ตอนที่ 62 : ตอนที่ ๕๕ รอยสักของภาคินทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1680
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    16 ก.ย. 60

ตอนที่ ๕๕ รอยสักของภาคินทร์



               เย็นย่ำแล้วและภาคินทร์กำลังงวดอยู่กับการฝึกทำสมาธิกับผู้เป็นพ่อ



                เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่กลางโรงฝึกของสกุลชลัชพงษ์ สองมือวางคว่ำอยู่บนหัวเข่าแต่ละข้าง รอบตัวคือกะลาใส่น้ำจำนวนหนึ่งร้อยใบ แต่ละใบมีหยดน้ำกลมเกลี้ยงหนึ่งยกลอยเหนือขึ้นไปประมาณห้าไม่หกนิ้วได้ วิรุณสาวเท้าเดินไปรอบๆ สองมือไพล่ประสานอยู่เบื้องหลัง



                “ผ่อนลมหายใจให้ช้ากว่านี้ไม่งั้นแกจะผลาญกสิณไปโดยเปล่าประโยชน์ ฉันเตือนแกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าหลงระเริงในพลังที่มี” ริมฝีปากใต้หนวดหนาอาจจะไม่บิดบึ้งแต่ก็ไม่ยกยิ้ม เป็นเพียงเส้นตรงที่ทำให้ยากจะบอกอารมณ์ของวิรุณได้ว่าเขากำลังไม่พอใจหรือแค่ตำหนิไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น



                “ผมพยายามอยู่” ภาคินทร์ตอบทั้งที่ยังหลับตา หัวคิ้วขมวดมุ่น



                “ยังไม่มากพอ” คนเป็นพ่อกล่าวอย่างเข้มงวด “ด้วยฝีมือระดับแกควรจะทำได้ถึงห้าร้อยหยดแล้วด้วยซ้ำ หรือแกจะลืมไปแล้วว่างานประลองเริ่มพรุ่งนี้ถึงได้เหยาะแหยะกับการฝึกจนทำเรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังไม่ได้”



                “ผมเปล่า!” ภาคินทร์คำรามตอบ หยดน้ำจำนวนหนึ่งร่วงลงมาทันที เขาสูดหายใจเข้าลึก หยุดพวกมันได้ทันก่อนจะตกกลับไปในกะลาอย่างเฉียดฉิ่วแล้วจึงดึงหยดน้ำเหล่านั้นกลับมาในตำแหน่งเดิม แม้จะรู้ดีว่าควรเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับการฝึกตรงหน้า แต่ในใจก็อดต่อว่าคนเป็นพ่อไม่ได้



                ง่ายบ้าอะไรกัน!



                   การคัดแยกดึงน้ำเพียงหนึ่งหยดขึ้นมาจากน้ำทั้งหมดในกะลาเป็นอะไรที่ต้องอาศัยความแม่นยำและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และความยากจะยิ่งเพิ่มเป็นทบทวีตามจำนวนกะลาที่ถูกนำเข้ามาในการฝึก



                อดีตปัญจราชศาสตราสมญานาคราชครามอาจไม่ได้เกิดมาพร้อมปริมาณกสิณมหาศาลเหมือนลูกชายคนโต ทว่าเขาเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอีกคนของสกุลชลัชพงษ์เหมือนกัน ความสามารถในการบงการน้ำของวิรุณทั้งละเอียดและแม่นยำจนยากจะหาใครทาบเทียม พญานาคจำลองจากอาโปธาตุที่เขาสร้างคือข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุด แม้จะใช้เวลารวดเร็วเพียงกะพริบตา ทว่าพญานาคตัวนั้นกลับทั้งมีหงอนแหลม คมเขี้ยวและเกล็ดหนาอย่างสมจริงเป็นที่สุด



                การฝึกควบคุมหยดน้ำในกะลาก็เหมือนกัน ภาคินทร์เคยได้ยินมาว่าผู้เป็นพ่อสามารถทำได้ถึงพันหยดตอนที่อายุน้อยกว่าเขาในขณะนี้เกือบร้อยวันด้วยซ้ำ



                ดังนั้นไอ้ประโยคที่บอกว่า การฝึกง่ายๆ พรรคนี้ น่ะมันใช้ได้แค่กับวิรุณเท่านั้นแหละ!



                   “คินทร์จ้ะ...”



                แล้วประตูเรือนฝึกก็ถูกแง้ม ไม่ต้องหันไปมองภาคินทร์ก็รับรู้ได้ว่าชนนิภากำลังเยี่ยมหน้าเข้ามาดูสถานการณ์ก่อนจะแจ้งข่าว ตอนแรกเด็กหนุ่มเดาว่าแม่ของเขาคงมาตามไปทานอาหารเย็น แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิด...



               “มีเด็กผู้หญิงมาหาลูกด้วยแหละ เขาบอกว่าอยากคุยเรื่องผลประลองของเด็กแฝด”



                เพราะเคยได้ยินประโยคทำนองนี้มาครั้งหนึ่งแล้วภาคินทร์เลยไม่ออกอาการเท่าไร ซ้ำเมื่อฟังจากหัวข้อที่อีกฝ่ายต้องการพูดด้วยแล้วคงหนีไม่พ้นพิมายเป็นแน่ เขาและเด็กสาวตัวสูงลงพนันกันไว้เรื่องผู้ชนะของรุ่นอายุห้าพันวัน การที่เจ้าตัวยอมถ่อมาถึงบ้านเขาในเวลาปานนี้ย่อมแปลได้ว่าติณห์คือฝ่ายที่แพ้ส่งผลให้เขาแพ้พนันไปด้วย และพิมายคงยิ่งกว่ายินดีที่จะตามมาทวงสัญญาผสมเยาะเย้ยถึงเรือนของเขา



เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ตามคำแนะนำของผู้เป็นพ่อก่อนหน้านี้แล้วจึงตอบกลับไป



                “ผมยุ่งอยู่ บอกให้ยัยนั่นกลับไปก่อน”



                “แต่ว่า...” ชมนิภาพยายามจะแย้ง แต่ก็มีคนแย้งขึ้นเช่นกัน



                “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้า ไว้คุยกันพรุ่งนี้ก็ได้ ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร”



                เสียงนั้นแหลมเล็กแต่ก็นุ่มหวาน ความคุ้นเคยทำให้หัวใจของภาคินทร์แกว่งไหวอย่างง่ายดายเช่นเดียวกับสมาธิ น้ำทั้งหมดจึงร่วงกลับลงไปทันที กะลาหลายใบถึงกับเอียงพลิกคว่ำเพราะกสิณอันปั่นป่วนของเขา ภาคินทร์หันขวับ ตะเกียดตะกายลุกขึ้นไปที่ประตูโรงฝึกทันทีโดยไม่สนต่อสายตาตำหนิของวิรุณ



                มือหนากระชากประตูให้เปิดกว้าง ชนนิภาร้องอุทานสั้นๆ พร้อมกลั้นยิ้มไปด้วยราวกับรู้ทัน ทว่าสายตาของภาคินทร์จดจ่ออยู่ที่ร่างเล็กอีกร่างมากกว่า



                “หวัดดีจ้ะ” รักษ์นารายกมือขึ้นทักทายพร้อมกล่าวอย่างเกร็งๆ ไม่รู้เป็นเพราะเพิ่งเห็นว่านอกจากแม่แล้วยังมีพ่อของเขายืนอยู่ตรงนี้ด้วยอีกคน หรือเพราะตกใจการกระทำที่ปุบปับของเขากันแน่ “ขอโทษด้วยที่มารบกวน แต่เดี๋ยวเรา...”



                “ผมขอพักห้าบาท” ภาคินทร์ตะโกนข้ามไหล่ไปต่อรองกับวิรุณทันที



                คำตอบมาในรูปของการถอนหายใจอย่างแสนหน่าย หลังจากนั้นร่างสูงดุดันของผู้นำสกุลหลักแห่งอาโปจึงสาวเท้ายาวๆ ออกไปจากเรือนฝึก เสียงทุ้มกล่าวอนุญาตและตำหนิไปด้วยในเวลาเดียวกัน “ยังไงแกก็คงไม่มีสมาธิเหลืออยู่ดี วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน”



                ชนนิภาที่ยังยิ้มเล็กยิ้มน้อยไม่เลิกตัดสินใจหนีออกมาแบบเนียบๆ เช่นกัน



“งั้นแม่ไปเตรียมขนมมาให้ดีกว่า”



                “มะ...ไม่รบกวนหรอกค่ะ! อีกสักครู่หนูก็จะไปแล้ว” รักษ์นาราละล้าละลังปฏิเสธอย่างสุภาพ ชนนิภากล่าวในเชิงเสียดายว่าจริงๆ แล้วอยากให้อยู่ทานอาหารเย็นด้วยซ้ำไป แต่พอคนตัวเล็กอ้างว่าไม่ได้บอกมารดาของตนไว้ว่าจะกลับค่ำ คนเป็นแม่เหมือนกันซึ่งย่อมเข้าใจกันดีจึงปล่อยไปโดยง่าย



ภริยาผู้นำสกุลหลักกล่าวทิ้งท้ายเพียงว่าให้เด็กสาวแวะมาที่นี่บ่อยๆ เท่านั้น เนื่องจากเธออยากทำความรู้จักกับ เพื่อนสนิทของลูกชายให้มากกว่านี้ ภาคินทร์เข้าใจดีว่าแม่กำลังล้อเลียนการกระทำลุกลี้ลุกล้นอย่างหมดมาดเมื่อครู่ของเขาอยู่จึงได้เน้นคำเสียขนาดนั้น คงมีแต่รักษ์นาราที่ไม่รู้อะไร จึงได้ตกปากรับคำอย่างพาซื่อว่าครั้งหน้าเธอจะพาคนอื่นๆ มาด้วย



เมื่อเหลือกันแค่สองคนภาคินทร์จึงตั้งใจว่าจะพารักษ์นาราไปนั่งคุยกันที่เรือนรับรอง แต่พอเขาก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ใบหน้าของเด็กสาวก็ขึ้นสีก่ำทันที ดวงตากลมโตสีน้ำตาลหลุบลงต่ำจับจ้องแต่พื้นไม้



“คือว่า...เสื้อ...”



มันเป็นเพียงคำกระท่อนกระแท่นที่แทบไม่เต็มประโยค แต่แค่นั้นภาคินทร์ก็รู้ตัวได้แล้วว่ากำลังเปลือยท่อนบนให้รักษ์นาราเห็นอยู่ ก่อนหน้านี้เขาฝึกการต่อสู้กับผู้เป็นพ่อและพลาดท่าจนทำให้เสื้อเปียกชื้น เนื่องจากไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องรับแขก เด็กหนุ่มจึงถอดผึ่งไว้ด้วยความเคยชินตั้งแต่ตอนที่เริ่มนั่งสมาธิ



และเพราะไม่อยากให้บรรยากาศระหว่างกันต้องกระอักกระอวนไปมากกว่านี้ ภาคินทร์จึงสาวเท้ากลับเข้าไปหยิบเสื้อที่วางพาดอยู่ตรงขอบหน้าต่างของเรือนฝึกขึ้นมาอย่างเร่งรีบ วินาทีนั้นเองที่เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าทำพลาดไปเพียงไรที่หันหลังให้เด็กสาวเห็น



“...”



รักษ์นารายังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่จากสีหน้าก็ชัดเจนว่าเธอเห็นมันแล้ว



...รอยสักของเขา...











 

รักษ์นาราจำได้ว่าเคยเห็นรอยสักของภาคินทร์ครั้งหนึ่ง



แต่เพราะเป็นเพียงเส้นคดโค้งสีดำสนิทที่บังเอิญโผล่พ้นคอเสื้อขึ้นมาจึงทำให้ยากจะบอกได้ว่าแท้จริงแล้วมันคือรูปอะไรและมีไว้ทำไมกันแน่ แคว้นนิวารินไม่นิยมการสักเพราะมองว่าเป็นการทำให้ร่างกายที่สองเทวัญประทานมาต้องแปดเบื้อน หรือถ้าสักก็จะเป็นเพียงรอยเล็กๆ ในเชิงจิตวิญญาณและขวัญกำลังใจมากกว่าจะเพื่อโอ้อวด ซ้ำยังมีแต่ชาวบ้านชนชั้นระดับล่างๆ เท่านั้นที่ทำ เพราะหากมีรอยสักจะไม่สามารถรับราชการได้ หน่ำซ้ำชาวนิวารินยังมองว่ามีเพียงคนพาลและกลุ่มนักเลงที่ไม่ควรคบเท่านั้นที่จะมีรอยสักใหญ่เกินขนาดครึ่งฝ่ามือ



ทั้งๆ อย่างนั้น รอยสักของภาคินทร์กลับเต็มแน่นกินพื้นที่เกือบทั้งแผ่นหลัง



เส้นสายสีดำประกอบขึ้นเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรที่กำลังแผ่แม่เบี้ยและแสยะเขี้ยวอยู่เหนือเกลียวคลื่น เหมือนจริงจนน่ากลัวว่าหากจับจ้องนานๆ รูปสักนั้นอาจจะพุ่งออกมาพ่นพิษใส่ได้



“มันไม่ใช่แบบที่เธอคิด...” ภาคินทร์เอ่ย สีหน้าเจือแววกังวล และเขายินดีหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอด้วยความรู้สึกเหล่านั้นมากกว่าจะปล่อยให้เธอจับจ้องรอยสักของเขาต่อไป รักษ์นาราจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าภาคินทร์รังเกียจภาพที่ถูกวาดอยู่บนแผ่นหลัง



และพลอยคิดว่าเธอจะรังเกียจไปด้วย



แม้จะรับรู้ได้ถึงความในใจที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ย แต่กระนั้นรักษ์นาราก็ยังยอกย้อนถามกลับไป



“แล้วภาคินทร์รู้เหรอว่าเรากำลังคิดอะไร”



ปฏิกริยาตอบสนองของเขาคือการหลุบตาลงจ้องเสื้อที่ถืออยู่ในมือ เสมือนกำลังลังเลว่าจะสวมใส่เพื่อปกปิดเรื่องราวของตนเองต่อไปหรือจะบอกเล่าความลับที่ติดค้างอยู่บนริมฝีปากออกไปดี รักษ์นาราก้าวข้ามธรณีประตู เหยียบย่ำไปบนน้ำที่เจิ่งนองเพื่อตรงไปหาเขา แต่อีกเพียงสามก้าวก่อนจะถึงตัว เธอก็หยุดเท้าลง แม้จะคาดหวังและรอคอยให้เขาตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง แต่รักษ์นาราก็อดไม่ได้ที่จะถามออกไปอยู่ดี



“มันไม่ใช่แค่รอยสัก...ใช่ไหมจ๊ะ?”



เด็กสาวสัมผัสได้ถึงกระแสบางอย่าง ไอเย็นเยือกและความคลุ้มคลั่งบางเบาที่แผ่ออกมาจากลายเส้นสีดำเหล่านั้น เพียงแวบแรกที่ได้ยลรอยสักรูปนาคราชเจ็ดเศียร รักษ์นาราก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่แค่รอยสักธรรมดา แต่เป็นเสมือนกลอนและประตูที่กักขังบางอย่างไว้ภายในมากกว่า



คำถามของเธอทำให้เขาเป็นฝ่ายเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างคาดไม่ถึง ดวงตาสีวังน้ำวนหลุบต่ำมองเสื้อในมืออีกครั้งราวกับกำลังชั่งใจเลือก และในที่สุด...



“ฉันได้มันมาตอนอายุห้าพันวัน”



ภาคินทร์ก็ลดมือลงตามเดิมพร้อมหันหลังเพื่อให้รักษ์นาราได้มองรอยสักของเขาอีกครั้ง



ตัวเลขแห่งความเยาว์วัยที่ได้ยินทำเอาเด็กสาวเป็นฝ่ายที่ต้องตกใจบ้าง



“ในงานประลองผู้ใช้กสิณ ฉันเผลอใช้พรสวรรค์ออกไปจนควบคุมมันไม่ได้ ถึงแม้การต่อสู้จะจบลงพลังก็ยังปะทุออกมาอยู่เนื่องๆ จนเกือบทำคนรอบตัวบาดเจ็บหลายต่อหลายครั้ง วันหนึ่งพ่อกลับมาบ้านพร้อมนักบวชจากนิกายแปลกๆ คนหนึ่งที่ฉันไม่รู้จัก เขาสักให้ฉันโดยบอกว่ามันจะช่วยสะกดพรสวรรค์ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่ายังไงแต่มันก็ทำได้จริงๆ ตั้งแต่ได้มันมาฉันไม่เคยอาละวาดอีกเลย ถ้าไม่ได้ตั้งใจละก็นะ...”



ภาคินทร์พูดในเชิงติดตลก ทว่าน้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดเกินไปมันเลยเหมือนการประชดประชันตนเองมากกว่า



รักษ์นาราเผลอตัวก้าวเข้าไปใกล้วางมือลงทาบทับลายเส้นเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอรับรู้ได้ถึงกล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือที่เกร็งขึ้นมากะทันหันและเสียงสูดหายใจที่ดังกว่าปกติเล็กน้อย ผิวกายของภาคินทร์เรียบเย็นตัดกันอย่างชัดเจนกับอุณหภูมิปลายนิ้วของเธอ



“เจ็บมากไหม”



เธอถาม และมันช่างเป็นคำถามที่งี่เง่ายิ่งนัก การสักเป็นกระบวนการที่เจ็บปวดและไม่มีหนทางบรรเทานอกจากจำทน ยิ่งเป็นรอยสักขนาดใหญ่กินพื้นที่เกือบครึ่งร่างยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความรวดร้าวอาจตกค้างได้นานนับฤดูผันผ่านเลยทีเดียว ทว่าก่อนที่จะได้ขอโทษหรือขอถอนคำพูดภาคินทร์ก็ตอบกลับมาเสียแล้ว



“ไม่อีกแล้ว ไม่มาสักพักใหญ่แล้ว”



มีบางนัยบางอย่างซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น รักษ์นาราแน่ใจ แต่ก็บอกไม่ได้เช่นกันว่าคืออะไร



อยู่ๆ ภาคินทร์ก็หมุนตัวกลับ มือหนาอีกข้างที่ว่างอยู่เอื้อมมากุมรอบข้อมือเล็กไว้ ยึดตรึงไม่ให้รักษ์นาราถอยหนีได้โดยง่าย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่จึงเหลือไม่ถึงครึ่งก้าว ใกล้จนเร่งสีสันของความเขินอายบนพวงแก้มของเด็กสาวได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เท่าการที่ร่างสูงโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนหน้าผากของเขาแตะอยู่กลางกระหม่อมของเธอ การกระทำนี้ทำเธอนึกถึงแสงหิ่งห้อยและความใกล้ชิดเมื่อนานมาแล้วในวันที่เด็กหนุ่มมาทานอาหารที่บ้านของเธอเป็นครั้งแรก



สิ่งที่เกิดขึ้นทำเอารักษ์นาราเป็นฝ่ายต้องตระหนกจนตัวแข็งเกร็งและเผลอสูดหายใจเข้าลึกบ้าง กลิ่นชื้นของหยาดน้ำผสมกับกลิ่นดอกบัวอบอวลอยู่ทั่วตัวเด็กหนุ่ม มอมเมาเธอจนทำให้เรียกชื่อเขาตะกุกตะกัก



“ฉันกังวลมาตลอด...” เขากระซิบกล่าว สารภาพเล่าอย่างไม่เร่งร้อนแต่ก็ไม่ยอมขยับถอยออกไปอยู่ดี “ว่าเจ้ารูปน่าเกลียดบนหลังจะทำให้เธอกลัวฉัน ทำให้เธอตระหนักได้ว่าพลังของฉันมันน่ากลัวขนาดไหนจนไม่อยากเข้าใกล้ฉันอีก”



“เราว่าเทียบกันแล้ว ถ้าเราเผลอ อาละวาด ขึ้นมาเราน่ากลัวกว่าภาคินทร์อีกนะ” เด็กสาวปลอบด้วยรอยยิ้มเขินๆ และประโยคเชิงเสียดสี คล้ายจะบอกว่าไม่มีเหตุผลที่เธอต้องหวาดผวาเขา เช่นเดียวกับที่เขาไม่ได้รังเกียจเธอทั้งที่รู้เรื่องราพณาสูรแหละความลับของเธอน่ะแหละ



“...ก็จริงอย่างที่เธอว่า”



เพราะไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง รักษ์นาราเลยไม่แน่ใจว่าภาคินทร์มีสีหน้าเช่นไร แต่จากน้ำเสียง เธอเดาว่าเขากำลังยิ้มอยู่ แถมเจ้ามุมปากที่หยักขึ้นและใบหน้าของเขาก็กำลังเคลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ อีกต่างหาก ในตอนที่ปลายจมูกของขาก็ปัดผ่านปลายจมูกของเธอ รักษ์นาราก็เตือนสติตนเองได้พอดีว่าต้องรีบทำอะไรบางอย่างก่อนจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน



“พะ...ภาคินทร์...”



เขาขานรับคำเรียก แต่ก็ยังไม่ยอมถอยไปอยู่ดี เด็กสาวตัดสินใจสุ่มหยิบเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอมาในช่วงบ่ายมาเปิดเป็นประเด็นใหม่ด้วยหวังว่าบทสนทนาระหว่างกันน่าจะช่วยลดทอนความใกล้ชิดอันนุ่มนวลแต่ชวนหวั่นไหวเหล่านี้ลงได้บ้าง



“วะ...วันนี้เราเจอคู่หมั้นของภาคินทร์ด้วย!



และดูเหมือนว่ายุทธวิธีของรักษ์นาราจะได้ผลดีเกินไปหน่อย เพราะไม่เพียงหยุดการกระทำลงเท่านั้น ภาคินทร์ยังเริ่มหน้าซีดเผือกและตัวแข็งค้างไปในบัดดล รักษ์นาราอาศัยจังหวะนั้นปลดข้อมือตัวเองจากการเกาะกุมแล้วสืบเท้าถอยหลังไปหลายก้าว มันเพิ่มช่องว่างให้เธอหายใจหายคอได้โล่งขึ้นอีกโข แม้ว่าสภาพไร้เสื้อของเขาจะยังทำให้เธอไม่รู้จะเอาตาไปวางไว้ที่ไหนอยู่ดีก็ตาม



“น้องเขาน่ารักดีนะ ถึงจะพูดจาแปลกๆ ไปหน่อยแต่ก็ดูเป็นเด็กดีอยู่เหมือนกัน แล้วก็...”



รักษ์นาราตั้งใจมาเพื่อลองหยั่งเชิงถามไถ่ว่าภาคินทร์รู้อะไรเกี่ยวกับความลับของมุกตาภาบ้างหรือเปล่าโดยเอาเรื่องผลแพ้ชนะของฝาแฝดมาเป็นข้ออ้างในการพบเขา



ว่ากันตามตรงรักษ์นาราไม่ได้รังเกียจที่ถูกตะโกนใส่หน้าด้วยประโยคที่ฟังคล้ายการสารภาพรักจากเด็กหญิงเลยสักนิด เธอเคยร่อนเร่ไปมาในหลายแคว้น บางเมืองมีวัฒนธรรมด้านความรักที่เปิดเผยและเปิดกว้างมากจนไม่มีอะไรสามารถทำให้เธอตกใจได้อีกแล้ว



อีกอย่างความรักคือการที่เรามอบหัวใจให้ใครอีกคนไม่ใช่หรือ?



คนอีกคนที่ไม่ได้จำกัดแค่ว่าต้องเป็นเพศตรงข้าม คนอีกคนที่ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเหมือนคล้ายหรือทัดเทียม ก็แค่ใครอีกคนที่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้เท่านั้น เพราะฉะนั้นปัจจัยอย่างเรื่องเพศ ฐานะ เชื้อชาติจึงไม่ใช่องค์ประกอบที่จำเป็นกับความรักแม้แต่น้อย นั่นคือความคิดของรักษ์นารา



 “มุกตาภาพูดอะไรกับเธอบ้าง?!” ภาคินทร์ถามแทรกด้วยน้ำเสียงร้อนรนแต่ดูเหมือนรักษ์นาราจะไม่ทันสังเกตเห็น



“ก็เตือนว่าให้อยู่ให้ห่างภาคินทร์ไว้” เธอตอบไปตามที่จำได้ทันทีโดยไม่ทันคิด ผลคืออุณหภูมิในโรงฝึกลดฮวบลงกระทันหัน มือที่ถือเสื้อไว้เผลอปล่อยตกลงพื้น น้ำที่นองอยู่เริ่มกลายเป็นน้ำแข็งที่ส่งเสียงลั่นร้าวต่อๆ กันไปอย่างรวดเร็ว แต่อีกเช่นเคยที่รักษ์นาราไม่ได้สังเกตเห็นเธอยังคงกล่าวต่อไป



“คือเราก็ไม่ได้กะจะทำตามนั้นหรอกจ้ะ แต่พอน้องเขาย้ำหลายๆ รอบก็เลยแอบคิดมากอยู่เหมือนกัน”



หลังใคร่ครวญกับตัวเองสักพัก รักษ์นาราจึงได้เข้าใจประโยคที่ว่า เธอไม่คู่ควรกับเขาหรอก ของมุกตาภาว่าหมายถึงสิ่งใด ครั้งแรกที่ได้ยินเธอคิดไปว่าเด็กหญิงคงหึงหวงคู่หมั้นและไม่ต้องการให้คนธรรมดาไร้พลังอย่างเธอเข้าใกล้ ทว่าแท้จริงแล้วเป็นตรงข้าม มุกตาภาไม่อยากให้เด็กหนุ่มมายุ่งย่ามกับเธอต่างหาก



แต่ถ้าเป็นแบบนั้นก็แปลว่าเด็กหญิงไม่ชอบภาคินทร์น่ะสิ? ทำไมละ ก็เป็นคู่หมายกันไม่ใช่เหรอ อีกอย่างมีตรงไหนของภาคินทร์ที่ไม่น่าชอบกันรักษ์นาราไม่เข้าใจเลยสักนิด



สรุปคือ คำว่า คิดมากของรักษ์นาราหมายถึงอาการสับสนงุนงงของตัวเธอเอง



แต่ดูเหมือนคนฟังจะไม่ได้เข้าใจไปในทำนองเดียวกันสักเท่าไร ยิ่งการที่รักษ์นาราไม่ยอมอธิบายอะไรเพิ่มเติมเพราะกลัวจะเป็นการเปิดเผยความลับของมุกตาภาโดยไม่ได้ตั้งใจและหนีกลับไปก่อนทั้งๆ อย่างนั้นโดยอ้างว่าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วไม่อยากให้แม่เป็นห่วง อากาศหนาวสะท้านก็ยิ่งแผ่ขยายไปทั่วสระบัว



วันรุ่งขึ้นมีคนจากสกุลชลัชพงษ์ป่วยด้วยไข้หวัดพร้อมกันมากถึงเก้าคนด้วยกัน



              
 และภาคินทร์ถูกวิรุณเทศนาเรื่องการควบคุมพลัง
ไปตลอดทางตั้งแต่ออกจากเรือนจนถึงสนามประลอง






###########

               สนทนา : รถขายอ้อยของนุ้งคินทร์โดนเบรคดังเอี๊ยด 5555 แฟนคลับคงอยากปาจานระบายอารมณ์แบบพี่ทอมไม่ก็อยากปาใส่ฟ็อกซ์อยู่แน่ๆ ถถถ ใจเย็นๆกันหน่อยสิค่ะ เพิ่งจะห้าสิบกว่าตอนเอง จะให้จูบกันมันยังเร็วไปนะหนูลูก 5555



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

1,495 ความคิดเห็น

  1. #772 Smile (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 18:41
    เขิลค่ะฟ็อกซ์ แต่ก็โดนขัด :(
    #772
    0
  2. #753 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 19:56
    นุ้งคินทร์คนขายอ้อยของเค้าาาา ทำไมโดนฟ็อกซ์แกล้งแบบนี้นะ 5555
    ฟ็อกซ์บอกว่าอะไรนะ นิยายเพิ่ง 50 กว่าตอนเองแล้วจะจูบกันได้ไง // me เหล่ไปมองน้องหยกกับพี่พล 555

    แต่ไม่เป็นไรเด็กๆยังเด็กอยู่เอาความขายอ้อยมาทีละเท่านี้ก็ฟินได้อยู่ พอโตไปสเต็ปนุ้งคินทร์น่าจะดีขึ้น น่าจะแล้วไงแล้วจู่โจมต่อได้ 5555

    ปอลอ ทำไมนุ้งคินทร์ต้องสตั้นท์เรื่องหนูมุก นุ้งคินทร์ต้องรู้อะไรดีๆมาแน่เลยยยยยย 5555
    #753
    1
    • #753-1 bookkota (@moonrabbit) (จากตอนที่ 62)
      18 กันยายน 2560 / 20:05
      ปอลอลอ เราชอบโมเมนต์ที่บรรยายตอนท้ายที่บอกว่านุ้งคินทร์โดนคุณพ่อวิรุณบ่นหปตลอดทางไปประลองมากอ่ะ ดูน่ารักเป็นพ่อลูกกันดี ??
      #753-1
  3. #751 พสันต์ (@rainy_dacht) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 07:36
    เบรกซะรถอ้อยแทบคว่ำเลย555 ตอนจะจูบ>>เรานี่ตัวบิดม้วนเป็นไส้เดือนโดนน้ำร้อนลวกเลย555
    ตัดกันได้ทำร้ายจิตใจมาก
    นานๆทีนุ้งคินทร์จะได้ขายอ้อยแบบไม่ต้องเนียนเอาหน้านิ่งกลบบ้าง ถถถถถถถ
    #รอต่อปายยยยยย
    #751
    0
  4. #750 minggg- (@minggg-) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 23:48
    เหมือนถูกทำให้เป็นน้ำแข้งไปด้วยกันเลยยย
    กรี๊ดด ไม่ได้กรีดเรื่องจูบไม่จูบอย่างที่คนเขียนบิวล์
    แต่เคืองว่ามันตัดฉับยังไม่ได้คุยอะไรกันเลยนะเนี่ยยย

    กรี๊ด ถ้าเอาพลังที่อยู่ใต้รอยสักกมาสู้ได้ไหมมม
    จะได้ชนะไปเลย
    หรือถูกปรับแพ้อีกเพราะว่า พลังพิลึกเกินไปเนี่ยยย
    กรี๊ดด ภาคินทร์สู้ๆ น้าาาาา
    #750
    0
  5. วันที่ 17 กันยายน 2560 / 10:17
    ได้ยินเสียงเอี๊ยด ถึงกลับหัวทิ่มเลยทีเดียว
    #749
    0
  6. #748 Som Juthamas (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 06:01
    เบรคได้หัวทิ่มหัวตำมากกกอ่ะไรท์
    #748
    0
  7. #746 pippin_pie (@pippin_pie) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 01:06
    ภาคินทร์ โกรธเพราะอะไร

    อยากรู้ๆ

    แสดงว่าภาคินทร์รู้เรื่องหนูมุก หรือเป็นคู่กัดอะไรรึป่าว

    #746
    0
  8. #744 onumaa (@onumaa) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 23:01
    ไรท์ใจร้ายกำลังจะฟินนุ้งคินทร์กับหนูรักษ์พอดีเลย
    ปล.อยากเห็นหุ่น เฮ้ยไม่ใช่รอยสักของนุ้งคินทร์จังเลย >///<
    #744
    0
  9. #743 =>black projecter (@aceofheart) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:43
    ในอดีต มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีหางจำนวนมากได้พ่ายแพ้แก่วีรบุรุษผู้เป็นตำนาน มันจึงถูกผนึกไว้ในร่างสถิต/////ผิดเรื่อง
    #743
    0
  10. #742 สุดย0ด (@patinya1223) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:39
    นานๆทีนางจะมีโมเม้นหวานๆได้ลวนลามหนูรักษ์ มาเจอเรื่องคู่หมั่นนี่ชะงักเลยนะคะ 555555555555
    #742
    0
  11. #741 MoeLLe (@pianista) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:06
    สงสารพี่คินทร์ ????
    #741
    0
  12. #740 nass_san (@nass) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 20:54
    ตายแล้วววววววววว จะจูบแล้วววววว ว๊ากกกกกกกก 5555555555

    นี่ทำให้นึกถึงคาถาผนึกของนารูโตะเลยนะคะ #เกี่ยวเหรอฟร่ะ 5555555555

    เรารอรุ่นห้าพันวันมาก มันจะต้องมันมากๆ แน่เลย

    ตอนนี้มีคำผิดประปรายนะคะ อย่าลืมตรวจทานนะคะ เค้าเข้าใจเรื่องการพิมแล้วตาลายค่า จะคอยช่วยตรวจนะคะ :-) :-)
    #740
    0
  13. #739 Ggggib (@123ggg) (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 20:45
    ไรต์ใจร้ายยย เบรกซะหัวทิ่มเลย 5555
    #739
    0