกรธกันมาสิบชาติ ไหนจะดวงตาเรียวดุดันดูน่ากลัวที่จ้องกัน...สายตาของเขามันเหมือนสายตาของคนที่เกลียดกันมาก ทั้งดูเย็นชาและน่ากลัว...มองทีไรมันทำให้ฉันนึกถึงหน้าคุณพ่อตลอดเลย

แล้วคิดดูว่าแค่ทำหน้าเฉยๆ ยังน่ากลัว แต่เขาดันชอบจ้องเขม็งใส่ฉันตลอดเวลา ช่วงกิจกรรมชิงรุ่นตอนพูดตะคอกก็มาพูดต่อหน้าฉันเหมือนจงใจมาว้ากกัน พอโดนแบบนั้นทุกวันจากที่กลัวเขาอยู่แล้ว ฉันยิ่งฝังใจกลัวเขามากกว่าพี่ๆ คนอื่น สุดท้ายเลยกลายเป็นไม่อยากเข้าใกล้หรือมองหน้าเขาเลย เจอในระยะร้อยเมตรก็หลบตั้งแต่ร้อยเมตรอ่ะ! U_U

เฮ้อ~! อุตส่าห์หนีจากคุณพ่อมาเรียนไกลขนาดนี้ นึกว่าจะไม่ต้องเจอกับคนที่ดูดุๆ น่ากลัวๆ แต่นี่มันหนีเสือปะเสืออีกตัวแท้ๆ #น้ำตาจะไหล

อ๊ะ! จริงสิ! พอพูดถึงเสือแล้วก็นึกไปถึงบุคคลปริศนาที่ให้อมยิ้มฉันขึ้นมาได้ คือตอนช่วงกิจกรรมชิงรุ่น หลังเลิกกิจกรรม ฉันจะได้อมยิ้มจากเขาทุกวันเลยนะ แต่คนที่เอามาให้นี่สิ เปลี่ยนคนไม่ซ้ำหน้ากันตลอด แล้วพอถามก็ไม่มีใครยอมบอกอะไร จนถึงตอนนี้จบกิจกรรมชิงรุ่นมาสี่วันแล้ว ฉันก็ยังหาเขาไม่เจอ ลองถามตาหนู เจ้าตัวก็บอกว่ามีพี่ผู้หญิงปีสามฝากมาให้ แถมยังบอกว่าตรงที่เจอกับพี่ผู้หญิงคนนั้นมันมืดเลยมองหน้าไม่ชัด สรุปแล้วฉันก็ไม่ได้เบาะแสอะไรที่จะตามหาเขาได้เลย U_U

จริงๆ ที่อยากเจอก็ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันแค่อยากขอบคุณเขาที่ให้กำลังใจกันตลอดในช่วงเวลานั้นน่ะนะ ถึงแม้มันจะเป็นแค่อมยิ้มแท่งเดียวและข้อความสั้นๆ ที่เหมือนเดิมทุกวัน แต่มันกลับทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้ง และถือว่าเขาคือหนึ่งในคนที่ทำให้ฉันอยากมาเข้าร่วมกิจกรรมเลยล่ะ (รองจากที่ฉันอยากมาเจอหน้าพี่ฟิวส์ อร๊ายยย >_< ) พอกิจกรรมจบแล้วเลยอยากจะทำความรู้จักแล้วก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาน่ะ

ครืดดด

ระหว่างที่คิดอะไรเพลินๆ แรงสั่นจากแจ้งเตือนไลน์ก็เรียกความสนใจให้ฉันหลุดจากความคิด ตาหนูเพิ่งตอบไลน์ที่ฉันทักไปบ่นเรื่องที่ได้พี่ผู้คุมระเบียบเชียร์คนนั้นเป็นพี่รหัสมา

คือเราสองคนคุยไลน์กันตลอดอ่ะ ไปไหนมาไหนด้วยกันก็สองสามครั้ง แต่ถ้าให้พูดตรงๆ เราคุยกันบ่อยก็จริง เคยไปไหนด้วยกันก็ใช่ และถึงช่วงกิจกรรมชิงรุ่นพวกเราจะเจอกันทุกวัน แต่ฉันไม่ค่อยเจอตาหนูที่คณะตอนช่วงเปลี่ยนคาบเรียนหรือตอนพักเที่ยงเลย ขนาดจบกิจกรรมมาแล้วก็ยังไม่ค่อยเจอ บางทีอาจเพราะเรียนคนละสาขากันด้วยล่ะมั้ง เพราะยัยมัดหมี่เอง ฉันก็ไม่เจอที่คณะเท่าไหร่ (เห็นบอกโดนเพื่อนสาขาเดียวกันลากออกไปกินข้าวนอกคณะประจำ!)

 

TANOO: โห~ นี่มันพรหมลิขิตชัดๆ เลยจอมใจ แล้วจะไปรายงานตัวกับเค้าตอนไหนเหรอ?

 

พออ่านข้อความของอีกฝ่ายแล้วฉันก็ต้องถอนหายใจก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไป

 

Jom: กรรมลิขิตต่างหากล่ะ! เราไม่กล้าไปรายงานตัวกับพี่เค้าอ่ะ ตาหนูก็รู้ว่าเรากลัวพี่เค้าจะตาย ขนาดจบกิจกรรมแล้วแค่เห็นเค้า เรายังวิ่งหลบเลย เหอๆ

 

ตาหนูส่งสติ๊กเกอร์โคนี่กับบราวน์กอดกันมาให้เหมือนจะบอกปลอบก่อนจะตามมาด้วยข้อความแนะนำที่ฉันเองก็ลืมนึกถึง

 

TANOO: เอางี้ป่ะ จอมใจมีเฟซเค้าใช่มั้ย ก็ทักไปรายงานตัวดูสิ อีกฝ่ายรับรู้แถมยังไม่ต้องเจอหน้ากันด้วยนะ!

 

เออ! จริงด้วยแฮะ ฉันลืมคิดไปเลยอ่ะ โอ๊ย~ คิดถูกจริงๆ ที่ไลน์ไปเล่าให้ตาหนูฟัง

จริงๆ ฉันก็บ่นเรื่องพี่ผู้คุมระเบียบเชียร์คนนี้ให้ตาหนูฟังทุกวันอ่ะแหละ เขาจ้องอย่างนู้น ตะคอกอย่างนั้น ใช้สายตากดดันอย่างนี้ ก็คนมันกลัวอ่ะ บ่นกับใครก็ไม่ได้ ไม่กล้านินทาด้วย บ่นกับยัยมัดหมี่น่ะเหรอ ยัยนั่นก็มีแต่แกล้งล้อฉันอ่ะ สุดท้ายก็มีแค่ตาหนูคนเดียวที่ฉันกล้าพูดด้วย แล้วตาหนูเป็นคนเดียวด้วยที่รู้ว่าฉันปลื้มพี่ฟิวส์ เพราะถ้าเรื่องนี้ถึงหูมัดหมี่ล่ะก็...ฉันต้องโดนล้อมากกว่าเดิมแน่ๆ   

 

Jom: นั่นสิ! เราลืมคิดไปเลย เดี๋ยวลองทักแชททิ้งไว้ดู ขอบคุณน้าตาหนู~

TANOO: ไม่เป็นไร เต็มใจเสมอคร้าบบบ

 

ฉันออกจากแชทไลน์ เลื่อนไปกดไอค่อนสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินที่เขียนทับด้วยตัวเอฟสีขาวก่อนจะค้นหาชื่อเฟซบุ๊กของพี่ผู้คุมระเบียบเชียร์คนนั้นอีกครั้ง ตอนแรกก็ว่าจะพิมพ์ข้อความรายงานตัวทิ้งไว้ในแชท แต่อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อเขา เลยตัดสินใจแอบแวบไปส่องดูโพสต์กับรูปอื่นๆ

จริงๆ ก็อยากรู้ด้วยอ่ะแหละว่าคนหน้าดุแบบนั้นมีมุมอื่นบ้างหรือเปล่า

แต่พอไล่ดูแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไรเลย รูปที่อัพก็มีแต่ภูเขา ท้องฟ้า เด็กผู้หญิงแก้มแดงหน้าตาน่ารักที่มีไม่กี่รูป ส่วนโพสต์อื่นๆ ดูไม่ค่อยได้เพราะยังไม่ได้เป็นเพื่อนกับเขา ฉันเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปยังรูปที่ถูกแท็กมา ซึ่งก็มีไม่มากเลยไล่ดูไปเรื่อยๆ กระทั่งไปเจอรูปหนึ่งที่สะดุดตา

มีคนแท็กรูปคู่เขากับพี่ฟิวส์มาด้วย เหมือนจะถ่ายเมื่อปีก่อน แต่เดี๋ยวก่อนนะ นี่มันแคปชั่นอะไร...

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกินจุดไปจนจุก

 

เสือกับแมวเค้ามุ้งมิ้งกัน #แฟนกันก็บอกอย่าหลอกว่าพี่น้อง #ไทเกอร์การ์ฟิลด์(ฟิวส์) #มนต์รักสายรหัส

 

เดี๋ยวนะ! เดี๋ยวก่อน!! เดี๋ยวโว้ยยยยย!!!

อย่าบอกนะว่าสองคนนี้...

พี่ฟิวส์ของฉัน ม่ายยยย ไม่จริ๊งงงงงง!! TOT



[1] โรคซนสมาธิสั้น ภาษาทางการแพทย์เรียก Attention Deficit Hyperative Disorders (ADHD) คนส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์




มึนสาม(:

30/09/2560

rewrite 11/11/2560


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #65 maii (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 เมษายน 2562 / 14:38

    อ่านแล้วทำให้นึกถึงช่วงที่ตัวเองรับน้องเลยอ่ะ T___T

    #65
    0