ตอนที่ 76 : ตอนที่ ๖๗ ความสงสัยของเตชินท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    26 ม.ค. 61


ตอนที่ ๖๗ ความสงสัยของเตชินท์

 





วันนี้ร้านนอกรั้ววังก็ยังคงคึกคักเหมือนเช่นเคย



แขกเครือซึ่งนั่งจับจองกับเต็มทุกเก้าอี้ก่อให้เกิดบทสนทนาต่างสำเนียงและต่างภาษาจำนวนมาก กลิ่นกะทิและควันเทียนลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ทว่าทั้งที่ขาดลูกมือจำเป็นไปทั้งชุด เจ้าของร้านกลับดูไม่หัวหมุนหรือยุ่งเท่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับปริมาณลูกค้าเลยสักนิด



อินทุภรณ์กำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้ตัวยาวบนชานระเบียงซึ่งอยู่สูงขึ้นไปบนตัวบ้าน สองมือสีน้ำผึ้งร้อยเรียงดอกพุดสีขาวนวลให้เป็นพวงมาลัยอย่างเชื่องช้า กริยาคล้ายลอยตัวอยู่เหนือปัญหาและความยุ่งยากทั้งมวล



“แม่อินท์”



ทั้งที่ความจริงแล้วเธอกำลังเฝ้ารอความยุ่งยากอยู่ต่างหาก



นภาวดีมาถึงแล้ว” เสียงจากชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยที่ชื่อเทิดศักดิ์ไม่ได้ทำให้อินทุภรณ์ละมือจากงานตรงหน้าได้เลยสักนิด หญิงสาวทำเพียงปรายดวงตาสีเงินยวงไปยังหญิงสาวผู้มาใหม่ก่อนจะออกคำสั่งทั้งกับเธอคนนั้นและคนแจ้งข่าว



“มานั่งนี่สิ เราคงต้องคุยกันยาว อ่อพี่เทิด ฝากบอกพวกคนนอกด้วยนะว่าร้านเต็มเลยไม่รับลูกค้าเพิ่มแล้ว”



“จะจัดการให้”



หลังน้อมตัวรับคำสั่ง เทิดศักดิ์ก็จากไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงเจ้าของร้านและหญิงสาวผู้มาใหม่ อายุน่าจะพอๆ กับอินทุภรณ์ไม่ก็น้อยกว่าเล็กน้อย เธอมีรูปร่างเล็กบางจนเรียกได้ว่าอรชนอ้อนแอ้น ผมสีดำเงาถูกรวบเป็นมวยต่ำและปักปิ่นไม้เรียบง่าย เครื่องหน้าของเธอจิ้มลิ้มและนุ่มนวลน่ามอง ทว่าที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นดวงตากลมโตสีฟ้ากระจ่างใสเหมือนภาพท้องฟ้าในขณะนี้ หากเป็นสมัยยังสาวความงามของเธอคงไม่สองรองใครเลยก็ว่าได้



“ฉันบอกว่าจะรายงานความคืบหน้าให้คุณอินท์ทราบทุกเจ็ดวันก็จริง แต่ช่วยละเว้นสักครั้งไม่ได้เลยเหรอคะ ฉันเลยอดดูลูกแข่งรอบเช้าเลย” คำทักทายของ นภาวดี เริ่มด้วยการบ่นอย่างไม่จริงจังนัก อินทุภรณ์ตอบโต้ด้วยกริยายิ้มขำขณะพับทบครึ่งกลีบกุหลาบแล้วร้อยเรียงตามดอกพุดลงเข็มไป



“ยังไงก็ยังมีแข่งรอบบ่ายให้เธอไปตามไปดูอยู่ดี เด็กคนนั้นไม่แพ้ง่ายๆ หรอก”



“ให้มันจริงเถอะค่ะ” น้ำเสียงของนภาวดีเจือไปด้วยความกังวล “หนุ่มสาวสมัยนี้ฝีมือน่ากลัวกันทั้งนั้น เห็นว่าการประลองครั้งนี้มีทั้งว่าที่อัคคีกัมนาท ลูกชายนาครามแล้วก็ผู้ถือครองตะบองเขี้ยวสีหราชรุ่นต่อไปด้วย ฉันรู้สึกคิดผิดยังไงไม่รู้ที่ยอมให้ลูกรวมประลอง เหมือนปล่อยแกเข้าดงสัตว์ประหลาดไม่มีผิดเลย”



“มีฝีมือแค่นั้นก็เรียกว่าสัตว์ประหลาดได้แล้วเหรอ ฉันว่าสามีเธอสมัยหนุ่มๆ ยังเป็นสัตว์ประหลาดของจริงยิ่งกว่าเจ้าเด็กอมมือพวกนั้นตั้งเยอะ มีคนแบบนั้นฝึกให้ ลูกเธอไม่แพ้ง่ายๆ หรอกน่า”



“เพราะแบบนั้นไงค่ะฉันถึงได้ยิ่งกังวล ถ้าแพ้เสียตั้งแต่รอบแรกๆ จะได้ลากกลับไปหัดงานบ้านงานเรือนได้ง่ายๆ หน่อย แต่นี่อะไร ให้ตีกับเด็กผู้ชายก็ตี แถมยังชนะซะอีก ฉันเริ่มกังวลแล้วแหละค่ะว่าแกจะกลายสาวเทื้อไม่มีใครมาแต่งด้วย”



“แต่ฉันว่าถ้าแพ้ เด็กคนนั้นคงกลับมาฝึกหนักกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเสียมากกว่า” ข้อสันนิษฐานของอินทุภรณ์ทำเอานภาวดีถึงกับถอนหายใจอย่างอดไม่ได้



“พูดถึงสัตว์ประหลาด” เจ้าของดวงตาสีฟ้าสดเอ่ย เหมือนจะบ่นว่าลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอซึ่งทำตัวไม่สมกับเป็นกุลสตรีเสียเท่าไรต่อ แต่กลับกลายเป็นอีกเรื่องราวที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง “ปักษาอเวจีเดินทางกลับมาถึงนิวารินแล้วนะคะ ซ้ำยังไปสนามสัตตบงกชด้วย”



บรรยากาศที่ถูกห้อมลอมด้วยกลิ่นดอกไม้และเทียนอบขนมพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อสมญานั้นถูกเอ่ยออกมา



“ให้ฉันไปพาหนูรักษ์กลับมาดีไหมคะ” นภาวดีเสนอทว่าอินทุภรณ์ส่ายหน้า



“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวจะมีพิรุธให้นาราสงสัยเสียเปล่าๆ อีกอย่างมีทั้งสิงขรกับวิรุณอยู่ด้วย ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอก” หญิงสาวคาดการณ์ด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ ทว่าลึกๆ แล้วในดวงตาสีแสงจันทร์คู่นั้นก็ยังเจือไปด้วยความกังวลอยู่ดี ประโยคที่ว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงจึงฟังดูคล้ายเป็นการย้ำเตือนตนเองมากกว่าจะเอ่ยเหตุผลให้อีกฝ่ายฟังเสียอีก



เพราะแบบนั้นนภาวดีจึงตัดสินใจรายงานข่าวให้ฟังด้วยหวังว่ามันจะทำให้อินทุภรณ์สบายใจขึ้นได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี



“โกมุทยังเพิ่มจำนวนทหารลาดตระเวนและส่งคนแฝงเข้ามาในชุมชนอยู่เรื่อยๆ ก็จริงแต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอกค่ะ เขายังไม่มีเบาะแสแม้แต่น้อยว่าใครหรืออะไรทำให้ดอกของมหาพฤกษาบานได้ แต่ว่า...”



นภาวดีเว้นช่วง ลอบสังเกตอากัปกริยาของอินทุภรณ์ไปด้วยด้วยความหวั่นใจ



“ฉันคิดว่าที่โกมุทยังไปไม่ถึงไหนเป็นเพราะมีอีกเรื่องให้เขาจัดการไปด้วยมากกว่า”



“เรื่องอะไร?



“เรื่องเดียวกับที่คุณธีรัชกำลังสืบอยู่น่ะแหละค่ะ ที่ว่ามหาพฤกษาของแคว้นทางตะวันออกไกลถูกตัดโค่น ไม่รู้ทำไมแต่ฉันว่าโกมุทดูหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากกว่าการตามหาตัวหนูรักษ์เสียอีกนะคะ”



ทว่าแทนที่จะดูโล่งอก อินทุภรณ์กลับขมวดคิ้ว ดวงตาสีเงินยวงทอดมองไปยังทิวทัศน์ที่อยู่ไกลออกไป ภาพของมหาพฤกษาที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งราวกับจะไม่มีวันโรยรายิ่งทำให้สีหน้าของหญิงสาวเคร่งครึมขึ้นไปอีก หลังครุ่นคิดเพียงลำพังอยู่นานสองนานในที่สุดอินทุภรณ์ก็หันกลับมาเอ่ยกับนภาวดีด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลปนรู้สึกผิด



“ขอบใจมากสำหรับรายงาน แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่ลากเธอกับพลัชเข้ามาพัวพันแบบนี้ ฉันรู้ดีว่าพวกเธออยากวางมือไปตั้งนานแล้วตั้งแต่ลูกเกิด แต่ว่าในสถานการณ์แบบนี้...”



“พูดอะไรแบบนั้นกันค่ะคุณอินท์” เจ้าของดวงตาสีฟ้าสดเอ่ยแทรกพร้อมรอยยิ้ม “เมื่อแต่งงานกับยักษ์แล้วก็ย่อมกลายเป็นยักษ์ไปด้วย และเมื่อเป็นยักษ์แล้วก็ย่อมต้องเป็นตลอดไป เรื่องนี้คุณน่าจะรู้ดีกว่าใครไม่ใช่เหรอคะ เพราะฉะนั้นไม่ได้ลำบากอะไรทางนี้เลยแม้แต่น้อย อีกอย่างพี่พลัชก็แค่บ่นไปงั้นแหละค่ะ เขาดีใจจะตายที่ได้กลับมายืดเส้นยืดสายอีกครั้ง”









 

                เตชินท์คิดมาเสมอว่าพิมาย มารุตพาตน่าจะมีฝีมือมากกว่านี้



                ทั้งจากการที่เคยปะทะกันมาในการพบกันครั้งแรกและจากที่เจ้าตัวเคยปากดีกับเขาไว้ในการพบครั้งที่สอง ทว่าจากที่เห็นในการประลองตรงหน้า พิมาย มารุตพาตไม่มีค่าควรแม้แต่จะผ่านเข้ารอบสิบหกคนสุดท้ายด้วยซ้ำ ถูกไล่ต้อนเสียจนมุมซ้ำยังทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บไม่ได้แม้แต่น้อย



                การเคลื่อนไหวของนภันต์ มารุตพาตอาจจะรวดเร็วเกินตามองทัน ทว่านั่นก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ทำให้พิมายมีสภาพเช่นนี้อยู่ดี เตชินท์มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านภันต์มุ่งฝึกแต่ความเร็วจนขาดความสามารถด้านอื่นๆ ไปมาก การโจมตีของว่าที่ผู้นำสกุลมารุตพาตขาดความหนักหน่วง ระดับของกสิณก็ไม่มั่นคง กำลังกายก็ไม่มากพอจะเอื้อให้ต่อสู้ได้นานๆ



แบบนี้ขอแค่จับตัวได้สักครั้งแล้วใส่แรงมากๆ สักหน่อยก็น่าจะล้มลงไปกองกับพื้นได้ไม่ยาก หรือต่อให้จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็มีวิธีอีกมากที่จะล้มอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องแตะตัวเช่นกัน เตชินท์แน่ใจว่าพิมายก็น่าจะคิดได้



เหตุผลเดียวที่ทุกอย่างกลายมาเป็นเช่นนี้เพราะเธออ่อนข้อให้ ยินยอมพ่ายแพ้เพื่อแลกกับการกลับเข้าไปในสกุล



                น่าสมเพช...อุตส่าห์วางท่าพูดจาเสียใหญ่โต สุดท้ายก็มาได้แค่นี้สินะ



                ร่างสูงหันหลังกลับ ตั้งใจจะไปหาที่เงียบๆ ทำสมาธิกับตนเองน่าจะได้ประโยชน์มากกว่ามาดูคนขี้แพ้สองคนเล่นละครใส่กันเอง แต่ทันใดนั้นเสียงโห่ร้องอันกึกก้องก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศอย่างตื่นเต้นจากพิธีกร



                “อะไรกันครับท่านผู้ชม อยู่ดีๆ พิมาย มารุตพาตก็ฉีกเสื้อมาปิดตาตัวเองเฉยเลย!!



                เตชินท์หันกลับมาดูทันที คิ้วหนาขมวดมุ่นด้วยความสงสัย เมื่อภาพบนเวทีประลองคือพิมายผู้กำลังทำให้ตนเองเสียเปรียบมากกว่าเดิมด้วยการใช้เศษเสื้อมาปิดตาไว้จริงๆ หรือควรจะพูดว่าทำให้ตนเองได้เปรียบมากกว่าเดิมดี เพราะจากที่เคยถูกรุกไล่จนหมดสภาพ บัดนี้เด็กสาวคือคนที่เป็นต่ออย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะหลบการโจมตีได้อย่างหมดจด ยังสมารถสวนกลับได้อย่างรุนแรงและดุดันต่างจากที่แล้วมาโดยสิ้นเชิง



                การคาดการณ์ของเตชินท์นั่นถูกต้อง เพราะเพียงไม่กี่หมัด พิมายก็สามารถทำให้นภันต์ลงไปกองกับพื้นได้จริงๆ



                แบบนี้ค่อยสมกับที่โอ้อวดไว้หน่อย



                เตชินท์กอดอกแล้วพิงไหล่กับกำแพง เฝ้ามองความพยายามตะเกียดตะกายอันไร้ผลของนภันต์และการเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดของพิมายอยู่อีกครู่หนึ่งก่อนที่พิธีกรจะประกาศถึงชัยชนะของเด็กสาว ทว่าเตชินท์ก็ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ได้ขยับไปไหน เขานิ่งคิดและวิเคราะห์ถึงลักษณะการต่อสู้ของของพิมายเมื่อครู่ คาดการณ์ล่วงหน้าว่าหากเป็นเขาเองไปแทนที่นภันต์จะใช้วิธีไหนในการรับมือวิชาอันแปลกประหลาดนี้



มันกลายเป็นนิสัยประจำตัวของเขาไปแล้วที่ต้องวิเคราะห์คู่ต่อสู้ล่วงหน้าแม้ว่าอาจจะไม่ได้สู้กันก็ตาม พูดตามตรงสิ่งที่เห็นน่าจะประทับใจใช้ได้ แต่ถ้าถามว่ามันจะทำให้เจ้าตัวชนะเขาได้เหมือนที่คุยโวไหมคงก็ไม่ เผลอๆ อาจจะเอาชนะเจ้าภาคินทร์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะว่ากันด้วยรูปแบการใช้กสิณแล้ว...



“เจ้านั่น...” เตชินท์ขยับตัวเมื่อเห็นจากหางตาว่านภันต์กำลังหยิบมีดสั้นที่ซุกไว้ขึ้นมา พวกเจ้าหน้าที่ภาคสนามพยายามจะพุ่งตัวเข้าไปขัดขวางแต่ช้าไปเสียแล้ว นภันต์ปล่อยมีดไปเสียก่อน และเป็นอีกครั้งที่พิมายทำสิ่งที่เหนือคาด เด็กสาวหันกลับมาทันทีราวกับมีตาอยู่ข้างหลัง ทั้งยังใช้กสิณวาโยยับยั้งการโจมตีได้อย่างทันท้วงที



สายลมซึ่งหมุนวนไปมาเป็นวงกลมระหว่างอุ้งมือ



ดวงตาสีถ่านคุไฟเบิกกว้าง ความทรงจำในคุกใต้ดินย้อนคืนมาอีกครั้ง วันที่แม่ของรักษ์นาราปรากฏตัวขึ้นมาขู่เขาพร้อมลูกน้องในชุดดำอีกสามคน ซึ่งพิมายเพิ่งจะใช้วิชาควบคุมลมรูปแบบเดียวหนึ่งในนั้นพอดี!



บังเอิญหรือ ไม่อยู่แล้ว หัวใจของเตชินท์เต้นแรงขึ้นเมื่อตระหนักได้ว่าร่องรอยที่เคยขาดหายได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างไม่คาดฝัน เขาพยายามสืบเรื่องราวเกี่ยวกับรักษ์นาราและผู้คนที่รายล้อมเธออย่างลับๆ มาตลอด ทว่าถึงทางตันไปเสียหมด



เพราะนอกจากพิมาย ภาคินทร์และฝาแฝดแล้ว รักษ์นาราก็ไม่มีเพื่อนหรือคนรู้จักที่ไหนอีกเลย ส่วนอินทุภรณ์ เตชินท์สืบได้มากสุดแค่ว่าเธอเปิดร้านอาหาร ผู้คนมากมายเข้าออกร้านนั้นซ้ำยังมีแต่คนในสลัมต่างแคว้นซึ่งมักคุ้นหน้ากันดี ทำให้ยากที่จะแฝงตัวเข้าไปได้



ผู้ชายทั้งสามคนในวันนั้นอาจจะมีรูปร่างสูงใหญ่จนโดดเด่น แต่เพราะสวมเสื้อผ้ามิดชิดและสวมหน้ากากอีกชั้นทำให้ยากจะระบุรูปพรรณสัณฐานให้ตามต่อได้ ถ้าจะมีอะไรที่ติดตาก็คงเป็นแค่วิชาควบคุมลมอันแปลกประหลาดซึ่งไม่ว่าเตชินท์หรือใครก็ไม่เคยเห็นมาก่อนก็เท่านั้น



ไม่เคย...จนกระทั่งวันนี้



และก่อนจะทันรู้ตัว ขาทั้งสองข้างก็พาเตชินท์มุ่งไปดักรอพิมายที่ทางเดินใต้อัฒจรรย์เสียแล้ว



“ตอนที่เธอหยุดมีดของเจ้านั้น การควบคุมลมแบบนั้นไม่มีในนิวาริน ใครเป็นคนสอนเธอ”



เตชินท์ถามอย่างไม่รั้งรอ สีหน้านิ่งเรียบทว่าในใจสั่นระรัวรอคอยคำตอบ



“นายมันธาตุไฟ จะมารู้อะไรเรื่องลมกัน” เด็กสาวนิ่วหน้า จงใจหลีกเลี่ยงไม่ตอบสิ่งใด ทั้งยังจงใจเดินกระแทกไหล่เขาก่อนจะผ่านไปอีกต่างหาก ทว่าเขาจะปล่อยให้ร่องรอยหลุดหายไปไม่ได้ มือหนาเอื้อมไปคว้าต้นแขนเปลือยเปล่าสีมะกอกไว้ คิ้วเรียวขมวดมุ่น ริมฝีปากเกือบเปล่งเสียงอุทานด้วยความเจ็บมาแล้วด้วยซ้ำทว่ายั้งทัน ดูเหมือนว่าปลายนิ้วของเขาจะซ้ำลงบนผิวเนื้อที่กำลังช้ำพอดี



เห็นแบบนั้นเตชินท์จึงออกแรงยิ่งขึ้นไปอีกพร้อมโน้มตัวลงไปกระซิบขู่



“ฉันรู้มากกว่าที่เธอคิดแล้วกัน และเธอเองก็น่าจะรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นได้บ้างถ้าฉันไม่ได้คำตอบที่ต้องการ”



ดวงตาสีลูกหว้าจ้องตอบกลับมาแบบไม่ลดละ เขาเห็นร่องรอยความขุ่นมัวกระจายตัวอยู่ในนั้น พิมายกระตุกยิ้มเหี้ยม ก่อนจะโต้ตอบอย่างดุดัน



“พูดงี้ก็สวยสิ มาประลองกันตรงนี้เลยไหมจะได้สะสางบัญชีเก่าให้สิ้นเรื่องไปเสียที”



“ฉันไม่มีเวลามาเล่นลิ้น” เตชินท์ย้ำเตือนพร้อมลงน้ำหนักที่ปลายนิ้วมากขึ้นไปอีก “บอกมาว่าใครสอนวิชาพวกนั้น...!!



ขู่ไม่ทันสิ้นประโยคเขาก็ต้องดีดตัวถอยหนีอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสได้ว่ามีการโจมตีกำลังพุ่งตรงมาหา เด็กหนุ่มเรียกกสิณไฟขึ้นมาในอุ้งมือตามสัญชาตญาณ ประสาทสัมผัสเขม็งเกลียวตื่นตัวเต็มที่ ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น รอบด้านยังคงนิ่งงัน กระทั่งพิมายเองก็ไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ เด็กสาวจ้องมองเขาอย่างงุนงงถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปกะทันหัน



ทันใดนั้นผ้าไหมผืนยาวก็ทิ้งตัวลงมาคลี่คลุมไหล่ของพิมายไว้โดยฝีมือของชายร่างสูงใหญ่เกือบสี่ศอกซึ่งปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ เขาเอื้อมมือมาจัดผ้าไหมผืนนั้นจนปกปิดผิวเนื้อของเด็กสาวจนหมด ปากก็เอ่ยทักทายอย่างสุภาพไปด้วย



“สวัสดี พ่อหนุ่มคงได้ดูการประลองเมื่อครู่สิแล้วนะ เป็นไงลูกสาวฉันเก่งมากเลยใช่ไหม แต่ถ้าจะขอจับมือหรือสานสัมพันธ์คงต้องไว้ทีหลังนะเพราะตอนนี้คนเจ็บต้องได้รับการพยาบาลก่อน เก็บความเร่าร้อนนั่นไว้ก่อนนะ ไว้โอกาสหน้าค่อยใช้...อั๊ก!!



“อะไรของพ่อเนี่ย!!” พิมายโวยวายลั่นพลางชกเข้าให้ที่สีข้างของชายร่างใหญ่อย่างจังจนเขาส่งเสียงร้องออกมา



“พ่องั้นเหรอ...” เตชินท์พึมพำทว่าไม่มีใครได้ยิน



“คนเขากำลังจะต่อยกันอยู่ร่อมร่อไม่เห็นหรือไง ทำไมตาถั่วได้ขนาดนี้เนี่ย!! เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว!



“อ้าวเหรอ นึกว่าจีบกันอยู่เสียอีก” คนเป็นพ่อหัวเราะแห้งๆ ทำเอาคนเป็นลูกยิ่งเสียงดังเข้าไปใหญ่



“มันจะไปใช่ได้ยังไงกันเล่า!! ส่วนนาย!” และแล้วดวงตาสีลูกหว้าซึ่งกำลังเดือดจัดก็หันมาทางเตชินท์ต่อ เธอกระชับผืนผ้าเข้ากันแน่น เหลือเพียงมือขวาที่ยกขึ้นมาชี้หน้าเขา “ไว้ฉันกระทืบนายบนสนามประลองได้เมื่อไรฉันจะตอบไอ้คำถามงี่เง่านั้นให้แล้วกันว่าใครเป็นสอนให้ฉันเอาชนะนายได้กันแน่”



“ไม่จำเป็น” เตชินท์ตอบอย่างเย็นชา เขาสะบัดมือเพื่อดับกสิณ ดวงตาสีถ่านคุไฟมองเลยไปยังร่างสูงใหญ่ผิดแผกจากชาวนิวารินซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังพิมาย “เพราะฉันได้คำตอบทุกอย่างแล้ว ก็อย่างว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ”



ทั้งรูปร่าง ทั้งแรงกดดันสังหาร ทุกอย่างใกล้เคียงกันหมด และถ้าเตชินท์คิดถูก ซึ่งเขาแน่ใจว่ามันต้องถูก และคนที่สอนวิธีควบคุมลมอันแปลกประหลาดให้พิมายคือพ่อของเธอจริงๆ แล้วละก็...



“ฝากไปบอกเจ้านายคุณด้วยว่าผมยังรักษาสัญญาอยู่” ว่าที่ผู้นำสกุลวัชริศเอ่ยทั้งที่หันหลังออกเดินไปแล้ว “ที่ทำไปก็แค่ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง”



เขาได้ยินเสียงของพิมายดังไล่หลังมา



“พูดอะไรของมันเนี่ย”



ตามมาด้วยเสียงของพ่อเธอ



“อันนี้พ่อก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ”



ทั้งที่ถ้าหันกลับไปมองจะพบว่าความกังวลในสีหน้าของร่างสูงใหญ่นั้น ช่างตรงข้ามกับน้ำเสียงโดยสิ้นเชิง






               

“เจ้าหมอนั่นมันต้องสติไม่ดีแน่ๆ”



พิมายพึมพำบ่นเป็นรอบที่ห้าแล้ว ส่วนรักษ์นาราซึ่งกำลังรักษาแผลให้ก็ทำได้เพียงมองอย่างอ่อนใจเป็นรอบที่ห้าเช่นกัน ขณะนี้ทั้งคู่กำลังนั่งหลบมุมอยู่ในห้องพยาบาลของสนามสัตตบงกช หลังจากพิมายจำยอมให้เจ้าหน้าที่ปวิธทำแผลและต้มยาอันสุดจะขมให้ทานเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยและทุกคนออกไปกันหมดเพื่อปล่อยให้เธอพักผ่อนแล้ว เด็กสาวตัวสูงก็แอบเปิดประตูให้รักษ์นารามา ทำแผล ให้เธอจริงๆ อีกที



“ฉันพูดจริงๆนะ โอ๊ย!” พิมายตั้งท่าจะบ่นอีกระรอกก่อนต้องร้องโอดโอยแทนเมื่อรักษ์นาราวางมือลงตรงช่วงที่ซี่โครงหักพอดี หลังความปวดบรรเทาลงจนเหลือเพียงความรู้สึกหน่วงๆ พิมายก็โวยวายต่อ “เจ้าเตชินท์น่ะบ้า! เมื่อวานก็มาหาเรื่องแก วันนี้ก็มาถามคำถามแปลกๆ ใส่ฉันอีก”



“เขาอาจจะแค่อยากรู้เฉยๆ ก็ได้นะจ้ะ” รักษ์นารายังคงคิดในแง่ดีเหมือนเคย “เราเองยังตื่นเต้นเลยตอนเห็นมายยอมใช้ท่านั้นถึงจะเห็นมาหลายครั้งแล้วก็เถอะ”



“ฉันว่ามันจะมาล้วงความลับมากกว่า คนอะไรหน้าด้านชะมัด”



รักษ์นาราหัวเราะแห้ง ดูเหมือนไม่มีอะไรที่เธอจะทำได้เพื่อให้พิมายมองเตชินท์ในแง่มุมที่ดีขึ้นได้เลย แน่นอนว่าเด็กสาวเองก็เคยโกรธเขา โกรธมากจนเผลอใช้พลังออกไปโดยไม่รู้ตัว เขาเกือบฆ่าติณห์และพิมายโดยตั้งใจมาแล้ว ทว่าเมื่อมองให้ลึกลงไปแล้วรักษ์นาราก็พบว่าเตชินท์ไม่มีทางเลือก



ตุลย์เคยพูดไว้ว่าสำหรับสกุลวัชริศ ลูกหลานที่ดีคือทหารชั้นยอด นอกจากจะแข็งแกร่งแล้วต้องสามารถทำตามสั่งได้อย่างถวายหัว ไร้คำถามและไร้ข้อกังขา หากไม่สามารถทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จสิ่งที่รออยู่ก็มีเพียงความโหดร้ายและเจ็บปวดเท่านั้น



พอรู้แบบนั้นแล้วผมก็ดีใจสุดๆ เลยแหละครับที่พวกสกุลหลักไม่ต้องการตัว ขืนต้องเข้าไปอยู่บ้านใหญ่ละก็ผมคงไม่มีชีวิตรอดมาเจอพี่รักษ์แน่ๆ



เด็กสาวจำได้ดีถึงหน้าซีดๆ และรอยยิ้มแบบฝืดเคืองของตุลย์ตอนที่เธอไปลอบถามเรื่องของเตชินท์มา ยิ่งได้รู้แบบนั้นรักษ์นาราเลยยิ่งทำใจเกลียดหรือโกรธเด็กหนุ่มไม่ลง ที่จริงแล้วเธอสงสารเขาด้วยซ้ำไป ที่ต้องเป็นเพียงเครื่องมือให้เหล่าผู้หลักผู้ใหญ่เลือกหยิบใช้งานตามใจชอบ เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็ทุบตีทำร้าย เมื่อหมดประโยชน์ก็ทิ้งขว้างไม่ใยดี



เหมือนกับที่ญาติผู้พี่ของพิมายต้องเผชิญ



เพื่อนตัวสูงเล่ารายละเอียดในสนามประลองในรักษ์นาราฟังหมดแล้วว่าพูดคุยอะไรกับนภันต์มาบ้าง เด็กสาวค้นพบอย่างรวดเร็วว่าลึกลงไปแล้วทั้งนภันต์และเตชินท์ต้องเผชิญความเจ็บปวดที่คล้ายกันมากเพียงใด ที่ต่างออกไปคือคนหนึ่งเลือกจะส่งต่อความโหดร้ายนั้นต่อ ในขณะที่อีกคนยอมจำนนและกอดเก็บมันไว้



พิมายเข้าใจในความเจ็บปวดนภันต์ เธอถึงกับให้อภัยและก้าวข้ามทุกอย่างมาได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ทั้งๆ แบบนั้นไม่ว่ารักษ์นาราจะพยายามเกลี่ยกล่อมมากแค่ไหน...



“เจอกันเมื่อไรแม่จะต่อยให้ฟันร่วงเลย!!



พิมายก็ยังแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเตชินท์อยู่ร่ำไป



รักษ์นาราถอนหายใจเฮือกก่อนจะลดมือลงเมื่อรอยช้ำเกือบทั้งหมดและกระดูกประสานกันดีแล้ว เด็กสาวจงใจเหลือบาดแผลบางส่วนที่เห็นได้ชัดๆ อย่างเช่นที่โหนกแก้มและต้นแขนไว้บ้างเพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกตเกินไปนัก ความจริงแล้วรักษ์นารารู้สึกตะขิดตะขวงใจไม่น้อยว่าที่กำลังทำอยู่นี่ถือเป็นทำผิดกฏการประลองหรือไม่ แต่หลังถูกฝาแฝดและพิมายพูดกรอกหูซ้ำไปมาบ่อยๆ ว่ากฏห้ามแค่ไม่ให้คนนอกช่วยขณะทำการต่อสู้เท่านั้น การกระทำของรักษ์นาราที่เกิดขึ้นหลังจากการประลองจบไปแล้วจึงไม่ถือว่าผิดกติกาแต่อย่างใด



ถ้าจะให้ยุติธรรมกับผู้เข้าแข่งขันทุกคนจริงๆ ต้องห้ามปฐมพยาบาลด้วยซ้ำไปนะครับผมว่า เพราะสกุลสูงๆ ยังไงก็หาซื้อยารักษาชั้นดีได้ง่ายกว่าพวกสกุลลำดับล่างอยู่แล้ว



แม้แต่ชวินทร์ก็ยังเห็นด้วย รักษ์นาราที่ไม่อยากเห็นเพื่อนๆ บาดเจ็บจึงจำยอมตามน้ำไปอย่างง่ายดาย



“รู้สึกดีขึ้นเยอะ” หลังจากรักษาเสร็จสิ้นพิมายก็ลุกขึ้นมาแกว่งแขนไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสายอย่างเริงร่า “ขอบใจมากนะ ถ้าไม่ได้แกละก็ฉันคงน่วมเป็นหมูบะช่อไปแข่งรอบต่อไปแน่ๆ”



“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แล้วก็อย่าลืมไปขอบคุณครูสิงด้วยละ เราว่าถ้าไม่ได้ครูละก็มายคง น่วม กว่านี้จริงๆ แน่ๆ” รักษ์นาราแซว จงใจเบี่ยงเบนประเด็นไม่ให้พิมายสังเกตเห็นว่าเธอมีท่าทีอ่อนล้าเพียงใด เนื่องจากจำนวนแผลที่นภันต์ทำไว้ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว



“มะ...ไม่จริงสักหน่อย...” คนตัวสูงตอบตะกุกตะกัก หน้าเริ่มกลายเป็นสีระเรื่อ “ฉันแค่ต่อให้พี่ภันต์ก่อนเท่านั้น อีกเดี๋ยวตั้งสติได้ฉันก็สวนกลับไปเองน่ะแหละ”



“ถ้าได้แบบนั้นจริงๆ ก็ดีสินะ” รักษ์นาราเปรย เรียบง่ายทว่าตรงประเด็นยิ่ง ทำเอาพิมายถึงกับจนมุมตอบโต้ไม่ถูกเลยทีเดียว สิ่งเดียวที่เด็กสาวตัวสูงทำได้จึงเป็นการเดินหนีเท่านั้น เธอคว้าประตูเปิดแล้วก้าวนำไปก่อน รักษ์นารายิ้มกว้างจงใจแซะไม่เลิกลา



“จะไม่เปลี่ยนชุดก่อนเหรอจ๊ะ? ครูเขาอาจยังนั่งอยู่พวกเราก็ได้นะ”



พอถูกทัก พิมายจึงก้มมองเสื้อตัวบางที่ถูกฉีกหายไปเป็นแถบ เปิดเผยผิวเนื้อสีมะกอกตั้งแต่หน้าท้องที่เริ่มมีมัดกล้ามนิดๆ เพราะฝึกหนักมาตลอดไล่ขึ้นมาจนเกือบถึงแถบผ้ารัดอก และพอคิดว่าคนเป็นครูจะต้องมาเห็นเธอในสภาพนี้แล้ว ผิวหน้าของพิมายก็ยิ่งเห่อร้อนเข้าไปใหญ่ เด็กสาวจ้ำพรวดพราดกลับมาในห้องพยาบาลตามเดิมแล้วลงมือรื้อตะกร้าสานที่ผู้เป็นพ่อนำมาให้อย่างรวดเร็ว



“แต่คิดอีกทีไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้นะจ้ะ” รักษ์นารายังคงแซวไม่เลิก “เพราะชุดรอบจริงที่เตรียมไว้ยิ่งกว่านี้อีกไม่ใช่เหรอ”



“ขืนแกพูดอีกคำฉันจะเอาไอ้ชุดบ้าๆ นั้นไปเผาทิ้งจริงๆ ด้วย!!



“จ้า เงียบแล้วจ้า”



และในตอนนั้นเองที่เสียงของพิธีกรดังขึ้นมาแทนพร้อมๆ กับเสียงโห่ร้องของฝูงชน



และสำหรับคู่ประลองคู่สุดท้ายของเช้านี้ได้แก่วริศาแห่งสกุลอวัศยา กับ ภาคินทร์แห่งสกุลชลัชพงษ์ครับ!!’



“หา?! นี่คู่สุดท้ายแล้วเหรอเนี่ย” พิมายอุทาน ละมือจากการรื้อหาเสื้อตัวใหม่แล้วปราดเข้าไปเขย่งเกาะหน้าต่างอย่างรวดเร็ว “หมดกันๆ อดสังเกตการณ์คนอื่นเลย ไหงเป็นงี้ไปได้เนี่ย ฉันเพิ่งแข่งจบไปได้ไม่เท่าไรเองนะ”



“นั้นสิจ้ะ ยังไม่ถึงสิบบาทเลย” รักษ์นาราตามมาเกาะดูบ้าง อาศัยตัวช่วยด้วยการไปเอาเก้าอี้มาต่อเพื่อให้ถึงขอบหน้าต่างที่ทอดตัวอยู่ในแนวนอนบนสุดผนัง แต่เนื่องจากห้องพยาบาลตั้งอยู่ใต้ดิน ภาพที่เห็นจึงมีแต่ยอดหญ้าและฐานเวทีประลองที่อยู่ลิบออกไปเท่านั้น ไม่สามารถรับชมการต่อสู้ได้แต่อย่างใด



แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นหรอกเพราะว่า...



ชะ...ชนะแล้วครับ!! ชัยชนะเป็นของภาคินทร์ ชลัชพงษ์แล้ว!! รวดเร็วอะไรขนาดนี้ ซ้ำยังทำลายสถิติจบการต่อสู้ได้ไวที่สุดที่เตชินท์ วัชริศทำไว้ในการประลองคู่ที่ห้าได้อีกด้วย น่ากลัวจริงๆ นะครับท่านผู้ชม! การประลองครั้งนี้มีแต่ตัวเต็งที่ละสายตาไม่ได้กันทั้งนั้น



“เอ๋! ภาคินทร์ชนะแล้วเหรอ แต่เขาเพิ่งจะประกาศเริ่มการประลองเมื่อกี้เองนะ” รักษ์นาราอุทาน เธอรู้ดีว่าภาคินทร์เก่งกาจและมากพรสวรรค์ แต่ไม่นึกเลยว่าความสามารถของเขาจะพัฒนาไปได้ไกลขนาดนี้ในระยะเวลาสั้นๆ เด็กสาวจำคนที่ชื่อวริศยาได้จากการประลองเมื่อวาน ทักษะการใช้กสิณอาโปของเธอคนนั้นเรียกได้ว่าโดดเด่นน่าจับตามองเอามากๆ เป็นอีกคนที่แค่เห็นก็สามารถบอกได้เลยว่าต้องได้ผ่านเข้าไปรอบลึกๆ แน่ๆ แต่กลับกลายเป็นว่ามาแพ้ให้ภาคินทร์อย่างง่ายดายตั้งแต่เริ่มเสียอย่างนั้น



“ตอนแรกฉันก็คิดนะว่าเพราะมีแต่พวกอ่อนๆ หรือเปล่า ประลองกันตั้งแปดคู่แค่ไหงจบลงได้เร็วขนาดนี้” พิมายยิ้มหยัน เหงื่อเม็ดโตไหลลงตามกรอบหน้า “แต่แกดูที่เวทีประลองให้ดีๆ สิ”



ดวงตากลมโตสีน้ำตาลมองเพ่งไปตามที่เพื่อนสนิทบอก และสิ่งที่เธอเห็นคือรอยแตกร้าว ไล่มาตั้งแต่พื้นด้านบนที่ปริแยก คล้ายกับถูกค้อนขนาดยักษ์โหมกระแทก ซ้ำยังปรากฏรอยแตกที่ร้าวลึกลงมาถึงฐานจนแม้จะอยู่ตรงนี้ก็ยังสังเกตได้



“ให้ตายเถอะตอนเจ้าภูวนัตถ์ยังพอเข้าใจได้นะเพราะมันเป็นผู้ใช้กสิณปฐวี แต่นี่...ต้องอัดกสิณลงไปอาโปธาตุขนาดไหนกันถึงกับทำให้หินแตกเป็นเสี่ยงได้ขนาดนี้”



พิมายกลืนน้ำลายเอื้อก แทนที่จะหวาดกลัวเธอกลับตื่นเต้น



“ดูเหมือนว่าฉันเองก็ต้องเอาจริงยิ่งกว่านี้เสียแล้ว”




###########

สนทนา : ชดเชยที่หายไปนาน+มัวแต่เมากาวทวิตเตอร์อยู่ เลยลงให้เยอะเป็นพิเศษ เก้าหน้าแถมด้วยไม้พายเรือผี 555 ปล.ใกล้รอบชิงเข้าไปทุกทีแล้ววว อยากเห็นใครไฟว์กะใครบ้างคะ บอกให้ฟ็อกซ์รู้หน่อย : )

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #944 Care (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 00:27
    เตมายยยยยย ล๊ากกกกกก
    #944
    0
  2. #943 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 29 มกราคม 2561 / 21:23
    เปิดด้วยเตมาย แล้วไปต่อ คินทร์ชิน เยี่ยมไปโลยยยยยยย 5555555555 #เตมายนี่มีความตีกันแบบพ่อแง่แม่งอนเนอะะะะะะ
    #943
    0
  3. #942 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 13:46
    อยากเห็นนุ้งรักษ์ไฝว้กับเตชินค่ะ 5555555555555555555 นึกภาพกระต่ายถูกเสือขู่ออกเลย น่าเอ็นดูวววว
    #942
    0
  4. #941 DDevil (@DDevil) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 08:18
    อยากอ่านเตมายสู้กันนนนน

    ชอบตอนทั้งคู่ปะทะฝีปากกัน 55+
    #941
    0
  5. #938 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 13:20
    หลบไปๆๆๆๆเรือเตมายมาาาาาาา
    #938
    0
  6. #937 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 01:55
    พี่หาแคปชั่น gif จากไหนครับ แต่ละอันแลดูฮา
    #937
    1
  7. #935 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 23:20
    ุสนุกกกจะรอนะค่ะ
    รอเตมายค่ะ
    #935
    0
  8. #933 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 22:51
    ขอเตมายสักรอบ พอให้ได้เห็นใจกัน )+( )-(
    #933
    0
  9. #932 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 22:49
    คุณพ่อทำดีมากกกก เตมายเท่านั้นนน
    #932
    0
  10. #929 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 22:19
    เฮ้ยแกรรรรร เรามโนถูกว่ะ555//กรีดร้องอย่างเปรมปรี เฮียพลัชแกเป็นหนึ่งในรากษสจริงด้วย ท่าทางครานี้จะมีการประชุมรากษสแหะ มีการกันคนนอกด้วย=-= ใช่แน่เลย
    //ชอบนภาวดีจังคะ แลดูเข้ากับเฮียพลัชดี๊ดี555
    //เรือเตรักษ์กับพิขรสั่นคลอนอีกแล้ว--- /โดนภาคินทร์อัด
    #929
    0
  11. #928 ATIPP (@122792) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 21:54
    อยากเห็น #เตมาย สู้กัน แล้วก็ คู่กัน คุคุ
    #928
    0
  12. #927 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 21:33
    จ้ะะะพ เลาชิพเรือนุ้งมายไม่ถูกแล้ววววิบทนี้ชิพทีเดียว2 คู่ไปอีีกกก 5555 งั้นส่งพี่เตมา เดี๋ยวเจ้ดูแลเองงง 
    แต่ที่ชอบที่สุดคือถูกฟ็อกซ์เล่นอีกแล้วว ชอบอ่ะเวลาเจอเนื้อเรื่องแบบเออเค้าเคยไกด์ไว้แล้วข้างต้นนะ แต่เราลืมเอง อย่างสกิลที่มายกับปะป๋าของลิงน้อยใช้ได้เหมือนกันเนี่ยยย อ่านแล้วแบบ เออว่ะ ไม่พี่เตความจำดีจัง นี่จำได้ว่าตอนที่อ่านบนนั้นคิดว่าเป็นเหล่าคุณลุงที่เล่นหมากล้อมกับหนูรักษ์เพื่อกันนุ้งคินทร์ หรือคนที่มาพาตัวเด็กๆออกไปจากการต่อสู้ซะอีก ชอบๆ ถูกหลอกแบบนี้สนุกดี 55555
    บทนี้เหมือนเฉลยว่าเครือข่ายยักษ์ยังคงมีอยู่ และยังคงรอให้ติดตามต่อไปปปปปปป รอต่อไปปปป 5555
    #927
    1
    • 26 มกราคม 2561 / 21:38
      ถ้าอ่านรวดเดียวแบบเป็นเล่มๆ เราว่าคนน่าจะจำได้หรือเดาถูกกันเยอะอยู่นะ แต่นี่ปั้บ ตอนนั้นกะตอนนี้ห่างกันครึ่งปี 555 นานขนาดนั้นจำชื่อตัวละครได้อยู่ก็บุญคนแต่งแล้ว 555
      #927-1
  13. #926 titania (@nilekia) (จากตอนที่ 76)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 21:28
    หลบปรัยเรือหนูจะพุ่ง!!!!
    #926
    1