ตอนที่ 95 : ตอนที่ ๘๖ ภวังค์ของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    23 ก.ย. 61


ตอนที่ ๘๖ ภวังค์ของรักษ์นารา

 



ชเวอองไม่เคยคิดว่าเลยเขาจะโชคดีถึงเพียงนี้



งานลาดตระเวนเก็บกวาดโง่ๆ ที่เหมือนจะไร้คุณค่า กลับทำให้เขาได้ค้นพบสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งทั้งเขาและพวกพ้องและทุกคนก่อนหน้าพยายามดิ้นรนเสาะหามาตลอด



เด็กสาวคนนั้น...ชเวอองเห็นกับตาว่าพลังของเธอมากล้นขนาดไหน เขาไม่มีความสามารถในการอ่านกสิณคนอื่นแบบมินตะยาก็จริง แต่การที่เด็กสาวสามารถชุบชีวิตเจ้าเด็กธาตุไฟขึ้นมาจากความตายได้ในพริบตาเช่นนั้น ย่อมไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้วนอกจากว่าเธอคือดวงวิญญาณที่ท่านจ้าวต้องการ



เป้าหมายอยู่ห่างไปแค่เอื้อมมือแท้ๆ ทว่าไม่อาจคว้ามาได้อย่างใจหวัง



“ก็บอกแล้วไงว่าต้องล้มผมให้ได้ก่อน!



ตูม!



เพราะเจ้าเด็กบ้านี่คนเดียว



เขาได้ยินเด็กสาวเรียกเจ้าเด็กนี่ว่าตุลย์ ท่าทางคงจะเป็นลูกหลานสกุลใหญ่โตของแคว้นมิใช่น้อย เพราะถ้าจะมีอะไรที่ชเวอองภาคภูมิใจ นั่นคือความสามารถในการประเมินสินแร่และอาวุธ แหวนทั้งสี่วงที่เด็กนี่ครอบครองทำจากหินดวงดาวซึ่งเป็นสมบัติของแคว้นไปรบัด ราคารวมกันน่าจะเทียบเท่าปราสาทฤดูร้อนของแคว้นมะคะวาที่เขาเพิ่งถล่มไปเมื่อสี่ร้อยวันที่แล้วได้



แต่ชาติตระกูลอันสูงส่งและการศึกษาขั้นสูงก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เด็กชายสามารถรับมือกับเขาได้อยู่ดี



ตูม!



ระเบิดเพลิงปะทุตัดหน้าชเวอองอีกครั้งทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า ท่ามกลางฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง ร่างเล็กรัวกำปั้นที่ลุกท้วมด้วยอัคคีธาตุเข้าใส่เขาอย่างต่อเนื่อง ชเวอองหลบซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่วก่อนจะปล่อยเตโชธาตุจากมณีกลางฝ่ามือเพื่อตอบโต้ แต่อีกฝ่ายก็หลบได้เช่นกัน



จากหางตาเขาสังเกตเห็นว่าเด็กสาวพยายามจะหนี ชเวมองจึงขยับมือ บงการให้กำแพงเพลิงที่ลุกไหม้อยู่เดิมลามเลียมาล้อมหน้าล้อมหลังร่างเล็กไว้ ทว่า...



ตูม!



การกระทำของเขาถูกขัดขวางเมื่อเปลวเพลิงระเบิดตัวตรงหน้าเขาอีกครั้ง และหลังๆ มามันรุนแรงขึ้น สะเก็ดบางส่วนลวกผิวเนื้อของชายหนุ่มจนเริ่มเป็นจุดแดงทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ระคายเขาเลยสักนิด



ท่านจ้าวเคยพูดไว้ว่าในชั่วพริบตาที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย หากรอดมาได้มนุษย์ก็จะพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด



หรือไม่ นี่ก็อาจเป็นผลกระทบจากพลังของเด็กสาวคนนั้น เหมือนเช่นที่เขาได้รับมาจากท่านจ้าว



แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...



“กระดูกมันก็คนละขนาดอยู่ดี” ชเวอองปล่อยเปลวไฟลงไปที่พื้น ยอดหญ้าหงิกงอและเป็นสีดำ ไฟนั้นเคลื่อนตัวโอบล้อมทั้งคู่ มันมีความสูงไม่เกินข้อเท้าและไม่ร้อนแรงพอที่จะสร้างบาดแผลให้ผู้ใช้กสิณเตโชได้ ตุลย์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทว่าไม่ทันแล้ว



เพราะเมื่อเปลวไฟของเขามาบรรจบกันเป็นวงกลม ชเวอองก็กำมือแน่น



ฟู่!



เปลวอัคคีพุ่งขึ้นไปจนแทบจะเสียดฟ้า อุณหภูมิทะยานสูงจนเตโชธาตุเริ่มมีสีน้ำเงินเจือปน



“อ๊าก!!!!” เด็กชายกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด



“ตุลย์!!” เด็กสาวกรีดร้องด้วยความตกใจไม่แพ้กัน



ทันใดนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ เหลือเพียงไอร้อนและผิวเนื้อที่เริ่มลอกร่อนของเด็กชาย มือหนาของชเวอองคว้าหมับเข้าที่คอของตุลย์ทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว ออกแรงผลักเพียงนิดเดียว ร่างเล็กกว่าซึ่งผิวหนังแดงพองก็ล้มลงไปกับพื้น



ชายหนุ่มคุกเข่าตามลงไปโดยไม่คลายมือแม้แต่น้อย อัญมณีที่แนบอยู่ตรงผิวหนังส่งเสียงฉ่า ควันกรุ่นเจือกลิ่นเนื้อไหม้ ความแสบร้อนทำให้ตุลย์กรีดร้องอีกระลอก



“บอกแล้วไงว่าฉันจะทำมากกว่าชนะแกน่ะไอ้หนู”



ชเวอองเรียกเตโชธาตุขึ้นมาบนมืออีกข้างที่ว่างอยู่ ดวงตาสีแดงก่ำมองคนที่ดิ้นพล่านอยู่ใต้อุ้งมืออย่างเฉยชา



“ฉันจะข้ามศพที่ไหม้เป็นตะโกของแกด้วย!



วูบ!!



ในชั่วขณะนั้น บังเกิดกระแสพลังแปลกประหลาดพุ่งแผ่ไปทุกทิศทาง ทุกที่ที่มันเคลื่อนผ่าน ไฟจะดับมอดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่อยู่ในมือของชเวออง ที่ไหม้อยู่ตามยอดหญ้า และกำแพงเพลิงติดอยู่ตามพุ่มไม้ ทุกอย่างดับวูบเหมือนถูกรินรดด้วยมวลน้ำที่มองไม่เห็น



และต้นกำเนิดของกระแสพลังนี้ คือเด็กสาวผู้กำลังวางมือทาบทับเหนือลำต้นของไม้ต้นหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ไหม้ไฟ



                “นี่มันอะไรกัน” ชเวอองเผลอปล่อยมือออกจากคอของตุลย์ เขาพลิกฝ่ามือทั้งสองข้างไปมาเพื่อสำรวจ ภายนอกไม่มีอะไรผิดสังเกตุ แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไรเตโชธาตุก็ไม่ยอมปรากฏ ชายหนุ่มลุกยืนด้วยความร้อนรน ดวงตาสีแดงก่ำจ้องเขม็งไปทางเด็กสาว “เธอทำอะไรฉัน?



                ทว่าเด็กสาวไม่ยอมตอบ ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นมองผ่านเขาไปอย่างเหม่อลอย เธอนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะกะพริบตาจนดูราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น



                ชเวอองไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่มีกสิณหรือไม่ ยังไงเขาก็ต้องพาเธอกลับไปหาท่านจ้าวอยู่ดี



                เขาตัดสินใจปล่อยร่างที่ใกล้ตายของเด็กชายไว้บนพื้นตามเดิม



วูบ



ทว่าเพียงเดินไปได้ครึ่งทางกลับมีดินก้อนหนึ่งพุ่งเข้ามาหุ้มรวบมือทั้งสองข้างของเขาไว้



                วูบ



                จากนั้นก็ตามมาด้วยข้อเท้าและลำตัวจนชายหนุ่มแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่ก่อนที่จะล้มลง พื้นดินรอบตัวกลับดันตัวนูนขึ้นมา ห่อหุ้มร่างกายเขาจนเหลือเพียงส่วนศีรษะเท่านั้น  ชเวอองรู้สึกตื่นตระหนกต่อพันธนาการเหล่านี้ยิ่งนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เขาไม่อาจใช้กสิณได้เช่นนี้



                “บัดซบเอ๊ย อะไรอีกวะเนี่ย!!



                “แกน่ะโชคดีเอามากๆ เลยนะรู้ตัวไหม”



                เสียงทุ้มดังแทรกประโยคโวยวายของชเวออง ชายผู้หนึ่งในชุดเสื้อสีเหลืองแสบตาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ขัดกับคำพูดเรียบๆ ที่ค่อนไปทางยียวน สีหน้าของเขาทมึงทึง ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่ดูเหมือนกับเจ้าเด็กตุลย์ก็วาวโรจน์



                “ถ้าไม่ใช่เพราะยังมีประโยชน์ละก็ ฉันฝั่งแกทั้งเป็นข้อหาบังอาจมาทำร้ายหลานฉันไปแล้ว”



                และนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ชเวอองเห็น ก่อนหมัดหนักๆ ของชายคนนั้นจะพุ่งเสยคางเขาอย่างแรง







 

                รักษ์นารากำลังดิ่งลึกอยู่ในภวังค์



เด็กสาวจงใจเรียกดูความทรงจำในวงไม้เพราะรู้ดีว่าบริเวณโดยรอบจะไม่สามารถใช้กสิณได้ชั่วคราว แม้ว่ามันจะทำให้เธอขยับไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างโอกาสและช่องว่างมากพอที่ตุลย์จะหนีไปได้ก่อนจะต้องเจ็บตัวไปมากกว่านี้



                รักษ์นาราไม่มีอะไรที่อยากเห็นเป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นก็มีภาพปรากฏขึ้นหลังเปลือกตาของเธออยู่ดี



                สีสันเหล่านั้นผิดเพี้ยน บางส่วนพร่าเลือนบางส่วนแจ่มชัด พระจันทร์ดวงโตฉายเด่นเหนือฟากฟ้าที่เป็นสีเทา เด็กสาวยังคงนั่งอยู่บนพื้น เธอพยายามกวาดตามองรอบๆ ทว่าทุกอย่างมืดมิดเกินไป ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งทิ้งตัวลงนั่งข้างกันอย่างอ่อนล้า



                ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดและสวมอาภรณ์หรูหราทว่าเปื้อนไปด้วยเลือด



                รักษ์นาราจดจำรายละเอียดของเครื่องทรงเหล่านั้นได้ทันที



                ...เจ้าชายกฤตภาส!...



                เหมือนนิมิตครั้งที่แล้ว พระพักตร์ของเจ้าฟ้าทรราชยังคงพร่าเลือนจนไม่อาจเห็นรายละเอียดใด ทว่าด้วยพระภูษาและเครื่องทรงอันงดงามจนเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้ไม่มีทางที่รักษ์นาราจะจำผิดเด็ดขาด นี่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังทรงหลบหนีมาจากมหาพฤกษากัลพฤกษ์แล้ว



                ถ้าเช่นนั้นแล้วราพณาสูรเล่า?



พ่อของเธอไปไหนทำไมไม่มาอยู่ปกป้อง?



เจ้าชายกฤตภาสทรงถอนพระปัสสาสะเฮือกใหญ่อย่างปลอดโปร่ง พระเนตรปรือปิดราวกับกำลังผ่อนคลายพระอริยาบถทั้งที่แผลตรงพระปรัศว์[]กำลังมีพระโลหิตไหลซึมออกมาไม่หยุด



                [] – สีข้าง



                แผลนี้ไม่มีในนิมิตที่แล้ว ท่าทางคงได้มาระหว่างทาง



                “อย่าพูดแบบนั้นสิ” เจ้าฟ้าทรราชตรัสขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ทำทีราวกับมีคู่สนทนาทั้งที่รักษ์นาราไม่เห็นใครในบริเวณนี้เลยสักคน “เราพยายามเต็มที่แล้วนะแต่ก็ได้แค่นี้แหละ ไม่ได้อยากตายทั้งที่ยังหนุ่มขนาดนี้สักหน่อย แต่เรายอมรับว่าเราโง่จริงที่เลือกทำแบบนั้น”



ทรงพระสรวลแผ่วเบา ขื่นขมและโทมนัส บังเกิดเสียงย่ำเท้าลอยแว่วมา ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นแววพระเนตรก็แปรเปลี่ยน จากที่ทรงปลงตกยอมรับในชะตากรรมก็เป็นโชติช่วง ดังประกายชีวิตถูกจุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตระหนักได้ถึงบางอย่าง



“แต่ถ้าความขลาดเขลาจะทำให้ยักษ์ของเรารอดไปได้ ก็ไม่มีอะไรคุ้มค่าไปมากกว่านี้อีกแล้วแหละ”



บางอย่างที่สำคัญมากเสียจนจำต้องหลั่งเลือดขัตติยะเพื่อปกป้อง



ทรงหยิบกริชเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาและชี้ไปเบื้องหน้า รักษ์นารามองตาม คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาใกล้



มีห้าคน และหนึ่งในนั้นคือชายที่เพิ่งไล่ล่าเธอกับตุลย์ไม่ผิดแน่ อัญมณีกลางฝ่ามือยืนยันเช่นนั้น แม้ว่าทั้งใบหน้าและรูปร่างของเขาจะราวกับเด็กหนุ่มอายุหกไม่ก็เจ็ดพันวันเท่านั้นไม่ใช่ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ซ้ำดวงตาสีแดงก่ำยังดูไร้ชีวิตชีวาจนเกือบคล้ายแววตาคนใกล้ตายแตกต่างจากปัจจุบันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ



อีกสองคนรักษ์นาราก็จำได้ เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เกินสี่ศอกที่มีรอยสักรูปปีกนกคล้ายของพ่อพิมายที่ไหล่ขวา ข้อแตกต่างคือผิวหนังรอบดวงตาของเขาแดงช้ำ แม้จะมีผ้าผืนยาวคาดทับก็ไม่อาจปิดบังได้ อีกคนเป็นชายชราร่างเล็กซึ่งมีผมสีขาวโพลน คนนี้ดูไม่ได้ต่างจากภาพปัจจุบันที่เธอเห็นมากนัก



คนที่สี่เป็นหญิงสาว รูปร่างโปร่งระหงและเย้ายวน เธอสวมเสื้อผ้าสีน้ำเงินประดับด้วยขนสัตว์สีขาว ถุงหนังร้อยรัดอยู่รอบเอว ผมสีดำขลับทิ้งตัวยาวลงมาดูราวกับม่านน้ำตก ริ้วรอยบางตำแหน่งบนใบหน้าบ่งบอกว่าเธอไม่ใช่สาวแรกรุ่น แต่ก็ไม่อาจทำให้เสน่ห์ของเธอลดน้อยลงได้เลย



นี่เป็นคนละคนกับที่รักษ์นาราเห็นในภาพของวงไม้ก่อนหน้านี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะคนที่เธอเห็นเป็นเด็กสาวผมหยิกฟูและมีสัตว์แปลกๆ เดินวนอยู่ข้างกาย



และคนสุดท้าย คนที่รักษ์นารารู้ได้ทันทีว่าเขาคือใครโดยไม่ต้องมีคนเอ่ยบอก



...ท่านจ้าว...



เขาเป็นอีกคนที่มีรูปลักษณ์ต่างไปมากจากภาพที่เธอเคยเห็น จากชายหนุ่มผิวขาวผมดำกลับเป็นชายชรารูปร่างผอมเกร็นซึ่งมีผิวสีน้ำผึ้งและเส้นผมสีเงินยวง ทว่าสิ่งที่ทำให้รักษ์นารารู้แน่ว่าเขาคือท่านจ้าวคือบรรยากาศรอบตัว ความหนาวยะเยือกและความรู้สึกต่ำต้อย ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ได้



แม้จะดูโรยราคล้ายกำลังยืนชิดติดขอบแดนของความตายและต้องให้หุ่นพยนต์ตัวสูงใหญ่จากก้อนดินเหนียวช่วยอุ้มเพราะไม่อาจเดินได้ ทว่าความรู้สึกน่ากลัวยามจ้องมองเขากลับไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย



“รู้ไหม นางเคยเตือนเรื่องของท่านให้เราฟัง” เจ้าชายกฤตภาสตรัสพร้อมรอยแย้มสรวลอย่างเหยียดหยัน พระหัตถ์ข้างหนึ่งกดปิดปากแผล ในขณะอีกข้างยังพยายามชี้อาวุธอันเล็กจ้อยอย่างข่มขู่ “นึกว่าจะตัวสูงกว่านี้เสียอีก แต่ก็นะ เราเองก็คงต้องขอโทษเหมือนกันที่ทำให้ท่านผิดหวัง เพราะปราศจากเรา ความปรารถนาของท่านไม่มีวันเป็นจริงเด็ดขาด”



ทันใดนั้นก็ทรงกลับทิศของกริช ให้ปลายแหลมชี้มาทางพระอุระแทนแล้วเสือกไสเข้ามาอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้ติดตามของท่านจ้าวต่างขยับตัวหมายจะห้าม ทว่า....



กึก!



ปลายกริซหยุดนิ่งกลางอากาศ ห่างจากพระมังสาไม่ถึงข้อนิ้ว พระหัตถ์ของเจ้าชายกฤตภาสสั่นระริกราวกับกำลังยื้อยุดกับมือที่มองไม่เห็น รักษ์นาราหันมองและพบว่าเป็นท่านจ้าวซึ่งยื่นมือขวาออกมาและทำท่าเหมือนกำลังกำอะไรบางอย่างอยู่



รักษ์นาราอาจจะไม่ใช่ผู้ใช้กสิณ ซ้ำภาพความทรงจำเบื้องหน้ายังพร่าเลือนและบิดเบี้ยว แต่เธอก็แน่ใจว่าวิธีการของท่านจ้าวไม่ตรงกับการใช้กสิณธาตุใดทั้งสิ้น



“ความตายของเจ้าอาจไม่ส่งผลกระทบใดต่อข้า แต่กระนั้นหากยังมีชีวิตอยู่ก็จักเป็นประโยชน์กว่า”



กริซที่ร่วงลงสู่พื้นส่งสัญญาณให้เหล่าผู้ติดตามทั้งสี่เริ่มขยับตัวเช่นกัน อิสตรีเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มสะบัดข้อมือ มวลน้ำจากในถุงหนังพุ่งออกมาพันธนาการเจ้าฟ้าหนุ่ม ทั้งยังปิดพระโอษฐ์ไว้ด้วย ชายชราหลังค่อมขยับนิ้วชี้และนิ้วกลางในจังหวะเดียวกัน หุ่นพยนต์อีกตัวก่อร่างขึ้นจากพื้นดินใต้วรองค์สันทัด ช่วงกลางของลำตัวกลวงเปล่า มีเพียงหินที่งอกย้อยเชื่อมช่วงไหล่และขาไว้เท่านั้นจนดูเหมือนซี่กรงที่มีหัวและแขนขาก็ไม่ปาน



และยังเป็นกรงซึ่งใช้กักขังเจ้าชายกฤตภาสอีกด้วย ทรงดิ้นรนขัดขืน ทว่าไร้ผล พระสุรเสียงอู้อี้ถูกเสียงเรไรยามค่ำคืนกลบหายไปจนสิ้



“พามันไปด้วย แม้จะไม่ใช่วิญญาณที่กำลังตามหา ทว่าการล่มสลายของเผ่าปกรณัมทำให้ข้าเหลือทางเลือกไม่มากนัก”



“ไม่ใช่หรือขอรับ?” เด็กหนุ่มผู้มีมณีฝั่งอยู่กลางฝ่ามือเอ่ยถาม “แต่สิ่งที่เขาเพิ่งทำไป...”



“เป็นเพียงกลลวงที่นางสอนมาเท่านั้น ส่วนแรงกระเพือมไหวของมวลกสิณที่ข้ารู้สึก...” หุ่นพยนต์อุ้มร่างผอมแห้งของท่านจ้าวเข้าไปใกล้เจ้าชายกฤตภาสมากขึ้น นิ้วเหี่ยวแห้งเหมือนกิ้งไม้เกี่ยวสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากฉลองพระองค์ เหรียญตรารูปยักษ์แสยะเขี้ยว ในพริบตาหนึ่งดวงตาสีเงินยวงหันมาทางรักษ์นารา เสมือนมองเห็นถึงการคงอยู่ของเธออย่างไรอย่างนั้น แต่อีกพริบตาก็กลับไปจดจ้องลัญจกรตามเดิม



 “...มาจากการจุติของวิญญาณต่างหาก”



มันเป็นประโยคอธิบายที่ไม่ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่คนนอกอย่างรักษ์นาราเลยแม้แต่น้อย



ทันใดนั้นรักษ์นาราก็ถูกดึงรั้งขึ้นมาจากภวังค์ ไหล่ของเธอถูกเขย่า หูแว่วยินเสียงเรียก และสิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นมาในลานสายตา คือใบหน้าอันรกครึ้มไปด้วยหนวดเคราของสิงขร



“ครูสิง?” รักษ์นาราเอ่ยเรียก ทั้งแปลกใจแต่ก็ยินดี นี่แปลว่ามีคนมาช่วยเธอและตุลย์แล้ว ทว่าสีหน้าของคนเป็นครูกลับไม่ยินดีไปด้วย มันเต็มไปด้วยความกังวล



“เร็วเข้าไม่มีเวลาแล้ว” สิงขรสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาฉุดแขนรักษ์นาราให้ลุกตามอย่างไม่รอช้า เด็กสาวโดนลากผ่านร่างของชายหนุ่มที่ถูกห่อหุ้มด้วยก้อนดินจนสิ้นฤทธิ์ไปถึงร่างของตุลย์ที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น เนื้อพองแดงและร่อนไหม้ ลมหายใจของเด็กชายแผ่วจาง คล้ายจะหยุดลงได้ทุกเมื่อ



“ตุลย์!!



รักษ์นาราวิ่งแซงสิงขรและทรุดตัวลงข้างแฝดเตโชทันที เธอเริ่มต้นรักษาให้โดยไม่ทันได้ใส่ใจว่าจะมีใครอื่นดูอยู่และสิงขรรู้เรื่องพลังของเธอหรือไม่ ทั้งหมดที่เด็กสาวคิดคือไม่ต้องการให้เขาตาย เธอกุมมือเขาไว้แล้วถ่ายทอดพลังเข้าไปอีกครั้ง ทว่าความอ่อนล้าเริ่มเล่นงานรักษ์นาราเสียแล้ว วันนี้เธอฝืนใช้พลังมาหลายครั้งเกินไป ตั้งแต่ดูแลแผลให้พิมาย รักษากระดูกของภาคินทร์เรื่อยมาจนถึงรั้งตุลย์ไว้จากความตาย



“หนูรักษ์?” สิงขรเอ่ยทักเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอ ทว่าตุลย์ลืมตาขึ้นมาพร้อมหายใจเฮือกเสียก่อน



“โอย...” แฝดเตโชครางแผ่วพลางหันมองซ้ายขวา “พี่รักษ์ไม่เป็นอะไรนะ แล้วลุงมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย”



ความสนใจของสิงขรย้ายไปยังหลานชายทันที



“เจ้าเด็กเปรตเอ๊ย!!” เจ้าของเสื้อผ้าสีแสบสันตวาดเสียงดังจนแม้แต่รักษ์นาราก็พลอยสะดุ้งไปด้วย ตุลย์ทำหน้าเหรอหรา ไม่เข้าใจว่าตนเองทำอะไรผิดถึงต้องโดนด่าตั้งแต่เจอหน้ากันเช่นนี้ อีกพริบตาถัดมาคนเป็นลุงก็รั้งตัวหลานขึ้นมากอดแน่นจนต้องร้องโอดโอยขอชีวิตอีกระลอก สิงขรฝั่งใบหน้าลงกับไหล่ของเด็กชายพร้อมบ่นเสียงอู้อี้ รักษ์นาราเฝ้ามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มละไม



“รู้ไหมว่าแกทำฉันใจหายใจคว่ำแค่ไหน สู้ไม่ได้ก็หนีสิวะ! จะยืนให้เขาย่างเนื้อแกเล่นไปทำไม โง่พอกันทั้งแกทั้งเจ้าติณห์เลยไอ้พวกลูกกรอกเอ๊ย!!



ตุลย์หัวเราะแผ่ว เข้าใจได้ในที่สุดว่าความกราดเกรี้ยวนี้มีที่มาจากความห่วงหา เขายกมือขึ้นลูบไหล่คนอายุมากกว่าอย่างปลอบประโลมเสียเองพร้อมงึมงำตอบ



“นิสัยเสียในครอบครัวมั้งครับ”



ใช้เวลาเกือบชั่วอึดใจกว่าสิงขรจะผละออกมาเพื่อหันไปขอบคุณรักษ์นาราที่ช่วยชีวิตตุลย์ไว้อีกครั้ง



“เดี๋ยวก่อน?! นี่คุณลุงรู้เรื่องพลังของพี่รักษ์ด้วยเหรอ” แฝดเตโชร้องทักอย่างตกใจ



“ไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลังเถอะ ตอนนี้รีบหนีก่อนดีกว่า พอจะวิ่งตามมาไหวไหม?” สิงขรตัดบท พยุงหลานชายซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ขึ้นมาจากพื้นและเอื้อมมืออีกข้างไปให้รักษ์นาราเกาะ เธอดูอิดโรยและเปราะบาง คล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อไม่ต่างจากตุลย์เลยสักนิด



“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอคะครูสิง?” เด็กสาวกล้ำกลืนความอ่อนล้าพลางถาม “ทางเข้าออกถูกปิดตายหมดเลย แล้วยังผู้ชายคนนั้นอีก...”



ตูม!!



เสียงบางอย่างปะทุตัวระเบิดออกดังมาจากในสนามสัตตบงกชเรียกสายตาทั้งสามคู่ให้หันมอง รักษ์นาราคาดไว้ว่าจะได้เห็นควันไฟลอยกรุ่นไม่ก็ซากปรักหักพังของอะไรสักอย่าง ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้น...



คือแท่งน้ำแข็งสูงเสียดฟ้า จนยอดของมันเลยหลังคาของสนามประลองขึ้นมาด้วยซ้ำ



มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถอธิบายเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้ได้



“ภาคินทร์”



เด็กสาวครางเรียก ความรู้สึกหวาดหวั่นขยายตัวในอกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะทันรู้ตัวรักษ์นาราก็วิ่งกลับไปยังสถานที่สุดอันตรายเสียแล้ว




###########

สนทนา : วันนี้ 23 กันยา ฤกษ์งามยามดีค่ะ วันนี้เรียกว่าวันศาทรวิษุวัต เป็นวันที่กลางวันกับกลางคืนยาวนานเท่ากัน เกิดได้ปีละสองครั้งเท่านั้น อีกวันคือ 21 มีนาคมแต่เรียกว่าวสันวิษุวัต ตอนแรกว่าจะหาเรื่องอู้ไม่อัพละ ถถถ แต่ฟ็อกซ์ดันเป็นประเภทชอบเลขสวยชอบวันฤกษ์ดี จะมีแรงปั่นเป็นพิเศษ แถมนิยายเรื่องนี้ยังเอ่ยชื่อวิษูุวัตให้ได้ยินบ่อยๆด้วย จะดองก็กระไรอยู่ อัพก็ได้ 5555

ใครคิดถึงหนูรักษ์ บอกเลยว่าออกทีคุ้มค่าตัวมาก แต่เล่นเอาฟ็อกซ์หมดแรงมากเช่นกัน


จะหวีดจะทวงติดแท็ก #รักษ์นารา ไม่ก็ #FoxxTrot มานะคะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #1221 Casper (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 21:51

    ลุ้นทุกตอนจนเหนื่อยไปหมดแล้วค่ะคุณฟ็อกซ์ ^_^!


    รีบกลับมาต่อนะคะ ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องมันจะแลดูวุ่นวายและยุ่งเหยิงมากขึ้นก็ตาม ฮ่าๆ

    #1221
    2
    • #1221-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 95)
      3 ตุลาคม 2561 / 22:43
      มันยังยุ่งได้มากกว่านี้อีกค่ะ ๕๕๕
      #1221-1
    • #1221-2 Casper (จากตอนที่ 95)
      13 ตุลาคม 2561 / 21:09
      มันยังจะมากได้มากกว่านี้อีกเหรอคะ แค่นี้ก็อ่านไปเหนื่อยไปแล้วนะคะเนี่ยยย //ขออนุญาตเกียมยาดมแป๊บ :D
      #1221-2
  2. #1220 แอนัสเตเชีย (@AyaShii) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 14:32

    รอนะค้าา
    #1220
    0
  3. #1218 m-mew-miew (@m-mew-miew) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 26 กันยายน 2561 / 20:11

    รออเด้ออ
    #1218
    0
  4. #1217 itsunset (@rafael4545) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 19:24
    เอาจริงตอนนี้คืออยากตีรักษ์มาก วิ่งกลับไปทำไมอะหนูy——y ตัวเองยังปกป้องตัวเองไม่ได้เลย โอ้ย
    #1217
    0
  5. #1216 Hiii29220 (@Hiii29220) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 17:43
    ปมเยอะจนอยากskipตัวเองไปปีหน้า55555555555666666555555
    #1216
    1
    • #1216-1 (@foxx-tron) (จากตอนที่ 95)
      24 กันยายน 2561 / 20:47
      เกรงว่าถึงปีหน้าก็ยังไม่ได้เฉลยปม ๕๕๕
      #1216-1
  6. #1215 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 08:02
    ภาคินทร์หลุดตัวตน
    #1215
    0
  7. #1214 adaisy (@adaisy) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 00:18
    ชอบคาแรคเตอร์หนูรักษ์มากเลย นางเอกตัวน้อยนุ่มนิ่มตะมุตะมิ ขี้เขิน ซื่อตรงต่อความรู้สึกและไม่งี่เง่า
    #1214
    0
  8. #1213 adaisy (@adaisy) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 00:17
    ออกเป็นเล่มมาเลยได้หมายยย เงินในมือสั่นไปหมดแร้วววว
    #1213
    0
  9. #1212 ดั่งยิหวา (@thitaree725) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 00:16

    รอน้าาา
    #1212
    0
  10. #1211 MLYTH (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 23:27
    หนูรักษ์จะไปช่วยภาคินทร์ใข่มั้ยลูกกก
    #1211
    0
  11. #1210 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 22:34

    อย่าให้เตชินท์กับภ
    าคิน รวมพลังกันนะ พวกแกแพ้แน่
    #1210
    0
  12. #1209 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 22:07
    ความเมพของลูกสาวกำลังเริ่มเฉิดฉาย ฮือ ปลื้มปริ่ม คิดถึงหนูรักษ์เว่อ แต่หนูลูก จะวิ่งไปที่ที่อันตรายที่สุดแบบนั้นไม่ได้นะ ฮือ คุณแม่รีบมาช่วยรักษ์ด้วยนะค้า
    #1209
    0
  13. #1208 fefefy (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 95)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 22:01
    หู้วววววว ปมมารวดๆ โหมดนักสืบมาสถิตทำให้เราคาดว่าแม่อินท์ต้องเป็นราพณาสูรแน่ๆ

    และพ่อของรักษ์น่าจะเป็นเจ้าฟ้าทรราช ท่านเจ้าตามล่าหนูรักษ์ด้วยเหตุบางประการ แต่ที่ปลื้มปริ่มสุดๆคือ เหมือนว่าหนูรักษ์จะเริ่มควบคุมพลังได้นิดนึงแล้วล่ะค่ะ! ตอนต่อไปเฮียคินทร์จะเป็นอย่างไรนี่ลุ้นมาก555
    #1208
    1
    • #1208-1 fefefy (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 95)
      23 กันยายน 2561 / 22:09
      ที่เดาอีกอย่างคือราพณาสูรน่าจะเป็นหนึ่งในชนเผ่าโบราณที่ล่มสลายไปแล้วไรงี้ #มโนแจ่มบรรเจิด
      #1208-1