ตอนที่ 68 : ตอนที่ ๖๐ ความในใจของมุกตาภา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    3 พ.ย. 60



ตอนที่ ๖๐ ความในใจของมุกตาภา

 



และเช่นเคย คนที่มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ไว้คือรักษ์นารา



เด็กสาวตัวเล็กเพียงเอี้ยวตัวให้พ้นการบดบังของภาคินทร์และโผล่ศีรษะมาทักทายทุกคน ความหนาวเยือกชวนขวัญแขวนก็คลายตัวลงอย่างง่าย เธอชูถุงขนมเบื้องที่ซื้อมาให้ดูพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะแจกจ่ายให้กับทุกคนไม่เว้นกระทั่งมุกตาภาผู้เอาแต่ก้มหน้างุดตลอดเวลานับตั้งแต่ทั้งคู่ปรากฏ



ไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเกิดจากความอะลายไม่กล้าสู้หน้าคู่หมั้น หรือความเขินที่มีให้กับเด็กสาวตัวเล็กกันแน่



แต่ที่แน่ๆ คือภาคินทร์เริ่มจะอารมณ์เสียขึ้นมาระลอกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตุลย์และติณห์วิ่งรี่เข้ามานั่งประกบรักษ์นารา เบียดดันจนเด็กหนุ่มต้องถอยขึ้นไปนั่งกับพิมายที่อัฒจรรย์ชั้นสูงขึ้นไปแทน มุกตาภาทำท่าจะเดินหนีตัดปัญหา แต่ดูเหมือนแฝดเตโชจะยังไม่สะใจมากพอ เขาเลยฉุดแขนของเด็กหญิงไว้แล้วออกแรงบังคับให้นั่งลงถัดจากเขาไปอีกที ซึ่งมันเป็นตำแหน่งหน้าภาคินทร์พอดี



การถูกดวงตาสีวังน้ำวนหนาวเยือกจับจ้องมาจากเบื้องหลังทำให้เด็กหญิงได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อด้วยความละลายผิดผสมหวาดกลัว ส่งผลให้ตุลย์ยิ้มกว้างยิ่งขึ้นไปอีก



ส่วนภูวนัตถ์....



"ระ เร็วมากครับ! ชนะอีกแล้ว ชัยชนะในครั้งนี้เป็นของภูวนัต์ คีรีรัตน์เช่นเคย ทั้งที่ระฆังเพิ่งดังได้ไม่ถึงครึ่งบาทด้วยซ้ำ แถมเขายังทำเวทีพังเละไม่มีชิ้นดีเหมือนทุกครั้งจนแทบจะกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวไปแล้ว น่ากลัวอะไรขนาดนี้ครับท่านผู้ชม..."



กำลังเก็บเกี่ยวชัยชนะที่ทำให้เขาได้ผ่านเข้ารอบสิบหกคนสุดท้ายซึ่งจะยกยอดไปประลองในวันพรุ่งนี้



ติณห์ส่งเสียงโห่ร้องดังลั่น เพื่อแสดงความยินดีให้กับลูกพี่ลูกน้องจากสกุลปฐวีซึ่งกำลังโบกมือมาให้ รักษ์นาราเองก็กำลังตรบมืออยู่เช่นกัน ส่วนพิมายทำทั้งสองอย่างอย่างละนิดอย่างละหน่อยผสมกันไป ภาคินทร์เพียงนั่งนิ่งๆ ดูจะไม่ยินดียินร้ายเท่าไรเพราะคงคาดไว้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ ส่วนตุลย์นั่น...


“เธอรู้ไหมว่าฉันคิดยังไง” แฝดเตโชเอนตัวไปกระซิบกับมุกตาภาด้วยรอยยิ้มกริ่ม เด็กหญิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งแทนการพูดว่าฉันไม่อยากรู้ ทว่าสุดท้ายก็ต้องทนฟังจนได้



“ฉันว่าเธอไม่ได้อยากเลิกหมั้นกับพี่คินทร์ด้วยเหตุผลอย่าง ไม่มีอะไรดี หรือ คุยไม่สนุก หรอกนะ ฉันว่าเธอ กลัวเขามากกว่า”



“...อะไรทำให้นายคิดแบบนั้นกัน” เด็กหญิงชะงัก แต่ก็แค่นิดเดียวเท่านั้นก่อนจะสวนโครมกลับมา



ด้วยรูปคิ้วที่สั้น เวลาขมวดมุ่นมันจึงยิ่งดูเหมือนมุกตาภากำลังโกรธใครมาสักสิบชาติก็ไม่ปาน แต่ถึงยังไงประกายตื่นตระหนกจางๆ ในแววตาคู่นั้นก็ไม่อาจรอดพ้นความช่างสังเกตของตุลย์ได้อยู่ดี



“ก็เห็นๆ กันอยู่ แถมเธอยังหลุดปากพูดออกมาเองว่าพี่คินทร์เขาน่ากลัว”



“ฉันไม่ได้หลุดปาก นายนั่นแหละที่วางกับดักโง่ๆ ล่อให้ฉันนินทาคู่หมั้นทั้งที่เขามายืนอยู่ข้างหลัง”



“แต่ก็ยังมีบางคนโง่พอจะตกลงไปอีกนะ” คำย้อนของตุลย์ทำให้มุกตาภามีท่าทีฟึดฟัดยิ่งนัก แต่จะแก้ตัวยังไงก็คงฟังไม่ขึ้น เพราะเธอตกลงไปจริงๆ น่ะแหละ ซ้ำยังช่วยขุดหลุมนั้นให้ลึกไปกว่าเดิมด้วยการสารภาพความอัดอั้นในใจออกมาจนเกือบหมดเปลือก



“ฉันถามอะไรหน่อยสิ...” แฝดเตโชเกริ่นเหมือนจะขออนุญาต ทว่าสุดท้ายเขาก็โพล่งคำถามออกไปอยู่ดีแม้ว่ามุกตาภาจะกอดอกแล้วเบือนหน้าไปทางอื่นอยู่ก็ตาม “เธอชอบพี่รักษ์จริงๆ เหรอ? ฉันไม่ได้เข้าใจอะไรผิดไปอย่าง...เธอกำลังประชดพี่คินทร์ที่เขาไปวอแวกับผู้หญิงคนอื่นโดยไม่เห็นหัวเธอ ก็เลยแกล้งทำเป็นชอบผู้หญิงคนนั้นเสียเองเพื่อหักหน้า...”



“นายเนี่ยท่าทางจะดูลิเกมากไปแล้วละ” ดวงตาสีท้องทะเลของมุกตาภาฉายแววระอาระคนเอ็นดู คล้ายสายตาที่ผู้ใหญ่ใช้มองเด็กช่างจ้อชอบจินตนาการคนหนึ่ง และมันทำเอาตุลย์ชักเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาแล้วหลังจากเป็นคนคุมเกมมาได้โดยตลอด



“ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ฉันก็ไม่ใช่พวกลูกคุณหนูจอมเอาแต่ใจที่ดีแต่จะหาทางแทงข้างหลังคนอื่นไปวันๆ เสียหน่อย ฉันเป็นคนตรงๆ ชอบก็บอกชอบ เกลียดก็บอกว่าเกลียด เรื่องไร้สาระแบบที่อยู่ในหัวนายฉันไม่ทำหรอก เสียเวลา”



มุกตาภาลดเสียงลงในประโยคถัดมาด้วยไม่ต้องการให้คนที่นั่งอยู่ด้านหลังได้ยิน



“และถ้าฉันเผลอหลงรักภาคินทร์จนคิดแค้นเขาจริง ป่านนี้ได้เลือดสาดกันไปข้างแล้ว ไม่มั่วมายึกยักเล่นเล่ห์แบบที่นายคิดไว้หรอก”



“ก็ฉันไม่เข้าใจนี่น่า” ตุลย์โอดครวญ “เธอกับพี่รักษ์ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ แล้วเธอจะไปชอบเขาได้ไง”



เด็กหญิงเม้มริมฝีปาก จากท่าทางเช่นนั้นตุลย์นึกว่าเธอจะนิ่งเงียบไม่ยอมปริปากเสียแล้วทว่า



“ไม่จำเป็นหรอก...การตกหลุมรักใครสักคนน่ะ มันไม่จำเป็นต้องรู้จักกันหรอก”



มุกตาภาจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมาก



ฝนเพิ่งตกไปในช่วงเช้า อากาศจึงเย็นสบายแม้ว่าจะมีแอ่งน้ำขังบนถนนหนทางมากไปหน่อยก็ตาม มุกตาภากำลังเดินซื้อของอยู่ในย่านการค้าโดยมีคนใช้สองคนจากสกุลตามมาช่วยถือของ เด็กหญิงเห็นภาคินทร์โดยบังเอิญ และสิ่งแรกที่เธอทำคือการก้มตัวหลบหลังแนวพุ่มไม้ทันทีพร้อมภาวนาหวังว่าเขาจะไม่เห็นเธอ



แน่นอนว่าด้วยนิสัยของภาคินทร์ หากเขาเห็นเธอ ก็คงทำแค่มองมานิ่งๆ อย่างมากซึ่งเป็นไปได้น้อยมากๆ ก็พยักหน้าแทนการทักทาย ไม่มีทางเดินเข้ามาถามสารทุกข์สุขดิบหรือซื้อของต่อป็นเพื่อนอย่างที่คู่หมั้นทั่วไปควรจะทำให้กันหรอก แต่ถึงอย่างนั้นมุกตาภาก็ไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ แม้เพียงเศษเสี้ยวกับคู่หมั้นแต่ในนามคนนี้อยู่ดี



เพราะตุลย์พูดถูก มุกตาภากลัวภาคินทร์



เป็นความกลัวแบบจับขั้วหัวใจ กลัวจนไม่กล้าแต่แม้จะเผชิญหน้าหรืออยู่ใกล้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยฝึกวิชากสิณและการต่อสู้ด้วยกันมาก่อน ทว่ายิ่งนานวัน มันก็ยิ่งน่าหวาดหวั่นมากขึ้นเรื่อยๆ และตุลย์พูดถูกอีกเช่นกัน มันไม่ใช่เพราะอะไรไร้สาระอย่างหน้าดุหรือคุยไม่สนุกหรอก แต่เป็นเพราะบรรยากาศที่ห่อหุ้มอยู่รอบตัวคนๆ นั้นต่างหาก ที่ทำให้สัญชาตญาณของเธอร้องตะกุยว่าควรอยู่ให้ห่างไว้



ทว่าก่อนที่มุกตาภาจะได้ไปร้องขอกับบิดาว่าไม่อยากฝึกการต่อสู้รวมกับภาคินทร์อีกแล้ว ทางชลัชพงษ์ก็มาขอยกเลิก การสานสัมพันธ์ นี้เสียก่อน เหตุผลไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่แน่ๆ มุกตาภาดีใจยิ่งนัก และเมื่อไม่เหลือความจำเป็นให้ต้องข้องแวะกัน เธอจึงไม่เคยพบคู่หมั้นแต่ในนามอีกเลยจนกระทั่งวันนี้



และในขณะที่กำลังถลึงตาใส่คนรับใช้ทั้งสองซึ่งยืนงงไม่รู้ความเพื่อบังคับไปให้ซ่อนตัวเช่นกัน เสียงหวานเริงร่าก็ร้องเรียกคนที่เธอหวาดกลัวขึ้นมา



“ภาคินทร์ รอนานไหม ขอโทษจริงๆ จ้ะที่มาช้า”



ร่างเล็กๆ ไม่ต่างจากเธอวิ่งผ่านไปอย่างเร่งร้อน ตรงเข้าไปหาคนที่เธออยากหลีกเลี่ยงง



มุกตาภาอาจจะกลัว ทว่าความอยากรู้ก็มีมากไม่แพ้กัน เพราะแบบนั้นเธอเลยค่อยๆ โผล่ศีรษะขึ้นมาแอบดู ว่าใครกันหนอช่างหาญกล้า เรียกขานผู้ชายน่ากลัวคนนั้นได้อย่างสนิทสนมถึงเพียงนี้



สิ่งแรกที่เด็กหญิงเห็น คือแผ่นหลังเล็กๆ ของเธอคนนั้น และรอยยิ้มอันเหลือเชื่อของภาคินทร์



บางเบาและน้อยนิด จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นแค่มุมปากที่ยกขึ้นเท่านั้น ทว่าทั้งแววตาและบรรยากาศกลับเปลี่ยนไปจนแทบจะเป็นคนละคน ไม่มีอีกแล้วความรู้สึกหนาวเยือกอันน่าหวาดหวั่น หรือแม้แต่ความเย็นชาจนน่าอึดอัด จากตรงนี้ภาคินทร์ดูเหมือนแค่เด็กหนุ่มธรรมดาอีกคนหนึ่งเท่านั้น



ได้ไงกัน? เธอคนนั้นคือใคร?



ใช้วิธีไหนจึงสามารถทำให้ภาคินทร์จึงสามารถยิ้มออกมาได้นุ่มนวลถึงเพียงนี้?



ในหัวของมุกตาภาเต็มไปด้วยคำถามอันไม่สิ้นสุด



“รักษ์นารา!!” ใครอีกคนตะโกนเรียก เป็นเด็กสาวตัวสูงที่มีดวงตาสีม่วง เธอวิ่งเข้ามา กระโดดกอดรัดร่างเล็กพลางดึงถอยให้ห่างจากเด็กหนุ่มอย่างจงใจ เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้น พร้อมๆ กับมุมปากของภาคินทร์ที่กลายเป็นบิดคว่ำ และในที่สุดเธอคนนั้นก็หันมาทางมุกตาภา



ถ้ารอยยิ้มเมื่อครู่ของภาคินทร์ว่าน่าประหลาดใจแล้ว



รอยยิ้มของเธอคนนั้นคงเรียกได้ว่ามหัศจรรย์



มันทำให้โลกรอบตัวส่องประกาย แต่ก็เล็กแคบจนแทบไม่เห็นใครอื่นนอกจากเธอคนนั้น



ความรู้สึกในช่วงแรกที่มุกตาภามีให้รักษ์นารา เป็นแค่ความสงสัยปนความประทับใจ อารมณ์แบบปลื้มใครสักคนในอะไรสักอย่างที่เขาทำ เธอคนนั้นทำให้ผู้ชายท่าทางน่ากลัวมากปัญหาแบบภาคินทร์ยิ้มได้เชียวนะ มุกตาภายอมรับเลยว่ารักษ์นาราต้องเป็นคนพิเศษไม่ก็แปลกเอามากๆ จึงสามารถทำเช่นนั้นได้



 ทว่าการพบกันโดยบังเอิญในอีกหลายครั้งต่อมา ทำให้ความรู้สึกของมุกตาภาเริ่มจะถล่ำลึกลงไปทุกที คำพูด ท่าทาง เสียงหัวเราะ ความอ่อนโยน วิธีที่เธอคนนั้นใช้มองโลกและผู้คนช่างน่ามหัศจรรย์ไม่แพ้รอยยิ้มเลยจริงๆ



ทีละเล็กทีละน้อยทว่าอย่างรวดเร็ว...



ความปลาบปลื้มระคนสงสัยของมุกตาภาก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไรอย่างอื่นที่ไม่ถูกไม่ควร



มุกตาภารู้ตัวมาตลอดว่าเธอเป็นเด็กประหลาด เธอไม่ชอบเล่นกับพวกผู้ชาย ไม่ใช่ไม่ชอบแบบที่เด็กผู้หญิงทั่วไปคิดว่าไม่สนุก มันอธิบายลำบากแต่เธอก็แค่ไม่ชอบ เธอชอบอยู่กับเด็กผู้หญิงเหมือนกันมากกว่า และเป็นความชอบในแบบที่อธิบายลำบากไม่แพ้กัน



พี่ชายของเธอจับข้อเท็จจริงนี้ได้ในวันหนึ่ง



“อย่าให้ใครรู้” เขาเตือนแค่นั้นและไม่กล่าวอะไรอีกเลย



มุกตาภาเข้าใจได้ในทันทีว่าสิ่งที่เธอเป็นไม่ใช่เรื่องปกติในสังคม สิ่งที่เธอรู้สึกกับเธอคนนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับ มุกตาภาจึงพยายามเก็บมันไว้ให้ลึกลงไป ใต้ท่าทีหยิ่งผยองเหมือนเด็กเอาแต่ใจ เก็บไว้ด้วยความหวาดกลัวไม่แพ้ตอนที่ยืนอยู่ข้างภาคินทร์



ทว่าในวินาทีที่พลั้งเผลอ เกือบจะสารภาพความลับทั้งหมดออกไป เธอกลับได้รับการตอบสนองที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จากเธอคนนั้น



ตกตะลึง เก้อเขิน ทว่าไม่ใช่ขยะแขยง



เป็นไปได้ยังไงกัน? แต่ก็เป็นไปแล้ว สิ่งที่สะท้อนอยู่ในแก้วตากลมโตสีน้ำตาลคู่นั้นดูเหมือนจะเป็นความเอ็นดูเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จากวินาทีนั้นความรู้สึกในใจมุกตาภาจึงยิ่งดิ่งลึกมากขึ้นไปอีก



“สรุปว่าเธอชอบพี่รักษ์ของฉันจริงๆ ด้วยสินะ”



เสียงของตุลย์ฉุดรั้งมุกตาภาขึ้นมาจากภวังค์ ถ้อยคำพยางค์หนึ่งในนั้นทำให้เด็กสาวตวาดเสียงดัง



 “เธอคนนั้นไม่ใช่ของนายยะ!



แต่นับว่าโชคดีที่พิธีกรกำลังประกาศเรียกผู้เข้าแข่งขันรอบต่อไปให้ลงมาในสนามสักพักแล้ว ทั้งพิมายและภาคินทร์กำลังเดินลงไปถึงอัฒจรรย์ขั้นล่างสุด รักษ์นาราและติณห์เหลียวมองด้วยความประหลาดใจ ทว่าท้ายที่แล้วไม่มีคนอื่นนอกจากตุลย์ที่ได้ยินว่าจริงๆ แล้วมุกตาภาพูดอะไรกันแน่



เด็กหญิงกลบเกลื่อนความอายด้วยการเท้าคาง ใช้ฝ่ามือปิดบังริมฝีปากที่บิดบึ้ง ทั้งยังทำให้ประโยคถัดมาอู้อี้จนเกือบฟังไม่รู้เรื่อง



“และใช่...ฉันชอบเขาจริงๆ น่ะแหละ นายคงไม่พูดหรอกนะว่าที่ฉันรู้สึกกับเธอคนนั้นมันไม่ใช่ของจริง ก็แค่อารมณ์ปลื้มแบบเด็กๆ โตไปเดี๋ยวก็กลับไปชอบผู้ชายเอง เพราะถ้าแบบนั้นประหยัดน้ำลายไว้เถอะ มีคนพูดแทนนายมาเยอะจนฉันเอียนแล้ว”



เป็นอีกครั้งที่ตุลย์ยังคงได้ยินอย่างครบถ้วน



“ไม่หรอก” แฝดเตโชตอบพลางหลุบตามองเท้า ครู่ต่อมาเขาหันไปทางซ้ายมือซึ่งรักษ์นาราและติณห์กำลังคุยกันอยู่ “แบบนั้นมันคงโหดร้ายเกินไปหน่อย”



มุกตาภานิ่งอึ้ง อีกครั้งที่เธอไม่ได้คาดคิดว่าจะได้รับการสนองเช่นนี้กลับมา ใช้เวลาสักพักกว่าเธอจะเลือกคำที่เหมาะสมโต้ตอบกลับไปได้



“นายมัน...แปลกชะมัด”

             


   “อือ พวกเราตรงนี้ก็แปลกกันหมดน่ะแหละ” ตุลย์ยอมรับอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้คือเด็กแปลกแยกที่ถูกเธอคนนั้นดึงดูดเข้าหา ด้วยความอ่อนโยน ด้วยความเข้มแข็ง ด้วยทั้งหมดที่เป็นรักษ์นารา ชักนำให้เด็กแปลกประหลาดผู้ดิ้นรนหาที่ทางของตนเองได้มีที่พักพิง



และในขณะที่มุกตาภากำลังซึมซับและชื่นชมในข้อเท็จจริงที่เพิ่งตระหนักรู้ ตุลย์ก็ทำลายทุกอย่างลงด้วยการกล่าวเสียงแข็ง



                “แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมรับเธอเข้ากลุ่มหรอกนะยัยเตี้ย!



                เด็กหญิงเบ้ปาก ตอบกลับรวดเร็วไม่แพ้กัน



“อี๋ ฉันก็ไม่อยากเป็นพวกเดียวกับนายหรอกยะ”










 

                “ทำไมนายไม่เคยบอกเลยว่ามีคู่หมั้น”



                ที่สนามประลองเบื้องล่าง ขณะกำลังยืนรอผู้เข้าแข่งขันคนที่เหลือเพื่อจับคู่ประลองกันในรอบต่อไป พิมายก็เปรยถามภาคินทร์อย่างล้อเลียน ริมฝีปากของเด็กสาวหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มอันน่าหงุดหงิดยิ่งนักในสายตาของเขา และไม่คิดรอคำตอบ เธอเอ่ยในเชิงคิดเองเออเองเสร็จสรรพ



                “เข้าใจละ นายเขินนี่เอง แหมไม่นึกเลยนะว่าคนเถื่อนๆ อย่างนายจะมีมุมอ่อนไหวแบบนี้ด้วย”



                จากท่าทางและคำพูด ดูเหมือนพิมายกำลังจับคู่ให้เขาและมุกตาภาอย่างออกนอกหน้าอยู่ เด็กหนุ่มส่งเสียงหึในลำคอ ข่มกลั้นอารมณ์หงุดหงิดที่ไม่คลายตัวลงเสียทีพร้อมอธิบายเสียงเรียบ



                “มันเป็นเรื่องที่พวกพ่อแม่พูดกันเล่นๆ ยังไม่มีสินหมั้นหรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ดังนั้นแล้วฉันกับมุกตาภาจึงยังไม่ได้เป็นอะไรกัน”



                ประโยคเดียวกับที่เขาเคยพูดให้รักษ์นาราฟัง เพียงแต่เสริมด้วยถ้อยคำเชิงเสียดสีอีกเล็กน้อยอย่างเผลอตัว



“และจากประวัติที่ผ่านมาของฉัน เธอคิดว่าจะมีพ่อสติดีที่ไหนอยากส่งลูกสาวมาแต่งด้วยกัน”



“ไม่ต้องถึงขั้นพ่อแม่หรอก ขนาดฉันเองยังไม่อยากให้เพื่อนไปข้องแวะกับนายเลย” พิมายยังคงจงใจยั่วโมโหเขาอย่างต่อเนื่อง “ว่าแต่พวกนายหมั้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”



“พอสักทีได้ไหม”



“ไม่”



สีหน้าของเขาทำให้พิมายยิ้มกว้างกว่าเดิมเสียอีก



“นี่มันการค้นพบครั้งสำคัญเชียวนา เรื่องอะไรจะแซวแค่ครั้งเดียวจบกัน”



ภาคินทร์ระบายลมหายใจอย่างงุ่นง่าน เขารู้ดีว่าการต่อบทสนทนากับพิมายต้องทำให้เขาอารมณ์เสียมากกว่าเดิมแน่ๆ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไป



“ทำไมเธอถึงไม่อยากให้รักษ์นาราอยู่ใกล้ฉันขนาดนั้น”



ในระหว่างนั้นก็มีเด็กหนุ่มสาวเดินขึ้นมาบนสมทบเวทีอีกสามคน เสียงพิธีกรดังขึ้นทันที



“ดูเหมือนว่าจะมากันครบแล้วสำหรับรอบนี้ ดังนั้นจะขอประกาศคู่ประลองให้ทุกท่านได้ทราบกันเลยนะครับ เวทีที่หนึ่ง พิมาย มารุตพาต สู้กับ มณฑาวรรณ มัตติกา เวทีที่สอง...”



พิมายกวาดตาไปรอบๆ อยู่ครู่หนึ่ง มองหาคู่ต่อสู้ซึ่งเธอจำได้ลางเลาว่าน่าจะมาจากสกุลปฐวีสำดับหก อีกฝ่ายฝีมือพอใช้ แต่ให้พูดตามตรงก็แค่สูสีกับเจ้าติณห์เท่านั่นจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอแม้แต่น้อย เพราะแบบนั่นเด็กสาวเลยหันกลับมาคุยกับภาคินทร์ต่อ



“ก็...”



พิมายลากเสียง เหมือนแกล้งประวิงเวลาให้อยากรู้มากกว่าทำไปเพราะกำลังครุ่นคิด



“เพราะนายเป็นนายน่ะสิ คือไม่ได้หมายถึงเรื่องที่ชอบต่อยตีกับคนอื่นเขาไปทั่ว อันนั้นฉันรู้ว่านายเปลี่ยนไปแล้ว แต่ที่ฉันพูดคือการที่นายเป็นถึงว่าที่ผู้นำสกุลหลักคนต่อไปในขณะที่รักษ์นาราเป็นลูกชาวบ้านไม่มีนามสกุลต่างหาก นายคิดว่าพวกผู้ใหญ่จะยอมให้คบกันเหรอ ไม่มีทาง”



“เรื่องนั้นฉันไม่จำเป็นต้องขออนุญาตใครทั้งนั้นนอกจากรักษ์นารา”



น้ำเสียงของเขาคงฟังมั่นอกมั่นใจจนน่าหมั้นไส้เกินไปหน่อย พิมายจึงได้ส่งเสียงเหอะกลับมา



“นายนี่ใสซื่อกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยแฮะ” ดวงตาสีลูกหว้ากวาดมองเขาหัวจรดเท้าอย่างกึ่งดูแคลน อีกครั้งแล้วที่เด็กสาวตัวสูงแสดงท่าทีต่อต้านความคิดที่ว่าเขาจะได้สมหวังกับรักษ์นาราอย่างโจ้งแจ้ง



ทันใดนั้นคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ประโยคอันแปลกประหลาดและแสนพิสดารซึ่งไม่เคยข้ามผ่านเข้ามาในความคิดของเขามาก่อน หากไม่ใช่เพราะข้อเท็จจริงที่เพิ่งได้รับรู้มาเมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับคู่หมั้นแต่ในนามผู้ไม่เคยต้องการจะหมั้นกัน



 “เธอชอบรักษ์นาราหรือเปล่า”



“ชอบสิ” พิมายตอบทันทีราวกับเป็นปฏิกริยาตอบสนอง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาแปลกๆ ที่มองมา เธอจึงร้องแก้เป็นพัลวัน “ไม่ใช่ชอบแบบนั้น! จะบ้าเหรอ!! ฉันหมายถึงแบบเพื่อนโว้ยแบบเพื่อน! เพราะถ้าไม่ชอบคงไม่คบกันมานานถึงปานนี้หรอก คิดไปถึงไหนของนายเนี่ย น่าขนลุกชะมัด”



“แค่ถามเผื่อไว้...”



ตอนนี้ภาคินทร์เริ่มเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าเหตุใดรักษ์นาราจึงมีท่าทีลังเลต่อความลับของมุกตาภาขนาดนั้น หากไม่ใช่เพราะจวนตัวโดนเขาคาดคั้นสุดๆ คงไม่ยอมพูดออกมาจริงๆ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่อะไรที่คนทั่วไปจะยอมรับได้ ขนาดพิมายที่ว่าสนิทกับรักษ์นารามาเนิ่นนานก็ยังมีความคิดเห็นไม่ต่างจากสิ่งที่สังคมปลูกฝั่งกันมาอยู่ดี



ความรักระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่ผิดผีและไม่ถูกต้อง



ทั้งที่มันก็เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผู้ชายมีให้ผู้หญิงและผู้หญิงมีให้ผู้ชายแท้ๆ



ถามว่าพิมายผิดไหมที่คิดเช่นนี้ ก็คงไม่ เด็กสาวแค่ไหลไปตามกระแสสังคมเท่านั้น เพราะสภาพแวดล้อมที่เธอเติบโตมาหล่อหลอมให้เธอคิดเช่นนั้น เธอจึงเป็นเช่นนั้น



คนที่แปลกคงเป็นรักษ์นาราเสียเองมากกว่าที่มีความคิดก้าวล้ำยุคสมัยไปไกลขนาดนี้ เธอตั้งคำถามกับทุกอย่าง สิ่งนี้ถูกหรือ แล้วทำไมสิ่งนี้จึงผิด ขบคิดและครอบครองคำตอบไว้กับตัวเพียงลำพัง ด้วยรู้ตัวดีว่ายังไม่ถึงแก่เวลาจะถกเถียงหรือเปิดเผย



รักษ์นารารู้ในสิ่งที่มุกตาภารู้สึกแต่กลับไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย มากสุดก็แค่ความลำบากใจ เนื่องจากไม่อาจตอบสนองความรู้สึกนั้นกลับไปได้



ส่วนภาคินทร์ แม้จะหงุดหงิดในตัวมุกตาภามากแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ความเดียจฉันท์เช่นกัน



สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ...



                “ฉันเกลียดหมอนั่นชะมัด ขี้เก๊กเหมือนแกไม่มีผิดเลย”



                พิมายกล่าวขัดจังหวะความคิดของเขา แม้ว่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าเด็กสาวตัวสูงกำลังพูดถึงใครกันทว่าภาคินทร์ก็ยังมองตามดวงตาสีลูกหว้าไปยังมุมหนึ่งของสนามประลองซึ่งเหล่าผู้เข้ารอบของวันพรุ่งนี้ไปรวมตัวกันอยู่ จากสิบหกที่นั่ง ตอนนี้ถูกจับจ้องไปแล้วถึงแปด



ภาคินทร์รู้ทั้งชื่อและนามสกุลของทุกคนดีแม้ว่าจะไม่เคยคุยกันเลยก็ตาม เนื่องจากแต่ละคนต่างก็เป็นลูกหลานสกุลลำดับต้นๆ กันทั้งนั้น จะมีก็เพียงลูกพี่ลูกน้องของพิมายที่แตกต่างจากคนอื่นตรงที่มาจากสกุลลำดับที่สิบหก แต่ถ้าไม่นับเรื่องนั้น คนที่แปลกแยกที่สุดจริงๆ คงไม่พ้นว่าที่ผู้นำสกุลวัชริศ



เตชินท์นั่งกอดอกอยู่มุมหนึ่ง ดวงตาสีถ่านคุไฟจับจ้องมาทางเวทีประลอง ไม่ถึงกับเขม็ง แต่ก็ไม่ละสายไปอยู่ดี เด็กหนุ่มไม่คิดเสวนากับคนอื่น อาศัยแค่บรรยากาศรอบตัวก็ชัดเจนยิ่งกว่าแปะป้ายประกาศแล้วว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ขนาดภูวนัตถ์ที่มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมยังถอยหนีเว้นระยะเสียหลายก้าว



ตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเริ่มแยกย้ายไปยังเวทีของตนเองแล้ว พิมายบ่นอุบอิบเกี่ยวกับเตชินท์อีกสองสามคำก่อนจะหันหลังทำท่าจะเดินไปหาคู่ต่อสู้ของตนเองบ้าง แต่เพียงไม่ถึงก้าวก็โดนภาคินทร์ดึงคอเสื้อไว้เสียก่อน เด็กหนุ่มเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว



                “มันพยายามจะโจมตีรักษ์นารา”



                “ใคร?”



                ภาคินทร์ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่กริยาที่จ้องตอบดวงตาสีถ่านคุไฟคู่นั้นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพอตัว



                “เมื่อไหร่?!



                “ก่อนการประลองรอบที่แล้วเริ่ม ฉันเจอมันหันอาวุธเข้าใส่รักษ์นารา”



                “ไอ้เจ้าตาไฟ!!” พิมายถกแขนเสื้อ ทำท่าจะเปลี่ยนทิศทางไปหาเรื่องอีกฝ่ายเสียให้ได้ ภาคินทร์ถอนหายใจเฮือกพร้อมดึงคอเสื้อคนใจร้อนพอกันไว้อีกครั้ง เห็นแบบนั้นพิมายจึงหันมาเหวี่ยงใส่คนที่ทำตัวผิดวิสัยแทน “นายยังยืนใจเย็นอยู่ได้ไงกัน! เจ้านั่นมันละเมิดสัญญานะเว้ย แถมมันยังคิดจะทำร้ายยัยรักษ์ด้วย”



                “แล้วจะให้ทำยังไง สาดกสิณใส่มันจนถูกปรับตกรอบหรือไง สมองมีก็ใช้บ้าง อย่าดีแต่ใช้กำลังหาเรื่องเขาไปทั่ว” ภาคินทร์เหน็บกลับเพื่อเอาคืน อาศัยส่วนสูงที่มากกว่าแม้จะไม่มาก แต่ก็ทำให้สามารถมองต่ำลงมาด้วยสายตาแบบเหยียดเย้ยได้ “อีกอย่างเก็บแรงเธอไว้เถอะ เพราะถึงรอบชิงเมื่อไรฉันจะเป็นคนจัดการมันแบบทบต้นทบดอกให้เอง”



                ไม่เปิดโอกาสให้พิมายได้ตอบโต้ เด็กหนุ่มก็ก้าวยาวๆ เพื่อตรงไปยังเวทีประลองของตนเองซึ่งตั้งอยู่ริมสุดตามที่พิธีกรประกาศทันที



                จะเปล่งเสียงโวยวายออกไปก็เกรงว่าจะทำให้ตัวเองเสียหน้าและกลายเป็นคนไม่มีมารยาทเปล่าๆ เพราะแบบนั้นพิมายจึงเอาอารมณ์เดือดดาลทั้งหมดไปลงกับคู่ประลองแทน ผลคือในรอบนั้นพิมายเป็นคนแรกที่เอาชนะคู่ต่อสู้ลงได้และได้ผ่านเข้ารอบสิบหกคนสุดท้าย ก่อนจะตามมาติดๆ ด้วยภาคินทร์



                เด็กสาวได้แต่สัญญากับตนเองเงียบๆ อยู่ในใจว่าจะจัดการเจ้าคนขี้เก๊กทั้งสองและกลายเป็นผู้ชนะรุ่นหกพันวันให้ได้!!





###########


                    สนทนา : โอเค มีคนเรียกร้องฉากนี้มาเยอะมาก เหตุผลที่หนูมุกตกบ่วงหนูรักษ์ โดยส่วนตัวฟ็อกซ์ค่อนข้างพอใจกับมันนะคะ เหตุผลมันใสๆง่ายๆเหมาะกับคาแรคเตอร์คนตรงๆของมุกตาภาดี

                   ปล. ไปไล่อ่านนคอมเม้นท์มาแล้วพบว่ามีคนต่อเรือมุกตุลย์เยอะมาก แต่(นอกจากภาคินทร์แล้ว)กลับไม่มีใครจิ้นมายรักษ์เลยแฮะ แปลกใจจริง



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #838 frist star (@pootai_44) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2560 / 19:36
    พิมาย เตชินท์!
    #838
    0
  2. #826 Yumimaru (@YUMECH) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 16:59
    ไปให้สุดขอบฟ้าเลยนะลูกกกก//ปล่อยเรือเตมายกับมุกตุลย์//โลดแล่นไปคว้าเอาสมบัติแห่งคู่รักมาให้ได้นะลูกกกกกแม่จะรอออออออ555
    #826
    0
  3. #823 Hazylight (@rinlaby) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 12:55
    เริ่มคิดว่ามึกนางน่ารักขึ้นมาหน่อยๆ//-// โฮ หนูรักษ์ผู้เป็นที่รักอร้ายยยยยยย
    #823
    0
  4. #822 DDevil (@DDevil) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 18:03
    อ่านตอนนี้แล้วเชียร์ตุลย์มุกแหะ

    ตัดใจจากรักนาราแล้วมารักกันเถอะ อิอิ
    #822
    0
  5. #821 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 15:03
    กิ๊ฟนี้คือเรือมุกตุลย์ใช่ไหมคะ 5555555555
    #821
    0
  6. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 21:50
    เตมายหายไปไหน~~~~~
    #820
    0
  7. #819 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 07:21
    มุกรักษ์ได้ไหม? 555555555555
    #819
    0
  8. #818 hthanyarat (@hthanyarat) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 06:36
    ตุลย์มุกคืออะไรที่ดีงามสุดๆแล้วค่ะ!!!!! //จ้วงไม้พาย
    #818
    0
  9. #817 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 01:59
    เต มาย ค่ะ ????????????????????
    #817
    0
  10. #816 WaBi (@phowiset) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 01:59
    เต มาย ค่ะ ????????????????????
    #816
    0
  11. #815 onumaa (@onumaa) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 00:07
    ชูป้ายไฟ นุ้งคินทร์?หนูรักษ์ พี่เต?น้องมาย
    #815
    0
  12. #813 พิมพิณ (@thitaree725) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 21:59
    ตุลย์มุกๆ
    #813
    0
  13. #812 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 21:32
    เหล่พี่เตที่นั่งไขว่ห้างแบบเก็กสุดขั้น--
    //เรือเต็มไปหมดเลย*0*
    #แต่เรือใดๆล้วนไม่มั่นคง ต้องลงรักษ์คินทร์ถึงจะปลอดภัย
    //เรืออื่นๆรอไปก่อนนะ---
    #812
    0
  14. #811 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 68)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 / 21:29
    อยากจะชูป้ายมายรักษ์ แต่นุ้งตุลย์มุกแย่งซีนไปหมดเลย555
    #811
    0