ตอนที่ 74 : ตอนที่ ๖๕ เสียงตะโกนของสิงขร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1067
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    4 ม.ค. 61


ตอนที่ ๖๕ เสียงตะโกนของสิงขร



ด้วยความเจ็บระดับนี้พิมายจะไม่แปลกใจถ้ากระดูกแขนเธอจะร้าวหรือหัก



                แต่คงไม่หักหรอกมั้ง เพราะเธอยังทำแบบนี้ได้อยู่เลย



                วูบ!!!



                เด็กสาวตัวสูงวาดวงแขน ชี้ลงพื้น นำพาสายลมให้เคลื่อนตามปลายนิ้วมา มันพุ่งแพ่ออกไปเป็นวงกลม ระเรี่ยสนามประลอง นภันต์ที่กำลังวิ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้งจึงต้องดีดตัวถอยออกไปเนื่องจากเส้นทางถูกปิดกั้น เขาวิ่งอ้อมไปด้านหลัง

    


            พิมายเกร็งฝ่ามือ กระแทกปล่อยสายลมออกไปอีกหลายระรอก ทว่านภันต์มีความเร็วที่เหนือกว่ามาก การโจมตีของพิมายจึงคลาดไปตลอด นอกจากครั้งแรกที่เธอบังเอิญจับแขนเขาได้แล้ว นภันต์ก็ไม่เคยพลาดท่าอีกเลยในขณะที่พิมายกลับมีรอยช้ำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสนับมือโลหะ



                รวมถึงครั้งนี้ก็ด้วย...



                อยู่ดีๆ เด็กหนุ่มก็เร่งฝีเท้า เพิ่มความเร็วจนมองตามไม่ทัน เขาหายไปจากครรลองสายตา รู้ตัวอีกทีก็มาปรากฏตัวอยู่ทางขวาแล้วปล่อยหมัดเข้าใส่ในระยะประชิด ครั้งนี้พิมายยกแขนกันไม่ทัน จึงถูกชกเข้าที่สีข้างอย่างจัง แต่พอจะหันไปโจมตีกลับ นภันต์ก็ถอยหนีกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ห่างออกไปอีกครั้ง



                ญาติผู้พี่ของเธอทำเช่นนี้มาสักพักแล้ว แอบซ่อน ลอบโจมตี แล้วถอยไปตั้งหลัก



แย่ชะมัด นภันต์เคลื่อนที่เร็วเกินไปจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะโต้กลับ มันคือจุดแข็งของเขา และเขารู้ดีว่าจะใช้วิธีไหนจึงจะดึงมาใช้ประโยชน์ได้สูงที่สุด กว่าจะเห็นว่าเขาอยู่ตรงไหน หมัดเสริมสนับโลหะก็จะกระทบผิวเนื้อเธอไปแล้วอยู่ร่ำไป



ผลัวะ!!



เพราะมัวแต่ยืนนิ่ง กำปั้นของนภันต์จึงกระแทกเข้ามาตรงโหนกแก้มเต็มๆ พิมายล้มกลิ้ง คลุกคลานอยู่บนพื้น สภาพของเธอตอนนี้เรียกได้ว่าแย่มากๆ มุมปากและหางคิ้วขวาแตก แขนทั้งสองข้างก็บวมช้ำจนห้อเลือด และอาจจะมีซี่โครงหักไปแล้วสองสามซี่ด้วยซ้ำ ดูไม่ได้เอาเสียเลย



แต่ให้พูดกันตามตรง พิมายเคยอยู่ในสภาพที่แย่กว่านี้เยอะ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่สู้กันเตชินท์เป็นต้น ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นเธอก็ยังสะบัดพัดสู้ไหว



ส่วนในตอนนี้ แม้จะยังไม่ได้หมดแรงหรือสะบักสะบอมจนถึงขั้นขยับไม่ได้ เธอกลับลุกไม่ขึ้นเอาดื้อๆ เหตุผลก็เพราะตัวตนของนภันต์น่ะแหละ...



ทั้งน้ำเสียง รอยเหยียดยิ้ม วิธีที่ขยับตัว ไปจนถึงแววตาที่ใช้มองเลือดและบาดแผลของเธอ ทุกอย่างที่เป็นนภันต์รังแต่จะทำให้อดีตที่เลวร้ายคอยแต่จะผุดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้เนื้อตัวของเธอสั่นระริกและพะอืดพะอมจนขยับตัวไม่ได้



“เห็นแบบนี้แล้วนึกถึงสมัยก่อนเลยเนอะนังโสโครก”



เขายิ้มอย่างลำพอง เดินตรงเข้ามาใกล้ ตั้งท่าเตรียมจะซ้ำใส่ทั้งที่พิธีกรกำลังนับถ้อยหลังสู่ชัยชนะของเขาแล้วแท้ๆ



“ไม่ว่าจะเมื่อไหร่แกก็ยังทุเรศและขี้แพ้เหมือนเดิมไม่มีผิด”



เพราะหากไม่นับเรื่องที่ได้พบกับรักษ์นาราแล้ว วัยเด็กของพิมายก็ไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยสักนิด



ทุกๆ วันเต็มไปด้วยบาดแผลและถ้อยถากถาง นภันต์และเด็กในรุ่นเดียวต่างทุ่มความเกลียดชังที่เธอไม่เข้าใจเข้าใส่ พวกผู้ใหญ่ก็เอาแต่เมินเฉย แม้แต่พ่อกับแม่ก็เอาแต่จำทน พิมายจำได้ว่าเคยเห็นพ่อกับแม่ทะเลาะกันอยู่หลายครั้ง พ่อบอกให้หนี ให้ย้ายบ้านไปให้ไกลจากเหล่ามารุตพาตทว่าแม่ไม่ยอม แม่เอาแต่พูดว่าแม่ให้สัญญาไว้แล้วว่าจะรอยังไงก็ต้องรอ



พิมายเข้าใจเอาเองว่าแม่ยังคงอยากกลับไปคืนดีกับตายายอยู่ ยังคงอยากให้พ่อของเธอได้รับการยอมรับ และอยากให้ความรักครั้งนี้ได้รับการเห็นชอบ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้แม่ยังทนอาศัยอยู่ในเมืองอาคเนย์มาได้หลายต่อหลายศกทั้งที่ต้องเผชิญกับความร้ายกาจของคนในสกุลยิ่งกว่าเธอหลายเท่า เธอเดาเอาว่ามันต้องเป็นเช่นนั้น



ซึ่งพอมานึกย้อนดูแล้วเหตุผลนี้ก็ไม่ได้เข้ากับประโยคที่บอกว่าสัญญาจะรอเลยสักนิด ทว่าตอนนั้นพิมายยังเด็ก ทั้งหวาดกลัวและโดดเดี่ยว เธอจมอยู่แต่กับความรู้สึกที่ว่าถูกคนทั้งโลกหันหลังให้มาโดยตลอด การมีอยู่ของรักษ์นาราเป็นเพียงเส้นด้ายบางๆ เส้นเดียวที่คอยขวางกันระหว่างเธอกับความคิดอันขลาดเขลาว่าจะจบปัญหาด้วยความตาย



เพราะต่อให้มีรักษ์นาราอยู่ในชีวิต พิมายก็ยังถูกนภันต์และพรรคพวกทำร้ายอยู่ร่ำไป และทุกครั้งที่ต้องเผชิญความโหดร้ายทั้งหลาย สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือก้มหน้านิ่งยอมรับชะตากรรม



พร้อมเฝ้าหวังให้มันผ่านพ้นไปไวๆ...



 “มัวทำบ้าอะไรอยู่!! ลุกขึ้นมาเร็วเข้า!”



หมับ!!!



ในวินาทีนั่นเองที่ถ้อยตวาดลั่นจากริมขอบสนามดังเสียดแทรกฝูงชน ความคุ้นเคยในน้ำเสียงส่งผลให้ร่างกายของพิมายขยับตัวทันทีก่อนที่สมองจะคิดได้เสียอีก เธอยกฝ่ามือขึ้นป้องใบหน้า หยุดหมัดของนภันต์ด้วยอุ้งมือได้ทังท้วงที ร่างกายที่บอบช้ำเริ่มหยัดยืนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง



ดวงตาสีลูกหว้าเหลือบมองไปเบื้องหลัง ตรงริมขอบสนามคือร่างโทรมเหงื่อของสิงขร คีรีรัตน์ที่ยืนทำสีหน้าทมึงทึงใส่เธออยู่



“ขยับสิเฮ้ย! เคยสอนแล้วไม่ใช่เหรอว่าเวลาสู้กันอย่ายืนนิ่ง”







 

วัยเด็กของพิมายไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลยสักนิด



หากไม่นับเรื่องที่ได้พบกับรักษ์นาราและเขาคนนั้นละก็นะ...



พิมายจำวันที่พบเขาเป็นครั้งแรกได้ กลางคิมหันต์ และดอกคูณกำลังออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่ง เธอถูกนภันต์และพวกลากตัวมาที่ท่าน้ำ หลังมองพวกเขาเล่นกันจนเหนื่อย เธอก็ถูกใช้ให้ไปซื้อน้ำมาให้ แต่เพราะทางไกลผสมอากาศที่ร้อนระอุ น้ำจึงหายเย็นไปแล้วตอนที่เธอกลับมาถึง



“คิดจะแกล้งคุณนภันต์หรือไงนังสวะ! อากาศร้อนขนาดนี้ยังจะเอาน้ำอุ่นมาให้อีก”



                ลูกน้องคนหนึ่งของนภันต์บริภาษ ตอนนี้พิมายจำใบหน้าของเขาไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ



“ขะ...ขอโทษ ฉันรีบมาเร็วที่สุดแล้ว” เธอพยายามแก้ตัว แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่รับฟัง



“หุบปาก!



เขาพลักอกพิมายอย่างแรงจนเธอล้ม ข้อศอกถลอกจนเลือดซิบ น้ำหวานในกระบอกไม้ไผ่หกกระจาย อีกคนเข้ามาช่วยเสริม แตะดินทรายเข้าใส่เธอและว่าซ้ำ



“ถ้าคุณนภันต์ไม่ได้สั่ง แกห้ามพูด! เข้าใจไหมนังชั้นต่ำ”



“อี๋ ฉันเผลอแตะตัวมันด้วยนี่หว่า จะติดเสนียดไหมเนี่ย”



“รีบไปล้างมือเร็วๆ เลย”



“ฉันว่าอาบน้ำไปเลยดีกว่า”



“อย่าลืมเอาเสื้อไปเผาด้วยนะ”



“นั่นสิ ฮ่าฮ่าฮ่า”



“ฮ่าฮ่าฮ่า”



มาคิดๆ ดูแล้ววันนั้นก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลยแม้แต่น้อย วิธีแกล้งแบบเดิมๆ คำดูถูกแบบเดิมๆ เจ็บตัวแบบเดิมๆ ทว่าความอดทนของพิมายกลับสะบั้นลงเสียอย่างนั้น ดวงตาสีลูกหว้าช้อนมองญาติผู้พี่ซึ่งนั่งเอนหลังอยู่บนรากไม้ใหญ่โดยไม่ได้เข้ารวม ปล่อยให้เปล่าลูกน้องสุ่มหัวรังแกเธอไป



ว่ากันตามตรงแล้ว นภันต์เป็นเช่นนี้เสมอ แม้จะทำตัวยั่วยุและเป็นแกนนำในการกลั้นแกล้ง ทว่ากลับไม่ได้ร่วมด้วยทุกครั้งไป สีหน้าของเขาเหยียดหยาม แต่ก็ไม่ใช่ความสนุกสนานหรือสาแก่ใจเช่นของเหล่าผู้ติดตาม ไม่มีเลยแม้แต่น้อย บางครั้งพิมายก็อดคิดไม่ได้ว่านภันต์ไม่ได้ชอบที่จะทำแบบนี้ด้วยซ้ำ เขาแค่ทำๆ มันไปเหมือนเป็นหน้าที่



“ฉันไปทำอะไรให้พี่กัน!!” เธอถามพร้อมพยายามยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก น้ำตาเริ่มหยดร่วง “เราเป็นญาติกันไม่ใช่เหรอ ทั้งๆ ที่มีสายเลือดเดียวกันแท้ๆ แล้วทำไม...”



“อย่ามาพูดให้ขำหน่อยเลย”



และในที่สุดนภันต์ก็ขยับตัว เขาเดินตรงมาหาพิมาย ความเกลียดชังอัดแน่นในแก้วตาสีฟ้ากระจ่าง



“ญาติเหรอ? สายเลือดเดียวกัน? ไอ้ของพวกนั้นมันไม่มีความหมายเลยสักนิด เพราะเลือดโสโครกจากต่างแคว้นของแกมันหลบเลือดดีๆ ของมารุตพาตไปจนหมด”



ถ้อยคำเหล่านั้นสลักอยู่ในใจพิมายเสมอมา เธอพยายามกลบฝั่งมันไว้ใต้ท่าทีร่าเริงและห้าวหาญ ภายนอกอาจทำได้ดีทว่าภายในแล้วเธอยังสั่นกลัวอยู่ไม่คลาย สายตาของนภันต์ในวันนั้นทำให้เธอกลัว พิมายรู้ดีว่านภันต์เกลียดเธอ แต่ไม่เคยตระหนักได้ว่ามันมากมายขนาดไหนจนกระทั่งได้มายืนประจันหน้ากันในระยะประชิดเช่นนี้



“แกถามใช่ไหมว่าทำไมฉันต้องทำแบบนี้ด้วย เหตุผลมันง่ายนิดเดียว ก็เพราะแกเกิดมายังไงละ เพราะแกสกุลเราถึงซวยกันไปหมด!!!



บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พิมายกลัวที่จะยืนอยู่ต่อหน้านภันต์เสมอมา ไม่ใช่แค่เพราะเขาเป็นพี่หรือมีอำนาจมากกว่า แต่เพราะเหตุผลของเขาไม่สามารถลบล้างหรือแก้ไขได้ เขาเกลียดเธอ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าหน้าผมหรือคำพูด แต่เขาเกลียดทั้งหมดที่เป็นเธอ ตัวตนของเธอ การมีอยู่ของเธอ



ประโยคนั้นบาดลึกยิ่งกว่าแผลใดที่นภันต์เคยทำไว้กับเธอ



และในวินาทีที่ได้แต่ยืนนิ่งพร้อมน้ำตาอาบหน้า นภันต์ก็เงื้อมือขึ้นเตรียมจะทำร้ายเธออีกครั้ง



ทว่าคราวนี้...



หมับ!



“ไม่ดีเลยนะไอ้หนู เด็กผู้ชายสี่ห้าคนมารุมทำร้ายสุภาพสตรีตัวคนเดียวแบบนี้”



มีคนนอกปรากฏตัวขึ้นเสียก่อน เป็นชายหนุ่มน่าจะอายุรุ่นราวคราวพ่อของเธอได้ ส่วนสูงก็พอๆ กับชายชาวนิวารินทั่วไป แต่เมื่อมายืนเทียบกับกลุ่มเด็กอายุสี่พันวันเศษๆ เช่นนี้เขาจึงดูเหมือนยักษ์ใหญ่ไปโดยปริยาย มือหนากำข้อมือของเด็กชายได้จนรอบ หลังแกล้งบีบให้พอเจ็บแต่ไม่ถึงกับมีรอยเขาก็สะบัดนภันต์ไปทางผู้ติดตาม



พิมายจำได้ลางๆ ว่านภันต์สบถลั่น เอาแต่ด่าประมาณว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง เธอจำรายละเอียดหลังจากนั้นไม่ค่อยได้ว่าเขาคนนั้นทะเลาะอะไรกับนภันต์ไปบ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วญาติผู้พี่ของเธอก็ยอมล่าถอยไปโดยทิ้งเธอไว้กับเขา



“ให้ตายเถอะ เด็กสมัยนี้นี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย”



ชายหนุ่มบ่นอุบอิบ พิมายจำได้ว่าตอนนั้นเขายังไม่ได้ไว้หนวดเคราเลยด้วยซ้ำ ตอนที่เงยหน้าขึ้นมอง เธอเลยสังเกตเห็นแผลเป็นเล็กๆ ที่มุมกรามขวาได้ ถ้าจะมีอะไรที่ไม่เปลี่ยนคือเจ้าชุดสีสันบาดตาซึ่งใส่อยู่เป็นประจำ วันนั้นเป็นเสื้อคอกลมสีเขียวเหมือนใบตองสด ดูเข้ากับดีพิลึกกับภาพดอกคูณที่บานสะพรั่งอยู่เป็นฉากหลัง



“ถลอกไปทั่งตัวเลยนี่หว่ายัยหนู ไปทำแผลกันก่อนไหม”



แทนที่จะขอบคุณคนที่ช่วยปกป้องเธอไว้ พิมายกลับเริ่มแบะปากร้องไห้เสียอย่างนั้น



“หะ...ห้ามเรียก...ฮึก...ว่า...ฮึก...ยัยหนูนะ...มะ...มีชื่อนะ...ฮึก...ไม่ใช่คนไร้ตัวตนสักหน่อย ไม่ได้...ฮึก...อยากให้เป็นแบบนี้สักหน่อย”



ถ้อยคำของเธอฟังไม่ต่อเนื่อง แถมยังจับใจความไม่ได้แม้แต่น้อยเพราะเธอเอาเรื่องที่นภันต์เพิ่งพูดมาปนกันมั่วไปหมด ชายหนุ่มลูบท้ายทอยอย่างอ่อนอกอ่อนใจก่อนจะย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าเพื่อให้ระดับสายตาใกล้เคียงกับเธอมากขึ้น เขาเอื้อมมือมาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าออกให้อย่างแผ่วเบาพลางถามแกมสั่ง



“งั้นก็บอกชื่อมาสิจะได้ไม่ต้องเรียกว่ายัยหนู”



“ตะ...แต่...ลุงเป็นคนแปลกหน้า...ฮึก...หนูไม่ควรพูดกับคนแปลกหน้า”



ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะมา มือหนาวางลงบนศีรษะแล้วยีไปมาอย่างเอ็นดู การกระทำอันอบอุ่นและเหนือคาดทำให้เด็กหญิงชะงัก หยาดน้ำตาและความเศร้าโศกที่เคยพรั่งพรูหยุดลงได้ในที่สุด



“ฉันชื่อสิงขร รู้แล้วก็ห้ามเรียกว่าลุงด้วยฉันยังไม่แก่ขนาดนั้นสักหน่อย เข้าใจไหมยัยหนู”



และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา พิมายก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย







 

“ขยับสิเฮ้ย! เคยสอนแล้วไม่ใช่เหรอว่าเวลาสู้กันอย่ายืนนิ่ง”



คนเป็นครูต่อว่าดังลั่นจนเสียงพากษ์บรรยายจากพิธีกรแทบจะเทียบไม่ติด



นภันต์อาศัยจังหวะที่พิมายกำลังเผลอปล่อยหมัดอีกข้างเข้าใส่



หมับ!



ทว่าเด็กสาวกลับใช้อีกมือรับได้ทั้งที่ไม่ได้หันมองเลยสักนิด ดวงตาสีฟ้าสดเบิกกว้างอย่างตกตะลึงเมื่ออยู่ๆ หมูในอวยก็มีท่าทีเปลี่ยนไปกะทันหัน ตอนนั้นเองริมฝีปากซึ่งกำลังเหยียดยิ้มน้อยๆ ของพิมายก็พึมพำออกมา



“ขี้บ่นจริงๆ ทำเอานึกถึงเรื่องเมื่อตอนนั้นขึ้นมาได้เลยแฮะ”



โป๊ก!!



ก่อนเจ้าของรอยยิ้มจะหันมาโขกศีรษะกระแทกใส่นภันต์อย่างแรก เล่นเอาว่าที่ผู้นำสกุลมารุตพาตเซถ้อยไปหลายก้าว ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว พิมายตามมาซ้ำด้วยการอัดลมไปรวมกันที่เท้าและวาดขาเตะสูงเข้าที่ก้านคอ นภันต์ยกแขนป้องได้ทัน แต่ด้วยความที่ยังมึนงง เขาจึงลอยกระเด็นไปเกือบวา



                ตอนที่ยันตัวขึ้นมา เลือดจากหน้าผากก็เริ่มไหลลงมาพอที นภันต์ยกมือขึ้นแตะดู ก่อนจะแสดงสีหน้าบิดเบี้ยว



                “แก!! บังอาจนักนังสวะ!!



                “ถ้ามองจากสายตาของมารุตพาตแล้ว ฉันอาจจะเป็นสวะจริงๆ ก็ได้” พิมายใช้หลังมือเช็ดเลือดบริเวณหน้าผากออกไปเช่นกัน ดวงตาสีลูกหว้ามองตรงมาทางเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เธอยอมรับในความต้อยต่ำและแปลกแยกออกมาตรงๆ เช่นนี้



                “คำพูดของพี่อาจจะเคยครอบงำฉันมาก่อน กดให้ฉันตกต่ำและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่อีกแล้ว เพราะตอนนี้ฉันตระหนักได้แล้วว่ายังมีคนอีกมากแค่ไหนที่เห็นคุณค่าของฉัน ในตัวตนของฉันและในทุกสิ่งที่ฉันเป็น และฉันจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังด้วยการมาแพ้ให้พี่เด็ดขาด”



ถ้อยคำมุ่งมั่นและอาจหาญ ทว่าการกระทำกลับน่าฉงน เพราะอยู่ๆ พิมายก็ลดมือที่ตั้งท่าสู้อยู่ลงแล้วลงมือฉีกชายเสื้อของตนเองออกเป็นผ้าผืนยาวกว้างเกือบคืบ เปิดเผยเห็นผิวเนื้อสีมะกอกและแถบผ้ารัดอกร่ำไร



                “ตอนแรกฉันกะจะเก็บวิชานี้ไว้สู้กับเจ้าขี้เก็กสองคนนั้นสักหน่อย แต่คิดไปคิดมาถ้าขืนมัวแต่เล่นละก็ฉันคงก้าวข้ามพี่ไปไม่ได้แน่ๆ”



                ท่ามกลางคำบรรยายตะกุกตะกักของพิธีกรและเสียงร้องแซวจากคนดู พิมายยกผ้าผืนนั้นขึ้นผูกตาตนเองอย่างไม่ใส่ใจ



                “พร้อมแล้วก็เข้ามาได้ทุกเมื่อ ฉันจะแสดงให้พี่ดูเองว่าพวกน่ารังเกียจต่างแคว้นเขาสู้กันยังไง”





##########


สนทนา : แวะมาต่อเรือให้ค่าาาา จะว่าไป ครูสิงนี่โผล่มาได้จังหวะตลอดเลยแฮะ 555



 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #939 -S!MPLE- (@khimmonsicha) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 19:38
    พิมายหล่อมากเลยฮือออออ
    #939
    0
  2. #930 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 22:31
    เตมายยยยยยย พายๆๆๆ
    #930
    0
  3. #904 koykato (@koykato) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 14:58
    กำลังอิน....มากค่ะ....
    #904
    0
  4. #903 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 11:20
    พิขร บันไซ!!!!!!!! #สิงขรผู้เลี้ยงต้อย 55555555555
    #903
    0
  5. #902 frist star (@pootai_44) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 17:19
    ลงเรือเตมายไปแล้ว 55
    #902
    0
  6. #900 np zaaa (@np-zaaa) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 12:41
    ยังเรือเตมายอยุ่อะ แม้จะหวั่นไหวกับครูสิงขรไปบ้างง555
    #900
    0
  7. #899 np zaaa (@np-zaaa) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 12:40
    ยังเรือเตมายอยุ่อะ แม้จะหวั่นไหวกับครูสิงขรไปบ้างง555
    #899
    0
  8. #898 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 21:10
    โง้ยยยย เลือกเรือไม่ได้ แงง รักทั้งพี่เตและเห็นใจความรักของหนูมายที่มีต่อครูสิงห์ แงง
    งั้นเอางี้หนูมายก็ชิพกับครูสิงห์ไปเหมือนเดิมเนอะ เดี๋ยวเราจะดูแลพี่เตให้เองง แงง
    #ทีมเสียสละตัวเอง
    #898
    0
  9. #897 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 16:35
    ผิดมั้ยถ้าเราจะอยูเรืออื่นที่ไม่ใช่เรือนี้//เรือเตมายจ้าาาา
    #897
    0
  10. #896 Husega Momoe (@momo-jang) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 12:06
    ชอบมากกกกกกก​ ครูสิงงง
    #896
    0
  11. #895 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 10:23
    มวยโบราณนะขอเดา
    #895
    0
  12. #894 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 07:39
    ต่อไปนี้จะไม่เรียกลุงสิงแล้วจะเรียกพี่สิงงงงงง แหม นานๆทีมาแต่กินซีนไปทั้งตอนเลยนะคะ 5555555555 อยากให้มายลงเอยกับครูสิงจริงนะ ฮือชอบน่าร้ากกกกก
    #894
    0
  13. #893 Som Juthamas (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 06:39
    โอ้ยยย ตัดจบตอนได้ค้างงมากก ครูสิงมาถูกจังหวะจริงๆ
    #893
    0
  14. #892 Som Juthamas (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 06:38
    โอ้ยยย ตัดจบตอนได้ค้างงมากก ครูสิงมาถูกจังหวะจริงๆ
    #892
    0
  15. #891 แมวเหมียว (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 5 มกราคม 2561 / 04:29
    โอ้ยค้างงงง ไรต์รีบมาต่อเร็วๆ
    #891
    0
  16. #889 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 22:09
    พิมายสู้ๆๆๆๆๆๆๆ ครูสิงของเรามาได้จังหวะจริงๆ สนุกกกกกกกกกกรอค่ะ พิมายใช้วิชาของพ่อแน่เลย รออออออออัพอีกไวไวน้ากำลังสนุกเลยค่ะ
    #889
    0
  17. #888 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 21:57
    อร๊ายยย ทีมพิขรมาพายกันค่ะ //เอ้าจ้ำฮึบจ้ำๆฮึบ
    บอกได้อย่างเดียวคือฉากนี้มาเพื่อสนองนี้ดแลโปรยเสน่ห์ครูสิงจริงจัง-/////-
    #888
    0
  18. #887 phoenix591 (@wjnm) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 21:44
    อู้ววววว เล่นมันให้สลบเลยพิมายยยยย!! สู้เค้าๆๆ!!!
    #887
    0