ตอนที่ 69 : ตอนที่ ๖๑ ความกลัวของรักษ์นารา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    1 ธ.ค. 60


ตอนที่ ๖๑ ความกลัวของรักษ์นารา

 




                รักษ์นาราสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะวางมือลงบนแขนซ้ายของติณห์



                ทันใดนั้นลมแรงที่เคยหอบเอากลิ่นอายชื้นฝนปนมาด้วยก็พลันสงบนิ่ง เหลือเพียงสายลมแผ่วๆ ที่หมุนวนอยู่รอบร่างเล็กอย่างแปลกประหลาด ความอุ่นร้อนไหลผ่านจากปลายนิ้วเรียวมาสู่ผิวหนังของแฝดปฐวี จากสายตาคนนอกมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีแสงวาบหรือเสียงที่บ่งบอกปาฏิหาริย์ใดๆ ทั้งสิ้น



ทว่าติณห์รู้สึกได้ ถึงกระดูกและกล้ามเนื้อที่กระตุกไหว ความอบอุ่นกระจรจายไปทั่วร่างกายของเขาส่งผลให้อาการเจ็บปวดจางลงไปเรื่อยๆ และเพียงรักษ์นาราลดมือลง...

              


            “เหวอ! หายแล้ว!” แขนที่เคยหักก็กลับมาประสานกันอีกครั้ง แฝดปฐวีไม่รอช้า กระชากผ้าพันแผลออกแล้วทดลองใช้กสิณทันที เขายกแขนทั้งสองข้างขึ้นตั้งฉากกับพื้น กำแพงดินสูงท่วมศีรษะผุดขึ้นมาตามท่วงท่านั้น แต่ดูเหมือนแค่นั้นจะยังไม่สะใจมากพอ ติณห์จึงเกร็งฝ่ามือซ้ายแล้วพุ่งไปตะปบกำแพงอีกต่อ



                วูบ!!



                กำแพงดินพุ่งไปข้างหน้าเกือบสิบวากว่าจะหยุดลง ทิ้งรอยดินเป็นทางราวกับคันไถ



                “สุดยอด!!! หายแล้ว! หายสนิทเลยด้วย!” ติณห์ตะโกนซ้ำไปมาพลางกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ “ขอบคุณครับพี่รักษ์”



                แต่เพียงจะวิ่งเข้ามากอดขอบคุณคนที่ยอมใช้ความสามารถรักษาให้ ก็ถูกภาคินทร์ดันหน้าผากไว้แล้วดึงรักษ์นาราไปหลบข้างหลังตนแทน สีหน้าว่าที่ผู้นำสกุลหลักแห่งอาโปบอกชัด ว่าให้ขอบคุณแต่ปากก็พอไม่ต้องกระทำ หลังจากนั้นตุลย์และชวินทร์ก็ปราดเข้ามาจับแขนติณห์พลิกไปมาสำรวจด้วยความประหลาดใจ



                “เหวอ หายจริงด้วย ไม่หักแล้ว” ตุลย์กล่าว ดวงตาเบิกโพลงอย่างตื่นเต้น



                “ถึงผมจะได้เคยยินเรื่องนี้มาแล้วก็เถอะ แต่พอมาเห็นจริงๆ ก็ยังน่าทึ่งอยู่ดี พี่รักษ์ทำได้ยังไงกันครับ” ชวินทร์หันมาถาม ความใครรู่กระจายอยู่ในสีหน้าและแววตาอย่างไม่ปิดไม่มิด



                “ไม่แน่ใจเหมือนกันจ้ะ  รู้ตัวอีกทีก็ทำได้แล้ว” ประโยคนั้นอาจฟังเหมือนการกล่าวแบบขอไปทีเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องของตนเอง ทว่ารักษ์นาราเป็นเช่นนี้จริงๆ เธอแค่รู้ว่าเธอทำได้แล้วเธอก็ลงมือทำ มันไม่เหมือนเวลาผู้ใช้กสิณควบคุมสรรพธาตุ รักษ์นาราไม่จำเป็นต้องเพ่งสมาธิหรือเรียนรู้วิธีควบคุมมัน เธอแค่ลงมือแล้วมันก็เกิดขึ้น



                “ทีนี้องค์ประกอบก็ครบสักที” พิมายที่นั่งดูอยู่นานแล้วลุกพรวดขึ้นมาเอ่ยตัดบท แม้ท่าทีจะดูตื่นเต้นไม่แพ้กัน ทว่าสาเหตุไม่ใช่เพราะพลังรักษาของรักษ์นาราแต่อย่างใด เธอเห็นมาหลายต่อหลายครั้งจนชาชินไปแล้ว สิ่งที่ทำให้เธอตื่นเต้นเป็นเพราะ...



“มาเริ่มกันเลยเถอะ การดูความทรงจำในวงไม้”



ขณะนี้เด็กๆ รวมตัวกันอยู่ที่ป่าหลังเรือนของรักษ์นารา พวกเขาเลือกที่นี่แทนที่จะเป็นวัดของนิกายวิษุวัตเพราะเป็นสถานที่ที่ปลอดคนมากกว่าและสามารถทำอะไรแปลกๆ ได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็นเข้า แม้จะลำบากไปสักหน่อยในการพาชวินทร์ออกมาจากวัด ทว่าห่างไปไม่มากมีคลองไหลผ่าน อาศัยกำลังของพี่ชายช่วยแบกมาอีกหน่อย เจ้าของทฤษฏีก็สามารถมารวมการทดลองครั้งนี้ได้



ซึ่งทฤษฏีที่ว่าคือต้องอาศัยธาตุทั้งสี่ในการช่วยประสานเชื่อมความทรงจำ



เนื่องจากคนที่ครอบครองกสิณปฐวีบาดเจ็บจนไม่อาจใช้พลังได้และทั้งกลุ่มไม่ต้องการดึงคนนอกมารับรู้เพิ่ม รักษ์นาราจึงอาสาใช้พลังเพื่อรักษาให้ติณห์



เด็กชายดีใจมากที่ไม่ต้องทนรอถึงหลายร้อยวันกว่ากระดูกจะกลับมาประสานกันอีกครั้ง เพราะขนาดแค่วันเดียวเขายังเกือบลงแดงตายที่ไม่สามารถใช้กสิณได้อย่างเคย ผลคือตอนนี้ติณห์คึกจัดจนเอาแต่แปรสภาพดินไม่หยุด ร้อนถึงพิมายต้องเอ็ดเสียงดังด้วยกลัวว่าป่าแห่งนี้จะราบเป็นหน้ากลองไปเสียก่อน



                รักษ์นารายิ้มอย่างอ่อนใจระคนเอ็นดูในภาพที่เห็น เธอลูบบาดแผลตรงโคนนิ้วโป้งไปมาอย่างลืมตัวพร้อมกล้ำกลืนความเหนื่อยล้า อีกครั้งที่เธอเลือกจะผลาญพลังชีวิตของตัวเองมากกว่าช่วงชิงชีวิตของสิ่งอื่นในการรักษาอาการบาดเจ็บให้พวกพ้อง ซึ่งนอกเหนือจากภาคินทร์แล้ว ยังไม่มีใครรู้ถึงเงื่อนไขนี้สักคน



                “เธอไหวใช่ไหม” และคนเดียวที่รู้ก็หันมาถามอย่างติดจะเป็นกังวล



                “เราไม่เป็นหรอกจ้ะ”



                “แถวนี้มีต้นไม้กับสัตว์ตัวเล็กๆ เยอะแยะ เธอน่าจะ...”



                “ถึงจะดูต้อยต่ำกว่า แต่เราเชื่อว่าทุกชีวิตต่างเท่าเทียมและสำคัญทั้งนั้น” รักษ์นาราแย้ง รวดเร็วแต่แผ่วเบา ทั้งเผลอตัวกดแผลเป็นที่โคนนิ้วโป้งแน่นขึ้น “ไม่มีชีวิตไหนสมควรถูกแย่งชิงไปเพราะความเห็นแก่ตัวของอีกคน เราไม่อยากทำแบบนั้นอีกแล้ว”



                “ฉันแค่ไม่อยากให้เธอฝืนตัวเอง” ภาคินทร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายความคิดของตนเองบ้าง “และถ้าถามฉัน ฉันว่ามันไม่เท่ากันหรอก สำหรับมนุษย์จะต้องมีใครบางคนหรืออะไรบางสิ่งจะสำคัญกว่าอย่างอื่นเสมอ”




เขาหันมา สบตากับเธออย่างจงใจ



“อย่างเช่นเธอเป็นต้น”



                อีกครั้งที่คำพูดของภาคินทร์เหมือนจะคลุมเครือแต่ก็ชัดเจนเกินจะปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงให้เป็นอื่นได้ มันทำให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ยิ่งรวมเข้ากับเหตุการณ์เมื่อวานเย็นและในช่วงกลางวันวันนี้ สีแดงจึงไล่ลามไปถึงใบหูและลำคอของเด็กสาวอย่างง่ายดาย



                ระหว่างพวกเขาเหมือนเป็นความในที่รู้กันดีแต่กลับไม่ยอมมีใครเอ่ยยืนยัน ภาคินทร์ไม่พูด รักษ์นาราเองก็ไม่กล้าถาม ทว่าในสถานการณ์ที่อะไรหลายๆ อย่างยังคลุมเครือไม่ต่างกัน รักษ์นาราพอใจจะปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นไปก่อน ตอนนี้มีสิ่งสำคัญกว่าที่เธอต้องทำ



                รักษ์นาราสะบัดหน้าแรงๆ อยู่สองสามครั้งเพื่อตั้งสติก่อนจะเดินไปยังต้นไม้ซึ่งชวินทร์เป็นคนเลือก



มันเป็นต้นจามจุรีขนาดสองคนโอบ สองแฝด พิมายและภาคินทร์ ยืนกระจายอยู่ทั้งสี่ทิศล้อมรอบรักษ์นาราและต้นไม้ ส่วนชวินทร์อยู่ห่างออกไปค่อนข้างมากโดยทรุดนั่งลงบนรากไม้ ทั้งสี่เรียกสรรพธาตุขึ้นมาบนฝ่ามือแล้ว เปลวไฟที่วูบไหว ก้อนดินที่ลอยคว้าง หยดน้ำที่ก่อตัว และสายลมที่หมุนวน รักษ์นาราสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ วางมือทาบทับเปลือกไม้เช่นกัน



                แต่หลังผ่านไปหลายบาท เด็กสาวก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่า



                “ดะ...ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผลแหละจ้ะ”



                “ไม่เห็นอะไรเลยเหรอ?” พิมายถาม



                “ไม่เลยสักนิดจ้ะ”



                “อะไรกันเนี่ย!” พิมายครวญครางอย่างเสียดายก่อนจะเริ่มตามหาคนผิด “เฮ้ย! พวกนายไม่ได้ทำกสิณหลุดมือใช่ไหม พิธีเลยไม่ได้ผลน่ะ?”



                “ฉันว่าเธอมากกว่าที่คงกสิณไว้ไม่ได้ ประลองมาทั้งวันเลยหมดแรงแล้วสิท่า” ภาคินทร์ที่ยืนอยู่ตรงข้ามพิมายพอดีเอ่ยอย่างเหน็บแนมเพื่อเอาคืนในเรื่องที่โดนมาตลอดวัน ดูเหมือนแค่ที่ได้ตอกหน้าเด็กสาวตัวสูงในการประลองครั้งสุดท้ายจะยังไม่สาแก่ใจเขามากพอ



                ตุลย์และติณห์ถึงกับผิวปากหวืดออกมาพร้อมกันในแบบที่พิมายเคยทำ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้สองคู่หันมองซ้ายทีขวาทีคล้ายรอดูว่าใครจะเป็นคนเปิดฉากก่อน ปกติในสถานการณ์แบบนี้จะมีรักษ์นารามาแยกมวย ทว่าเนื่องจากวันนี้มีชวินทร์มาด้วย



                “ผมขอละครับพวกพี่เก็บแรงไว้แข่งวันพรุ่งนี้เถอะ อย่าเพิ่งมาทะเลาะกันเลย”



                “ก็ไอ้คุณชายขี้เก็กตรงนี้มันเริ่มก่อน!!” พิมายโวยลั่น ประท้วงว่าตนเองไม่ผิด แต่ดูเหมือนจะลืมไปเสียสนิทว่าไอ้คุณชายที่เธอกำลังชี้นิ้วใส่ก็คือพี่ชายของคนที่เธอกำลังทวงความยุติธรรมด้วยน่ะแหละ ทว่าในขณะที่พิมายภาคินทร์กำลังแยกเขี้ยวใส่กันอยู่นั้น ตุลย์และติณห์พลัดกันเสนอความคิดขึ้นมา



                “หรือจริงๆ แล้วต้องบริกรรมคาถาอะไรด้วย?



                “ผมรู้แล้วๆ เพราะขาดธูปเทียนกับผ้าสามสีแน่ๆ พิธีเลยไม่สำเร็จ!



                แต่ดูจะเป็นข้อเสนอแบบติดตลกที่ไม่ขำเอาเสียเลย เพราะมันทำให้พิมายหงุดหงิดถึงขั้นแบ่งสายลมในมือออกเป็นสองแล้วปาใส่หน้าผากฝาแฝดอย่างแรง



                “ไม่ได้ให้มาขอหวยนะโว้ย!!



                “โอ๊ย!! ลูกพี่”



                “มันเจ็บนะครับ”



                “พวกแกจะโดนยิ่งกว่านี้ถ้าไม่รู้จักพูดอะไรให้มันมีสาระบ้าง!!



                “เราว่าวันนี้พอแค่นี้กันก่อนดีไหมจ้ะ” และในที่สุดรักษ์นาราก็ต้องกลับมาทำหน้าที่เดิมจนได้ “ไว้ค่อยมาทดลองกันใหม่วันหลัง เพราะพรุ่งนี้มายกับภาคินทร์ยังต้องแข่งอีกหลายรอบ เราว่าทั้งคู่น่าจะไปพักผ่อนไม่ก็ทำสมาธิมากกว่า”



                “แต่ว่า...” พิมายกำลังจะค้าน ทว่าภาคินทร์ชิงตัดหน้าให้คำตอบไปแล้ว



                “ตามนั้นก็แล้วกัน”



                รักษ์นารารู้ดีว่าภาคินทร์ไม่ได้ทำเพราะเห็นด้วยกับความคิดของเธอเหรอ ด้วยกสิณมหาศาลที่มี เด็กหนุ่มไม่จำเป็นต้องพัก ต่อให้ตะลุยแข่งจนจบการประลองเขาก็ยังเหลือพลังมากพอมาช่วยเธอไขปริศนาอยู่ดี ทว่าคนที่หมดแรงจริงๆ คือรักษ์นาราต่างหาก



การหยุดเลือดหรือประสานบาดแผลอาจจะเป็นงานง่ายๆ ทว่ารักษ์นาราเพิ่งจะเชื่อมกระดูกที่หักหลายท่อนของติณห์ให้กลับมาเป็นปกติ และสิ่งนี้สร้างอาการเหนื่อยล้าให้เธอมากกว่าที่คาดไว้มาก



                ภาคินทร์คงรู้ถึงจุดนั้นจึงยอมช่วยพูดกลบเกลื่อนให้



                และเมื่อเจ้าของอาโปธาตุตัดใจยอมแพ้ คนอื่นๆ จึงจำใจยอมเช่นกัน ตุลย์และติณห์ถึงกับร้องโห่ด้วยความเสียดายเพราะนึกว่าจะได้เห็นอะไรแปลกๆ พิมายส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาเล็กน้อยก่อนจะงึมงำว่าช่วยไม่ได้



                ทั้งกลุ่มตัดสินใจไปส่งสองพี่น้องชลัชพงษ์ที่เรือแจวก่อนจะแยกย้ายกันกลับ



                พิมายและฝาแฝดเดินนำหน้า ผสมโรงบ่นเสียดายกันเองแบบไม่เลิกรา ภาคินทร์เดินตามไปแบบเงียบๆ ในขณะที่ชวินทร์และรักษ์นาราทิ้งท้าย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กหนุ่มอยากเดินด้วยตนเองและไม้เท้ามากกว่าให้พี่ชายอุ้ม เขาสารภาพกับรักษ์นาราตามตรงว่าไม่อยากถูกสองแฝดล้อ ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเจือความเจ็บใจอย่างไม่ปิดบัง



                “บางทีผมคงมั่นใจกับทฤษฏีของตัวเองมากเกินไปหน่อย ขอโทษนะครับที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย”



                “ไม่หรอกจ้ะ” รักษ์นาราส่ายหน้า “ถ้าไม่ได้ชวินทร์ ป่านนี้พวกพี่คงยังไม่มีแม้แต่จุดตั้งต้นด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงต่อไปดี ลองกันเรื่อยๆ นี่แหละ เดี๋ยวต้องสำเร็จสักวิธีเอง”



                รักษ์นาราพยายามมองโลกในแง่บวกพร้อมให้กำลังเด็กหนุ่มไปพร้อมกัน



ชวินทร์ยิ้มขำ เขาเปลี่ยนประเด็นอีกครั้ง



                “มาลีไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับความทรงจำในวงไม้บางเลยเหรอครับนอกจากที่อธิบายคราวนั้น”



                “ไม่เลยจ้ะ เรื่องพลังรักษาพี่ก็บังเอิญเจอเองเหมือนกัน เขาไม่ค่อยยอมบอกอะไรเท่าไร”



                ให้ถูกต้องคือไม่บอกอะไรเลยมากกว่า ซ้ำร้ายหลังๆ มานี้การพูดคุยระหว่างรักษ์นาราและมาลียังยากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าเมื่อเสียงหวานอ่อนโยนไม่ได้ดังก้องอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว ก่อนหน้านี้รักษ์นาราสามารถเลือกไม้ใหญ่หรือดอกหญ้าต่ำต้อยแค่ไหนก็ได้ ไม่ว่ายังไงเสียงของมาลีก็จะขานตอบเธออยู่ดี



                ทว่าหลังๆ มานี่ต้องเป็นไม้ใหญ่ขนาดสองสามคนโอบไม่ก็ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถได้ยินเสียงของมาลี แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นแค่เสียงเบาๆ ค่อนแหบแห้ง จนดูราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังฝืนตนเองเพื่อพูดคุยกับเธออยู่ เช่นเคยที่ไม่มีคำอธิบายถึงสถานการณ์นี้ ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง...



                “พี่รักษ์ครับ?”



                รักษ์นาราได้ยินเสียงของชวินทร์ขานเรียกเธอ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมตอบสนอง อยู่ดีๆ สองขาก็พาเธอเดินเลี้ยวไปอีกทาง ก้าวตรงเข้าหาต้นไม้อีกต้นเสียอย่างนั้น เธอได้ยินเสียงเรียกจากพิมายเช่นกัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องอย่างตกใจจากตุลย์ เมื่ออยู่ดีๆ แหวนนพสินธุ์ก็มีเปลวไฟลุกท่วมขึ้นมาเองและลอยพุ่งมาทางเธอ



                รักษ์นาราเห็นจากหางตาว่าน้ำกลุ่มหนึ่งลอยออกมาจากถุงหนังของภาคินทร์เองโดยที่เขาไม่ได้สั่งเช่นกัน สองหูแว่วยินเสียงหินบดแทรก และผิวหนังสัมผัสได้ถึงสายลมพัดวนรอบตัว



                เธอยกมือทั้งสองขึ้น ธาตุทั้งสี่ไหลรวมมาผสมกันที่กลางฝ่ามือของเธอ กลืนกินกันและกันก่อนจะจางหายไปเอง หลังจากนั้นรักษ์นาราก็แนบฝ่ามือเข้ากับเปลือกไม้ของต้นโพธิ์



                ทันใดนั้นก็มีภาพปรากฏขึ้นหลังเปลือกตา





               

                ทุกอย่างซ้ำรอยเดิมกับเหตุการณ์ที่ใต้มหาพฤกษา



                ทันทีที่รักษ์นาราวางฝ่ามือแนบลำต้น ก็มีกระแสบางอย่างพุ่งแพ่ออกมาทันที ภาคินทร์กับพิมายมองหน้ากัน ตระหนักได้เองโดยไม่ต้องทดสอบว่าพวกเขาใช้กสิณไม่ได้อีกแล้ว



แม้จะไม่ได้ปรึกษาหารือแต่ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่าจะไม่พูดอะไรออกไป เนื่องจากไม่อยากให้ฝาแฝดสติแตกไปเสียก่อน พวกเขาทำเพียงยืนรอเงียบๆ ความตึงเครียดเขม็งเกลียวอยู่ในอากาศ และครั้งนี้มันใช้เวลาน้อยกว่าครั้งที่แล้วมาก เพียงบาทกว่าๆ เด็กสาวตัวเล็กก็ปล่อยมือ ดวงตากลมโตเบิกโพล่ง ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงตามการหายใจที่หนักหน่วง เธอเซถอยมาหลายก้าว



                พิมายถลาเข้าไปประคองทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิททำท่าจะล้ม ใบหน้าของรักษ์นาราซีดเผือก เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามกรอบหน้า ทุกคนเริ่มเข้ามารุมล้อม



                “พี่รักษ์!/พี่รักษ์!



                “แกไม่เป็นไรใช่ไหม?”



                สองแฝดและพิมายร้องถามแทบจะพร้อมกันทำให้ฟังไม่รู้เรื่อง ภาคินทร์เข้ามาช่วยประคองอีกคน



                “เราเห็นภาพบางอย่าง” ทว่ารักษ์นาราไม่ตอบคำถามใครสักคน เธอบอกเล่าสิ่งที่ติดอยู่หลังเปลือกตาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและท่าทางหวาดผวา



“แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ได้เกิดขึ้นในแคว้นนี้ เราเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังตัดโค่นมหาพฤกษา วิธีใช้กสิณของพวกเขาแปลกมาก พวกเขารับคำสั่งมาจากชายอีกคน ระ...เราเห็นหน้าเขาไม่ชัด ตะ...แต่ว่าคนอื่นๆเรียกเขาว่าท่านจ้าว...แล้วหลังจากนั้น...”



มือบางยกขึ้นปิดบังใบหน้าพลางหลับตาแน่น กล้ำกลืนก้อนความพะอืดพะอมกลับลงไปในลำคอ พิมายเข้าใจได้ในทันทีว่ามีรายละเอียดบางอย่างที่รักษ์นารายังไม่พร้อมจะพูดถึง บางอย่างที่ร้ายแรงมากเสียจนทำให้จนที่ไม่เคยกลัวอะไรอย่างรักษ์นาราถึงกับมีท่าทีเช่นนี้



เพื่อนตัวเล็กของเธออาจจะดูนุ่มนิ่มและเรียบร้อย แต่จากการที่สนิทกันมาเนินนานทำให้พิมายรู้ดีว่าความกลัวของรักษ์นารานั่นไม่เหมือนคนทั่วไป ความมืด งู แมลง เลือด อันตราย คมอาวุธหรือแม้แต่ซากศพ เหล่านี้ไม่ส่งผลต่อเธอ



ความหวั่นเกรงในพลังที่ไม่รู้จักของตนเองและความหวาดระแวงว่าพลังเหล่านั้นวกมาทำร้ายคนใกล้ตัว นั่นคือความกลัวเพียงสองอย่างที่พิมายเคยเห็นว่ารักษ์นารามี แต่ผู้ชายคนนั้น...ท่านจ้าวกับพรรคพวก การกระทำของพวกเขากลับทำให้รักษ์นาราถึงกับตัวสั่นระริกได้อย่างง่าย



พิมายขมวดคิ้วเคร่งเครียดพลางประคองให้รักษ์นาราค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นเพราะกลัวเธอจะล้มตึงไปเสียก่อน



ทันใดนั้นชวินทร์ที่ยืนดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กันก็โพล่งถามขึ้นมา



“มหาพฤกษาต้นนั้นคือต้นอะไรเหรอครับ?”



ทุกคนหันมองไปทางร่างผอมเป็นตาเดียว พิมายกำลังจะแย้งว่าควรปล่อยให้รักษ์นาราได้มีเวลาพักหายใจหายคอบ้าง แต่ทว่า...



“ทองกวาว” คนตัวเล็กลดมือลงในที่สุด น้ำเสียงยังสั่นนิดๆ อย่างห้ามไม่ได้ ชวินทร์ใช้เวลาชั่วอึดใจในการนึกทบทวนความจำ



“ถ้างั้นก็เป็นมหาพฤกษาประจำแคว้นพา...”



“ต้นโพธิ์ กันเกรา ไทร” ทว่ารักษ์นารากลับแทรก เอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของทุกคนในที่นั้นแทบจะหยุดเต้นด้วยความหวั่นกลัวไม่แพ้กัน “ราชาวดี กาสะลอง จำปา จามจุรี พญาเสือโคร่ง แล้วก็ตะเคียน เราเห็นมหาพฤกษาเหล่านี้ถูกตัดโค่นด้วยฝีมือท่านจ้าวและผู้ติดตามทั้งสี่ของเขา”




##########

สนทนา : หายไปครบเดือนพอดีเลย 555 โซซอรี่ค่ะนักอ่านทุกท่าน>< ไม่ได้ตั้งใจจะละทิ้งหรือละเลยนะเพราะยังไงฟ็อกซ์ก็ไม่มีทางเลิกแต่งนิยายได้อยู่แล้ว นี่คือพยายามแต่งเรื่อยๆเท่าที่โอกาสอำนวยที่สุดแล้ว วันละบรรทัดสองบรรทัดไปเรื่อย จะพยายามไม่หายไปนานแบบนี้อีกแล้วกัน(ยกเว้นช่วงจบเล่มนะ อันนั้นต้องเก็บข้อมูล อุดพล็อตโฮล)

ปล. รู้สึกสกิลขายอ้อยนุ้งคินทร์เลเวลอัพขึ้นมาก สงสัยเราจะมันมือเกินไปหน่อย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #840 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2560 / 07:58
    อดัมมมมมมมม เอ้ยยย หนูรักษ์ คิดถึงจังเลยยยยยย ??&#8217;&#8220;??&#8217;&#8220;
    เนื้อเรื่องดูตื่นเต้นขึ้น แต่มหาพฤกษาถูกโค่นหนักขนาดนี้ แคว้นนั้นๆก็น่าจะล่มด้วยมั้ยนะ ในเมื่อการจะเข้าถึงมหาพฤกษาต้องเข้าถึงพระราชวังหรือศูนย์กลางเมือง ไม่แปลกที่หนูรักษ์จะกลัวจริงๆ เห็นฉากแบบนี้ตั้งหลายเมือง
    ท่านจ้าวนี่ใครกัน อยากรู้เหลือเกินนน

    ปอลอ ให้พลังแก่นุ้งฟ็อกซ์ในการแต่งนิยายยย คิดถึงหนูรักษ์ นุ้งคินทร์ และแก๊งเด็กแสบเสมอออออ
    #840
    0
  2. #839 เมษาหน้าหนาว (@maylita) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 22:05
    กลับมาแล้ว อยากรู้อดีตของมาลีมากๆเลย
    #839
    0
  3. #837 Mezidez-Benz (@Mezidez-Benz) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 18:08
    มาเร็วไ
    #837
    0
  4. วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 12:11
    ท่านจ้าวว เอ็งเป็นใคร!! ค้างมากเว่อร์
    #836
    0
  5. #834 fire_dragon2 (@Fire_Dragon) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 09:02
    ค้างงไปอีกก มาอัพต่อเถอะคะ ท่านจ้าวคืนใคร?ทำแบบนั้นทำไม?#มาอัพต่อๆๆ#รออๆ
    #834
    0
  6. #833 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 08:13
    ค้างไปอีกก แงๆ
    #833
    0
  7. #831 Ggggib (@123ggg) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 23:09
    มาแล้วววว ขอบคุณค่ะ ปริศนาเหมือนจะแก้แต่ก็มาใหม่อีกเพียบ
    #831
    0
  8. #830 Juthamas (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 22:20
    ปริศนาเยอะจังเลยอ่ะไรท์
    #830
    0
  9. #829 Seraris (@jinnylee1-1) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 22:16
    เป็นสิบเมือง อ่านแล้วเครียดเลย ถึงว่าเจ๊มาลีไม่มีบทเลย//หนูรักษ์สู้ๆ
    #829
    0
  10. #828 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2560 / 22:11
    ว้ากกกกกก มาแล้น><~ //นั่งเปิดรอมันทุกวัน โฮรว คิดถึงเด็กๆจริงจัง บทนี้ทำเอานั่งไม่ติดเก้าอี้เลยที่เดียว ลุ้นมั่ก //ขออีกสักตอนสองตอนแก้ค้างคาได้ไหมคะ--- กะพริบตาแบบแบ๋วๆLoL
    #828
    0