ตอนที่ 73 : ตอนที่ ๖๔ บาดแผลของพิมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1095
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    29 ธ.ค. 60


ตอนที่ ๖๔ บาดแผลของพิมาย

 



                พิมายพยายามสูดหายใจเข้าลึกและผ่อนลมหายใจช้าๆ

               


               เธอพยายามทำตามที่พ่อสอน ตั้งสมาธิ คัดกรองเสียงรอบข้างให้เหลือเพียงเสียงของเธอและคู่ต่อสู้เท่านั้น และมันช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกินเมื่อก้อนเนื้อในอกเอาแต่เต้นระรัวด้วยความขลาดกลัวอยู่แบบนี้ ให้พูดตามตรงเลยคือเธอยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับนภันต์ ถ้าให้กำหนดเวลาเอง ไม่ว่าเมื่อไรก็คงไม่มีวันพร้อม



                อาจเพราะแบบนี้ฟ้าเลยกำหนดให้เธอเสียเองในสนามประลองเช่นนี้



                ดวงตาสีลูกหว้าเหลือบมองไปยังทิศที่กลุ่มของรักษ์นารานั่งอยู่ ไกลเกินตาจะมองเห็นรายละเอียด แต่พิมายเชื่อว่าเพื่อนสนิทของเธอ ฝาแฝดหรือแม้แต่เจ้าภาคินทร์ก็คงกำลังจับจ้องมาที่เธอเช่นกัน พ่อของเธอก็คงวนเวียนไม่ไกลจากตรงนั้นมากนัก



                หลังสูดสายใจเข้าลึกและผ่อนลมหายใจออกอีกครั้งพิมายก็ลงมือถอดเสื้อคอกลมแขนกระบอกตัวนอกออก เผยให้เสื้อแขนกุดเนื้อบางจนแทบเห็นแถบผ้ารัดอกข้างใน ท่อนล่างยังเป็นโจงกระเบนตัวเดิมว่าถูกถกให้สั้นขึ้นมาที่ระดับพอดีเข่า เท่านี้น่าจะเพียงพอในการใช้สู้กับญาติผู้พี่ของเธอแล้ว



                หลังพิธีกรประกาศเรียกเป็นครั้งสุดท้ายเธอก็ก้าวขึ้นไปบนเวที



                “ว่าไงนังสวะ”



                นภันต์ไม่รอช้าที่จะเอ่ยทักทายในแบบที่เขาถนัด และช่างบังเอิญที่เขาแต่งตัวคล้ายพิมายเหลือเกิน โจงกระเบนสีเขียวแก่สั้นแค่เข่า เสื้อคอกว้างแขนกุดเนื้อบาง ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้เนื้อหนังสัมผัสกับสายลมได้ชัดเจนที่สุด



                “น่าเสียดายที่เรามาเจอกันเร็วไปหน่อยฉันเลยใช้อาวุธกับแกไม่ได้”



พิธีกรกำลังทบทวนกติตา ทว่านภันต์ก็ยังไม่หยุดถ้อยถากถางอยู่ดี สองมือของเขาไขว้กอดอก ทำให้พิมายสังเกตเห็นว่าเขาใช้ผ้าป่านพันรอบข้อมือแบบพวกนักมวยมาด้วย แปลกแฮะ แก่นวิชาหลักของสกุลมารุตพาตคือความเร็วและการอาศัยช่องโหว่เล่นทีเผลอ ปะทะกันตรงๆ แบบพวกกีฬาแม่ไม้มวยเช่นนี้ ให้ดูยังไงก็ไม่เหมาะกับนภันต์เลยสักนิด



“แต่ก็นั้นแหละ พอถึงรอบที่ยอมให้ใช้อาวุธได้ก็คงไม่เจอแกอยู่ดี กระจอกเสียขนาดนี้ หึหึ”



                “ทำไมพี่ต้องเกลียดฉันมากขนาดนั้นด้วย” พิมายโพล่งถามอย่างอดไม่ได้ เธอไม่ได้คาดหวังคำตอบ เพราะเธอเคยถามเช่นนี้เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว เธอแค่อึดใจและขลาดกลัว แม้จะรู้ดีว่าวิธีนี้ไม่อาจช่วยบรรเทาความเรื้อรังของรอยแผลแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันปวดหนึบต่อไป เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นอะไรที่เหนือคาดไม่น้อยเมื่อนภันต์ยอกย้อนกลับมาอย่างเย็นชา



                “เพราะแกเป็นแกน่ะสิ ยังต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่านี้อีกเหรอ”



                “ทั้งคู่พร้อมนะครับ...การต่อสู้จะเริ่มขึ้นใน...ห้า...” พิธีกรกำลังนับถอยหลังทั้งคู่จึงตั้งท่า



“กฏบอกว่าห้ามทำร้ายถึงตายก็จริง แต่กว่าพวกกรรมการจะห้ามฉันทันแกก็คงพิการไปแล้ว ดวงถึงฆาตแท้ๆ เลยมาเจอฉันตั้งแต่รอบแรกๆ แบบนี้”



“สี่...สาม...สอง...”



“ไม่หรอก” พิมายตอบโต้เป็นครั้งแรก ถ้อยคำเรียบง่าย แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันทำให้นภันต์ดือดเพียงใด “พี่ต่างหากที่ดวงถึงฆาตที่มาเจอฉัน ไม่งั้นพวกมารุตพาตอาจชูคอได้มากกว่านี้ก็ได้”



“หนึ่ง...สู้ได้!!!



ไม่ทันสิ้นเสียงประกาศนภันต์ก็หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่แล้วมาโผล่ตรงหน้าพิมายในพริบตา พูดให้ถูกต้องคือเขาเคลื่อนตัวเร็วมากจนตาเปล่าแทบมองไม่ทันมากกว่า พิมายยกแขนไขว้เพื่อตั้งรับ หมัดกระแทกส่งเสียงดังปึ้ก ความเจ็บปวดแล่นปราด เจ็บกว่าที่ควรจะเป็น มีบางอย่างผิดปกติ



ทว่ายังไม่ทันจะโต้กลับ นภันต์ก็สะกิดเท้า ถอยไปตั้งหลักยังจุดที่ไกลออกไปเสียก่อน



พิมายจึงเกร็งฝ่ามือ กระแทกไปเบื้องหน้า ส่งสายลมกลุ่มใหญ่ออกไป แทนที่จะหลบ นภันต์กลับวิ่งตรงเข้ามาหาอย่างไม่กลัวเกรง แต่เพียงไม่ถึงก้าวก่อนจะปะทะกับสายลมของพิมาย เขาก็หายไปแล้วมาปรากฏตัวทางขวามือพร้อมหมัดที่ง้างขึ้น



อีกครั้งที่พิมายทำได้เพียงตั้งรับ แขนขวาของเธอเจ็บร้าว และเป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง



ทว่าไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว เพราะจังหวะนี้แหละที่เธอจะได้เรียกคะแนนคืน!



พิมายพุ่งมือซ้ายไปกำข้อมือของนภันต์ไว้เพื่อกันเขาถอยหนีไปเหมือนเมื่อครู่ เธอทิ้งตัวจนแผ่นหลังแตะพื้นพร้อมใช้เท้าถีบเข้าที่ท้องของนภันต์เพื่อช่วยส่งแรงเหวี่ยงเขาไปอีกทาง ไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว พิมายเกร็งฝ่ามือทั้งสองข้าง ส่งลมซัดกระแทกนภันต์เข้าไปอีกต่อ



ตุบ! ตุบ!



ร่างผอมกระเด็นถอยไปหลายวา เขากระแทกพื้นไปหนึ่งถึงสองจังหวะ ก่อนจะพลิกตัวกลับมาตั้งท่าได้ สีหน้ากราดเกรี้ยวริมฝีปากพึมพำถ้อยสบถ มันเว้นช่องว่างให้พิมายได้สำรวจตัวเอง แขนซ้ายของเธอแดงช้ำและบางจุดถึงกับห้อเลือดด้วยซ้ำ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้สำหรับหมัดธรรมดา ต่อให้หุ้มลมไว้รอบกำปั้นก็ยังยากจะก่อให้เกิดความเสียหายในลักษณะนี้ได้อยู่ดี เว้นเสียแต่...



ดวงตาสีลูกหว้าเหลือบมองไปทางญาติผู้พี่ ผ้าป่านที่รุ่ยลงมาเล็กน้อยเผยให้สีเงินวาววับข้างใต้



สนับมือโลหะ เขาแอบเอาอาวุธเข้ามาด้วย!



นภันต์รู้ตัวแล้วว่าพิมายสังเกตเห็น จึงรีบพันกระชับผ้าเพื่อซ่อนมันไว้ตามเดิมแล้วดีดตัวพุ่งเข้ามาโจมตีเธออีกครั้ง ปิดโอกาสไม่ให้ร้องบอกกรรมการได้ แต่ไม่จำเป็นหรอก ต่อให้รู้ว่าเขาโกงเธอก็จะไม่พูดอะไรเด็ดขาด พิมายไม่ต้องการมีชัยเหนือนภันต์ด้วยการที่อีกฝ่ายถูกปรับแพ้ เธอจะเอาชนะเขาด้วยทุกอย่างที่มีอย่างถูกต้องแล้วข้ามผ่านทั้งอดีตและความกลัวไปให้ได้






 

“เธอคนนั้นนามสกุลมารุตพาตเหรอ”



มุกตาภาพึมพำถามตุลย์ผู้นั่งอยู่ข้างกัน คิ้วสั้นขมวดมุนด้วยความสงสัยก่อนจะโพลงถามออกไปอีกรอบ



“แต่เธอตาสีม่วง”



“ประเด็นนี้อีกแล้วเหรอเนี่ย” แฝดเตโชกรอกตามองบนอย่างไม่ปิดบัง น้ำเสียงระอาสื่อความหมายแทนทุกอย่างที่ถูกละไว้ว่าเขาไม่อยากพูดถึงมัน



 “ฉันเพิ่งถามเป็นครั้งแรกนะยะมาอีกลงอีกแล้วอะไรกัน!” มุกตาภาโวยเพื่อแก้ต่างให้ตนเอง ก่อนจะกลายเป็นหน้าแดงก่ำเมื่อรักษ์นาราผู้นั่งอยู่แถวเดียวกันชะโงกตัวมาเฉลยให้



“พ่อของมายมาจากแคว้นอื่นน่ะจ๊ะสีตาเลยออกมาไม่เหมือนใครอย่างที่เห็น แล้วก็ตามกฏหมายถ้าต้องการได้สัญชาตินิวารินก็ต้องใช้นามสกุลจากฝั่งพ่อหรือแม่ที่เป็นนิวารินเท่านั้น สุดท้ายก็เลยเป็นมารุตพาตที่ดูต่างจากมายาคติที่ยึดถือกันมานิดหน่อยแหละ”



เพราะได้คุยกับคนที่ชอบนักหนาโดยไม่ทันตั้งตัวมุกตาภาจึงทำตัวไม่ถูก เธอยังมีอีกสองสามเรื่องที่อยากจะถาม ทว่าคำพูดกลับกระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบอยู่ในลำคอเสียอย่างนั้น



ตุลย์มองตาขวาง แต่ก็ไม่มีผลใดต่อมุกตาภาทั้งสิ้น เด็กหญิงยังคงจ้องมองใบหน้าอ่อนโยนพร้อมถ้อยตะกุกตะกักต่อไป กระทั่งภาคินทร์ผู้ย้ายมานั่งข้างรักษ์นาราแทนที่พิมายชะโงกตัวมามองนิ่งๆ นั่นแหละ มุกตาภาจึงกลับมานั่งตัวตรงหันมองไปเบื้องหน้าได้ในที่สุด



“เพิ่งเคยได้ยินแฮะว่านิวารินมีกฏหมายข้อนี้ด้วย” ภูวนัตถ์เอ่ยถามบ้าง แทรกตัวเข้ามาร่วมบทสนทนาได้อย่างแนบเนียนเช่นเคยจนมุกตาภาชักอิจฉา



 “อยู่ในประมวลกฏหมายของเจ้าหลวงกฤตาณัฐจ้ะ” รักษ์นาราแหงนหน้าขึ้นไปตอบคนที่นั่งอยู่แถวบนให้ “เพราะส่วนมากเป็นกฏหมายเกี่ยวกับชนต่างแคว้นเลยไม่ค่อยมีคนรู้จักเท่าไหร่ ถ้าสนใจไว้เดี๋ยวเราแนะนำให้นะ หนังสือค่อนข้างหายากนิดหนึ่งเพราะซุกอยู่มุมตู้ของห้องสมุดเลย”



ภูวนัตถ์กำลังจะอ้าปากปฏิเสธว่าเขาไม่ถูกโรคกับตัวหนังสือเยอะๆ เท่าไร พูดให้แรงกว่านั้นคือไม่คิดสนใจเรื่องพวกนี้เลยมากกว่า แค่ได้ยินคำว่ากฏหมายก็ฟังน่าเบื่อมากพอแล้ว ยิ่งเป็นกฏหมายเกี่ยวกับชาวต่างแคว้นยิ่งแล้วใหญ่ ไม่น่ามีประโยชน์อะไรกับเขาเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้คู่หมั้นสุดที่รักของเขาจะมีเลือดต่างแคว้นไหลเวียนอยู่ก็เถอะ แต่มันก็เจือจางมาก เพราะปนมาตั้งแต่สมัยรากเหง้าบรรพบุรุษโน้น ซ้ำยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากไปกว่าทำให้เธอบังเอิญมีสีตาที่สวยมากเฉยๆ



ว่าที่ผู้นำสกุลคีรีรัตน์กำลังคิดอยู่ว่าจะเลือกคำไหนดีที่ไม่ทำให้รักษ์นาราเสียน้ำใจ ทว่าชวินทร์กลับแทรกขึ้นมาเสียก่อน แสดงความสนใจในเรื่องเดียวกันและต่อเติมบทสนทนาได้อย่างลงตัว



“ผมก็เคยอ่านเล่มนั้นนะครับ ใช้คำง่ายแต่ครอบคลุมมาก น่าจะเป็นประมวลกฏหมายที่อ่านง่ายที่สุดในบรรดาทุกฉบับเลยด้วยซ้ำ ผมยังคิดอยู่เลยว่าถ้าแคว้นเราเอากฏหมายของเจ้าหลวงกฤตาณัฐมาใช้ให้มากกว่านี้ตอนเรียนนิติศาสตร์กับอาจารย์คงง่ายขึ้นเยอะ”



รักษ์นาราแสดงท่าทีครุ่นคิดก่อนตอบเสียงใส



“ถ้าแบบนั้นชวินทร์คงต้องอ่านฉบับคัดลอกของเจ้ากรมยุติธรรมที่ชื่อวรัญญูแล้วแหละจ้ะ เขาเขียนเข้าใจง่ายมากเลยนะ มันไม่เป็นที่นิยมเพราะยกอ้างไปใช้จริงไม่ได้ แต่ถ้าจะใช้ช่วยให้เรียนได้ง่ายขึ้นละก็มีประโยชน์มากเลยแหละ”



สองคนนี้เป็นเด็กที่อายุเท่าเขาและน้อยกว่าจริงหรือเนี่ย ภูวนัตถ์คิดพลางลอบปาดเหงื่อ เพราะทุกประโยคและความคิดเห็นที่ทั้งคู่แลกเปลี่ยนกัน ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่กลางดงนักปราชญ์ซึ่งกำลังถกเรื่องประเด็นการเมืองและสังคมอันยากเกินเข้าใจไม่มีผิด



ชวินทร์น่ะไม่เท่าไร เพราะภูวนัตถ์เคยได้ยินข่าวลือมาบ้างเหมือนกันว่าผู้นำสกุลชลัชพงษ์นำลูกชายผู้พิกลพิการไปเลี้ยงอย่างแอบซ่อน ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อเรื่องนี้หรอก เพราะรู้กันอยู่ว่าในแวดวงชั้นสูงเต็มไปด้วยข่าวโคมลอยไร้มูลความจริงเยอะแยะแค่ไหน ทว่าเมื่อได้เห็นทั้งสีตาและใบหน้าของเด็กหนุ่มร่างผอมชัดๆ แล้วก็ยากจะปฏิเสธถึงสายเลือดที่แท้จริงได้



และถึงจะมีร่างกายที่ด้อยค่า แต่สายเลือดที่สูงส่งก็คงทำให้ชวินทร์ได้รับการศึกษามาไม่น้อย เผลอๆ อาจจะสูงกว่ามาตราฐานไปมากด้วยซ้ำเมื่อฟังจากคำพูดคำจาและแนวคิดที่เกินวัยเช่นนี้



ถ้าอย่างนั้นแล้วรักษ์นาราเล่า?



เธอเป็นลูกชาวบ้านไร้นามสกุลไม่ใช่หรือ เรื่องแบบนี้ใครเขาสนใจจะเรียนกัน ขนาดภูวนัตถ์ที่กำลังจะขึ้นเป็นผู้นำสกุลหลักยังไม่เคยต้องรู้เยอะหรือละเอียดขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ ทั้งหมดนั้นก่อให้เกิดสองคำถามขึ้นในใจของเขาอย่างเงียบๆ ว่า ใครเป็นคนสอนทั้งหมดนี้ให้รักษ์นาราและเด็กสาวเรียนสิ่งนี้ไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด



“แย่แล้วๆ!!” ติณห์โพล่งด้วยน้ำเสียงร้อนรน มือกระตุกแขนเสื้อชวินทร์และภูวนัตถ์ที่นั่งประกบข้างรัวๆ “ลูกพี่โดนเจ้าหน้าแหลมต่อยอีกแล้ว!!





##########


สนทนา : สุขสันต์ปี 2018 ล่วงหน้าค่าาาา คาดว่าช่วงนั้นฟ็อกซ์จะยุ่งๆเลยเร่งปั่นมาอัพให้ก่อน : ) ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและมีความสุขมากๆค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #886 แมวเหมียว (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 2 มกราคม 2561 / 06:08
    สนุกมาจ้า อัพไวๆนะคะ
    #886
    0
  2. #885 Omioe (@onphima) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2560 / 22:51
    พิมายสู้ๆๆๆ ยัยลิงน้อย เอาชนะให้ได้ รออออออออ อัพไวไวน้า รอค่า
    #885
    0
  3. #884 Som Juthamas (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 10:43
    อยากรู้ว่าคู่หมั่นของภูวนัตถ์เป็นใคร??

    อยากรู้เฉลย
    #884
    0
  4. #883 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 10:36
    พิมายไฟโตะๆๆๆๆ
    #883
    0
  5. #881 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 23:22
    โถ สงสารนภันต์จัง เหมือนนางจะเกลียดพิมายเข้าไส้แบบไม่สนมนุษยชนเลย เอะอะก็สวะต่างแคว้นๆ เล่นสกปรกเพื่อเอาชนะ ทำตัวดูน่าสมเพชขึ้นไปทุกวัน ถถถถถถถ
    //ชูป้ายพิมายสู้ๆ><~
    #881
    0
  6. #880 mummy_yaoi (@mimm5341) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2560 / 21:45
    พิมายอย่าไปยอมมันต่อยกลับเลย
    #880
    0