ตอนที่ 99 : ตอนที่ ๙๐ ความสำคัญของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    2 พ.ย. 61


ตอนที่ ๙๐ ความสำคัญของรักษ์นารา

 



ตอนที่สิ่งนั้นเกิดขึ้นพิมายรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร



“รักษ์นารา...”



ระลอกพลังที่กระเพื่อมไหวและแผ่ขยายไปทุกทิศทาง ทันทีที่สัมผัสโดนก็จะมีความรู้สึกวูบโหวงเกิดขึ้นในอก เกือบคล้ายบางอย่างในตัวตนถูกช่วงชิงไป พิมายรู้ดีว่าเธอยังเป็นผู้ใช้กสิณ เพียงแต่ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ นี้เธอจะไม่สามารถบงการสายลมได้ และสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเธอเท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกคนในสนามสัตตบงกชแห่งนี้



ยักษ์พยนต์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างก็ชะงักนิ่งกลายเป็นเพียงรูปปั้น นกแสกร่วงลงมา กลับกลายเป็นซากบนพื้น



เจ้าพวกนี้เป็นผลงานของผู้ใช้กสิณจริงๆ เสียด้วย พิมายคิด กลิ่นคาวเลือดยังคงเจืออยู่ในอณูอากาศ ทว่ามันเริ่มเบาลงอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายจากการต้องดิ้นรนหนีตายแปรเปลี่ยนเป็นความสับสนเพราะต้องเผชิญสิ่งที่ไม่รู้จักแทน



เสียงหมัดกระทบเนื้อดังขึ้นหลังจากนั้นไม่นานเมื่อพลัชสามารถชกใบหน้าของบูร์จินได้เต็มๆ จากการอาศัยช่องว่างที่ต่างก็ไม่สามารถใช้กสิณได้ ร่างสูงใหญ่เกินสี่ศอกเซถลา ยกมือขึ้นจับแนวกรามอย่างลืมตัว บูร์จินพยายามวาดมือปลดปล่อยวาโยธาตุเข้าใส่ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สายลมรอบด้านนิ่งสงบ สีหน้าของเขาตื่นตกใจไม่ต่างจากพิมายในครั้งแรกที่ได้ประสบกับเหตุการณ์นี้



ส่วนพลัช แม้จะดูงุนงง แต่ก็สามารถตั้งตัวได้เร็วกว่า สิ่งเดียวที่รั้งไม่ให้เขาตามไปซ้ำอีกฝ่ายได้คืออาการบาดเจ็บที่เป็นอยู่



“พลังนี้มัน...” บูร์จินพึมพำกับตนเองก่อนจะใช้ดวงตาอันว่างเปล่ามองตรงมายังพลัช เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น ทว่าจากสีหน้า พิมายรู้ดีว่าบัญชีแต่หนหลังระหว่างทั้งคู่ยังไม่สิ้นสุดลงแค่นี้ เบ้าตากลวงโบ๋หันมาทางเด็กสาวแวบหนึ่งด้วยเช่นกัน สำรวจ จดจำ จารึก ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม อีกพริบตาถัดมาบูร์จินก็หันหลัง วิ่งหายไปท่ามกลางความวุ่นวายของฝูงชน



พลัชล้มลงทันที



“พ่อ!!” พิมายถลาเข้าไปรับไว้แทบไม่ทัน แต่เพราะขนาดรูปร่างที่ต่างกันมาก เด็กสาวจึงถูกฉุดให้ล้มตามไปด้วย



“มะ...ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยนิดหน่อย” พ่อพยายามบรรเทาความกังวลของเธอ ทว่าเจ้าผ้าผันแผลชั่วคราวที่ชุ่มไปด้วยเลือดเป็นตัวจับโกหกอย่างดี เด็กสาวดึงลากร่างหนาใหญ่ของพลัชมาพิงกำแพงไว้ ดวงตาสีลูกหว้ากวาดมองไปรอบๆ เสาะหาความช่วยเหลือ



ตอนนั้นเองที่ชายหญิงหลายคนในชุดเครื่องแบบทหารหลวงกรูเข้ามาในสนามประลอง ส่วนหนึ่งมุ่งตรงไปยังปราการน้ำแข็งที่กำลังเริ่มพังทลายอย่างไม่รอช้า และถ้ามองไม่ผิด พิมายคิดว่าร่างสูงที่วิ่งนำหน้าทหารกลุ่มนั้นน่าจะเป็นปราณนต์ เหมปักษ์



อดีตปัญจราชศาสตราสมญาปักษาอเวจีใช้กสิณวาโยช่วยกระโจนข้ามหนามน้ำแข็งที่กีดขวางอยู่ไปอย่างง่ายดาย สิ่งที่เห็นทำให้พิมายขมวดคิ้ว เธอค้นพบในเวลาอันรวดเร็วว่าทหารเหล่านี้ต่างยังใช้กสิณได้ทุกคน ยักษ์พยนต์ที่ยืนนิ่งค้างจึงถูกทำลายลงไปทีละตัวสองตัวอย่างง่ายดาย ชาวบ้านที่บาดเจ็บหรือติดอยู่ตามซากปรักพักพังก็เริ่มได้รับการช่วยเหลือ



นี่แปลว่าพวกเขาคงเข้ามาในเขตของสนามสัตตบงกลหลังจากรักษ์นาราใช้พลังไปแล้ว หรือไม่...ก็คงเข้ามาได้เพราะพลังของรักษ์นารา



พิมายคิดเสมอว่ามันดูแปลกเกินไป ด้วยความโกลาหลระดับนี้ทางการน่าจะส่งกำลังทหารมาตั้งแต่เริ่มเกิดเรื่องแล้วด้วยซ้ำไม่ใช่รอให้มันบานปลายขนาดนี้ และต่อให้พิมายมองโกมุทเป็นคนชั่วร้ายขนาดไหน แต่สมุหนายกคนนั้นก็ไม่ใช่ผู้นำประเภทที่จะละเลยประชนชาของแคว้นอยู่ดี จึงเหลือเหตุผลเดียวเท่านั้นคือมีบางอย่างหรือใครบางคนขัดขวางไว้



ซึ่งถ้าจะเดาคงเป็นพวกของท่านจ้าวนั้นแหละ



และจากท่าทีของบูร์จิน พลังของรักษ์นาราเองก็ส่งผลต่อคนพวกนั้นเช่นกัน



“พ่อ อย่าเพิ่งหลับสิ!!” พิมายเขย่าดึงคอเสื้อเมื่อเห็นว่าพลัชชักจะนิ่งเกินไปจนผิดสังเกต “ทนหน่อยเถอะอีกเดี๋ยวก็มีคนมาช่วยแล้ว”



เด็กสาวกล่าว ยื้อความหวังให้ตนเองและผู้เป็นพ่อ เพราะจากปริมาณเลือดที่เห็น หากไม่รีบทำอะไรสักอย่างบัญชีแค้นระหว่างบูร์จินกับพลัชอาจได้จบลงเร็วกว่าที่คิด เด็กสาวจำได้ว่าห้องพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนัก แม้จะไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ แต่แค่อ่านฉลากหายาห้ามเลือดกับคุ้ยหาผ้าพันแผลน่าจะเป็นอะไรที่คนโง่อย่างเธอทำได้อยู่แล้ว



“รอแปปนะพ่อเดี๋ยวหนูมา”



พลัชทำท่าจะห้าม แต่เพราะโรยแรงเกินไปและพิมายวิ่งเร็วเกินไปจึงไม่อาจทำได้



พิมายวิ่งเต็มฝีเท้า นึกอยากได้กสิณคืนมาแล้วเพื่อที่เธอจะได้ไปได้เร็วกว่านี้ เด็กสาวรีบร้อนมากจนถึงกับสะดุดบันไดขั้นแรกที่มุ่งลงไปชั้นใต้ดิน แขนปัดป่ายไปมาในอากาศอยู่หลายทีกว่าจะกลับมาทรงตัวและวิ่งต่อได้ ทว่าอีกแค่โค้งเดียวก่อนจะถึงห้องพยาบาล เธอก็พบเข้ากับคนที่คาดไม่ถึงอีกครั้ง



ร่างสูงทว่าไม่เท่าพ่อของเธอโผล่พรวดออกมาจากมุมทางเดิน ดวงตาสีดำที่เจือประกายแดงเป็นสิ่งแรกที่พิมายเห็นก่อนจะตามมาด้วยใบหน้าอิดโรย เธอหยุดเท้าได้ทันก่อนจะชนเข้ากับอีกฝ่ายพอดี



“เหวอ!! เจ้าตาไฟ” เด็กสาวร้องด้วยความตกใจก่อนจะกลายเป็นความสงสัย เตชินท์มาทำอะไรตรงนี้กันไม่ใช่ว่าเขากำลังติดอยู่บนเวทีประลองกับภาคินทร์หรอกเหรอ



คำตอบตามมาเร็วกว่าที่คิดเมื่อดวงตาสีลูกหว้ากวาดมองและค้นพบร่างเล็กของเพื่อนสนิทในอ้อมแขนอีกฝ่าย



“ยัยรักษ์!” พิมายปราดเข้าไปชิงตัวเพื่อนมาทันที เตชินท์ส่งตัวเด็กสาวให้อย่างง่ายดายจนเกือบคล้ายการโยนส่ง เพราะเพียงพริบตาหลังจากนั้น แผ่นหลังกว้างก็พิงเข้ากำแพงก่อนจะไถลตัวลงไปทรุดนั่งบนพื้น เตชินท์กัดฟัน แต่เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดก็ยังเล็ดลอดออกมาอยู่ดี



ในหัวพิมายมีแต่คำถามเชิงต่อว่าอยู่เต็มไปหมดว่าเขาทำอะไรกับรักษ์นารา ทำไมเพื่อนรักของเธอถึงหมดสติเช่นนี้และเกิดอะไรขึ้นกับสิงขรกัน ตามที่พ่อของเธอพูดไว้ รักษ์นาราและเจ้าแฝดควรจะอยู่ในความดูแลของผู้พลิกธรณีสิ แต่เมื่อเห็นรอยเลือดลากยาวเป็นทางบนกำแพงในขณะที่รักษ์นาราไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เด็กสาวจึงตัดสินใจปรับรูปประโยคและน้ำเสียงให้หาเรื่องน้อยลง



“เกิดอะไรขึ้น?” พิมายย่อตัวลงนั่งโดยยังคงประคองรักษ์นาราไว้ในอ้อมแขน เตชินท์เอนศีรษะพิงผนัง เขาดูอ่อนล้าและบาดเจ็บหนักไม่แพ้พ่อของเธอเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นอะไรที่พิมายไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็น เพราะแม้ไม่อยากยอมรับขนาดไหน ทว่าเด็กหนุ่มเองก็เป็นผู้ใช้กสิณมากฝีมือคนหนึ่ง ต่อให้ถูกยักษ์พยนต์และนกแสกจำนวนรวมร้อยเข้ารุมก็ไม่น่าจะทำให้เขาสะบักสะบอมได้ถึงขนาดนี้



หรือว่าเขากับภาคินทร์จะได้ปะทะกับหนึ่งในพวกของท่านจ้าวมาเช่นกัน



“ฉันแค่พยายามรักษาข้อตกลงไว้เท่านั้น” คำตอบของเขามีแต่จะทำให้พิมายขมวดคิ้วมากขึ้นกว่าเดิม แต่ไม่ทันจะอ้าปากถามเพิ่ม น้ำเสียงนุ่มเย็นของบุคคลที่สามก็ดังขึ้นเสียก่อน



“และเธอก็ทำได้เป็นอย่างดีเลยแหละ”



“น้าอินท์!!”



อินทุภรณ์สาวเท้าออกมาจากเงามืดอย่างเงียบเชียบ คล้ายกับว่าปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า หญิงสาวยังคงสวมเสื้อผ้าอันประกอบจากผ้าซิ่นยาวถึงข้อเท้าและเสื้อคอปาดสีอ่อนที่เธอเห็นจนชินตา ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างบอกไม่ถูก มันดูลึกลับและน่ากลัวขึ้นจนเกือบคล้ายกำลังถูกข่มขู่อยู่กลายๆ ซึ่งพิมายบอกไม่ได้ชัดเจนว่าทำไม



อาจเป็นเพราะการที่รอยยิ้มงดงามส่งไปไม่ถึงดวงตาสีเงินคู่นั้น หรือไม่ก็เพราะการที่พิมายสัมผัสได้ว่าในความมืดโดยรอบยังมีคนซ่อนตัวอยู่อีกหลายคน หลบเร้นและรอคอย เพื่อที่จะเคลื่อนไหวตามบัญชาสั่งของอินทุภรณ์ สิ่งนี้ทำให้พิมายขนลุกซู่ ทั้งอึดอัดและขุ่นเคืองจากการตระหนักได้ว่าเธอไม่ได้รู้อะไรเลยสักนิด



ไม่ว่าจะเป็นความลับของอินทุภรณ์ หรือแม้แต่ชื่อที่แท้จริงของพ่อของเธอเอง



พิมายไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง



“น้าว่าหนูคงมีแต่คำถามเต็มไปหมดเลยสิท่า” อินทุภรณ์ย่อตัวลงมานั่งคุกเข่า แม้จะใช้ฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าของลูกสาวด้วยความรักใคร่ระคนโล่งอกทว่าประโยคหยอกล้อนั้นมอบให้พิมายโดยตรงราวกับรับรู้ได้ถึงความคับข้องของเธออย่างไรอย่างนั้น



 “แค่นั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ” พิมายเบ้ปากอย่างลืมตัว “แต่หนูไม่มีเวลาแล้วหนูต้องรีบไปช่วยพ่อ...”



“เรื่องนั้นน้าจัดการให้แล้ว” ประโยคของอินทุภรณ์ยังคงเรียบง่ายและกำกวมเกินไปจนทำให้พิมายต้องอุทานออกมา



“อะไรนะคะ?”



“ระหว่างที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ นภาวดีน่าจะพาพลัชออกไปด้านนอกได้แล้วแหละ” อินทุภรณ์กล่าวในขณะที่ช้อนอุ้มรักษ์นารามาประคองไว้เอง



“ตะ...แต่ว่าทหารเข้ามาแล้วอีกไม่นาน...”



“มันอาจจะฟังดูน่าสับสนสำหรับหนูมายไปสักหน่อย แต่ได้โปรดเชื่อใจน้าเถอะนะว่าการพาพลัชออกไปเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะว่าเขาจะได้รับการรักษาที่ดีกว่าและเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคตด้วยหากทางการตั้งใจจะสอบปากคำเขา”



คำอธิบายยืดยาวแต่ก็ไม่ช่วยคลายความสงสัยในใจเด็กสาวอยู่ดีว่าทำไมนอกจากไม่คิดรอความช่วยเหลือแล้วยังต้องรีบหนีเหมือนเป็นคนผิดเสียเองเช่นนี้ด้วย พ่อของเธอเพิ่งจะผ่านการปะทะสู้กับหนึ่งในคนร้ายมาเชียวนะ ข้อมูลที่มีอยู่น่าจะเป็นประโยชน์กับเหล่าทหารและสามารถนำไปสู่การจับกุมได้อย่างง่ายดายมากขึ้นด้วยซ้ำ



แต่เมื่อคิดอีกทีจากข้อเท็จจริงที่ว่าพลัชและบูร์จินเคยรู้จักกันมาก่อน อาจทำให้พ่อของเธอถูกมองไม่ดีเท่าไหร่ เผลอๆ อาจถูกเหมารวมเป็นหนึ่งในคนร้ายได้เลยด้วยซ้ำเนื่องจากเขาไม่ใช่ชาวนิวารินแต่กำเนิด



อินทุภรณ์ยืดตัวขึ้น รักษ์นารายังคงหมดสติอยู่ในอ้อมแขน พิมายขยับตัวทำท่าจะเดินตาม แต่กลับถูกอินทุภรณ์หันมาห้ามไว้ด้วยเหตุผลว่าหากเธอที่เป็นถึงผู้เข้าร่วมประลองหนึ่งในสี่คนสุดท้ายหายตัวไปอาจจะทำให้ผิดสังเกตได้



“น้าอยากให้หนูอยู่ที่นี่ และถ้ามีใครถามให้บอกว่าพ่อกับแม่กลับไปนานแล้วตั้งแต่ก่อนจะเกิดเรื่อง ทั้งหมดที่หนูทำคือต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด หนูไม่รู้และไม่เห็นทั้งนั้นว่าใครทำให้เกิดทั้งหมดนี้ขึ้นมา หนูมายพอจะทำได้ใช่ไหม ”



“ตะ...แต่ว่าพ่อ” พิมายเข้าใจถึงประเด็นที่อินทุภรณ์ต้องการให้เธอทำ แต่ก็ยังมิวายเป็นห่วงพ่อผู้บาดเจ็บหนักอยู่ดี เธออยากตามออกไปด้วย อยากดูให้แน่ใจว่าพ่อไม่เป็นอะไร



“น้าขอรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพลัชทั้งนั้น และครั้งหน้าที่หนูได้พบพ่อ เขาจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแน่นอน” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ในประโยคถัดมาเธอปลายดวงตาสีเงินยวงไปทางเตชินท์แทน “ส่วนเธอนะพ่อหนุ่ม การกระทำของเธอได้พิสูจน์แล้วว่าคู่ควรและคุ้มค่ากับของขวัญที่ฉันมอบให้มากเพียงใด ฉันคงต้องขอขอบคุณเธอจากใจจริงในสิ่งที่เธอตัดสินใจลงมือกระทำ”



น้ำเสียงของอินทุภรณ์ฟังนอบน้อม ทว่าบางคำในบางประโยคกลับชวนให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนกำลังถูกข่มขู่ทางอ้อมอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งเตชินท์ก็คงสัมผัสได้ ดวงตาสีดำเจือแดงจึงหรี่ลงเล็กน้อย เขาพยักหน้ารับรู้แต่ไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น



ในตอนที่อินทุภรณ์เดินจากไปพร้อมกับรักษ์นารา พิมายก็เห็นเงาด้านหลังวูบไหว กลุ่มคนที่ติดตามมาด้วยเคลื่อนตัวตามหญิงสาวไปอย่างเงียบเชียบจนเกือบไม่เป็นที่สังเกตเห็น ในวินาทีที่เสียงฝีเท้าขาดห้วงลงและทั้งทางเดินเหลือกันอยู่เพียงสองคน พิมายก็หันกลับมาทางเตชินท์



“นายดูไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เห็นน้าอินท์”



ให้ถูกต้องกว่านั้นเขาดูเหมือนจะเคยเจอกับอินทุภรณ์มาก่อนด้วยซ้ำ



เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มเหยียดอย่างน่าหมั่นไส้  “ส่วนเธอก็ดูไม่โง่เหมือนหน้าตานี่ รู้ว่าเค้นเอาจากผู้หญิงคนนั้นไม่ได้แน่ๆ ก็เลยหันมาสอบปากคำฉันแทนสินะ



พิมายสาบานได้เลยว่าถ้าไม่เห็นรอยเลือดที่ลากยาวอยู่บนกำแพงละก็ ป่านนี้เธอต่อยหน้าเก๊กๆ ของอีกฝ่ายไปแล้ว เด็กสาวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะตัดสินใจกระทืบเท้าเดินหนีไปอีกทางเพื่อไม่ให้ภาพความรุนแรงในหัวกลายเป็นการกระทำจริงๆขึ้นมาเสียก่อน






 

เตชินท์คิดว่าเขาน่าจะเผลอหลับไปสักสองสามบาทได้



“ข้าแต่มหาพฤกษา นี่นายไปฟัดกับเจ้าภาคินทร์มาหรือไงกันเนี่ย ทำไมในแผลถึงมีแต่น้ำแข็งเต็มไปหมดแบบนี้”



ก่อนจะตื่นมาแล้วพบว่าคนที่เดินหนีไปก่อนหน้านี้กำลังนั่งทำแผลห้ามเลือดให้เขาอยู่ อุปกรณ์เกลื่อนกระจายอยู่รอบตัว ดูเหมือนเด็กสาวจะไปลักมาจากห้องพยาบาล พิมายขยำผ้าเป็นก้อนกลมแล้วขัดน้ำแข็งที่เกาะรอบแผลตรงต้นขาของเขาออกไป วินาทีที่เลือดไหลซึมออกมาเธอก็ราดยาตามลงไปทันที ความแสบร้อนทำให้เตชินท์กัดฟันกรอด พิมายเหยียดแสยะยิ้มกลับมาให้อย่างสาแก่ใจ ชัดเจนว่าทำไปเพื่อเอาคืนประโยคเหน็บแนมก่อนหน้านี้ของเขา



แต่ถึงอย่างนั้นการตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเลือดหยุดไหลและความปวดหนึบบรรเทาลงเพราะได้รับการดูแลรักษาทำให้เขารู้สึกแปลกใจมากกว่าจะโกรธ



“ฉันนึกว่าเธอเกลียดฉัน” ก่อนจะทันรู้ตัวเตชินท์ก็หลุดปากถามออกไปเสียแล้ว ดวงตาสีลูกหว้าเหลือบมองเขาแปบนึงก่อนจะก้มกลับไปขมักเขม้นกับการพันผ้าผืนยาวรอบแผลตามเดิม



“ตอนแรกก็ใช่ ส่วนตอนนี้แค่หมั่นไส้ความขี้เก๊กของนายเฉยๆ เพราะถึงจะยังไม่รู้รายละเอียดแต่นายก็ช่วยชีวิตเพื่อนฉันไว้ ฉันอาจจะยังอยากต่อยหน้านายอยู่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้นายตายเพราะแผลง่อยๆ พวกนี้ได้เหมือนกัน ทนเอาหน่อยแล้วกันอีกเดี๋ยวพวกแพทย์สนามก็น่าจะมากันแล้ว”



เตชินท์เหยียดยิ้มอีกครั้ง ไม่ใช่ในเชิงดูถูกแต่เขาเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในอารมณ์ไหนกันแน่ พิมายกำลังพูดปลอบเขาประหนึ่งเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งหกล้มแล้วได้รอยถลอกตรงหัวเข่ามาในขณะที่สีหน้าของเธอกลับซีดเซียวและดูกังวลไม่น้อยว่าเขาอาจตายได้จริงๆ เหมือนเช่นที่ปรามาส



ทั้งที่ความจริงแล้วแผลที่เป็นอยู่นี้แทบไม่ได้ครึ่งของสิ่งที่เขาเคยได้รับจากในสนามรบหรือโทสะของมารดาด้วยซ้ำ



การปลอบประโลมและความเห็นอกเห็นใจจากเธอเป็นสิ่งที่เตชินท์ไม่คุ้นเคย แทบจะเรียกได้ว่าไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยก็ว่าได้ นั่นจึงก่อให้เกิดความกังขาข้อใหญ่ตามมา



“เธอคงไม่ได้คิดว่าแค่ทำดีนิดๆ หน่อยๆ แล้วฉันจะยอมเปิดปากเล่าทุกอย่างให้ฟังหรอกนะ”



พิมายกรอกตา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ในขณะที่กระชับปมผ้าสุดท้ายแน่นเกินจำเป็นอย่างจงใจอีกครั้ง เธอถอยไปนั่งพิงผนังที่อีกฟากของทางเดิน ชันเข่าขึ้นมาแล้ววางแขนกับคางลงไปโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น



ความเงียบที่เคยโปรดปรานกลับทำให้เตชินท์เป็นฝ่ายอึดอัดเสียเอง ตระหนักได้แล้วว่าความหวาดระแวงทำให้เขาตอบแทนน้ำใจของเธอด้วยถ้อยคำที่ร้ายกาจเพียงใด เด็กหนุ่มขยับตัวหาท่านั่งที่สบายขึ้น ใคร่ครวญกับตนเองอยู่ในใจว่าควรจะบอกพิมายไปตามตรงว่าหนึ่งในเพื่อนของเธอนั่นแหละที่ฝากรอยแผลพวกนี้ไว้บนตัวเขา หรืออธิบายสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างเขากับอินทุภรณ์ให้เธอฟังก่อนดี



ทว่าในชั่วอึดใจถัดมาเขากลับถามสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงออกไปแทน



“ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่ ทำไมไม่ออกไปรอความช่วยเหลือข้างนอก”



“วันนี้นายพูดเยอะผิดปกตินะรู้ตัวบ้างไหม” พิมายสวนทันควันแต่ยังไม่ยอมลุกไปไหน ที่จริงแล้วเธอไม่ขยับจากท่าเดิมด้วยซ้ำ



เตชินท์เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าตามตัวเด็กสาวเต็มไปด้วยคราบเลือดที่เริ่มแห้งกรังซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่ของเธอ สองมือกำแน่นเป็นกำปั้นเพื่อปิดบังอาการสั่นระริก คิ้วขมวดมุ่นและท่าทีขึงขัง แต่ก็ยังไม่สามารถกลบเกลื่อนอาการหวาดกลัวได้หมดอยู่ดี



ก็เหมือนกับภาคินทร์นั่นแหละ พิมายไม่เคยเห็นคาวเลือดและสนามรบของจริงมาก่อน และเมื่อความพลุ่งพล่านจากการต้องพยายามเอาชีวิตรอดสงบลง นี่คือทั้งหมดที่เหลืออยู่



ความกลัว ความรู้สึกสะอิดสะเอียนและความเคว้งคว้าง



เตชินท์เข้าใจดีเพราะเขาเคยผ่านทั้งหมดนั้นมาแล้ว หากกลับออกไปข้างนอกพิมายจะอยู่เพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนไม่มีครอบครัว มีแต่คนแปลกหน้าที่ทั้งบาดเจ็บและหวาดผวาไม่ต่างกัน แต่ในนี้ ในนี้เธอยังมีเขา เพราะถึงแม้พิมายจะไม่ชอบหน้าเขาแต่อย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักกัน นั่นจึงทำให้เธอเลือกที่จะทนมากกว่าจะกระทืบเท้าเดินหนีไปเหมือนเมื่อครู่



“ฉันจะอยู่เงียบๆ ถ้าเธอสัญญาว่าจะอยู่เงียบๆ เหมือนกัน” เตชินท์เสนอ แสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงความตื่นกลัว และการที่ดวงตาสีลูกหว้าเปล่งประกายด้วยความยินดีขึ้นมาวูบหนึ่ง พิมายไม่แม้แต่จะพยักหน้ากลับมาด้วยซ้ำ แต่การที่ร่างกายของเธอดูจะผ่อนคลายขึ้นก็ชัดเจนมากพอว่าเธอยินดีรับข้อเสนอของเขา



หลังจากนั้นความเงียบก็ไม่น่าอึดอัดอีกต่อไป







 

“ชเวอองไปไหนเสียละ”



นั่นคือประโยคแรกที่ท่านจ้าวถามเมื่อเห็นว่าเหล่าผู้ติดตามกลับมากันไม่ครบ แผนการที่ถูกขัดขวางในแบบที่คาดไม่ถึงทำให้ทั้งหมดไม่มีทางเลือกนอกจากล่าถอยมารวมตัวกันอยู่ที่ป่าอันสงบเงียบด้านหลังสนามสัตตบงกช มีทหารจำนวนน้อยนิดเท่านั้นที่ถูกมอบหมายมาลาดตระเวนตรงส่วนนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนแต่กลายเป็นซากศพบนพื้นด้วยฝีมือของคนคนเดียวซึ่งยังสามารถใช้พลังได้อยู่



ท่านจ้าวใช้หลังมือปาดเช็ดคราบเลือดตรงปลายคาง ดวงตาสีทองอร่ามเหลือบมองมินตะยาและบุญญาซึ่งยังอยู่ดีไม่บาดเจ็บอะไร บูร์จินโผล่มาในสภาพที่น่ากังวลสุด ผ้าปิดตาหายไปและแขนขวาชุ่มโชกไปด้วยเลือด แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่น่ากังวลเท่าคนที่ไม่โผล่มาเลย



....ชเวออง...



เป็นมินตะยาที่ย่อตัวลงคุกเข่าเอ่ยอธิบายให้



“เห็นว่าถูกจับตัวไปค่ะ น่าจะพลาดท่าตอนที่ใช้กสิณไม่ได้พอดี ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่พวกเราทำงานไม่สำเร็จทันความต้องการของท่านจ้าว”



“ขอโอกาสแก้ตัวอีกสักนิดเถิดขอรับ” บุญญาช่วยเด็กสาวร้องขอด้วยอีกแรง “หากคืนพลังมาให้…”



“นี่ไม่ใช่ฝีมือของข้า ข้าไม่ใช่คนที่ช่วงชิงกสิณพวกเจ้าไป” ร่างเพียงหนึ่งเดียวซึ่งสวมอาภรณ์สีขาวกล่าวแทรก ส่งผลให้เหล่าผู้ติดตามนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง มินตะยายกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจก่อนจะแทนที่ด้วยความยินดีซึ่งแผ่ซ่าน เพราะมันแปลได้แค่ว่า...



“วิญญาณดวงนั้นอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!!” มินตะยาร้องอย่างดีใจพลางกระตุกแขนเสื้อสีดำของคนอายุมากกว่าที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกัน



“แต่เราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอยู่ในกายหยาบรูปลักษณ์ไหน” บุญญาวิเคราะห์ ท่าทางหนักใจไม่น้อยที่แผนการไม่เป็นไปดังหวังทั้งที่ลงทุนลงแรงไปเสียมากขนาดนั้น นอกจากนั้นแล้วเขายังหวั่นเกรงอีกว่าการที่เป้าหมายสามารถปิดกั้นกสิณของคนหมู่มากขนาดนี้ได้พร้อมกัน ย่อมแปลได้แค่สองอย่างเท่านั้น คือถ้าไม่ใช่เพราะระดับพลังที่เหนือล้ำกว่าท่านจ้าว ก็เป็นเพราะไม่สามารถควบคุมพลังได้เลยแม้แต่น้อย



ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็มีแต่จะทำให้งานของพวกเขายุ่งยากไปอีกขั้น



โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ขาดกำลังรบสำคัญอย่างชเวอองไปเช่นนี้



“แต่มีคนรู้” บูร์จินซึ่งยืนพิงต้นไม้ห่างออกไปเอ่ยรายงาย เขาฉีกชายเสื้อให้เป็นแถบยาว เลือกจะใช้มันปิดบังดวงตาซึ่งกลวงเปล่าก่อนจะใส่ใจพันห้ามเลือด “ตอนที่เกิดเรื่อง เด็กสาวที่ผมสู้ด้วยเอ่ยนามหนึ่งออกมา เธอยิ่งกว่ารู้ว่านี่เป็นฝีมือของใคร เธอรู้จักวิญญาณดวงนั้น”



ท่านจ้าวใคร่ครวญกับตนเองอย่างเงียบเชียบอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนจะออกเดินไปยังทิศตรงข้ามกับสนามสัตตบงกต ขณะกำลังก้าวข้ามซากศพและกองเลือด เขาก็ออกคำสั่ง สั้นและกระชับเหมือนเช่นที่เป็นมาโดยตลอด



“วันนี้เราจะล่าถอยกันก่อน ไปรวบรวมข้อมูลมาเสียว่าชเวอองถูกจับไปไว้ที่ไหน แล้วก็สืบเรื่องของเด็กที่เกิดใต้ฤกษ์ลัคนาแห่งนาคามาด้วย ข้าอาจจะใช้งานเขาได้ในภายหลัง ส่วนเรื่องวิญญาณดวงนั้น…”



ท่านจ้าวเว้นช่วง แม้จะไม่ได้เอ่ยถามออกมาโดยตรงทว่าบูร์จินก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าผู้ที่มอบชีวิตและวิญญาณให้เขาต้องการได้ยินสิ่งใด



“รักษ์นาราขอรับ” บูร์จินเอ่ยทวนในสิ่งที่ได้รับรู้มา “วิญญาณดวงนั้นสิงสถิตอยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กที่ชื่อรักษ์นารา จะให้ผู้น้อยไปนำตัวมาเลยหรือไม่ อีกไม่กี่บาทกสิณก็น่าจะกลับคืนมาแล้ว”



“เอาไว้ทีหลัง เพราะอย่างไรเสียกานต์ดารินทร์ก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขัดขวางข้าอีกต่อไปแล้ว”

 

 


 #########


สนทนา : โหยยยย ไม่น่าเชื่ออ  ใกล้จบเล่มสองแล้วค่ะอีกแค่ตอนเดียวเท่านั้น>< คือใช้เวลาแต่งนานมากแต่ในเรื่องเพิ่งผ่านไปสามวัน //ทรุดลงไปก่อนกับพื้น// ตอนนี้มีอะไรเกิดขึ้นเยอะแยะเลย ขนาดคนแต่งก็ไม่รู้จะเริ่มหวีดตรงไหนให้ฟังก่อนดีเหมือนกัน แต่ถ้าคนอ่านอยากหวีดประเด็นไหนก็เชิญได้ตามสบายเลยนะคะ ฟ็อกซ์ชอบอ่านคอมเม้นท์ของทุกคนมากเลย : )


gif ด้านล่างน่าจะเป็นอาการของชาวเรือเตมายทุกท่านในขณะนี้ 555 ขอเขิญลูกเรืออกมาแสดงตัวกันบัดเดี๋ยวนี้



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1307 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:39

    เตมายยยย ฟ็อกซ์คะอย่าล่มเรือเรานะ เราว่ายนํ้าไม่เป็นนนนนน55555

    #1307
    0
  2. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 15:40
    เตมาย เตมาย เตมาย เตมาย เตมาย
    ขอฉากฟินๆจิกหมอนคู่นี้เยอะๆหน่อยค่าาาาา
    #1275
    0
  3. #1273 Taresia (@taresia) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 12:47
    เตมาย!! เตมาย!! เตมาย!!
    //โบกธงเชียร์อย่างบ้าคลั่ง
    #1273
    0
  4. #1272 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 / 03:59
    เตมายของหนูวววววววว เยสสสสสสสสส
    #1272
    0
  5. #1271 np zaaa (@np-zaaa) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 23:23
    กระโดดลงเรือเตมายด์แบบเต็มตัวแล้วนะ อย่าล้มเรือเราน้าาา555 เนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆเลย
    #1271
    0
  6. #1270 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 18:45
    มาร่วมด้วยช่วยหวีด คือ พิเตก็คนหลากเรือ นุ้งมายนี่ยิ่งมากเรือ คนหลายเรือสองคนมันก็จะฟินๆ แบบนี้แล

    แต่ก็ยังชอบสิงมายนะ ยังอยากให้พิมายสมหวัง

    แต่แบบ คือพิเตยิ้มอ่ะ นางยิ้ม!!!!! เลยแบบ โว้ยยยยยย จะชิปใครดี เลือกไม่ถูกอ่ะ 5555555

    กานต์ดารินทร์เราคิดว่าคือมาลีเลย คนเดียวเลยที่น่าจะไฝว์กะอีท่านจ้าวได้

    แอบอึ้งว่า นี่คือกำลังจะจบเล่มสอง แบบ...คูมฟอกซ์ มันนานมากกกกกกก ทำไมสนพ. ทำแบบนี้ เวลาออกทีเดียวจบเรื่องเราจะเปย์ไหวไหม 55555555

    แอบอยากให้เด็กๆ โตในเล่มสาม อยากเห็นความเท่!!!! ความเฟียส!! ความ badass!!! 5555555

    แต่รีเควสขอให้ลุงสิงมาทำคะแนนด่วนๆ เลยค่ะ 555555
    #1270
    0
  7. #1269 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 16:31
    กานต์ดารินทร์คือผู้ใดอีกหนอ ยุบหนอพองหนอ อยากรู้หนอ เดาไม่ถูกหนอ
    #1269
    10
    • #1269-7 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 19:27
      อยากออกเหมือนกันค่ะ แต่สนพ.ไม่ยอมตีพิมพ์จนกว่าจะจบ 55555
      #1269-7
    • #1269-9 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 19:34
      เอาตอนพิเศษไปอีกเล่มเลยมั้ยคะ มีโปรเจคกับAI ว่าจะทำอาร์ตบุ๊ครักษ์นารากับสเปเชียลสตอรี่อยู่ //ฝันหนักมาก เรื่องหลักยังไม่จบเบย
      #1269-9
  8. #1268 พาราซิป (@f-a-i-r-y) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 12:16
    ชอบคู่เตชินทร์กับพิมายมากกกกก ฮื่อออ พ่อคนฮอตตตต
    #1268
    0
  9. #1267 The_PrincessGirl (@samatchaya-prin) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 11:19
    สนุก น่าติดตามมากๆเลยคะไรท์ รอไรท์มาต่อนะค่าาาา
    #1267
    0
  10. #1265 ที่พึ่ง(ไม่ได้) (@Amale) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 06:17
    เตมายอีกหนึ่งเสียงค่าาา
    #1265
    0
  11. #1264 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 01:29
    เตมายยยยยยยยยความคนแก่กว่าอ่ะเนอะมันก็จะมีปสกอะไรๆมาก่อน ใจเราชิปอ่ะ ไม่ออฟฟิเชียลแต่โมเมนต์มาขนาดนี้จะไม่ชิปได้ยังไงคะคุณฟอกซ์!!! กานต์ดารินทร์คือมาลีที่คุยกับนุ้งรักษ์รึเปล่านะ ใต้ลักขณาแห่งนาคาคือนุ้งคินทร์แน่ๆ คู่พระนางของเรามีความเข้ากันหลายเรื่องมากเรียกว่าเกิดมาเพื่อกันและกันเลยรึเปล่าเนี่ย หลังจากนี้เด็กๆคงพาวเวอร์อัพขึ้นอีก ช่วงตอนที่ท่านจ้าวบุกนี่หายใจไม่ทั่วท้องกันเลยทีเดียว//สะบัดมือไล่5555
    #1264
    1
    • #1264-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 09:58
      ฤกษ์ลักขณาแห่งนาคาคือนุ้งคินทร์ค่ะ มีพูดถึงผ่านๆไปครั้งหนึ่งตอนพวกท่านจ้าวมาแรกๆ เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่มีพรสวรรค์เปลี่ยนสถานะของอาโปได้ ส่วนคู่เตมายนี่ยังไม่ออฟฟิเชียลนะ เป็นโมเม้นท์เพื่อชวนพี่เตเข้าแก๊งเฉยๆ 555 //หลอกล่อคนหล่อ
      #1264-1
  12. #1263 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 00:58
    ถ้าเตมายแฮปปี้เอนดิ้งจริงๆแล้วคนลงเรือครูสิงห์แบบเราละคะ 55555555555555(ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่)
    คิดถึงหนูรักษ์ ฮือ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีบทเลยลูก แงๆ คิดถึงช่สงแรกๆที่หนูรักษ์มีบทเยอะๆ
    #1263
    1
    • #1263-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 09:56
      ครูสิงห์บอกรอก่อน โมเม้นท์มาทีจะอลังการกว่านี้แน่นอน เรือเตมายจักต้องชิดซ้าย
      ช่วงนี้มันงานประลองเยอะหนูรักษ์เลยไม่ค่อยมีบทเท่าไร รอแปปนะคะ><
      #1263-1
  13. #1262 isszz94 (@isszz94) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 00:58

    เตมายคือออฟฟิเชียลใช่มั้ยคะไรท์5555

    อยากรู้เฉลยทุกปมแล้วววว


    #1262
    1
    • #1262-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 09:55
      ยังค่ะ เขานั่งเป็นเพื่อนกันเฉยๆ ตอนนี้ออฟฟิเชียลมีคู่เดียวคือคินทร์รักษ์ ส่วนคู่อื่นขึ้นกะแรงพายและคอมมเม้นท์ 5555
      #1262-1
  14. #1261 Casper (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 00:46

    กริ็ดดดดดดดดด เรือเตมายของเราาาาาาา แค่เขาได้อยู่ด้วยกันเงียบๆ เราก็เขินมากแล้วค่าาาาา :D

    หยุดยิ้มไม่ได้เลยยยยย โอ่ยยยยยย

    .

    ส่วนท่านจ้าวก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆเลย

    ขอน้าอินทร์กับคุณพ่อพลัชและพรรคพวกอย่าเป็นอะไรไปนะคะ

    .

    จะว่าไปแล้วก็สงสารหนูมายนะคะ ไม่เหลือใครเลยตอนนี้ พ่อกับแม่ก็ไปกับน้าอินทร์อีก เฮ้ออออ อยู่กับคุณเตเขาไปก่อนนะหนูมาย เผื่อจะมีจุดให้สปาร์คกันเยอะขึ้น //โอ๊ย โดนถีบ

    #1261
    2
    • #1261-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      1 พฤศจิกายน 2561 / 09:54
      เรือแรงมากจริงๆคู่นี้ มีแต่คนหวีด 5555
      #1261-1
    • #1261-2 Casper (จากตอนที่ 99)
      5 พฤศจิกายน 2561 / 23:59
      ถึงเรือจะแรงแต่ถ้าคนเขียนไม่ปราณีสงสารลูกเรือ ก็มีสิทธิ์ล่มอยู่แหละค่ะ

      ได้โปรดดดดดดดดนะคะ

      Please. //ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าของไคโล เร็น
      #1261-2
  15. #1259 Believe_i (@amykonnarak) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 23:35
    ในที่สุดดดดดด โมเมนต์คู่นี้ก็มาซะที หลังจากรออยู่นานนนนน
    #1259
    0
  16. #1258 ดั่งยิหวา (@thitaree725) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 23:34
    เตมาย~~~
    #1258
    0
  17. #1257 Pysfii (@pychat) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 23:12
    เหมือนเข้าใกล้ความจริงต่างๆขึ้นเรื่อยๆแล้วฮืออ
    #1257
    2
    • #1257-1 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 99)
      31 ตุลาคม 2561 / 23:24

      เขินแรงมาก ไม่ไหวแล้ว
      ฮือออ ตอนแรกอยากให้ฟอกซ์เซอร์วิสเยอะๆ แต่ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว ต้องการเล่มค่ะ อยากอ่านให้จบบบบ

      #บ่ได้เข้ามาเพื่อก๊ดดัน
      #เตมาย <3
      #1257-1
    • #1257-2 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 99)
      31 ตุลาคม 2561 / 23:25
      เอ้าตอบผิด ขอโทษด้วยค่ะ
      ToT เขินแรง ตาลาย 55555
      #1257-2
  18. #1256 Yuemoon (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2561 / 23:07
    ขอยาดบิดเรือเตมายจนเหนือน่านน้ำนะคะ โมเม้นอิ่มมาก โฮรรรร แล้วคนที่เกิดในฤกษ์ลักขณาแห่งนาคาคือนุ้งคินใช่ป่าววว
    #1256
    1
    • #1256-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 99)
      31 ตุลาคม 2561 / 23:22
      ใช่แล้วค่ะ มีพูดถึงไปครั้งหนึ่งตอนพวกท่านจ้าวมาเยือน
      มันคือคำที่ใช้เรียกคนที่มีพรสวรรค์ในการเปลี่ยนคุณสมบัติของน้ำ
      #1256-1