ตอนที่ 72 : ตอนที่ ๖๓ การปรากฏตัวของปราณนต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    21 ธ.ค. 60


ตอนที่ ๖๓ การปรากฏตัวของปราณนต์

 


                “ฝนตกแต่เช้าเลยแฮะ”

              


            พิมายพึมพำพลางเอื้อมมือออกไปนอกชายคา หยดน้ำเม็ดโตตกกระทบ รวมกันเป็นแอ่งน้ำในอุ้งมือก่อนจะเล็ดลอดร่องนิ้วออกไป ท้องฟ้าเหนือสนามสัตตบงกชมืดครึ้มด้วยหมู่เมฆสีทะมึน หยาดฝนเทลงมาอย่างต่อเนื่องประหนึ่งฟ้ารั่ว เด็กสาวตัวสูงจึงติดอยู่ที่ประตูทางเข้าสนามประลองกับผู้เป็นบิดามาสักพักแล้ว

  


              “นั้นสินะ ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไปพ่อว่าวันนี้คงต้องเลื่อนประลองแน่ๆ” พลัชซึ่งวันนี้สวมเสื้อแขนยาวจนปิดบังรอยสักมิดชิดพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย เขาหอบย่ามและตะกร้าสานเหมือนแม่บ้านเตรียมไปจ่ายตลาดมาเต็มอ้อมแขน ข้างในบรรจุไปด้วยสิ่งที่เจ้าตัวเรียกเหมาแบบรวมๆ ว่า อุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลิงน้อยของพ่อได้ถ้วยรางวัลกลับบ้าน



                พิมายแอบไปแง้มดูมาหน่อยแล้ว มีตั้งแต่ปิ่นโตอาหารเที่ยง ขนมขบเคี้ยว ถุงหนังบรรจุน้ำ ของเล่นสมัยเธอยังเด็กเพื่อช่วยทำสมาธิ ไปจนถึงพัดและผ้าคาดศีรษะที่เขียนชื่อเธอตัวเบ้อเร้อ ไม่รู้ว่าพ่อของเธอตั้งใจจะมาให้กำลังใจหรือทำเธอขายหน้ากันแน่



                ถ้าเป็นปกติพิมายคงโต้เถียงกับพลัชแบบไม่จริงจังนักไปเรื่อยๆ จนกว่าผู้เป็นพ่อจะยอมโยนของไร้สาระพวกนั้นทิ้งไปและเหลือไว้เพียงของกินเท่านั้น ทว่าเรื่องเมื่อวานมันรบกวนจิตใจของเธอมากเกินไป ห้วงความคิดจึงล่องลอยไปไกลถึงสิ่งที่ได้รับรู้มาอีกครั้ง



...เหล่าผู้ติดตามทั้งสี่ของท่านจ้าว...



กลุ่มบุคคลปริศนาซึ่งมีวิธีการต่อสู้อันแปลกประหลาดจนราวกับเป็นอีกขุมพลังหนึ่งซึ่งอยู่นอกเหนือคำอธิบายและสามัญสำนักทั่วไป



                รักษ์นาราเล่าในสิ่งที่เห็นให้ทุกคนฟังอย่างไม่ปิดบัง ถ้อยคำพรั่งพรู มากด้วยรายละเอียด แต่กลับไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรมากขึ้นเลยสักนิดว่าท่านจ้าวคือใคร บุคคลทั้งสี่ทำอย่างนั้นได้อย่างไรและพยายามตัดโค่นมหาพฤกษาของทุกแคว้นที่ยาตราผ่านด้วยเหตุผลใด



พิมายยอมรับว่าเป็นกังวลกับตัวละครที่เพิ่มเข้ามาและข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้เป็นอย่างมาก เธอเชื่อว่าท่านจ้าวคนนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับพลังของรักษ์นาราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่ๆ ไม่อย่างนั้นรักษ์นาราคงไม่ถูกชักนำให้เห็นภาพของเขาหรอก



และหากคนพวกนั้นทำได้เหมือนที่รักษ์นาราพูดจริงๆ เทียบด้วยแล้วตัวเธอ สองแฝดหรือแม้กระทั่งภาคินทร์ก็เป็นได้แค่เด็กอมมือไร้ความสามารถเท่านั้น ยามต้องเผชิญหน้าด้วยคำตอบเดียวที่รออยู่คงมีแค่ความพ่ายแพ้



ให้ตายเถอะ พิมายกอดอก เผลอแสดงกริยาฟึดฟัดโดยไม่รู้ตัว เดิมทีแค่พยายามตามหาความจริงเกี่ยวกับพ่อของรักษ์นาราโดยไม่ให้ผู้นำสูงสุดของแคว้นอย่างสมุหนายกโกมุทไหวตัวทันก็เป็นเรื่องยากยิ่งอยู่แล้ว นี่ยังมีปริศนาใหม่เพิ่มเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนอีก ตัวเธอในตอนนี้จะไปมีปัญญาปกป้องรักษ์นาราได้อย่างไรกัน

              


            “ดูสิลิงน้อย พ่อนั่งทำทั้งคืนเลยนะ”



                ทันใดนั้นเสียงของพลัชก็ฉุดเธอขึ้นมาจากภวังค์ เขารื้อค้นตะกร้าสานแล้วหยิบผ้าคลุมไหล่ขึ้นมา



มันมีความยาวถึงหนึ่งวา และเป็นสีม่วงดอกผักตบ ซึ่งเป็นเฉดสีที่อ่อนกว่าของดวงตาพิมายเล็กน้อย ตลอดผืนปักลายรูปขนนกอย่างเรียบง่ายแต่งดงาม พลัชหยิบมาขึ้นมาอวดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายคาดหวังคำชมจากบุตรสาว พิมายนึกหมั่นไส้ขึ้นมาครั่นครามจนอดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป

               


               “ทำทั้งคืนอะไรกัน นั้นมันของแม่สมัยสาวๆ ต่างหาก พ่อก็แค่เอามาซักล้างฝุ่นไม่ใช่เรอะ”



                “โอ๊ะ โดนจับได้ซะแล้ว”



                “พ่อ!!



                “เอาน่าๆ” พลัชว่าพลางเอาผ้าผืนยาวคล้องคอให้ลูกสาว “เดี๋ยวแม่เขาจะตามมาดูลิงน้อยแข่งตอนช่วงบ่าย ถ้ายังไงก็ช่วยใช้หน่อยเถอะนะ แม่เขาจะต้องดีใจมากแน่ๆ”



                “แต่วิชาที่แม่สอนให้มันน่าอายจะตายไป” พิมายบ่นอุบอิบ ไม่ได้ตอบรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทีเดียว “แถมดูยังไงไอ้ท่าแบบนางรำอ้อนแอ้นแบบนั้นก็ไม่เหมาะกับการเอามาใช้ต่อสู้สักนิด เดิมทีแค่เรียนกับพ่อก็น่าจะพออยู่แล้วแท้ๆ”



                “อย่าดูถูกท่ารำอ้อนแอ้นเชียวนา” พลัชทวนคำของพิมายด้วยรอยยิ้มขำๆ “เพราะแม่เขาเคยอัดพ่อจนหมอบในเวลาไม่ถึงบาทมาแล้วด้วยท่าที่สอนให้ลูกนี่แหละ”



                “ถามจริง!



                “พูดจริง! และถ้าถามพ่อ วิชาน่ะยิ่งมีเยอะเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น ตอนนี้ลูกอาจจะยังมองไม่เห็นประโยชน์ของมัน แต่ทีละเล็กทีละน้อยมันจะช่วยให้ลูกแข็งแกร่งขึ้นได้แน่นอน ดังนั้นอย่าร้อนใจไปเลย ตกลงไหม”



                ฝ่ามือหนาเอื้อมมาวางลงบนกลุ่มผมสีดำที่ถักเป็นเปียเดี่ยว ด้วยส่วนสูงเกือบสี่ศอกของพลัช มันง่ายดายที่จะทำเช่นนั้น พิมายอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าคำพูดปลอบใจของพ่อช่างตรงกับความกังวลของเธออย่างพอดิบพอดี เธอที่ร้อนรนและเวทนาในความอ่อนแอของตนเอง หวาดกลัวว่าจะไม่สามารถแข็งแกร่งได้ทันเวลาจนไม่อาจปกป้องเพื่อนได้



                ทั้งที่เมื่อวานชวินทร์ก็พูดวิเคราะห์ให้ฟังแล้วแท้ๆ ว่าแคว้นซึ่งมีมหาพฤกษาที่รักษ์นาราเอ่ยชื่อมาเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่ตั้งอยู่อีกทวีป ต้องข้ามทั้งแผ่นน้ำและแผ่นดินมากมายจึงมาถึงดินแดนแถบนี้ได้ และหากกลุ่มของท่านจ้าวคิดจะกวาดล้างทุกดินแดนเหมือนในภาพฝันของรักษ์นาราจริงๆ คงเสียเวลาอีกนับพันๆ วันเลยทีเดียวกว่าจะมาถึงนิวาริน



                ใช่แล้วเธอยังมีเวลาอยู่ เหมือนที่พ่อว่าไว้ ทีละเล็กทีละน้อย เธอจะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน



                “แล้วก็ไม่บอกแต่แรก ถ้ารู้ว่าพ่ออ่อนขนาดนี้หนูยอมเรียนวิชากับแม่ไปตั้งนานแล้ว” พิมายกำหมัดชกไปที่ต้นแขนของพลัช ทำเอาคนตัวโตร้องโอดโอยอย่างเสแสร้งขึ้นมาทันที



                และตอนนั้นเองที่ฝนโปรยขาดช่วงลง เมฆทะมึนก็สลายตัวไปอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นแสงอาทิตย์ร่ำไรสาดส่องลงมา เหล่าผู้ชมและผู้เข้าแข่งกันต่างทยอยเดินออกไปหาที่นั่งทันที



                “บทจะหยุดก็หยุดเอาดื้อๆ เลยแฮะ” พิมายบ่นงึมงำถึงความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ ส่วนพลัชกลับย่นคิ้ว ท่าทีของเขาดูครุ่นคิด ก่อนจะกลายเป็นเคร่งเครียดเมื่อเพื่อนสนิทของลูกสาวตะโกนเรียกมาจากเบื้องหลังและโบกมือไหวๆ มาให้



                “มาย!!



                “ยัยรักษ์!! แกก็มาหลบฝนอยู่ตรงนี้เหมือนกันเหรอ ทำไมเมื่อกี้ไม่เห็นเจอเลย”



                “เราเพิ่งมาถึงจ้ะ โชคดีมากเลยที่ฝนหยุดพอดี” คนตัวเล็กว่าก่อนจะหันมาไหว้ทักทายพ่อเพื่อนตามมารยาท พลัชรับไหว้ตามปกติ ทว่าสีหน้ากังวลบางเบายังคงฉาบเคลือบอยู่ไม่คลาย



                หมู่นี้แกก็โชคดีตลอดน่ะแหละ ไปไหนมาไหนฟ้าโปร่งแดดร่มทุกที



                และยิ่งทบทวีมากขึ้นเมื่อลูกสาวของเขาเอ่ยแซวรักษ์นาราออกมาเช่นนั้น






 

                ในเวลาเดียวกันอีกมุมหนึ่งของสนามสัตตบงกช



                วิรุณกำลังนั่งเท้าคางบนเก้าอี้ในห้องพิเศษซึ่งมีไว้ให้คนใหญ่คนโตของแคว้นมาชมการประลองโดยเฉพาะ เขาเอนพิงเต็มที่ด้วยกริยาผ่อนคลาย ทว่ารอยย่นระหว่างคิ้วและท่าทีเคร่งขรึมกลับไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด เหล่าข้าราชการชั้นสูงหลายคนแวะเวียนมาทักทายเป็นพักๆ ทว่าไม่มีใครอยู่พูดคุยนานนัก



                เว้นก็แต่ชายคนหนึ่งซึ่งดูจะไม่เกรงกลัวบรรยากาศรอบตัวนาคราชคราม ซ้ำยังเดินมานั่งบนพนักเก้าอี้อีกข้างที่วิรุณไม่ได้ใช้เท้าแขนอย่างถือวิสาสะอีกต่างหาก



                “ถ้ายิ้มบ้างมันจะทำให้ตายไวขึ้นหรือไงวิรุณ มาชมการประลองทั้งที่ทำหน้าเหมือนตอนประชุมสภาอยู่ได้”



                คนๆ นั้นเป็นชายรูปร่างสูงโปร่งแม้จะมีรูปร่างล่ำสันแข็งแรงด้วยมัดกล้าม แต่ด้วยโครงหน้าคมคายที่มีโหนกแก้มสูง สองแก้มจึงดูตอบซูบ ผมสีดำสนิทยาวปรกดวงตาเรียวคมสีเทาเหมือนเกลียวพายุ เขาสวมเสื้อแขนยาวสีดำพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอกและมีปกคอตั้งสูง โจงกระเบนเป็นสีแดงเลือดหมูมีผ้าคาดเอวสีน้ำตาลปักลายกนกใบเทศคาดทับอีกชั้น อกซ้ายกลัดเข็มกลัดทำจากทองคำขนาดประมาณสองนิ้ว หล่อเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ลวดลายชดช้อยดูผาดๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีใบหน้าสลักอยู่ ทั้งปากตาจมูกและเขี้ยวโค้งที่เรียกกันว่าหน้าขบ



สัญลักษณ์ของหน่วยนิรยบาล...



เมื่อรวมเข้ากับรอยยิ้มอันแสนเจ้าเล่ห์และแววตาซึ่งต็มไปด้วยสิ่งปกปิด ปฏิกริยาตอบสนองของวิรุณจึงเป็นการถามกลับด้วยเสียงที่กร้าวกว่าปกติเล็กน้อย



                “มีธุระอะไรปราณนต์”



                ปราณนต์ เหมปักษ์ หรืออดีตปัญจราชศาสตราสมญาปักษาอเวจีเหยียดยิ้มกว้าง เอนตัวเข้าหามากขึ้นอย่างจงใจแม้จะเห็นสีหน้าทมึงทึงของวิรุณก็ตามที



                “แค่อยากทักทายเพื่อนเก่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นด้วยเหรอ” ดวงตาสีเกลียวพายุเหลือบไปทางสนามประลองซึ่งคู่แรกของเช้านี้กำลังก้าวขึ้นไปตามประกาศเรียก “ได้ยินว่าลูกชายนายกลับมาประลองอีกครั้งแล้ว ฉันละอยากเห็นเหตุการณ์แบบ ตอนนั้น อีกจริงๆ คงจะน่าตื่นเต้นดีพิลึก หึหึหึ”



                ปราณนต์ไม่ได้เปรยขึ้นมาเพราะจงใจเหยียดหยันความสามารถอันนอกคอกของลูกชายเขา กลับกันมันคือความชื่นชมที่แทบจะก้าวข้ามไปเป็นความกระหายในการเผชิญหน้าด้วยซ้ำ



ปักษาอเวจีเป็นพวกคลั่งไคล้การต่อสู้ แทบจะเรียกได้ว่าตัวตนของชายคนนี้ดำรงอยู่เพื่อฟาดฟันและเข่มฆ่าเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นศาสตร์การต่อสู้ที่แปลกประหลาดหรือรูปแบบที่พิศดารไม่มีคนเคยเห็นปราณนต์ยิ่งชื่นชอบ ข่าวว่าผู้นำสกุลหลักแห่งวาโยคนนี้ยินดีสู้ในทุกสนามประลองที่มีคนเสนอให้ ตั้งแต่ในสนามอันทรงเกียรติอย่างสัตตบงกช ไปจนถึงมวยคาดเชือกเถื่อนกับทาสต่างแคว้น



แต่ที่ปราณนต์ชอบมากที่สุดคงไม่พ้นสนามรบ สถานที่อันนองเลือดซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังได้เต็มที่โดยไม่ต้องสนกฏและกติกา อย่างสิงขรยังแค่เผลอทำให้พวกเดียวกันโดนลูกหลงเพราะขอบเขตของพลังที่กว้างเกินไป ทว่าปราณนต์...เคยถึงกับจงใจฆ่าทหารฝ่ายเดียวกันที่ก้าวเข้ามาอยู่ในเส้นทางของเขาด้วยซ้ำ



สาเหตุที่ไม่ถูกลงโทษและไม่ถูกปลดเป็นเพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน ซ้ำปักษาอเวจีและสมุหนายกยังรู้จักกันมาตั้งแต่ยังเล็กอีกต่างหาก ความสนิมสนมนี้ทำให้ปราณนต์เป็นผู้นำสกุลหลักที่ทรงอิทธิพลที่สุด และนิสัยกระหายในการต่อสู้ยังทำให้เขาเป็นปัญจราชศาสตราที่เก่งกาจ เกือบที่สุดอีกด้วย



แค่เกือบ...เพราะมีหนึ่งคนที่ปราณนต์เคยพ่ายแพ้ให้



                “ตามตัวราพณาสูรเจอแล้วหรือถึงได้มีเวลากลับมาเที่ยวเล่นแบบนี้” สิ้นคำนาคราชคราม ใบหน้าที่เคยเปื้อนยิ้มของปักษาอเวจีก็แปรเปลี่ยนเป็นบิดบึ้งทันที



                “ยัง” ชายหนุ่มยอมรับอย่างเสียมิได้ เขาย้ายไปนั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ข้างกันแทน “โกมุทเรียกตัวกลับมาก่อน บอกให้มาคัดเด็กที่มีแววเข้าหน่วย”



                “เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องเรียกหัวหน่วยนิรยบาลกลับมาจากการไล่ล่ากบฏของแคว้นเลยเหรอ” วิรุณหยั่งเชิงถาม ปราณนต์อาจจะมีดีแค่เรื่องต่อสู้ ทว่ากระบวนความคิดของชายหนุ่มก็ยังสมกับเป็นผู้นำสกุลหลักอยู่บ้าง เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่หลบเลี่ยงอย่างแนบเนียน



                “ฉันอาจจะเลือกลูกนายก็ได้นะถ้าปีนี้มันเอาชนะลูกยัยวิชุดาได้”



                ดวงตาสีวังน้ำวนและเกลียวพายุปรายมองกันอย่างรู้ทันว่าคงไม่อาจล่วงความลับกันและกันได้มากกว่านี้อีกแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยวิรุณก็ยังได้ความเงียบกลับมาเป็นของตอบแทน แม้จะพ่วงมาด้วยความกังวลถึงการปรากฏตัวของปราณนต์ก็ตามที







 

                วันนี้กลุ่มของพิมายก็ยังโดดเด่นและโหวกเหวกเช่นเคย



                “ถอยไปนั่งห่างๆ พี่รักษ์ของฉันเดี๋ยวนี้นะยัยหัวฟู!



                “นายน่ะแหละเลิกขี้ตู่แบบนี้สักทีเถอะเจ้าบื้อ!



                การทะเลาะกันระหว่างตุลย์และมุกตาภาดูจะกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนเคยชินไปเสียแล้วแม้ว่าจะเป็นเพียงวันที่สองก็ตาม เด็กหญิงผมหยิกเดินดุ่มๆ มาขอนั่งด้วยตั้งแต่เช้า แต่เพราะขวามือของรักษ์นาราคือพิมาย มุกตาภาและตุลย์จึงแย่งชิงที่นั่งทางซ้ายมือกันทันทีตั้งแต่เห็นหน้า



                แม้จะค่อนข้างสับสนว่าเพราะเหตุใดมุกตาภาจึงไม่เลือกนั่งข้างคู่หมั้นอย่างภาคินทร์ แต่เพราะกำลังตื่นเต้นกับกำหนดการณ์ที่ภูวนัตถ์เอามาให้ พิมายจึงเบนความสนใจไปทางนั้นมากกว่า



                ว่าที่ผู้นำสกุลหลักแห่งปฐวีนั่งอยู่บนอัฒจรรย์เหนือเธอขึ้นไปหนึ่งขั้น ในมือมีกระดาษรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบสิบหกคนสุดท้าย ตอนนี้การประลองคู่แรกเริ่มไปแล้ว เขาจึงนำดินสอถ่านมาขีดทิ้งไปสองชื่อพลางวิเคราะห์ด้วยท่าทีจริงจังจนน่าขำว่าคู่ต่อไปจะเป็นใครได้บ้าง



                “ฉันว่าต่อไปต้องเป็นฉันกับเตชินทร์แน่ๆ ในงานประลองครั้งที่แล้วดินกับไฟก็เป็นคู่ที่สอง”



ทั้งที่ความจริงแล้วมันขึ้นกับดวงล้วนๆ เพราะกรรมการจะใช้วิธีจับสลาก



                ที่นั่งแถวเดียวกับภูวนัตถ์ถัดไปตามลำดับคือติณห์และชวินทร์ เด็กหนุ่มร่างผอมได้ขออนุญาตปราชญ์ธีรัชเพื่อมาดูพี่ชายประลองด้วยในวันนี้ ซึ่งที่จริงแล้วน่าจะเรียกว่าแค่เรียนให้ทราบมากกว่า เพราะชวินทร์ทำเพียงทิ้งกระดาษไว้หนึ่งแผ่นหน้ากุฏิเจ้าอาวาสแล้วเผ่นออกมาพร้อมสองแฝดตั้งแต่ฟ้าสาง



                ชวินทร์แนะนำตัวกับมุกตาภาแบบหยาบๆ ว่าเป็นเพื่อนกับฝาแฝดโดยไม่ยอมบอกนามสกุล แต่จากใบหน้าที่เรียกได้ว่าแทบจะถอดมาจากพิมพ์เดียวกับภาคินทร์ คงไม่นานหรอกก่อนที่มุกตาภาจะคิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่คงเพราะคิดได้นี่แหละ เด็กหญิงผมหยิกจึงทำเพียงมองไม้เท้าของชวินทร์สลับกับภาคินทร์ผู้นั่งอยู่หน้ารักษ์นาราชั่วอึดใจ ก่อนจะหันกลับไปทะเลาะกับตุลย์ต่อโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติม



                ติณห์ยังคงพันผ้าพันแผลเต็มตัวและเข้าเฝือกแขนซ้าย แฝดปฐวีต้องทำเช่นนี้ไปอีกหลายสิบวัน หรืออย่างน้อยก็จนกว่าจะไม่มีใครสงสัยแล้วว่ากระดูกของเขาประสานกันเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร



                “ลูกพี่ๆ” ติณห์เรียก “คุณพ่อไปไหนแล้วละครับ?”



                “เห็นว่าเจอเพื่อนเก่าเลยจะไปนั่งคุยด้วย เดี๋ยวพอถึงรอบประลองของฉันคงกลับมาเองน่ะแหละเพราะของก็อยู่แถวนี้หมด” เด็กสาวตัวสูงกล่างพลางชี้ไปยังตะกร้าหวายที่ปลายเท้า เธอตีมือของตุลย์ดังเพี้ยะเพราะเจ้าตัวพยายามหยิบเอาพัดที่เขียนชื่อเธอไปโบกเล่นทั้งที่ยังทะเลาะกับมุกตาภาไม่เลิก



                “จะว่าไปแล้วพ่อแม่พวกนายละ?” พิมายหันไปถามสองว่าที่ผู้นำสกุลอีกทอด



“ห้องพิเศษตรงโน้น" คำตอบมาจากภูวนัตถ์ในขณะที่ภาคินทร์เอาแต่นั่งกอดอกนิ่ง เขาลากเสียงยาวชี้นิ้วไปยังสุดสนาม "เก็บไว้ให้พวกกระดุมทองขึ้นไปกับพวกผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะ เก้าอี้นั่งสบายสุดๆ แถมยังไม่ต้องมาหามุมหลบแดดด้วย”



                “แบ่งแยกชนชั้นชะมัด” พิมายค่อนแคะแบบไม่จริงจังนักก่อนจะถามต่อ “แล้วถ้าครูสิงมาจะได้นั่งตรงนั้นด้วยไหม หรือว่าต้องมานั่งกับพวกเรา”



                เพราะอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นอดีตปัญจราชศาสตราซ้ำยังเป็นลูกหลานสกุลหลัก แม้ว่าตอนนี้เป็นแค่ครูสอนหนังสือไร้ยศไร้ตำแหน่งธรรมดาคนหนึ่งก็ตาม



                “ถ้าอามาพร้อมพ่อก็คงได้อยู่ แต่ถ้ามาเองอาจจะไม่ เพราะรอบชิงแบบนี้คนจะมากันเยอะ”



                “ที่เขาลือกันว่าจะมีพวกแมวมองมาทาบทามคนมีฝีมือเข้าหน่วยหรือกรมต่างๆ ใช่ไหมครับ” ครั้งนี้เป็นชวินทร์ที่ชะโงกตัวมาเข้ารวมบทสนทนาด้วย



                “ไม่ใช่ข่าวลือหรอกของจริงเลยต่างหาก ครั้งที่แล้วก็มีคนชวนฉันเข้าไปฝึกงานในกรมกลาโหมพร้อมเตชินท์ด้วยนะ แต่ฉันปฏิเสธไปแล้วแหละ” ภูวนัตถ์ตอบอย่างโอ่ๆ  เชิดหน้าแสดงภาคภูมิใจในการกระทำเสียเต็มประดาแต่กลับทำให้ญาติผู้น้องทั้งสองร้องออกมาอย่างเสียดาย



                “อ้าว?”



“ไหงงั้นละครับ?”



                “ก็ฉันเล็งไว้สูงกว่านั้นนี่น่า ขืนตอบรับไปก็ตัดโอกาสตัวเองกันพอดี”



                “ยังมีอะไรที่สูงกว่ากรมที่ได้อัฐสนับสนุนเยอะที่สุดและรวบรวมคนเก่งสุดของแคว้นไว้อีกเหรอ” มุกตาภาขมวดคิ้ว ถามอย่างกึ่งเสียดสีถึงความทะเทอทะยานอยากของภูวนัตถ์ และเด็กหนุ่มก็กำลังตื่นเต้นเกินกว่าจะทันสังเกตว่าอีกฝ่ายพูดโดยไม่มีหางเสียงใส่เขามาตลอด



                “มีสิ หน่วยนิรยบาลไงเล่า”



                ชื่อนี้ทำให้ทั้งพิมายและภาคินทร์ขยับตัวพร้อมกัน



                “พ่อบอกว่าหัวหน้าหน่วยโดนเรียกตัวกลับมาจากต่างแคว้นเพื่อมาคัดตัวสมาชิกใหม่โดยเฉพาะ พวกเราอาจจะได้รับเลือกก็ได้นะถ้าติดสามอันดับแรกหรือแสดงผลงานเข้าตามากพอ”



                นับว่ายังดีที่ภาคินทร์ยอมละเว้นการแซะพิมายในเรื่องที่เธอเคยอยากเข้าหน่วยนิรยบาลมาก่อนไม่งั้นเธอคงได้อารมณ์เสียตั้งแต่เช้าเป็นแน่ ทั้งคู่สบตากัน เข้าใจพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องใช้คำพูดว่าตอนนี้มีประเด็นสำคัญกว่าให้ต้องถาม และคนพูดมากอย่างภูวนัตถ์คงยินดีตอบให้โดยไม่สงสัยอะไรแน่ๆ ว่าสมุหนายกผู้น่ากลัวคนนั้นมาด้วยหรือไม่



ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยปาก เจ้าฝาแฝดที่ไม่รู้ความก็แย่งชิงช่องว่างนั้นไปเสียก่อน



“อ้าว? ให้สมาชิกสกุลหลักเป็นคนเลือกเองแบบนี้”




“เกิดลำเอียงเลือกแต่ลูกหลานตัวเองขึ้นมาทำไงละครับ”


คำถามจากสองแฝดทำให้พิมายคิดตามและเริ่มสงสัยตามเช่นกัน นั่นสินะ เกิดปราณนต์เลือกแต่คนจากสกุลเหมปักษ์ขึ้นมานอกจากจะทำให้คนอื่นเสียโอกาสแล้วแล้วยังเป็นการเพิ่มอำนาจและอิทธิพลให้สกุลวาโยขึ้นไปอีกต่างหาก



“ถามมาได้โง่จริง” มุกตาภาเท้าคาง ค่อนแคะตุลย์และติณห์ด้วยสีหน้าหน่ายใจแต่กลับทำเอาพิมายสะดุ้งโหย่งไปด้วย



“ปราณนต์ เหมปักษ์น่ะไม่มีลูกแถมยังไม่ได้แต่งงานด้วย พี่ชายทั้งสองคนก็ตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว พวกสกุลสายรองก็ไม่เอาอ่าว เรียกได้ว่าสกุลเหมปักษ์อาจจะจบลงที่รุ่นนี้ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องอำเอียงเลือกลูกหลานตัวเองน่ะไม่มีทางเกิดขึ้นหรอก อีกอย่างผู้ชายคนนั้นน่ะคลั่งการต่อสู้จะตาย ถ้าไม่เก่งจริงละก็ ไม่มีทางติดสอยห้อยตามได้นานหรอก มีแต่จะถูกฆ่าตายเปล่าๆ”



สายตาเกือบทุกคู่หันไปทางมุกตาภาเป็นตาเดียว



“อะไรกันเล่า!” เด็กหญิงร้องเอ็ดด้วยความประหม่าที่ตกเป็นเป้าความสนใจ “เรื่องแค่นี้ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละ! เป็นถึงสมาชิกสกุลหลักทั้งทีก็หัดเรียนรู้เกี่ยวกับสกุลหลักไว้บ้างสิเจ้าพวกบื้อ”



เธอว่าฝาแฝด แต่อีกเช่นเคยที่กระทบพิมายเข้าเต็มๆ ถึงแม้เด็กสาวตัวสูงจะไม่ได้เป็นสมาชิกสกุลหลักหรือกระทั่งสกุลลำดับต้นๆ อีกต่อไปแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยสนใจเรื่องทำนองนี้จริงๆ น่ะแหละ เธอรู้แค่ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นอดีตคู่หมั้นของแม่ แต่ทั้งความสามารถ ประวัติ เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังไม่เคยสนใจติดตามแม้แต่น้อย



บางทีเธอคงต้องตั้งใจให้มากกว่านี้เสียแล้วเมื่อนึกถึงว่าวันหนึ่งเธอและผู้ชายคนนั้นอาจต้องปะทะกันได้ทุกเมื่อหากรักษ์นาราคิดอยากจะขุดคุ้ยหาความจริงต่อไป



“เฮ้ ยัยรักษ์” พิมายสะกิดเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กชักจะเหม่อลอยผิดปกติเกินไปแล้ว

              


            “จ๊ะ?” ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตกะพริบพราว เหมือนยังรวบรวมสติไม่ได้สมบูรณ์ดีด้วยซ้ำ

  


              “เป็นอะไรไป” ภาคินทร์หันมาถามบ้างเมื่อจับสังเกตความผิดปกติได้เช่นกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าสายตาทุกคู่หันมาทางรักษ์นาราแทน และเพราะไม่ได้ตระหนักแม้แต่น้อยว่ากำลังเป็นจุดสนใจอยู่ เธอจึงตอบไปตามตรงแบบที่เรียกได้ว่าทำให้ทุกคนเริ่มเป็นกังวลกันถ้วนหน้า



                “มันครั่นเนื้อครั่นตัวยังไงก็ไม่รู้สิจ้ะ”



                โดยเฉพาะฝาแฝด...



                “พี่รักษ์ไม่สบายเหรอครับ?”



                “รอเดี๋ยวนะครับ ผมจำได้ว่าในตะกร้าลูกพี่มีตลับยาติดมาด้วย”



                “นี่พวกแกแอบรื้อของของฉันเหรอเฮ้ย!!



                “เปล่าๆ ไม่ใช่แบบนั้นหรอกจ้ะ” รักษ์นาราละล้าละลังปฏิเสธ “มันแค่...”



                เธอครุ่นคิด ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่แต่ก็ไม่สามารถเลือกคำได้ จะให้อธิบายได้อย่างไรเล่าว่าแท้จริงแล้วเธอรู้สึกได้ถึงกลุ่มก้อนพลังงานบางอย่างซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ บางอย่างที่ดำมืดและให้ความรู้สึกหนาวเยือกตั้งแต่ยังไม่ทันได้เห็นหรือสัมผัส บางอย่างที่ทำให้ตัวเธอสั่นระริกไปจนถึงวิญญาณ



                และในชั่วขณะที่ตัดสินใจจะกลบเกลื่อนด้วยคำโกหกห่วยๆ ของตนเอง



                และสำหรับคู่ประลองที่สองของวันนี้...



                เสียงของพิธีกรก็ดังขึ้นเสียก่อน



จะเป็นการต่อสู้ระหว่างพิมาย มารุตพาต!!’



                ตามมาด้วยเสียงตรบมือให้กำลังใจตามมารยาท เด็กสาวตัวสูงลุกขึ้นยืน ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของเพื่อนๆ รอบตัว ทว่าเพียงไม่นานรอยยิ้มของพิมายก็เริ่มจางลงเมื่อชื่อของคู่ประลองถูกเอื้อนเอ่ย



                กับนภันต์ มารุตพาต!! แหมอะไรกันนี่ กลายเป็นศึกสายเลือดระหว่างสกุลวาโยไปเสียแล้วครับท่านผู้ชม



                ไม่ห่างจากกลุ่มของรักษ์นารานัก ร่างผอมของว่าที่ผู้นำสกุลวาโยลำดับสิบหกก็ลุกยืนขึ้นมา ใช้ดวงตาสีฟ้ากระจ่างจ้องสบดวงตาสีม่วงลูกหว้าอย่างเกลียดชัง





#######


          สนทนา :  เราเชื่อว่าทุกท่านกำลังเฝ้ารอนัดล้างตาระหว่างคู่นี้อยู่ 555 หวั่นใจเหมือนกันว่าจะออกมาไม่สะใจมากพอ แต่จะพยายามนะคะ :>



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #877 FullmoonG (@FullmoonG) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 02:55
    พิมายซัดมันเลยลูก สู้มานนนน
    #877
    0
  2. #876 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 14:56
    เราว่าพ่อพิมายดูมีอะไร เอาจริงๆ คนรอบตัวหนูรักษ์ทั้งเด็กและแก่ ดูมีอะไรทุกคนอ่ะ เหมือนนั่งอยู่กลางวงเงื่อนเป็นปมเยอะๆ แล้วหาวิธีแกะไม่ออก แงงงงงงงง

    แต่เหนืออื่นใด เราคิดว่า พิมายน่าจะชนะอีตาญาติรอบนี้ แล้วเข้าไปฟัดกะพี่เตเพื่อความระทึก แต่ก็แพ้เพื่อให้พี่เตไปฟัดกะนุ้งคินทร์ต่อในรอบชิง #มาเป็นโครงร่างเลยทีเดียว

    ปล. เราชิพ Reylo ตามฟอกซ์แล้วววววว 5555555 ไปอ่านของฟอกซ์ใน รีดฯ มาแย้วด้วย ชอบมากกกกกก // กระโจนลงอ่างกาวอย่างมัวเมา 55555555
    #876
    1
    • #876-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 72)
      23 ธันวาคม 2560 / 15:09
      together we can GLUE the galaxyyyyyyyyyyy
      ยินต้อนรับขึ้นยานอย่างเป็ฯทางการค่ะ 555 ความกาวยังไม่หมด เราว่าเร็วๆนี้มีแววคลอดฟิคสั้นออกมาใหม่อีกแน่ ><
      #876-1
  3. #875 ใบไม้เปลี่ยนสี (@beaw_nile) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2560 / 00:34
    ปมเยอะมาก เค้าเริ่มงง //งื้อออ
    #875
    1
    • #875-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 72)
      23 ธันวาคม 2560 / 15:08
      งื้อออ เดี๋ยวพอเฉลยความจริงทุกอย่างจะง่ายขึ้นเองค่ะ><
      #875-1
  4. #874 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 13:40
    อ้าว นึกว่าจะได้เจอกับพี่เตซะอีก ไม่เป็นไร เรานั่งรอขึ้นเรือเตมายเหมือนเดิม//มาต่อๆ
    #874
    1
    • #874-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 72)
      22 ธันวาคม 2560 / 15:02
      ยังค่ะกะพี่เตต้องเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยไปฟัดกันในรอบลึกๆ 555
      #874-1
  5. #873 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2560 / 01:42
    นี่ยังอยู่ที่เรือเตมายนะคะ แต่วันนี้พี่เตไม่มาา
    สนุกมากๆเลยค่ะ น่าติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ
    #873
    0
  6. #871 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 22:36
    อร๊ายยย มาแล้ว! เฮียปราณนต์มาแล้วแลดูผิดที่เรามโนมาไปหน่อย //มโนว่าแห้งกว่ากุ้งแห้งอีก แต่ลุงแกแลดูรับมุกกับวิรุณดีจริง //ชิพสิ //สิงขร:แล้วฉันล่ะ!!
    ตอนนี้ลุ้นมากกกกก รอร๊อรอแบบว่าลุ้นสุดใจชูป้ายคาดผ้าโพกหัวกับคุณพ่อพลัชแปบ บทนี้โฟกัสที่พิมายค่ะ! ฮี่-----
    //แอบเดาว่าพวกท่านเจ้าใช้วิธีการบังคับกสินจากในสิ่งมีชีวิตล่าย //แบบควบคุมเลือดกระดูกชาวบ้านไรงี้ แต่คงต้องรอดู//รอต่อปายยยยยย
    #871
    0
  7. #870 RedDressGirl (@SkyMagic26) (จากตอนที่ 72)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2560 / 21:46
    ปราณนต์ในมโนเรานี่คูลมากเลยค่ะ ฮรุกกกก
    #870
    1
    • #870-1 ฟ็อกซ์ทร็อต (@foxx-tron) (จากตอนที่ 72)
      21 ธันวาคม 2560 / 22:06
      โคตรคูลลลลลลค่ะยืนยัน ตอนแต่งนี่ชอบอะไรอัดใส่เข้าไปเต็มที่ 555 ลูกรักคนโปรดคนต่อไป
      #870-1